ฟัง “ทรนง” เปิดใจถึงมรสุมชีวิตที่เป็นเหตุให้อยากลาโลก “จริง” หรือ “โปรโมต” หนัง

โดย MGR Online   
2 มิถุนายน 2552 18:28 น.
1 | 2  | หน้าถัดไป
ฟัง “ทรนง” เปิดใจถึงมรสุมชีวิตที่เป็นเหตุให้อยากลาโลก “จริง” หรือ “โปรโมต” หนัง
        “ทรนง” เปิดใจเหตุอยากจะฆ่าตัวตาย เผยไม่ใช่ครั้งแรกที่คิดสั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยสติแตกตัดนิ้วตัวเองมาแล้ว ด้านหมอไม่อยากรับรักษา แนะให้ส่งไปโรงพยาบาลบ้า สุดเครียดคนไม่ให้การตอบรับหนังทั้งที่ทุ่มทุนไป 160 ล้านเพื่อเตือนภัย ไหนจะเรื่องจัดกิจกรรมคนอึดให้คนอดข้าวอดน้ำชิงเงิน 5 แสน หวั่นผู้เข้าแข่งขันตาย
       
       มีปัญหาตั้งแต่เริ่มทำเรื่อยมาจนถึงช่วงโปรโมตเลยทีเดียว สำหรับภาพยนตร์ “2022 สึนามิวันโลกสังหาร” ของผู้กำกับ “ทรนง ศรีเชื้อ” ก่อนหน้านี้ก็นำรูปศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี พ.ศ.2547 มาทำเป็นป้ายโฆษณาจนโดนวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว
       
       จากนั้นหนังก็เกาะกระแสความขัดแย้งทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น ด้วยการนำภาพด้านหลังของชายคนหนึ่ง (ที่ผู้กำกับรุ่นใหญ่บอกว่าคือ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) พร้อมด้วยข้อความ “หรือจะรอให้ภัยพิบัติมาล้างสองสีออกจากแผ่นดิน 2022 สึนามิ ลูกหลานจะมีชีวิตอยู่อย่างไร” มาติดแทน
       
       และเมื่อไม่กี่วันก่อนหนังจะเข้าฉายก็มีมือดีลอบเข้าไปวางเพลิงโรงถ่ายที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ทำเอาหลายๆ คนสงสัยว่า เป็นการโปรโมตหนังหรือไม่ ซึ่งทรนงก็ได้ออกมาแก้ข่าวแล้วว่าน่าจะเกิดจากความไม่พอใจของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ตนทำหนังเชิดชูนายกรัฐมนตรี
       
       ล่าสุดหลังหนังเข้าฉายได้ไม่กี่วันก็มีกระแสข่าวมาว่าทรนงเครียดรายได้สึนามิไม่เข้าเป้า ถึงขั้นตัดสินใจจะใช้ปืนยิงตัวตายลาโลก แต่โชคดีเลขาเข้ามาห้ามปรามไว้ได้สำเร็จ และขณะนี้อยู่ในการควบคุมของแพทย์ที่โรงพยาบาลรามคำแหง กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้หลายๆ คนข้องใจว่า “เรื่องจริง” หรือ “แค่โปรโมตหนัง”
       

       หลังจากทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ทรนง ศรีเชื้อ ถึงขอบเตียง “จริง” หรือ “แหกตา” ตัดสินกันเอาเอง
       
       “มันเครียดจริงๆ นะ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ในชีวิตผมเจอปัญหาหนักๆ มาเยอะ แล้วก็เข้าโรงพยาบาลในสภาพนี้น่าจะอยู่ประมาณ 7 - 8 ครั้ง ครั้งที่รุนแรงที่สุดก็คงเป็นครั้งที่ตัดนิ้วเข้าโรงพยาบาลเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว และครั้งที่สองที่เข้ามาในสภาพที่มาหาจิตแพทย์ก็เป็นช่วงเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ถล่ม ญาติพี่น้องผมก็ไม่มีใครอยู่ในอเมริกาหรอกช่วงนั้น แต่ผมเครียดจนผมอยู่ไม่ได้ ผมต้องมาอยู่ที่นี่ คือผมมีความรู้สึกวิตกกังวล นั่นคือตัวตนของผมจริงๆ ที่วิตกกังวลไปทั้งโลก”
       
       “แต่ที่ผมเครียดตรงนี้ เครียดจนรับอะไรไม่ได้ มันก็มีหลายเหตุผล เหตุผลแรกก็คือว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้นะ 4 ปีที่ผ่านมาผมเหนื่อยกับการทำงาน เหนื่อยแบบไม่มีวันหยุด ชีวิตผมไม่เคยมีเสาร์-อาทิตย์ ผมนอนนี่หมายความว่าผมหมดสภาพผมถึงนอน ตื่นขึ้นมาหัวสมองผมก็ทำงาน มันเป็นอย่างนี้มา 4 ปีเต็มๆ เป็น 4 ปีที่เข้มที่สุด ก็ช่วงอายุ 53 ถึงวันนี้ 58 ปี”
       
       “ถามว่าผมทำอะไรบ้าง 4 ปีนี่ผมสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง ตั้งแต่การเอาที่ดินวิ่งหาเม็ดเงิน เพื่อจะเอาเงินเป็นพันล้านมาทำงาน สองระหว่างที่สร้างโรงถ่ายเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่แล้ว ผมยังต้องสร้างหนังสึนามิ ซึ่งเป็นหนังที่ผมมีความตั้งใจอย่างสูง เมื่อผมสร้างสึนามิผมก็ค่อยทำค่อยไป ตอนแรกกะจะเอาภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายภายใน 2 ปี คนก็ตำหนิกัน หาว่าผมโหนกระแสสึนามิ ก็ไม่เป็นไรผมก็เลยชะลอ เพราะเราไม่มีเจตนาที่จะไปโหนกระแส”
       
       “ทีนี้เราก็สร้างสึนามิมา 3 ปี 6 เดือนจนเสร็จ โดยผมทำงานใหญ่อยู่สองอย่าง ก็คือทำเรื่องโรงถ่ายกับเรื่องสึนามิโดยที่ไม่ได้หยุดเลย แล้วก็มีการเดินทางไปทั่วโลก เพื่อไปแนะนำหนังขายถึง 4 รอบไปด้วยตัวเองถึง 4 ครั้ง แล้วทีนี้เมื่อหนังมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยเม็ดเงินซึ่งอย่างที่ทราบดีประมาณ 160 ล้านบาท มีคนถามว่า 160 ล้านบาทมันแพงขนาดนั้นมั้ย ผมคิดแค่ตัวเลขไม่เกี่ยวกับโปรดักชั่นนะ คุณไปกู้ดอกเบี้ยขั้นต่ำร้อยละ 2 ต่อเดือนแล้วกัน ร้อยละ 2 ต่อเดือน ปีหนึ่ง 12 เดือนก็ร้อยละ 24 3 ปีก็ร้อยละ 72 คุณกู้เงินมา 100 ล้านคุณต้องจ่ายดอกเบี้ยเขาร้อยละ 12 ล้านอย่างต่ำ นี่เป็นตัวเลขจริงๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสร้างหนัง แล้วเป็นตัวเลขจริงๆ ที่ชดใช้”
       
       “แต่ว่าเม็ดเงินทั้งหมดที่ผมเอามามันมีดอกเบี้ยร้อยละ 6 หรือร้อยละ 10 หรือร้อยละ 5 ล่ะฉะนั้นถัวเฉลี่ยแล้วหนังเรื่องนี้ตัวเลขจริงๆ เกิน 160 ล้านไม่ต้องไปพูดถึง อันนั้นก็เป็นแรงกดดันอันหนึ่งในการทำงาน ทีนี้เมื่อผมสร้างสึนามิเสร็จ ผมตั้งใจเอาเข้าฉายครบรอบ 4 ปีสึนามิ แต่มันก็เกิดมีปัญหาทางการเมือง ตอนแรกคือจะเข้าฉายภายใน 2 ปีคือมันมีปัญหาหาว่าโหนกระแสสึนามิ ก็เลื่อนมาเข้า 4 ปี ก็มีเรื่องปิดสนามบิน ปิดอนุสาวรีย์ชัย มีปัญหาเรื่องเหลืองแดง ก็ร่นจะมาเข้าที่ 30 เมษา พอเข้า 30 เมษาก็มามีปัญหาเรื่องวันสงกรานต์ ผมก็เลื่อน”
       
       “การเลื่อนแต่ละครั้งทำให้ผมสูญเสียงบโฆษณาอีกประมาณ 4 - 5 ล้านบาทที่ลงไปแล้ว อย่างเช่นเราจองโฆษณาเดลินิวส์จ่ายตังค์ไปแล้ว เขาลงให้แล้ว เราก็ต้องระงับ แต่เราต้องจ่าย เสียหาย เราขึ้นบิลบอร์ททั่วประเทศไปหลายจุด ใช้เงินเป็นล้าน เราพิมพ์แผ่นพับเป็นแสนๆ แผ่นแจกไว้เรียบร้อยแล้ว วันที่ 30 เราต้องเลื่อนมา 28 ทั้งหมดเป็นเรื่องเสียหายที่ยกตัวอย่างให้เห็นชัด”
       
       “เราลงในเอนเตอร์เทนเม้นท์ในนิตยสาร เราลงในสตาร์พิคว่าหนังเราเข้าวันนี้ ผลสุดท้ายโฆษณาทั้งหมดมันทิ้งน้ำ การที่เลื่อนหนังมันก็เครียด เมื่อเราเลื่อนหนังเสร็จเราก็ไม่สามารถเลื่อนไปได้มาก เราก็เลื่อนมาเจอ Terminator เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะมันเป็นกรรมมันเป็นเวรที่ต้องเผชิญหน้า เพราะทุกคนก็เตือน ทีนี้ภาพยนตร์ที่เราลงทุนไป 160 ล้านดูมันมากมายมหาศาล แต่จริงๆ แล้วถ้าเราเอาไปเทียบกับ Terminator ของเขาลงทุน 3,000 ล้าน ซึ่งเราอยู่ที่ 2.5% ของงบสร้างของเขา เมื่อเข้าฉายบริษัทสร้างหนังฝรั่งเขาก็ต้องอัดโฆษณา อัดโรง ซื้อมากกว่าเราหลายเท่ามาก”
       
       “ทีนี้เราล่นมา 4 ปีเมื่อเราเข้า แล้วหนังเรื่องนี้ผมทำเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้ดู ซึ่งคนที่ชมหนังของผมแล้วจะติผมไม่ได้ ว่าผมทำหนังเรื่องนี้เพื่อสุขเอาเผากิน 4 ปีไม่ได้สุกเอาเผากิน และขณะเดียวกันผมก็หวังว่าคนจะมาดูหนังเรื่องนี้ เพราะผมทำทั้งหมดเพื่อคนกรุงเทพฯ 10 กว่าล้านคน เตือนภัยเรื่องสิ่งแวดล้อมโลกกับเรื่องสึนามิ ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้ตระหนักถึงการเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม”
       
       “แต่พอผมทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเปิดรอบพรีเมียร์ผมก็ยอมหมดเงิน 7 - 8 แสนเพื่อจะทำงาน ทุกอย่างผมหว่านเงินลงไปทั้งหมดเพื่อหวังผลให้คนได้ชมหนังเรื่องนี้โดยที่รายได้เราประกาศไว้ตลอดเวลา ทรนงประกาศตลอดเวลาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำไม่ได้หวังผลกำไร หวังแค่ได้คืนครึ่งหนึ่งก็ดีใจแล้ว ตอนนี้เมื่อวันที่หนังเข้าวันแรก ผมก็ไปยืนดูโดยตั้งเป้าในใจแล้ว ยอดรายได้ต่ำสุดจาก 54 โรงผมกะได้วันละ 3 ล้าน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำ”
       
       “แต่เมื่อผมไปยืนที่หน้าโรง ผมบอกทุกคน ทีมงานรู้ดี บอกสื่อมวลชนว่าผมทำหนังเพื่อให้คนไทยได้รู้จักสิ่งแวดล้อม ได้ดูหนังแนวทางเลือกใหม่ ผมอยากให้คนกรุงเทพฯ รู้จักเรื่องสึนามิ แล้วก็รู้จักการเตือนภัย ดร.สมิทธ์ ยืนอยู่ข้างเหตุผลเดียวกับผม ดร.อาจอง วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเนี่ยถูกทางแล้ว ไม่เกิน 20 ปีน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ พระมหาสมปอง มาดูหนังผม รัฐมนตรีช่วยอลงค์กร มาดูหนัง นักการเมืองหลายท่าน คนในวงการธุรกิจมาดูแล้วยอมรับว่าหนังผมอยู่ในสภาพที่ดูดีและฉายได้ ไม่ใช่หนังน้ำเน่าแน่นอน แต่ไม่ใช่หนังที่ดีเลิศเลอถึงจะต้องได้รับรางวัลอะไรสูงส่ง”
       
       “แต่เมื่อ 4 วันที่แล้วผมไปยืนอยู่หน้าโรงฉายภาพยนตร์ ผมกดดันมาก ผมเห็นคนเดินเข้าโรงหนังโรงอื่น หนังฝรั่ง หนังซึ่งเหล็กเดินได้ หนังซึ่งมีใบมีดโกนโผล่มาจากมือ หนังผี หนังตลก คนไปดูหนังเหล่านั้น 4 วันเขาเก็บเงินได้เป็นสิบๆ ล้าน ขณะที่ผมเก็บได้ 2 ล้านกว่าบาท ถามว่าผมเสียใจมั้ย ผมเสียใจว่าผมทำทั้งหมดเพื่อคนกรุงเทพฯ สิบกว่าล้านคนได้รู้ ได้เห็นภาพสึนามิถล่มกรุงเทพฯ ผมทำทั้งหมดเพื่อให้คนไทยได้รู้เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คนที่ผมทำทั้งหมดซึ่งไม่ใช่โคตรพ่อ โคตรแม่ผมเลยกลับสนใจหนังซึ่งไม่ได้ให้อะไรเขาเลย”
       
       “แต่ผมก็ไปตำหนิไม่ได้ มันเป็นเรื่องความคิดใครความคิดมัน ผมถึงเข้าใจ ดร.สมิทธ์ ที่เตือนว่าจะเกิดภัยสึนามิ แต่ผลสุดท้ายก็ไม่มีใครเชื่อ ทุกคนกลับตำหนิ ดร.สมิทธ์ แต่พอสึนามิเข้ามาจริงก็กลายเป็นพูดถูกต้อง แต่นั่นมันก็สูญเสียไปเรียบร้อยแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีกับสังคมไทย มีต่อสังคมคนกรุงเทพฯ มีต่อประชากร 60 ล้านคนทำร้ายจิตใจผม”
       
       “ผมแคร์เขาตลอด 4 ปีที่ผมทำหนัง ทุกวินาทีที่ผมหายใจ ผมสนใจ แต่เขากลับไม่ได้สนใจว่าผมได้ทำอะไรเพื่อพวกเขาเลย เขาสนใจที่ไปดูอะไรที่เพื่อความบันเทิง เพื่อความตลก นั่นเป็นสิ่งแรก ประเด็นอื่นๆ เมื่อหนังเป็นอย่างนี้ตัวเลขผมมองเห็นแล้วผมจะต้องขาดทุนเกิน 100 กว่าล้าน ซึ่งผมทำใจไว้ที่ 50 ล้าน โดยจะแก้ปัญหาที่ว่าทำยังไงให้ได้คืน 50 ล้าน”
       
       

ฟัง “ทรนง” เปิดใจถึงมรสุมชีวิตที่เป็นเหตุให้อยากลาโลก “จริง” หรือ “โปรโมต” หนัง
       

ฟัง “ทรนง” เปิดใจถึงมรสุมชีวิตที่เป็นเหตุให้อยากลาโลก “จริง” หรือ “โปรโมต” หนัง
       

ฟัง “ทรนง” เปิดใจถึงมรสุมชีวิตที่เป็นเหตุให้อยากลาโลก “จริง” หรือ “โปรโมต” หนัง
       

จำนวนคนโหวต 119 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 26 คน
22 %
ไม่เห็นด้วย 93 คน
78 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017