หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกบันเทิง | สกู๊ปพิเศษ
 

สื่อสุดโต่ง: เมื่อนักข่าว "ล้ำเส้น"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
12 ธันวาคม 2555 14:35 น.
สื่อสุดโต่ง: เมื่อนักข่าว ล้ำเส้น
        โศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของนางพยาบาลผู้เคราะห์ร้าย จากผลกระทบการทำข่าวแบบถูกลูกถึงคนชนิดเกินเหตุของสื่อมวลชนออสเตรเลีย เป็นเพียงหนึ่งในกรณีของการหาข่าว แบบสุดโต่ง ไม่เลือกวิธีการ ที่สุดท้ายเข้าข่ายเป็นความเกินเหตุ และเส้นแบ่งระหว่างความถูกกับผิด ก็ไม่บางอีกต่อไป
       
       การเสียชีวิตของ เจซินธา ซัลดันฮา พยาบาลวัย 46 ปี ถือเป็นเรื่องช็อกสังคมอังกฤษ ซึ่งเชื่อว่าเธอตัดสินใจปลิดชีพตนเองเพราะรู้สึกผิดที่ถูกหลอกให้เผยข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งพระครรภ์ของเจ้าหญิงเคต เพื่อหลอกถามพระอาการประชวรของเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสส์แห่งเคมบริดจ์ จนเป็นเหตุให้พยาบาลผู้รับโทรศัพท์ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการเล่นแผลง ๆ ที่บานปลายไปไกลกว่าที่ใคร ๆ จะคาดคิด
       
       เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก และแน่นอนว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย กับการทำงานของสื่อมวลชลที่ล้ำเส้นเกินขอบเขต เพียงเพื่อให้ได้ ข้อมูล หรือภาพถ่าย "ลับเฉพาะ" ที่พิเศษ และไม่เหมือนใคร
       
       

       
       ไล่ล่าเสี่ยงตาย
       
       ท้องถนนกลายเป็นที่ไล่ล่าของบรรดาช่างภาพ และสื่อมวลชน กับคนดังแหล่งข่าว จนกลายเป็นความเสี่ยงที่จะอุบัติเหตุขึ้น เมื่อกลางปีที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องใหญ่ในท้องถนนลอสแอนเจลิส เมื่อมีเหตุไล่ล่าบนถนนระหว่างกลุ่มนักข่าว และช่างภาพอิสระ กับศิลปินหนุ่มน้อยคนดัง "จัสติน บีเบอร์"
       
       พยานที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่ารถของศิลปินหนุ่มกับรถของสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งที่ขับตามมา ไล่ล่ากันไปบนถนนสาธารณะแบบไม่สนใจว่าใครจะอยู่บนพื้นผิวถนนอีกบ้าง ทั้งขับโฉบเฉี่ยวแซงรถคันอื่นไปเรื่อย ๆ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยอมรับว่าเขาคิดไปว่าต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นแน่ ๆ แต่สุดท้ายก็โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอันตราย
       
       งานนี้ตำรวจได้ให้คำแนะนำว่า คนดังจำนวนมากมักจะตัดสินใจเร่งรถหนีแบบไร้สติเมื่อโดนตามล่า ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เป็นวิธีที่ถูกต้องเท่าไหร่ ทางเลือกที่ดีกว่าก็คือการแจ้งเรื่องให้กับเจ้าหน้าที่ทราบนั่นเอง
       
       ตำรวจที่ดูแลคดีของบีเบอร์ยังให้ความเห็นถึงการไล่ล่าคนดังบนท้องถนนแบบนี้ว่า "เป็นเหตุการณ์ที่มีแต่จะลงเอยด้วยความเศร้า" เช่นเดียวกับการเสียชีวิตของ เจ้าหญิงไดอาน่าเมื่อ 15 ปีก่อนที่หลายคนก็เชื่อว่ามาจากการขับรถหนีสื่อมวลชนเช่นเดียวกัน แม้เหตุผลหลักจะเกี่ยวข้องกับการขับรถอย่างประมาทของอีกฝ่ายก็ตาม
       
       

       
       บุกรุกบ้านช่อง-ขโมยข้อมูลส่วนตัว
       
       ฮิวจ์ แกรนต์ เผยถึงความเลวร้ายของสื่อมวลชนเมืองผู้ดีเมื่อกลางปีทีผ่านมา เพื่อเปิดเผยถึงด้านมืดของชีวิตแห่งการเป็นคนดัง ที่ต้องถูกรุกล้ำล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัว ทั้งถูกบุกรุกบ้าน, ลักลอบเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์ และแฮคข้อความทางโทรศัพท์
       
       นักแสดงวัย 51 ปี แสดงความเห็นว่า ในตอนนั้นตนคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีทางใดที่หนังสือพิมพ์จะได้เรื่องราวที่ว่าความสัมพันธ์ของเขากับ เจไมมา คาห์น แฟนสาวในขณะนั้นกำลังสั่นคลอน นอกจากข้อความที่เพื่อนสนิทที่เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้างคนหนึ่งส่งมาให้กับเขา ยังมีเหตุการณ์ที่มีบุคคลลึกลับบุกรุกเข้าไปในอพาร์ทเมนต์ของเขา แม้จะไม่ได้มีอะไรสูญหายไป แต่ไม่นานหลังจากนั้นหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ฉบับหนึ่ง กลับบรรยายรายละเอียดถึงอพาร์ทเมนต์ของเขาได้อย่างละเอียดและถูกต้อง
       
       แกรนต์ ยังเคยแสดงความเหนื่อยใจ เรื่องลูกของเขาที่เกิดจาก หงถิงหลัน แฟนสาวเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาสื่อมวลชนทุกสำนัก จนเขาต้องขออำนาจของศาลเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวเอาไว้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้ เขาถึงขั้นไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลในวันที่ลูกลืมตาดูโลกเมื่อปลายเดือน ก.ย. ได้ทันที แต่ต้องรอไปอีก 1 วันแทน
       
       

       
       สะกดรอยตาม-แค่มีกล้องถ่ายรูปก็กลายเป็นเรื่องถูกกฏหมาย
       
       เซียนน่า มิลเลอร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากหนังอย่าง G.I. Joe ยอมรับว่าเธอต้องอยู่อย่างวิตกจริตหลายปีจากการมีปาปารัซซี่ติดตามมาถึงบริเวณบ้าน และต้องถูกดักฟังโทรศัพท์ด้วย
       
       ดาราสาวสวย เปิดเผยว่าตลอดหลายปีของการเป็นคนดัง เธอต้องถูกชายประมาณ 10 ถึง 15 คนคอยตามล่าแบบไม่บันยะบันยัง ... บางครั้งก็ข่มเหงกันด้วยคำพูด ในบางครั้งที่ในตอนกลางค่ำกลางคืน เธอต้องวิ่งอยู่ในถนนมืดคนเดียว โดยมีผู้ชาย 10 คน คอยไล่ตาม ซึ่งก็เพราะแค่มีกล้องอยู่ในมือ มันจึงกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายไปได้
       
       ความสัมพันธ์ของเธอกับ จู๊ด ลอว์ คือประเด็นส่วนตัวที่สื่อมวลชนให้ความสนใจมาตลอด ซึ่งดาราสาวชาวอังกฤษก็ยอมรับว่า เธอรู้สึกผิดขึ้นไปอีกเพราะที่ผ่านมาเคยโทษคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนในครอบครัวว่าอาจจะเป็นคนปล่อยข้อมูลส่วนตัวให้กับสื่อทราบ ต่อมาถึงได้รู้ว่าเธอถูกแฮคข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือ จนเข้าถึงส่วนข้อความเสียง ซึ่งมิลเลอร์เผยความรู้สึกว่า เรื่องแบบนี้เป็นการละเมิดขั้นร้ายแรง และทำให้ชีวิตของเธอต้องตกอยู่ในความหวาดระแวง และวิตกกังวลตลอดเวลา
       
       

       
       คุ้ยถังขยะคนดัง
       
       สำหรับกรณีของ สตีฟ คูแกน ได้เปิดเผยว่าเขาเคยถูกนักข่าวและปาปารัสซี่รังควานหนัก ถึงขั้นตามมาที่บ้าน และคุ้ยถังขยะ เพื่อหา "หลักฐาน" สำหรับข่าวลือว่าเขา ชวนเพื่อนนักแสดงมาเสพยากันที่บ้านนั่นเอง
       
       โดยนักแสดงซึ่งเป็นที่รู้จักจากหนังอเมริกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Night at the Museum หรือ Tropic Thunder เคยตกเป็นข่าวในหน้าสื่อดัง Daily Mail เมื่อ 3 ปีก่อน ว่าร่วมใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายกับเพื่อนนักแสดงชาวสหรัฐฯ โอเวน วิลสัน ซึ่งในตอนนั้น คูแกน ยืนกรานว่าเขาไม่ได้พบกับอดีตเพื่อนร่วมงานคนนี้เลยในระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ยิ่งเรื่องใช้ยาเสพติดด้วยกันยิ่งเป็นไปไม่ได้
       
       เช่นเดียวกับการดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งดาวตลกคนดังมองว่าไม่ได้ช่วยอะไรมากเหมือนกัน เพราะการพยายามใช้มาตรการทางกฎหมายก็เหมือนยิ่งจะทำให้ข่าวเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาอีก บางกรณีที่ได้ผลที่สุดก็คือไม่ต้องทำอะไร แล้วเรื่องราวแบบนี้มันก็จะผ่านไปเอง เขายังบอกด้วยว่า "ถ้าคุณบ่นมันก็จะเป็นการดันเรื่องให้ไปข้างหน้าอีก เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์อีกเรื่อย ๆ"
       
       

       
       เข้าถึงแม่ไม่ได้-ลูกก็ยังดี
       
       เจ.เค. โรวลิ่ง นักเขียนดังเจ้าของนิยายเยาวชนชุด Harry Potter ก็เป็นอีกคนที่ต้องปวดหัวกับการทำหน้าที่ของสื่อ กัน โดยเฉพาะที่มีผลต่อลูก ๆ
       
       และสิ่งที่ทำให้ เจเค. โรวลิ่ง ไม่พอใจที่สุดก็คือการที่สื่อละเมิดไปถึงสิทธิส่วนตัวของลูก ๆ ทั้ง 3 คน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่สร้างความไม่พอใจให้กับเธอมากที่สุด เมื่อลูกสาวคนโตกลับมาบ้าน โดยมีจดหมายของสื่อใส่มาในกระเป๋าด้วย "ฉันรู้สึกเหมือนถูกละเมิด ... มันยากมากที่จะพูดว่าฉันโกรธมากแค่ไหน เมื่อรู้สึกว่าโรงเรียนของลูกสาวอายุ 5 ขวบ ไม่ได้เป็นสถานที่ปลอดภัยจากสื่อมวลชนอีกต่อไป" เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่าเมื่อคลอดลูกคนเล็ก ตนเองก็เริ่มรู้สึกว่าเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ "ถูกปิดล้อม และจับเป็นตัวประกัน"
       
       ที่ผ่านมา โรวลิ่ง เคยฟ้องร้องสื่อมวลชนไปหลายสำนัก ซึ่งตีพิมพ์ภาพของเธอและลูกโดยไม่ได้รับอนุญาต "ยากที่จะอธิบายค่ะ สำหรับบางคนที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้เคยเจอประสบการณ์แบบนี้มาก่อน มันคือภัยคุกคามอันร้ายแรง เราไม่ต้องการการปฏิบัติที่พิเศษอะไร แต่ขอให้ปฏิบัติกับพวกเราอย่างปกติธรรมดาก็พอแล้ว"
       
       

       
       กวนโมโหดาราให้เป็นข่าว
       
       วิล สมิธ ถึงขั้นระเบิดอารมณ์แบบไม่ไว้หน้าใคร หลังโดนพิธีกรจอมอำชาวรัสเซียแนบแก้ม แต่นักแสดงดังผลักออกอย่างแรงหลังรู้ตัวว่าพิธีกรจอมอำพยายามจูบปากก่อนที่เขาจะฟาดหลังมือเข้าให้ฉาดใหญ่
       
       โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นขณะที่ วิล สมิธ กำลังเดินพรมแดงในมอสโก เพื่อโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Men In Black 3 ซึ่งเขาเดินทักทายสื่อที่มารอสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึง วิทัลลี ซีเดียก พิธีกรจอมอำซึ่งเขาทักทายวิล ด้วยการเข้าไปกอดพร้อมพยายามจูบเขา ซึ่งตอนแรกวิล ทักทายเขาเป็นอย่างดี ยอมให้กอดและแนบแก้มอย่างกันเอง ก่อนที่เขาจะเริ่มรู้ตัวผลักอกพิธีกรคนดังกล่าวออกไปพร้อมกับฟาดหลังมือบันดาลโทสะใส่หน้าพิธีกรรายนี้ไปอีกฉาดใหญ่
       
       สำหรับพิธีกรจอมอำรายนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่ชอบขโมยจูบคนดังตอนที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว นอกจากนั้นเขายังเคยสร้างชื่อด้านลบมาแล้วมากมาย กับการหาเรื่องคนดัง รวมถึงที่เคยนำช่อดอกไฮเดรนเยียไปมอบให้ มาดอนนา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นดอกไม้ที่เธอมาดอนนาเกลียด เห็นได้ชัดจากที่ มาดอนน่า ได้รับช่อดอกไม้ดังกล่าวจากพิธีกรจอมอำรายนี้ เธอรับมาด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนบอกไม่ถูก ก่อนจะโยนช่อดอกไม้ดังกล่าวทิ้งไว้ใต้โต๊ะ ซึ่งต่อมาเธอได้โพสต์คลิปขอโทษโดยใช้น้ำเสียงเสียดสี พร้อมระบุว่าเธอเกลียดดอกไม้ชนิดนี้เป็นที่สุด
       
       

       
       สวมรอยต้มตุ๋น
       
       สเวน โกรัน อิริคส์สัน ผู้จัดการทีมฟุตบอลที่มีข่าวด้านชีวิตส่วนตัวมากที่สุดเองก็เคยต้องเผชิญกับการเล่นแรงของสื่ออังกฤษ เมื่อครั้งตำแหน่งรับหน้าที่กุนซือทีมชาติ ที่นักข่าวของหนังสือพิมพ์ "นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์" ปลอมตัวเป็น ชีคอาหรับ เข้าไปหลอกล่อล้วงตับให้เผยความลับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์นักเตะ "สิงโตคำราม" เรียงตัว รวมถึงบอกว่าต้องการคุมทีม แอสตัน วิลล่าและให้เศรษฐีแทบตะวันออกกลางไปเทกโอเวอร์ เพราะเขาจะไปทำทีมให้หลังจากจบศึกฟุตบอล 2006 ที่ประเทศ เยอรมัน ในช่วงกลางปีนี้
       
       ในเหตุการณ์ครั้งนั้น กุนซือชาวสวีดิชหลุดปากแนะนำให้ชีคอาหรับตัวปลอมไปเทกโอเวอร์สิงห์ผงาด พร้อมเสนอตัวยินดีที่ไปคุมทัพให้หากได้ค่าเหนื่อยงดงาม และการันตีว่าเขาจะสามารถดึงนักเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮมและไมเคิล โอเว่น มาร่วมทัพได้ โดยเฉพาะรายหลังที่ตอนนั้นเริ่มไม่มีความสุขกับนิวคาสเซิลแล้ว แถมระบุว่าที่กองหน้าทีมชาติอังกฤษย้ายซบถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค มาจากเหตุผลในเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว
       
       นอกจากนั้น สเวน ยังถูกหลอกให้นินทา ริโอ เฟอร์ดินานด์ ว่าเป็นนักเตะจอมขี้เกียจ ฌอน ไรท์ ฟิลลิปส์ ค่าตัวแพงเกินฝีเท้า และ เวย์น รูนี่ย์ นั้นเติบโตมาจากครอบครัวระดับล่าง
       
       

       
       ตีพิมพ์ภาพต้องห้าม-รวมหัวแก๊งมาเฟีย
       
       หนึ่งในเหตุการณ์ที่อื้อฉาวที่สุดในวงการบันเทิงฮ่องกง ซึ่งเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. ปี 1990 ขณะที่ หลิวเจียหลิง ในวัย 25 ปีกำลังมีชื่อเสียงในวงการอย่างเต็มที่ ได้ถูกลักพาตัว ก่อนที่เธอจะถูกปิดตาแล้วจับแก้ผ้าถ่ายรูปเอาไว้โดยคนของแก๊งมาเฟีย ซึ่งตัวของ หลิวเจียหลิง เองกล่าวว่าเธอรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องครั้งนั้น พร้อมเล่าว่าเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการที่เธอปฏิเสธจะรับเล่นหนังของ "ผู้ทรงอิทธิพล" รายหนึ่ง แต่เธอก็ยังไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใครกันแน่
       
       อย่างไรก็ตามขณะที่เรื่องราวดังกล่าวถูกเก็บเป็นความลับกว่า 12 ปี แต่ในปี 2002 มันได้กลายเป็นข่าวช็อกวงการของเกาะฮ่องกง เมื่อ East Week นิตยสาร ที่อยู่ในสังกัดของ อัลเบิร์ต เหยียง เจ้าพ่อวงการสื่อแห่งอาณาจักร Emperor Entertainment Group ได้นำภาพดังกล่าวมาตีพิมพ์ลงหน้าปกจนเรื่องกลับมาแดงอีกครั้ง
       
       แม้นิตยสารเล่มที่มีปัญหาจะขายดิบขายดี และราคาหนังสือมือสองก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ แต่การตีพิมพ์ภาพต้องห้าม ก็ทำให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวของคนบันเทิงกว่า 500 ชีวิต ที่ถือป้ายเพื่อประท้วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณสำนักงานเขตปกครองพิเศษ และในที่สุด Eastweek ที่ถูกกระแสสังคมต่อต้านอย่างหนัก ก็ลงเอยด้วยการหยุดพิมพ์ไประยะเวลาหนึ่ง ส่วนบรรณาธิการและทีมงานหลาย ๆ คน ก็ขอลาออกจากหน้าที่ไป
       
       

       
       พ่อ,แม่หัวใจสลายความหวังลูกยังมีชีวิตอยู่ดับวูบ ที่แท้เป็นสื่อแอบแฮกค์มือถือหาข้อมูล
       
       อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพียงคนดังเท่านั้น แต่ผู้ปกครองของเด็กสาววัย 13 ปี "มิลลี่ โดว์เลอร์" ที่หายตัวไป ก็กลายเป็นเหยื่อของการทำงานแบบล้ำเส้นของสื่อเช่นเดียวกัน
       
       พ่อแม่ของ มิลลี่ ดาวเลอร์ ต้องทนทุกข์อยู่กับการหายตัวไปของลูกสาวอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อปี 2002 แต่แล้วในวันหนึ่งพวกเขากลับมีความหวังขึ้นอีกครั้ง ว่าลูกสาวอาจจะยังมีชีวิตอยู่ เมื่อจู่ ๆ ก็สามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของลูกได้ ทั้ง ๆ ที่ Mailbox ในโทรศัพท์ควรจะเต็มไปแล้ว
       
       แต่สุดท้ายพ่อและแม่ของ ดาวเลอร์ จึงต้องหัวใจแตกสลายอีกครั้ง เมื่อความหวังพังทลายลงหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า มิลลี่ โดว์เลอร์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว และกลายเป็นว่าคนที่คอยลบข้อความในโทรศัพท์ก็คือคนในหนังสือพิมพ์ News of the World ที่ได้แฮคเข้าไปในกล่องข้อความเสียงของโทรศัพท์ที่สาวน้อยซึ่งหายตัวไปเป็นเจ้าของนั่นเอง
       
       ต่อมา บ๊อบ และเซลลี่ โดว์เลอร์ คือพยานรายแรกที่ขึ้นให้ปากคำกับคณะกรรมมาธิการของรัฐสภาอังกฤษ ในความพยายามเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานอันล้ำเส้นของสื่อมวลชนเมืองผู้ดี ซึ่งทั้งสองกล่าวว่าไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องการถูกแฮคข้อความเสียงทางโทรศัพท์เท่านั้น แต่ตนเองยังถูกช่างภาพแอบถ่ายรูปขณะกำลังพยายามตามหาลูกสาวด้วย "มันเหมือนกับว่าเราถูกรุกล้ำ เข้าไปในความเศร้าโศกที่เป็นส่วนตัวมาก ๆ"
       
       เรื่องอื้อฉาวครั้งนั้นทำให้มีการตั้งข้อหานักข่าว และกองบรรณาธิการของ News of the World มากกว่า 10 คน นอกจากนั้นผู้บริหารที่ระดับสูงหลายคนยังต้องลาออก ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของตำรวจลอนดอนอีก 2 รายที่ตกงาน เช่นเดียวกับที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีแคเมอรอน และหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1843 ก็ต้องปิดตัวลงในที่สุด
       
       
เกาะติดข่าวบันเทิงและร่วมวงเมาท์ดารากับ ""ซ้อ 7"ก่อนใคร ผ่าน SMS โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย
       ระบบ dtac - เข้าเมนู write Message พิมพ์ R แล้วส่งไปที่หมายเลข 1951540
       ระบบ AIS - กด *468200311 แล้วโทร.ออก
       ระบบ True Move และ Hutch - เข้าเมนู write Message พิมพ์ ENT แล้วส่งไปที่หมายเลข 4682000
       *ค่าบริการเพียง 29 บาท ต่อเดือน ทดลองใช้ฟรี 15 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก

       
       

       
       ติดตามความเคลื่อนไหวอินสตาแกรมดาราทั้งไทยและเทศตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ ซูเปอร์สตาแกรม

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ต."โตโน่" หรือ ต."เต๋า" ใครเหมาะกับ ต."ตี๋ใหญ่"?
เหนื่อยเปล่า “ไทยแลนด์” !? หรือชาตินี้จะไม่มีหวังมงกุฎ “มิสเวิลด์”?
10 ดาราสาวผู้ทรงอิทธิพลแห่งเต้า
อุต๊ะ! ส่องดาราชายเบ้าหน้าเปลี่ยน
ระดับ "บอดี้สแลม" ขาดทุนได้อย่างไร?
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 42 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 42 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 1 +46 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แล้วสื่อเหิ้ยๆอย่างมติชนล่ะ และยังมีแบบอีแอบเลวๆอย่างไอ้เซียไทยรัฐอีก
เรียกว่าอะไร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +17 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
///ออสเตเลีย ไหนว่าเจริญแล้วมีการศึกษามีความก้าวหน้า(ขาดซี่งคุณธรรม จริยธรรมอย่างมาก)ข่าวไม่ดี เวาลาพลเมืองตนเองเสียหายกลับลงตีขยายข่าวไปทั่วโลกว่าโดนกระทำ กับเหตุการที่คนชาติเดียวกันหลอกลวงละเมิดไร้จรรยาบรรเรียนเสียงหาข่าวเพียงเพราะตะหลกหลอกลวงนางพยาบาลผู้บริสุทธิ์ต้องจบชีวิตไปอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม เพียงเพื่อหาข่าวมาบำเรอรายการหาเงินเข้าสถานี ออสซี่ ยังมีค่ามีความสำนึกที่แสดงออกมาถึงวันนี้ได้เพียงแค่นี้เองหรือ??????
bad land
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 18 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
สื่อที่ไม่เป็นกลางที่สุดตอนนี้เอาที่หนังสือพิมพ์นะครับ

ก็คือ>>
gvd
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 -5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นกคิดว่าสื่อน้ำดีที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็มีแต่ ASTV นี่แหละค่ะ
รัชนก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 16 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนเดี๋ยวนี้เห็นแก่ตัวทำอะไรไม่คิดถีงความเดือดร้อนของคนอื่น
ญ หญิง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 15 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แล้วไอ้สรย้วยล่ะครับ เข้าข่ายไหนในกรณีที่ว่ามานี้ มันชอบทำข่าวให้มันแบบเสี้ยมคนให้ทะเลาะกัน แต่มันก็ยังเสนอหน้าอยู่ได้ สะท้อนให้เห็นสังคมไทยที่คนยังชอบเสพข่าวแบบนี้
ไอ้สรย้วย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผู้บริหารออกมาให้ข่าวว่าเรื่องแบบนี้เป็นธรรมดาของประเทศประชาธิปไตย ใช่ซิน้ะคนฆ่าตัวตายไปแล้วก็อยู่ในประเทศที่มีอิสระประชาธิปไตยไม่แพ้ประเทศมรึงหรอก แล้วไงนักข่าวมรึงคิดจะฆ่าตัวตายเพราะการกระทำของตนเองบ้างหรือไม่
ตอบ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 13 -5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่มีใครด่านางพยาบาลที่ฆ่าตัวตายบ้างเหรอครับ

คือ ไม่ว่ายังไงนะ คนที่ีฆ่าตัวตายด้วยเรื่องแค่นี้ ผมว่าเค้าอ่อนแอจนไม่น่าจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ได้เลย

ถ้าผมหรือคนทั่ว ๆ ไปที่รู้จัก ยิ่งในสังคมคนปากกัดตีนถีบ ถ้าเรื่องแค่นี้ทำให้ฆ่าตัวตายได้เนี่ย มี 100 ชีวิตก็ไม่พอ ไม่รู้ต้องฆ่าตัวตายไปแล้วกี่ครั้ง

คนมันอ่อนแอ มันก็ตาย ก็แค่นั้น จะอะไรกันนักหนาครับ
ตีสี่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไอ้สมองหมา ปัญญาควาย โง่แล้วอย่าโพสต์
พวกโรคจิต
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าเป็นแม่เมิง
คงพูดอีกแบบนึงมั้ง
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนใจแข็ง แต่ใจแคบ แบบแกน่ะ คงไม่เคยอยากฆ่าตัวตายหรอก เพรา ต้องโดน คนอื่นกระทืบตายก่อน
สมควร
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คิดแบบแดงๆๆ
ถูกปั่นหัวจน ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูกแล้ว
 
ความคิดเห็นที่ 12 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอาข่าวมาจากไหนว่าหญิงชายออสเตรเลียสองคนนั้นเป็นนักข่าว เห็นมาตั้งแต่ข่าวออกว่า nurse ฆ่าตัวตายละว่าเป็นนักข่าว เอาเวบข่าวของออสเตรเลียไปดูนะว่าสองคนนั้นเค้าเป็นนักข่าวรึเปล่า เผื่อนักข่าวที่นี่มันจะฉลาดขึ้นบ้าง
"Nurse at Kate's hospital who took prank call from Australian DJs found dead"

http://www.smh.com.au/world/nurse-at-kates-hospital-who-took-prank-call-from-australian-djs-found-dead-20121208-2b1u2.html
โง่นะเมิง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 11 -2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อย่างน้อย ทักษิณ ก็ทำให้รู้ว่า

โลกนี้ ไม่มีพระเจ้า
นางพยาบาลคนนั้น อยู่ เมกา ก็ไม่ถูกเก็บหรอก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นักข่าวบ้านเรา พอสิ้นปีก็สุมหัวกันตั้งฉายาคนโน้นคนนี้เพื่อความเมามันในอารมณ์
.....
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ของไทยก็มีนะ สื่อขี้โกง โดนจับได้ยังด้านลอยหน้าลอยตาในทีวีทุกเช้าอยู่เลย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นี่ล่ะทำไมเราต้องมี ม 112 ในเมืองไทย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 -5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เงินรายได้หลักที่ได้จากการทำงานนักแสดง-ดารานั้นไม่ใช่คำว่า "ชื่อเสียง" หรอกหรือ เงินที่ได้เรทค่าตัวก็มากตามความนิยมของประชาชนที่ติดตามผลงาน

จริงๆหากต้องการชีวิตความเป็นส่วนตัวไม่เห็นยาก ก็แค่ออกจากวงการบันเทิง ก็จะไม่มีใครไปวุ่นวายกับชีวิตของพวกคุณเหล่านั้นแหละ
คนละมุมมอง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มันเป็นธุรกิจ
บางทีต้องสร้างสถานะการณ์ เพื่อให้เป็นข่าว

ช่วยไม่ได้นะ ถ้าใครจะเดือนร้อน เพราะรายการข่าว
มันก็เป็นธุรกิจ
กิจ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 -1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่นักข่าวสวมรอยเลียนเสียงบุคคลในราชวงศ์ นอกจากจะเป็นการหาข่าวอย่างน่าเกลียดไร้จรรยาบรรณแล้ว ยังเป็นการโชว์อวดตนด้วยว่ามีสำเนียง (accent) แบบชนชั้นสูงของอังกฤษ เพราะในอังกฤษยังมีระบบชนชั้นอยู่ และแต่ละชนชั้นจะได้รับการศึกษา มีสังคม และสำเนียงการพูดแตกต่างกันไป ผู้ฟังจะแยกแยะออกทันที
อะบาโลน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่ได้เกี่ยวกับชนชั้นเลย สำเนียงแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน เหมือนคนไทยนั่นแหล่ะ 2ดีเจนี่ต่อให้สำเนียงอังกฤษห่วยมากๆ นางพยาบาลก็อาจจะไม่รู้ว่าใคร เพราะเธอเป็นคนอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากกับครอบครัวที่อังกฤษ มาได้งาน ได้โอกาสทำงานในโรงพยาบาลอันดับ 1 ของประเทศ แต่ดันมาโดนหลอกให้เปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์ โดยเฉพาะของราชวงศ์ แถมยังโดนคนต่างชาติหัวเราะเยาะ โดนคนอังกฤษด้วยกันด่าเรื่องข้อมูล มีสิทธิ์เสียงาน เสียโอกาสให้ลูก เธอถึงฆ่าตัวตาย
แพรวา
 
ความคิดเห็นที่ 4 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การหาข่าว หรือ ทำข่าว ทั้งสองคนไม่ใช่นักข่าว แต่เป็นนักจัดรายการวิทยุ และเป็น prank call ซึ่งฝรั่งชอบทำกัน และรายการวิทยุที่นี่ (australia)ทำกันเป็นประจำ เคยแม้กระทั้งโทรไป prank ที่WHITEHOUSE ทำทีว่าเป็น เซลส์ขายสินค้า เพียงแต่ว่าครั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดผลร้ายแรงซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง คนแปลข่าวแย่นะคะ
get it right
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นักจัดรายการก็เป็นสื่ออย่างนึง แหละ อย่ากระดกมากเลย แค่อยู่เมืองนอกทำรู้ไปหมด
xxx
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เห็นเ้วยกับ xxx อย่างไอ้ บ บู๋ ก็ถือเป็นสื่อเหมือนกัน แต่สันดาลเลวมาก
ผี่กากๆ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตอบคุณตอบกลับ เค้าอุตส่าห์ให้รายละเอียดว่าข่าวที่แปลไม่ถูกต้อง จะไปว่าเค้าทำไม แล้วสองคนนั้นก็เป็นแค่ DJ หาข้าวกินบ้างนะ
เฮ้อ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เค้าต้องดูเนื้อหาและความจริงด้วย แค่แปลง่ายๆ ไม่ต้องมาอวดคนอื่น หาปลากินบ้างนะ
yyy
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เขาบอกว่า "สื่อมวลชนออสเตรเลีย" ถูกแล้ว

ดีเจ ก็เป็น สื่อมวลชน แขนงหนึ่ง
เจ๊
 
ความคิดเห็นที่ 3 +15 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
///ออสเตเลีย ไหนว่าเจริญแล้วมีการศึกษามีความก้าวหน้า(ขาดซี่งคุณธรรม จริยธรรมอย่างมาก)ข่าวไม่ดี เวาลาพลเมืองตนเองเสียหายกลับลงตีขยายข่าวไปทั่วโลกว่าโดนกระทำ กับเหตุการที่คนชาติเดียวกันหลอกลวงละเมิดไร้จรรยาบรรเรียนเสียงหาข่าวเพียงเพราะตะหลกหลอกลวงนางพยาบาลผู้บริสุทธิ์ต้องจบชีวิตไปอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม เพียงเพื่อหาข่าวมาบำเรอรายการหาเงินเข้าสถานี ออสซี่ ยังมีค่ามีความสำนึกที่แสดงออกมาถึงวันนี้ได้เพียงแค่นี้เองหรือ??????
bad land
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ทำให้เห็นว่านักข่าวคนนั้น รากเหง้าตระกูลมาจากคนคุกอังกฤษนี่เอง
กิจ
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เพี้ยนแล้วมรึงอ่ะ
ตะกวดแลนด์ดินแดนไทย
 
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไอ้พวกนักข่าวขยะ ลองมาตื้อเดี้ยนสิ แม่จะเอาสปาต้าจ้วง ๆๆๆๆ ให้เป็นรูเลย อาชีพกากเดนสังคม มีแต่คนรังเกียจ ไอ้พวกฟาย
เหลิม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +46 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แล้วสื่อเหิ้ยๆอย่างมติชนล่ะ และยังมีแบบอีแอบเลวๆอย่างไอ้เซียไทยรัฐอีก
เรียกว่าอะไร
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้านับพวกกระจอก กระจอก

ก็ต้องนับไอ้ขวด เดลินิวส์ เข้าไปอีกตัวด้วยครับ
??
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2014