หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกบันเทิง | ละครออนไลน์
ละครออนไลน์ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ : คุณชายปวรรุจ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 5

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
6 เมษายน 2556 20:58 น.
หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 5
        สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 5 (ต่อ)
       
       สองคนอยู่ริมทะเลสาบสวย ปวรรุจและวาดดาวเดินคุยกันมาเพียงลำพัง วาดดาวกำลังเล่าเรื่องของฟิลลิป
       
       “หลังจากกลับไปเรียนอังกฤษ ฉันได้พบฟิลลิปค่ะ เราคบหากันระยะหนึ่ง แล้วเขาก็ขอฉันแต่งงาน”
       “นั่น หลังจากที่คุณมาพบคุณย่าใช่ไหมครับ” ปวรรุจถาม
       วาดดาวนิ่งไปสักครู่หนึ่ง จึงบอก “ค่ะ”
       “ผมไม่เข้าใจวาดดาว เกิดอะไรขึ้นกับเรา ผมรอคุณอยู่ รอวันที่คุณเรียนจบ อีกแค่ปีเดียว รอคุณกลับมารับรักผม กลับมา...แต่งงานกับผม แต่แล้วคุณก็จากไปโดยที่ผมติดต่อคุณไม่ได้อีกเลย มีแค่จดหมายจากคุณฉบับเดียว ที่เขียนมาเตัดสัมพันธ์ของเราทำไม” ปวรรุจใจหายทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้
       วาดดาวยิ้มเศร้า ก่อนถามออกมา
       “คุณกำลังคิดว่าฉันหลอกลวงคุณใช่ไหม”
       “ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้ผมคิดไปทางอื่นได้”
       “ฉันไม่ได้หลอกลวงคุณหรอกค่ะ ฉันพบรักกับฟิลลิปจริงๆ หลังจากที่ฉันจากคุณมา”
       “แล้วความรักของเราล่ะ” ปวรรุจเจ็บแปลบขึ้นมา
       วาดดาวเบือนหน้าหนีไป
       “ให้ความกระจ่างผมหน่อยเถิด ว่าผมทำอะไรผิด หรือผมไม่คู่ควรกับคุณ หลังจากที่คุณไปเยี่ยมจุฑาเทพ คุณรู้ว่าผมมันแค่คุณชายก้นครัว ที่ไม่มีศักดิ์ศรีพอที่คุณจะร่วมชีวิตด้วย ใช่ไหม”
       วาดดาวหันหน้ากลับมา ในสภาพน้ำตานองหน้า
       “พอเถอะค่ะคุณชายรุจ ฉันต่างหากที่ไม่คู่ควรกับคุณ”
       “อะไรนะ”
       “คุณไม่รู้เลยใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้น”
       ปวรรุจนิ่งไป
       “เท่าที่ผมรู้ หม่อมย่าเห็นดีเห็นงามกับเราสองคน ท่านอนุญาตให้เราแต่งงานกันแล้ว”
       “หม่อมย่าอนุญาต แต่ไม่ใช่ย่าอ่อนค่ะ” วาดดาวสารภาพ
       “อะไรนะ”
       วาดดาวเช็ดน้ำตา แล้วเริ่มเล่า
       
       วันนี้สามคนอยู่ตรงศาลากลางสวน วาดดาวนั่งอยู่ต่อหน้าหม่อมย่าเอียด และย่าอ่อน ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่พุฒิภัทรแอบเห็นนั่นเอง
       “ถ้ารักกันจริง และเธอทำให้ชายรุจมีความสุข ฉันก็ยินดีที่จะต้อนรับเธอมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของเรา”
       วาดดาวไหว้ “ขอบคุณค่ะหม่อมย่า”
       “ขออย่างเดียวให้เธอเรียนให้จบเสียก่อน นี่ยังเหลืออีกปีเดียวใช่ไหม”
       “ใช่ค่ะหม่อมย่า”
       “ดีแล้ว...เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามธรรมเนียม”
       “กราบหม่อมย่าค่ะ”
       วาดดาวกราบหม่อมเอียดแทบตัก หม่อมลูบผมของวาดดาวอย่างเอ็นดู ย่าอ่อนยิ้มละไม
       
       ขณะที่วาดดาวกำลังจะเดินกลับตึกใหญ่ ย่าอ่อนมาดักรออยู่ สีหน้ากลายเป็นชิงชังต่างจากเมื่อกี้
       “เดี๋ยว แม่วาดดาว”
       “คะ ย่าอ่อน”
       “ฉันต้องพูดกับเธอให้รู้เรื่อง เรื่องที่เธอจะแต่งงานกับชายรุจ”
       “มีอะไรเหรอคะคุณย่า”
       “เธอคงไม่รู้ธรรมเนียมของวังจุฑาเทพ คุณชายจุฑาเทพทุกคนจะต้องแต่งงานกับหญิงที่มียศศักดิ์เท่าเทียมกับคุณชายเท่านั้น ไม่ใช่ลูกพ่อค้าวาณิช หญิงสามัญชนอย่างเธอ”
       วาดดาวท้วงท่าทีเกร็งๆ “แต่....เมื่อกี้หม่อมย่า...”
       “พี่สาวฉันคงเห็นแก่ชายรุจนั่นแหละ ถึงอนุญาตให้เธอแต่งงาน แต่สำหรับฉัน ฉันไม่เห็นด้วยเด็ดขาด นี่ฉันเห็นแก่เธอนะ”
       วาดดาวงวยงง “เห็นแก่ดิฉัน”
       “ใช่...เห็นแก่เธอ ตอนนี้คุณชายจุฑาเทพทุกคน มีคู่หมายของตัวเองหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ชายรุจ”
       “อะไรนะคะ” วาดดาวงงหนัก
       “หม่อมหลวงเกษรา มารตี วิไลรัมภา ธิดาจากวังเทวพรหมทั้งสามคน เป็นคู่หมายของคุณชายจุฑาเทพหมดแล้ว ชายใหญ่ ชายภัทร และชายพีร์ ส่วนชายเล็กก็จับคู่กับหลานสาวทางเทวพรหมอีกคน หม่อมหลวงศินีนุช”
       เวลาตอนที่เกิดเหตุนี้ ธราธรยังเป็นคู่หมายของเกษราอยู่ กำลังเดินป่าอยู่ด้วยกัน พร้อมท่านหญิงมะปราง
       “แล้วคุณชายรุจล่ะคะ”
       “เราก็...” ย่าอ่อนคิดหาคำตอบ “กำลังมองหม่อมหลวงของเทวพรหมที่เป็นหลานอีกคนไว้ให้น่ะซี”
       “คุณชายไม่เคยบอกดิฉันเลย”
       “เขาไม่กล้าบอกหรอก เพราะเขากำลังฝืนพระประสงค์ของท่านพ่ออยู่ ที่จะให้จุฑาเทพเป็นทองแผ่นเดียวกับเทวพรหม”
       “พระประสงค์ของท่านพ่อ” วาดดาวอึ้ง นิ่งงันไป
       ย่าอ่อนยิ้มเยาะ
       
       พอเล่าถึงตอนนี้ วาดดาวสะเทือนใจเช็ดน้ำตา ปวรรุจนิ่งงันไป
       “คุณย่าบอกเรื่องสัญญาของท่านพ่อของคุณชายกับทางเทวพรหม ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”
       “วาดดาว ทำไมคุณไม่ถามผม”
       “ที่ไม่ถาม เพราะคุณชายไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ฉันทราบก่อนน่ะซีคะ ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับผู้หญิงต้อยต่ำอย่างฉัน”
       “วาดดาว ที่ย่าอ่อนพูดไม่ใช่ความจริงเลย ผมเป็นคนเดียวในพี่น้องทั้งหมด ที่ไม่ได้มีคู่หมายเหมือนกับพี่ๆน้องๆ”
       “อะไรนะคะ”
       “ย่าอ่อนไม่เห็นว่าผมคู่ควรกับสาวเทวพรหมคนไหน ผมมันแค่คุณชายที่เกิดจากเมียคนใช้ ผมถึงไม่มีพันธะอะไรทั้งนั้น”
       “เป็นความจริงเหรอคะ”
       “เป็นความจริงทั้งหมด ผมถึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับคุณ”
       “ทำไมคุณย่าถึงโกหกฉัน” วาดดาวคาใจนัก
       “ผมเองก็ไม่ทราบ แต่เรื่องเท่านี้หรือครับ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเลิกรากับผม”
       “มันไม่เท่านั้นหรอกค่ะคุณชายรุจ ยังมีเหตุผลของย่าอ่อนอีก”
       
       เหตุการณ์วันนั้นยังแจ่มชัดอยู่ในความคิดคำนึงของวาดดาว มิเคยเลือน

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 5
        วันนั้นย่าอ่อนพูดกับวาดดาวต่อ
       
       “จำไว้นะ ห้าสิงห์แห่งจุฑาเทพ เป็นหม่อมราชวงศ์ ย่อมดำรงเกียรติด้วยการแต่งงานกับหม่อมราชวงศ์ หรือหม่อมหลวงด้วยกันเท่านั้น จะไม่มีคนใดผ่าเหล่าผ่ากอ ไปแต่งกับลูกพ่อค้าวาณิช หรือสามัญชนอย่างเธอเพราะฉะนั้นไปจากชีวิตของชายรุจเสีย
       วาดดาวน้ำตาไหลรินขณะเอ่ยคำออกมา
       “ให้คุณชายเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้ดีกว่านะคะ”
       จากนั้นวาดดาวจะผละไป แต่ถูกย่าอ่อนคว้ามือไว้ และยึดไว้แน่น
       “เธอจะให้ชายรุจรู้เรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าชายรุจรู้ เขาก็ต้องดื้อแพ่ง แต่งงานกับเธอจนได้”
       “มันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอคะ เรารักกัน เขาคงไม่ได้รักผู้หญิงที่คุณย่าเลือกให้หรอกค่ะ”
       “นี่ยังจะกล้ามาตีฝีปากกับฉันนะ จำใส่สมองของเธอไว้ ถ้ายังดื้อด้านมาตบแต่งกับชายรุจ เธอจะไม่มีความสุขอีกเลย”
       วาดดาวถามอย่างคาใจ “ทำไมคะ”
       “ถึงจะแต่งกันไปแล้ว แต่ก็ล้มเลิกได้ง่ายๆ ถ้ามีคนที่เหมาะสมกว่าเธอ...นึกซีว่าต่อไปชายรุจอาจได้เป็นถึงท่านทูต หรือเอกอัครราชทูตประจำประเทศนอก ผู้หญิงที่จะเป็นภริยาก็ต้องสมฐานะกัน ไม่ใช่มาจากไพร่อย่างเธอ แล้วถ้าเธอยังทู่ซี้อยากจะเป็นเมียชายรุจ ก็ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าเธอจะเป็นได้แค่เมียใต้ถุนครัว หรือเมียเก็บที่ต้องซุกซ่อนไว้ ไม่มีวันได้เป็นเผยอหน้ามาออกหน้าออกตาเด็ดขาด ถ้าอยากอยู่ในฐานะนั้นก็ตามใจ...ฉันพูดเท่านี้ละ มีปัญญาก็ไตร่ตรองเอาเองก็แล้วกัน”
       ย่าอ่อนร่ายยาวเหยียดสาสมใจแล้ว ก็สะบัดตัวเดินหนีไป อย่างฉุนเฉียว
       
       นึกถึงเรื่องนี้แล้ววาดดาวยังยืนซึม น้ำตาไหลพรากอยู่อย่างนั้น ปวรรุจเดินตรงมาหา วาดดาวรีบเช็ดน้ำตา ทำสีหน้ายิ้มแย้มเป็นปรกติ
       “มาอยู่ที่นี่เองวาดดาว ผมตามหาอยู่ตั้งนาน”
       “เรากลับกันได้รึยังคะ”
       “ไปซี ว่าแต่คุณเป็นอะไรไป ทำไมตาแดงๆ ร้องไห้รึเปล่า”
       “วาดดีใจน่ะค่ะ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างแสนอบอุ่นจากวังจุฑาเทพ”
       วาดดาวยิ้มให้ แต่ใจนั้นอยากร้องไห้เต็มทนแล้ว ปวรรุจจับมือวาดดาวไว้แล้วพาเดินไปด้วยกัน
       
       วาดดาวเล่าเหตุการณ์อีกวันต่อมา หลังกลับจากวังจุฑาเทพ
       “จากวันนั้น ฉันให้ป้าส้มสืบเรื่องของคุณชายและวังทั้งสอง”
       ป้าส้มที่วาดดาวให้ไปสืบข่าวกลับเข้าบ้านมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ เปิดทั้งพัดลมและกระพือพัด วาดดาวเสิร์ฟน้ำให้
       “เป็นยังไงคะคุณป้า”
       “จะเป็นยังไง ก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมดน่ะซี หม่อมหลวงเทวพรหมทั้งสามนาง เป็นคู่หมายของคุณชายจุฑาเทพหมดแล้ว”
       วาดดาวมือสั่น
       “แล้วใครเป็นคู่หมายของคุณชายรุจคะ”
       “ป้าก็ไม่แน่ใจ แต่เห็นเขาลือกันว่ากำลังทาบทามหม่อมหลวงสักคน อาจไม่ใช่เทวพรหมแท้มาเป็นคู่กับคุณชาย”
       วาดดาวสะอื้น “มันคือเรื่องจริง ทำไมคุณชายไม่บอกเรื่องนี้กับหนูเลย...ทำไม”
       “ก็จะได้มัดมือชกหนูวาดน่ะซี นี่สมคงหวังจะให้ไปเป็นเมียรอง เมียเก็บอย่างที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ อีตาท่านพ่อนั่นก็มีเมียปาเข้าไปสามคน ถึงได้ไปรถคว่ำตายกันหมดครัว เฮ้อ...”
       “ป้าขา...แต่คุณชายรุจรักวาดจริงๆ เขาคงไม่คิดจะมีภรรยาใหม่หรอกนะคะ”
       “น้อยไปซีหนูวาด ถึงชายรุจไม่อยากมี แต่ยายย่าอ่อนนั่นก็ต้องสาระแนหามาให้จนได้ ยิ่งต่อไปตาคุณชายเป็นใหญ่เป็นโต นังย่าก็ต้องหาเมียมาเสริมบารมี เราจะยอมได้เหรอ ผัวมีเมียเป็นโขยงอย่างนั้นน่ะ”
       วาดดาวหน้าเศร้า “แล้ววาดจะทำยังไง วาดรักคุณชาย เราคบกันมาเจ็ดปีแล้วนะคะ”
       “เจ็ดปี สิบปี ยังไงก็ต้องเลิก หรือเราจะยอมทนเข้าไปอยู่ในวังนั่น แล้วถูกนังย่าโขกสับไปจนตาย ยายแก่นั่นก็เตือนแล้วนี่ ถ้าเราเข้าไปเป็นสะใภ้จุฑาเทพ มันจะหาเมียใหม่สะใภ้เจ้าให้ชายรุจ ระดับหม่อมหลวง หม่อมราชวงศ์ แล้วมันก็ต้องดันให้หนูวาด กลายเป็นเมียก้นครัวเข้าจนได้ เราจะยอมเหรอ”
       วาดดาวร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่ายหน้า
       “เชื่อป้านะหนูวาด ตัดใจจากชายรุจเสีย แล้วกลับไปอังกฤษให้เร็วที่สุด เดี๋ยวป้าจะไปจัดข้าวของให้”
       ส้มลุกเข้าห้องด้านใน วาดดาวร้องไห้หัวใจสลาย ปิ่มว่าจะขาดใจ
       
       สองคนยังอยู่ที่ริมทะเลสาบ ปวรรุจนิ่งงันไป เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด
       “นี่ละค่ะ คือเหตุผลที่ฉันจากคุณมา”
       “ผมเข้าใจแล้ว”
       “มันอาจจะไม่ใช่เหตุผลที่ดีนัก แต่ฉันไม่มีทางเลือก”
       “ใครบอกล่ะ มันคือเหตุผลที่ดีที่สุดต่างหาก” ปวรรุจยิ้มบางๆ
       “คุณชายรุจ”
       “คุณได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ววาดดาว ใช่ ถ้าคุณแต่งงานกับผมเข้าไปอยู่ในวังจุฑาเทพ คุณอาจจะไม่มีความสุขอีกเลย ผมคงไม่มีปัญญาปกป้องคุณได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับย่าอ่อนที่แสนจะถือยศถาบรรดาศักดิ์ ลงว่าท่านอคติกับใครแล้ว ท่านจะฝังใจและคอยหาทางเหยียบย่ำอยู่ร่ำไป”
       “อย่างที่ท่านเคยว่ากล่าวกระทบกระเทียบคุณชาย ที่คุณชายเคยเล่าใช่ไหมคะ”
       “ใช่ครับ” ปวรรุจยิ้มเศร้าๆ “ผมกับแม่ช้องนาง ถูกท่านเหน็บแนมไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเมียคนใช้ ทั้งลูกคนใช้” ชายรุจถอนใจ “แต่ผมเข้าใจท่าน แม่ช้องนางเคยเล่าให้ฟังว่า...”
       
       ปวรรุจตัดสินเล่าเบื้องหลังว่าเหตุใดย่าอ่อนจึงเกลียดชัง เมียคนใช้ หนักหนา
       
       เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนคุณชายทั้ง 5 เกิด ย่าอ่อนที่เป็นสาวใหญ่พอประมาณ กำลังอ่านจดหมายที่เขียนบอกเรื่องคู่หมั้นได้เมียคนใช้มาเป็นเมียออกหน้า ย่าอ่อนอ่านข้อความเนื้อตัวสั่น น้ำตาไหลพราก โดยมีหม่อมเอียดมองน้องสาวอย่างเห็นใจ
       “ไม่จริง ไม่จริง คุณหลวงเทพฯ ทำไมทำแบบนี้กับน้อง”
       “ทำใจเถอะนะ แม่อ่อน แต่คุณหลวงบอกว่ายังไงก็ยังจะแต่งงานกับแม่อ่อนอยู่นะ”
       ย่าอ่อนกรี๊ด “อ๊ายย”
       หม่อมเอียดสะดุ้ง วิชชากรและบ่าวๆ ต่างพากันอุดหู
       “คิดชั่วอะไรอย่างนั้น ไม่มีวัน จะให้น้องไปเป็นน้อยให้เขาเหรอคะ อ่อนไม่มีวันกินน้ำใต้ศอกนังเมียคนใช้หน้าไม่อายคนนั้นหรอกค่ะ”
       “แล้วจะเอายังไง”
       “ไม่ตบไม่แต่งแล้ว เลิกทุกอย่าง ชุดเจ้าสาวอ่อนก็จะเอาไปเผาทิ้ง อ่อนเข็ดแล้วค่ะ เรื่องความรัก อ่อนจะไม่หลงรักชายคนไหนอีกแล้ว ขอครองตัวเป็นโสดไปจนวันตาย”
       หม่อมเอียดรีบกอดน้องสาวไว้อย่างสงสารจับใจ “โถ....แม่อ่อน”
       ย่าอ่อนร้องครวญครวญครางลั่นอีกครั้ง ร้องได้สักพัก ก็เกิดอาการเป็นลมตามธรรมเนียม
       “ดูแม่อ่อนเป็นลมไปแล้ว ใครก็ได้ไปเอายาดม ยาหอมมาเร็ว”
       
       บ่าวไพร่ช่วยประคองวิ่งกันวุ่น

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 5
        ปวรรุจเล่าต่อ วาดดาวฟังด้วยความเข้าใจหญิงชรามากขึ้น
       
       “เพราะเรื่องราวของท่านพ่อกับแม่ช้องนาง คงไปจี้ใจดำเรื่องราวในอดีตของย่าอ่อนเข้า ยิ่งท่านพ่อทรงยกแม่ช้องนางขึ้นเป็นหม่อมลำดับสอง ทั้งๆ ที่แม่เป็นแค่ต้นห้องของหม่อมอุบลวรรณ ย่าอ่อนก็เลยแสดงอาการรังเกียจรังงอนมานับแต่นั้น”
       “อ้อ...อย่างนี้นี่เอง ย่าอ่อนถึงรังเกียจลูกพ่อค้าวาณิชอย่างฉันเต็มที”
       ทั้งสองถอนใจออกมาพร้อมกัน
       “ยกโทษให้ย่าอ่อน ยกโทษให้ผมเถอะนะวาดดาว ยกโทษให้กับเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้เราต้องจากกันแบบนี้”
       “ฉันไม่เคยโทษอะไรเลย มันเป็นพรหมลิขิตต่างหากละคะ พรหมลิขิตที่กำหนดมาแล้วว่าเราไม่ใช่คู่แท้ของกันและกัน ถ้าฉันไม่ตัดใจจากคุณชายวันนั้น ฉันก็คงไม่ได้มาพบฟิลลิปในวันนี้ ผู้ชายที่ฉันรักที่สุด”
       ปวรรุจพยักหน้าเข้าใจ
       “แต่ผมยังสงสัย เมื่อตอนที่คุณกลับไปกรุงเทพฯ ทำไมถึงหลบหน้าผม ทำไมไม่เผชิญหน้าและบอกความจริงเสียตั้งแต่ตอนนั้น”
       “เพราะความรักไงคะ”
       “หืมม์...ความรัก” ปวรรุจนิ่วหน้า
       “ความรักที่ฉันยังมีต่อคุณชายมันไม่ได้จางหายไปง่ายๆ แม้จะพบรักใหม่แล้ว และความรู้สึกกับคุณชายมันจะคลายจางไปมากแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ยังกลัวใจตัวเอง ถ้าพบคุณชายอีกครั้งวันนั้น ฉันอาจจะหวั่นไหวตัดใจจากคุณชายไม่ได้อีกเลย”
       ปวรรุจนิ่งงันไป “…แล้ววันนี้”
       “วันนี้หัวใจฉันแข็งแรงดีพอแล้วละค่ะ ความรักของเรามันจบสิ้นแล้ว เหลือแต่ความปรารถนาดี และความเป็นเพื่อน...แล้วคุณชายละค่ะ หัวใจคุณแข็งแรงขึ้นแล้วหรือยัง”
       ปวรรุจยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะหัวเราะตามมา
       “เพิ่งแข็งแรงขึ้นเมื่อชั่วครู่นี้เอง เมื่อได้รู้ความจริงทั้งหมด วาดดาว ผมดีใจเหลือเกินที่รู้ว่าคุณมีความสุข ความจริงทั้งหมดที่คุณเล่า ทำให้ผมปลอดโปร่งโล่งใจอย่างที่สุด ถ้าผมไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับคุณวันนี้ ผมคงติดข้องเรื่องของเราไปจนวันตาย”
       “ฉันก็เช่นกันค่ะ คุณชายรุจ”
       ปวรรุจจับมือของวาดดาวไว้
       “วาดดาว นอกจากหัวใจของผมจะแข็งแรงขึ้นแล้ว ตอนนี้มันกำลังเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง”
       “คุณชายคะ นี่หมายความว่า…คุณชายกำลังมีความรัก ใช่ไหมคะ” วาดดาวประหลาดใจระคนดีใจ
       “ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ”
       วาดดาวดีใจอย่างที่สุด “ดีใจกับคุณชายด้วยค่ะ”
       วาดดาวโผเข้ากอดยินดีกับปวรรุจแน่น ทั้งคู่หัวเราะให้กัน
       จังหวะนี้เองวรรณรสา อ้าย และเอื้อย เดินเข้ามาพอดี อยู่ในระยะห่างพอควร แต่ทั้งสามตะลึงที่เห็นทั้งสองกอดกันแนบแน่น หัวเราะให้กันอย่างปิติยินดี วรรณรสาหน้าสลดไปทันที
       “คุณพระคุณเจ้า กอดกันแบบไหนน่ะ เป็นคนรักเก่าไม่น่ากอดกันแบบนั้น แถมเพิ่งข้าวใหม่ปลามันกับสามีด้วย”
       เอื้อยปรามอ้าย “อย่าคิดอกุศลซี เขาอาจจะกอดกันแบบเพื่อนก็ได้”
       รสาพูดไม่ออก รีบเดินกลับไปทันที อ้าย และเอื้อย รีบตาม
       
       รสาเดินเร็วแยกมาที่อีกมุม อ้ายกะเอื้อยวิ่งตาม
       “ท่านหญิงเป็นอะไรคะ” อ้ายร้องถาม
       “หญิงไม่เข้าใจ ทำไมคุณชายเป็นคนแบบนี้” วรรณรสาฉุน
       “เป็นยังไงเหรอคะ” อ้ายงง
       “ในเมื่อตัวเองมีเด็กสาวในรูปนั่นเป็นคู่รักอยู่แล้ว แต่ยังกลับมาทำสวีทกับคุณวาดดาว คู่รักเก่าอีก”
       “อย่าเพิ่งด่วนสรุปเลยนะคะท่านหญิง” เอื้อยบอก
       “เท่านี้หญิงก็สรุปได้แล้ว เพราะผู้ชายเหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าคุณชายปวรรุจ หรือที่ยศสูงกว่านั้นอย่างท่านชายภาณุทัศนัย”
       ท่านหญิงรสาแยกไป อ้ายและเอื้อยมองหน้ากันงงๆ
       “ทำไมท่านหญิงต้องเอาคุณชายรุจไปเปรียบกับท่านชายทัศน์ด้วยล่ะ”
       อ้ายครุ่นคิด ปกรณ์ยิ้มเผล่เดินตรงมาหาพอดี
       “หนูอ้าย หนูเอื้อย สนใจขี่ม้าเลียบทะเลสาบไหมครับ วิวสวยจนแทบลืมหายใจเลยทีเดียว”
       “สนใจค่ะ” อ้ายระรื่นบอก
       เอื้อยงง “หนูอ้าย หนูอ้ายขี่ม้าเป็นด้วยเหรอ”
       “ก็ให้ท่าน...เอ๊ย...ให้รสาสอนให้ไงล่ะ”
       ปกรณ์แปลกใจ “คุณรสาขี่ม้าเก่งเหรอครับ”
       “ที่วัง....เอ๊ย....ที่บ้านของรสามีคอกม้าค่ะ รสาขี่ม้าเก่งตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”
       ปกรณ์ฟังอย่างทึ่ง ไม่ติดใจคำพูดหลุดๆ ของแฝดพี่ ปวรรุจและวาดดาวเดินมาสมทบ สีหน้าแช่มชื่นทั้งคู่
       “คุยอะไรกันอยู่”
       “อ๋อ...กำลังคุยเรื่องคุณรสาน่ะ เห็นว่าเป็นนักขี่ม้าตัวยง”
       ปวรรุจฟังแล้วทึ่งไปอีกคน
       
       วรรณรสาเดินผ่านทางคอกม้ามาจะกลับเข้าตึก เห็นกลุ่มอิ่ม อั๋น และฟิลลิป ยืนคุยกันอยู่ วรรณรสาเลยเลี่ยงไปทางคอกม้าแทน
       วรรณรสาเดินไปหาเจ้าม้าตัวสีหมอก แล้วรู้สึกเอ็นดู เข้าไปกระซิบข้างหู แล้วลูบแผงคอม้าอย่างคนที่รักม้าจริงๆ กิริยาทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของปวรรุจที่เฝ้ามองอยู่
       “อะแฮ่ม “
       วรรณรสาสะดุ้งหันมามอง
       “คุณชาย”
       “อยากขี่ม้าเป็นเพื่อนฉันหน่อยไหม”
       วรรณรสาอึ้งไป แต่แล้วกลับมีสีหน้าเชิดหยิ่งขึ้นมาทันที เพราะฉุนที่เห็นปวรรุจกอดกับวาดดาว จนปวรรุจแปลกใจ
       “ไม่ค่ะ”
       “ฉันรู้นะว่าเธออยากขี่ม้า โดยเฉพาะเจ้าตัวนี้”
       “คุณชายรู้ได้ยังไง”
       “หนูอ้ายบอกเมื่อกี้ว่าเธอเป็นนักขี่ม้าตัวยง แถมยังเก่งเรื่องกีฬากลางแจ้งหลายประเภท ทั้งโปโล ทั้งเทนนิส”
       วรรณรสาถอนใจ พูดอย่างเย็นชา “ก็อยากขี่อยู่หรอกค่ะ แต่ฉันไม่มีชุด”
       “ไม่เป็นปัญหา วาดดาวมีชุดเตรียมไว้ให้แล้วน่าจะใส่ได้”
       วรรณรสาสวนคำออกมาทันที “ฉันไม่อยากรบกวน...”
       ถูกปวรรุจสวนกลับเสียงออดอ้อน “ขี่เป็นเพื่อนฉันเถอะนะ มีโอกาสขี่ม้าเที่ยวรอบทะเลสาบอินเตอร์ลาเคนทั้งที พลาดไปเสียดายแย่”
       
       วรรณรสาจนหนทางที่จะปฏิเสธ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 5
        ด้านอิ่มในชุดใหม่ เป็นชุดขี่ม้าใหม่เอี่ยมแต่กลับสวมหมวกปีกกว้าง และมีผ้าพันคอกรุยกรายกำลังฉอเลาะปวรรุจอยู่ ขณะที่ชายรุจกำลังเตรียมจะขี่ม้าอีกตัวหนึ่ง ฟิลลิปถือบังเหียนม้าเจ้าฟ้าแลบ
       
       ปกรณ์ อ้าย เอื้อย อั๋น และฟิลลิปคุยกันอยู่ใกล้ๆ หัวเราะครื้นเครง อิ่มมองทุกคนค้อนขวับๆ เพราะไม่มีใครสนใจตัวเองเลย
       “คุณชายคะ ยังไงคุณชายก็ต้องสอนอิ่มขี่ม้านะคะ”
       “เออ....ผมคิดว่า...”
       “อย่าปฏิเสธอิ่มเลยนะคะ”
       “คุณอิ่มครับ ขนาดรถผมยังบรรทุกคุณอิ่มไม่ค่อยไหว แล้วนับประสาอะไรกับม้าล่ะครับ ได้โปรดนะครับ อย่าทรมานสัตว์เลย” ปกรณ์บอก
       อ้าย เอื้อยหัวเราะคิก ฟิลลิปก็แอบยิ้มขำ อิ่มสะบัดหน้าพรึดไปอีกทาง แล้วตาลุกวาวเพราะวาดดาวเดินมากับวรรณรสาที่อยู่ในชุดขี่ม้าแสนเท่ห์ ปวรรุจมองตะลึง เช่นเดียวกับฟิลลิปและปกรณ์ อ้ายกะเอื้อยรีบเข้าไปหา
       “รสา...เหมือนเจ้าหญิงเลยละ”
       อ้ายแกล้งอำ “เอ...หรือว่าเป็นเจ้าหญิงจริงๆ ชุดสวยมากค่ะคุณวาดดาว”
       “ค่ะ รสาใส่ได้พอดีเลย” วาดดาวว่า
       “นี่เธอ จะขี่ม้าจริงๆ เหรอ ม้านะ...ไม่ใช่ชิงช้า ไม่ใช่ใส่ชุดสวย ๆ แล้วจะขี่ได้เลย ต้องฝึกมาก่อน ไม่งั้นถูกม้าดีดตกลงมา จะขายขี้หน้าเขาเปล่าๆ” สาวอวบดูแคลน
       วรรณรสาหน้าตึง แต่ไม่ตอบโต้อะไร
       “พูดเหมือนคุณอิ่ม ชำนาญการขี่มากนะคะ” อ้ายว่า
       “ใช่ อย่างชำนาญเชียวละ” อิ่มคุยโว
       “ไม่ได้หมายถึงม้าค่ะ แต่หมายถึงช้าง คงขี่ช้างจับตั๊กแตนบ่อย ๆ” อ้ายบอกต่อ
       ฟิลลิปขำ หัวเราะก๊ากออกมาดังลั่น ปกรณ์หัวเราะตาม อั๋นและเอื้อยกลั้นหัวเราะ อิ่มหน้าตึง
       “ฟิลลิป เดี๋ยวเถอะ” วาดดาวเอ็ด
       “โทษ ผมเข้าใจภาษาไทยมากไปหน่อย นี่ครับเจ้า ฟ้าแลบ พร้อมเป็นสารถีให้คุณรสาแล้ว”
       ทุกคนทึ่งกับภาษาไทยของฟิลลิป
       “ขอบคุณค่ะ”
       วรรณรสาเดินไปที่ ฟ้าแลบแล้วเหยียบโกลน จับสายบังเหียน ตวัดขาขึ้นหลังม้าอย่างสง่างาม อิ่มอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อ
       วรรณรสาทดลองกระตุกสายบังเหียน เจ้าฟ้าแลปเดินเหยาะย่างไปสองสามก้าวตามจังหวะ ท่านหญิงรสาลูบที่แผงคออย่างรักใคร่
       ปวรรุจมองดูอย่างชื่นชม ทุกคนกำลังปลื้มการขี่ของรสา ไม่ทันสังเกตว่าอิ่มแอบหยิบแส้ที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วฟาดไปที่ขาหลังของฟ้าแลบทันที เจ้าฟ้าแลบร้องลั่น แล้ววิ่งทะยานพรวดออกไป อ้ายและเอื้อยกรีดร้อง
       “ฟิล ตามไปเถอะค่ะ” วาดดาวบอกสามี
       “ไม่เป็นไรครับ ผมตามไปเอง”
       ขาดคำ ปวรรุจกระโดดขึ้นหลังม้าอีกตัวทันที แล้วขับทะยานตามไป อ้ายและเอื้อยยังร้องเอะอะ อั๋นเดินตรงไปหาอิ่ม ที่ยังถือแส้อยู่
       “คุณอิ่ม เมื่อกี้ทำอะไรรึเปล่า”
       “ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”
       อั๋นส่ายหน้า มองแส้ในมือน้อง อิ่มมองตามม้าที่วิ่งลิ่วเข้าชายป่าอย่างสะใจ อ้ายเห็นเข้าตรงมาหาทันที
       “คุณอิ่ม เธอเป็นคนเอาแส้ไปฟาดม้าใช่ไหม”
       “ฉันเปล่านะ”
       “แต่ฉันเห็น”
       อิ่มรีบวางแส้ทันที แล้วทำตึมึนไม่รู้ไม่ชี้ไป
       
       ปวรรุจขี่ม้าตีคู่กับม้าของวรรณรสา ท่านหญิงพยายามประคองร่างตัวเองบนหลังม้า
       “รสา ใจเย็นๆ นะ”
       วรรณรสาหันมามองปวรรุจ แล้วพยักหน้า
       “หลบกิ่งไม้ข้างหน้า”
       วรรณรสาหลบทันอย่างหวุดหวิด ปวรรุจควบม้ามาข้างๆ ฟ้าแลบค่อยๆ หายตกใจ ลดความเร็วลง รสาลูบแผงคอของฟ้าแลบอย่างอ่อนโยน เจ้าฟ้าแลบลดความเร็วลงเรื่อยๆ ปวรรุจรีบทะยานไปข้างหน้าในระยะห่างพอควร แล้วขวางหน้าฟ้าแลบไว้ เจ้าฟ้าแลบค่อยๆ ชะลอเท้า แล้วหยุดลงในที่สุด
       ปวรรุจรีบกระโดดลงจากหลังม้า แล้วตรงมาที่วรรณรสา ช่วยประคองรท่านหญิงที่ยังตัวสั่นลงมาจากหลังม้า ม้าพยศอีกครั้งวิ่งเตลิดไป วรรณรสาร้องวี๊ด แล้วเซล้มไปกับปวรรุจร่างสองคนล้มลงไปยังหญ้านิ่ม และมีกองหิมะทับถมอยู่
       วรรณรสาหลับตานิ่ง ซบกับอกของปวรรุจ ชายรุจดูอาการรสาที่ยังตัวสั่นเทา
       “รสา เป็นอะไรรึเปล่า”
       รสารู้สึกตัว รีบกระถดถอยจากปวรรุจ แต่มีอาการยอกที่แขน นิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด เสื้อมีรอยขาดที่หัวไหล่เล็กๆ
       “ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ”
       “แขนเธอ เธอเจ็บนี่”
       “ฉันไม่เป็นไร”
       ปวรรุจจะจับหัวไหล่ของวรรณรสา แต่ท่านหญิงบิดร่างหนีไป
       “อย่าดื้อรสา ฉันรู้ว่าเธอถือเรื่องการแตะเนื้อต้องตัว แต่ฉันจำเป็นต้องดูว่าแขนเธอหักรึเปล่า ถ้าแน่ใจว่าไม่หัก รับรองจะปล่อยทันที”
       วรรณรสาจึงยอมให้ปวรรุจสำรวจที่แขนและหัวไหล่ ท่านหญิงครางเบาๆ เมื่อ ปวรรุจหมุนแขน
       “ค่อยยังชั่ว แขนเธอไม่ได้หัก”
       “ค่ะ ทีนี้ก็ปล่อยได้แล้ว”
       ปวรรุจปล่อยแขน วรรณรสาลองขยับร่าง ปวรรุจประคองลุกขึ้น ท่านหญิงถอยห่างออกมา
       “ขอบคุณนะคะที่ตามมาช่วยฉัน”
       “เธอเก่งมากที่ควบคุมสติได้ดี”
       วรรณรสานิ่งงันไป
       “กลับเถอะ ทุกคนกำลังเป็นห่วงเธอ”
       “ฟ้าแลบเตลิดไปแล้วนะคะ ฉันจะขี่กลับยังไง”
       “ใครบอกว่าฉันจะยอมให้เธอขี่ม้าอีก”
       
       วรรณรสามอง ปวรรุจอย่างงวยงง ไม่เข้าใจ
       
       ครู่ต่อมาปวรรุจขี่ม้าเดินเหยาะย่างอยู่ในราวป่า โดยมีวรรณรสานั่งซ้อนอยู่เบื้องหน้า ท่านหญิงรู้สึกถึงหัวใจตัวเองที่เต้นไม่เป็นส่ำในอ้อมแขนของคุณชาย
       
       ปวรรุจยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อมีวรรณรสาอยู่ในอ้อมกอด
       
       โปรดติดตาม "สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ" ตอนที่ 6

หน้าที่แล้ว
1 | 2 | 3 | 4
ข่าวล่าสุด ในหมวด
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 12 อวสาน
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 11
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 10
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 8
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 9
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แสดงผลหน้าเดียว
จำนวนคนโหวต 89 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 87 คน
98 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
2 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2015