หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Life & Family | คอร์สวันว่าง
 

พาลูกย้อนชมเมือง 'ประวัติศาสตร์'@กรุงเก่า 'อยุธยา'

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2553 12:31 น.
        "อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน จิตใจอาวรณ์มาเล่าสู่กันฟัง อยุธยาแต่ก่อนนี้ยัง เป็นดังเมืองทองของพี่น้องเผ่าพงศ์ไทย..." ท่อนหนึ่งของเพลง "อยุธยาเมืองเก่า" ขับร้องโดย สุรินทร์ ปิยานันท์ เป็นบทเพลงเกริ่นเข้าเรื่อง ที่คงจะเดากันออกว่า สุดสัปดาห์นี้ ทีมงาน Life and Family จะพาเหล่าครอบครัวที่รัก และแฟนผู้อ่านทุกท่าน ไปเปิดคอร์สวันว่างกันที่ไหน นั่นก็คือ จ.พระนครศรีอยุธยานั่นเอง
       
       เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทุกครอบครัว ในการเดินทางไปเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ทีมงานได้มีโอกาสไปเยือนกรุงเก่ากับ SCG นำทีมโดยไกด์เฉพาะกิจ "อาต้อ-บินหลา สันกาลาคีรี (วุฒิชาติ ชุ่มสนิท)" เจ้าของรางวัลซีไรท์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งได้พาไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อหลายแห่ง ทีมงานจึงไม่พลาดที่จะเก็บข้อมูล พร้อมเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาส่งต่อสาระ ประดับความรู้กัน ซึ่งหวังว่า คงจะเป็นคู่มือประวัติศาสตร์เล่มเล็กสำหรับทุกครอบครัว ก่อนออกเดินทางไปสัมผัสกับสถานที่จริงกัน

พาลูกย้อนชมเมือง 'ประวัติศาสตร์'@กรุงเก่า 'อยุธยา'
โครงกระดูกที่หมู่บ้านโปรตุเกส
        *** มีอะไร? ที่หมู่บ้านโปรตุเกส
       
       สถานที่แรก "อาต้อ-บินหลา" พาทีมงาน ไปเยือนที่หมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งตั้งอยู่ต.สำเภาล่ม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ของตัวเมืองอยุธยาตรงกันข้ามกับบ้านญี่ปุ่นและบ้านฮอลันดา สถานที่แห่งนี้ มีเรื่องเล่าน่าสนใจ คือ เป็นหมู่บ้านที่เคยมีชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ก่อน ซึ่งถือเป็นชาวยุโรปชาติแรก ที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันได้มีการพบร่องรอยซากโบราณสถานสิ่งก่อสร้างปรากฏให้เห็น คือ โบราณสถานซานเปโตร หรือที่เรียกกันในสมัยอยุธยาว่า โบสถ์เซนต์โดมินิค เป็นโบสถ์ในคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในไทย เมื่อปี พ.ศ.2083 ตั้งอยู่ในบริเวณเกือบกึ่งกลางหมู่บ้านโปรตุเกส
       
       นอกจากนี้ ในบริเวณเดียวกัน ยังมีสุสาน ที่ขุดพบโครงกระดูกจำนวนมากถึง 254 โครง โดยการฝังศพ จะหันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันออก แต่จะมีบ้างบางโครง ที่หันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันตก ส่วนใหญ่ศพที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันตกจะเป็นศพเด็ก อย่างไรก็ดี โครงกระดูกเหล่านี้มีทั้งที่เป็นคนเชื้อชาติมองโกลอยด์ และคอเคซอยด์ ซึ่งเป็นไปได้มากว่าโครงกระดูกเหล่านี้อาจจะเป็นผู้ที่มีเชื้อสายโปรตุเกสผสมกับคนพื้นเมืองซึ่งอาจจะมีทั้งชาวจีนและญวนรวมอยู่ด้วย

พาลูกย้อนชมเมือง 'ประวัติศาสตร์'@กรุงเก่า 'อยุธยา'
อาต้อ (ซ้าย) ไกด์เฉพาะกิจเล่าเรื่องกรุงเก่า
        *** ล่องเรือตามรอยฝรั่ง ริมฝั่งแม่น้ำ 2 สาย
       
       เมื่อเดินทางออกจากหมู่บ้านโปรตุเกส อาต้อ พาไปตามรอยฝรั่งมังค่า เข้าเมืองอยุธยาทางเรือ ที่วัดพนัญเชิง โดยล่องแม่น้ำป่าสัก ชมทิวทัศน์ 2 ข้างทาง ซึ่งจะเห็นตัววัดพนัญเชิง และป้อมเพชร อยู่ริมแม่น้ำบริเวณที่แม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา
       
       ในส่วนของวัดพนัญเชิง อาต้อได้ให้ความรู้ว่าถึงตำนานของวัดแห่งนี้ว่า สมัยหนึ่งพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ได้ขอพระธิดาจากประเทศจีนมาอภิเษกด้วย ขณะที่พระนางสร้อยดอกหมาก เดินทางมาถึงบริเวณหน้าวัด พระเจ้าสายน้ำผึ้งมาปลูกพลับพลารออยู่ ได้ส่งทหารไปเชิญพระนางขึ้นมาที่พลับพลา พระนางน้อยใจที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่มารับด้วยพระองค์เอง จึงกลั้นใจตาย พระองค์เสียพระทัยมาก จึงสร้างวัดนี้ขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึก แด่พระนางสร้อยดอกหมาก และพระราชทานนามว่า "วัดเจ้าพระนางเชิง" และกลายเป็นวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน
       
       นอกจากนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือ "หลวงพ่อโต" หรือ "หลวงพ่อพนัญเชิง" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ลงรักปิดทองในสมัยอู่ทอง และได้รับการบูรณะซ่อมแซมตลอดมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้งถึงรัชกาลที่ 4 จึงได้ทำการซ่อมแซมใหม่ทั้งองค์ ถวายพระนามใหม่ว่า "พระพุทธไตรรัตนายก"

พาลูกย้อนชมเมือง 'ประวัติศาสตร์'@กรุงเก่า 'อยุธยา'
'ฉนวน' ทางเสด็จพระราชดำเนินของกษัตริย์และเจ้านายฝ่ายในสมัยก่อน
        *** วัดมเหยงคณ์ วัดนี้มีเรื่องเล่า
       
       หลังจากนั้น อาต้อ พาไปลงพื้นที่สำรวจร่องรอยประวัติศาสตร์กันต่อที่ 'วัดมเหยงคณ์' ความโดดเด่นของวัดนี้ อาต้อเล่าว่า เป็นวัดแห่งเดียวในอยุธยา ที่ยังมี 'ฉนวน' ซึ่งเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินของกษัตริย์ และเจ้านายฝ่ายในสมัยก่อน ซึ่งทอดยาวตั้งแต่หน้าวัด มาถึงหน้าพระอุโบสถ ทั้งนี้ สร้างไว้เพื่อถวายความปลอดภัย และเป็นไปตามพระราชประเพณีดั้งเดิมในราชสำนักที่แยกฝ่ายใน (ฝ่ายหญิง) กับฝ่ายหน้า (ฝ่ายชาย) ไม่ให้ปะปนกัน
       
       อย่างไรก็ดี วัดแห่งนี้ เป็นวัดที่สร้างทับซ้อนกันมาหลายกษัตริย์ โดยมีลักษณะของโบสถ์คล้ายตกท้องช้าง หรือเรือสำเภา ซึ่งเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ขณะที่เจดีย์จะเป็นทรงระฆังฐานช้างล้อม ที่สำคัญ ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.2112 พระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ตั้งทัพหลวงบัญชาการอยู่ที่วัดมเหยงคณ์ และทรงชื่นชอบวัดนี้เป็นพิเศษด้วย

พาลูกย้อนชมเมือง 'ประวัติศาสตร์'@กรุงเก่า 'อยุธยา'
เศียรพระพุทธรูปในต้นไม้ อัศจรรย์ทางธรรมชาติ
        *** พาลูกตามหา 'กรุสมบัติ' ที่วัดมหาธาตุ
       
       หลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับวัดมเหยงคณ์จบ อาต้อพาไปย้อนเรื่องราวกันต่อที่ 'วัดมหาธาตุ' เป็นวัดที่มีเศียรพระพุทธรูปในต้นไม้ ซึ่งถือเป็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่หาดูได้ยาก และที่สำคัญ วัดแห่งนี้ เขาเชื่อกันว่า เคยมีพระพุทธรูปทอง และกรุสมบัติเก็บซ่อนไว้อยู่ กับเรื่องนี้ อาต้อเล่าย้อนให้ฟังว่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ ซึ่งสูงใหญ่ 50 เมตร มีอายุมากว่า 500 ปี ก็ได้ถึงแก่กาลอวสานถล่มลงมา โดยภายในกรุของพระปรางค์บรรจุอะไรๆ ไว้บ้างนั้น เรื่องนี้ทางกรมศิลปากรรู้ช้ากว่าเหล่ายอดนักขุดทั้งหลายนานมาก
       
       จนเวลาล่วงเข้าปี พ.ศ.2500 หรือสมัยรัชกาลที่ 9 ของที่เหลืออยู่ในพระปรางค์วัดมหาธาตุ ก็ได้สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย เพราะมีทั้งสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งทำซ้อนกันไว้ถึง 7 ชั้น รวมไปถึงพระพุทธรูปทองคำ ตลับทองคำรูปสิงโต ปลาทอง เป็นต้น เช่นกันกับที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นการปล้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ น้ำหนักทองคำในกรุนี้มีประมาณ 100 กก. แต่ติดตามกลับคืนมาได้เพียง 10 กก. เท่านั้น
       
       ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น ได้มีพระราชปรารถของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อยากให้มีพิพิธภัณฑ์สถานเก็บรักษาโบราณวัตถุของอยุธยา กรมศิลป์จึงได้ขุดกรุที่เหลือ พบงานศิลปะอีกหลายชิ้น ที่ล้วนเป็นงานชนิดหนึ่งเดียวในโลกแทบทั้งสิ้น ไม่นับพระพิมพ์ทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อชิน จึงนำพระพิมพ์มาเป็นของสมนาคุณให้ประชาชนที่บริจาคเงินสร้างพิพิธภัณฑ์ โดยได้รับนามว่า "พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา" เพื่อเป็นการระลึกถึงยอดบุรุษผู้ทรงสร้างวัดราชบูรณะ เก็บรักษาสมบัติชาติให้ลูกหลานในวันนี้

พาลูกย้อนชมเมือง 'ประวัติศาสตร์'@กรุงเก่า 'อยุธยา'
มหาเจดีย์ภูเขาทอง
        *** จูงมือกันขึ้นชมวิวที่ 'เจดีย์ภูเขาทอง'
       
       สำหรับสถานที่สุดท้าย คงไม่มีใครไม่รู้จัก เจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดภูเขาทอง ที่ถูกสร้างใหม่เป็นเจดีย์ปูนทาสีขาว ตั้งอยู่ที่ทุ่งภูเขาทอง นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของวัดภูเขาทอง ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า เมื่อถึงคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ.2112 ตอนที่ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เสด็จประทับที่อยุธยา ในระหว่างนั้น พระองค์ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ ต.ทุ่งภูเขาทอง ซึ่งเป็นสนามรบระหว่างอโยธยาและหงสาวดี ทรงพระราชทานนามว่า เจดีย์ภูเขาทอง
       
       นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของสองมหาจักรพรรดิราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสุวรรณภูมิ ในยุคสมัยหนึ่ง นั่นคือ พระเจ้าบุเรงนอง และพระนเรศวรร ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงเจดีย์ยุทธหัตถี แต่เป็นมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นหากมีเวลา ขอแนะนำให้แวะมานมัสการมหาจักรพรรดิสองพระองค์ที่วัดภูเขาทอง เพราะมีความเชื่อกันว่า เมื่อนมัสการบูชาแล้ว จะนำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ และมีอำนาจ เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต
       
       ทั้งหมดนี้ คงพอจะเป็นข้อมูล สำหรับการไปเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ในวันหยุดกับลูกๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ เพราะอย่างน้อย การไปเที่ยวอยุธยาทั้งที ถ้าไม่รู้ข้อมูลประวัติศาสตร์เลย ลูกๆ ก็จะได้แต่ความสนุก แต่ขาดสาระ
       
       ดังนั้น การศึกษาข้อมูลของสถานที่นั้นๆ ก่อนพาครอบครัวไปเที่ยว ถือเป็นตัวช่วย ทำให้การเที่ยวมีสีสันมากขึ้น ซึ่งถ้าจะให้ดี พ่อแม่ลูก ควรหาข้อมูลด้วยกัน เพื่อที่ลูก จะได้รู้จักการสืบค้นไปในตัว รวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดโปรแกรมเที่ยวในครั้งนั้นๆ ด้วย ทีมงานหวังว่า ทุกสถานที่ในจ.พระนครศรีอยุธยา คงจะสร้างความประทับใจให้กับทุกครอบครัวไม่รู้ลืม ดังนั้นขอให้เที่ยวอย่างสนุก แต่อย่าหลงอดีต จนลืมปัจจุบันนะครับ


ข่าวล่าสุด ในหมวด
พาลูกไปดู "เรือกอและ" มรดกล้ำค่าจากปักษ์ใต้
รู้จัก “เพลินพยนต์” วิทยาศาสตร์แห่งมายาภาพ
“เล่นเป็น มิวสิค อะคาเดมี” กับนิยามสวนสนุกดนตรีของครอบครัว
ยลโฉม “คิดส์ซาเนีย” แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กมูลค่า 810 ล้านบาท!
ชวนเที่ยวร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก “Logos Hope”
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 14 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 14 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014