หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Life & Family | ข่าว
 

ตามไปดูเบื้องหลังสร้างสังคมรักการอ่านใน "สิงคโปร์"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
9 สิงหาคม 2554 14:30 น.
ตามไปดูเบื้องหลังสร้างสังคมรักการอ่านใน สิงคโปร์
เกียง-โก๊ะ ไล ลิน ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์
        เมื่อพูดถึง "สิงคโปร์" เป็นประเทศเพื่อนบ้าน และหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีสถิติการอ่านค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับไทย โดยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่มต่อคน ขณะที่ครอบครัวไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก
       
       ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจดี และประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังโดดเด่นเรื่องความมีระเบียบวินัยของคนในประเทศ นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากนโยบาย" ส่งเสริมการอ่าน" นั่นเอง
       
       ข้อเท็จจริงข้างต้น เกียง-โก๊ะ ไล ลิน ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National Library Board) หนึ่งในผู้ผลักดันและสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสิงคโปร์ และในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการทำงานส่งเสริมการอ่านมายาวนานกว่า 35 ปี เผยให้ฟังว่า รัฐบาลสิงคโปร์ ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการอ่าน โดยมีคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำนโยบายส่งเสริมการอ่าน ซึ่งนอกจากห้องสมุด เทคโนโลยีสารสนเทศ และการบริการที่สะดวกแล้ว ต้องไม่ลืมว่าหัวใจหลัก คือ การสอนให้ประชาชนรักการอ่าน รู้จักวิธีการเลือกหนังสือ เพื่อส่งเสริมความรู้และการพัฒนาตัวเอง
       
       สำหรับโครงการส่งเสริมการอ่านของประเทศสิงคโปร์นั้น ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่านท่านนี้บอกว่า มีหลากหลาย เน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัยอย่างกว้างขวาง โดยมีโครงการที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างที่ดี เช่น National Kids Read Program เป็นโครงการที่เปิดรับสมัครอาสาสมัครเพื่ออ่านหนังสือ เล่านิทานให้เด็ก ๆ ในชุมชนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษา โดยเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วม สนุกสนานกับเรื่องเล่า เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในเรื่องเล่า และได้ข้อคิดดีๆ จากเรื่องเล่าหรือนิทานที่ฟัง เพราะเมื่อเด็กสนุกก็จะทำให้พวกเขาอยากที่จะเปิดหนังสืออ่าน และมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือว่าไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ รวมทั้งเด็กๆ ยังได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้ในด้านการเรียนและใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย
       
       นอกจากนี้ ยังมี โครงการ 10,000 & More Father Reading ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในสิงคโปร์ เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้คุณพ่อจากทุกอาชีพอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรืออ่านหนังสือกับลูก ๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกผ่านการอ่านหนังสือ โดยกิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2550 มีผู้เข้าร่วมและได้ประโยชน์กว่า 60,000 คน

ตามไปดูเบื้องหลังสร้างสังคมรักการอ่านใน สิงคโปร์
        อีกทั้งยังมีกิจกรรมต่อเนื่องในชื่อว่า Read a story with my Dad เป็นการแข่งขันวิจารณ์หนังสือ โดยมีโรงเรียนอนุบาล และศูนย์ดูแลเด็กเข้าร่วม โดยห้องสมุดแห่งชาติจะมีการ์ดแจกให้เด็กๆ จากนั้นให้เด็กๆ นำกลับไปที่บ้านให้พ่ออ่านให้ฟัง เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ส่งการ์ดกลับมาที่ห้องสมุดแห่งชาติ เพื่อเลือกการ์ดและให้รางวัล ผู้ที่ได้รับคัดเลือกก็จะมาที่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกัน จากนั้นบรรดาคุณพ่อจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และประสบการณ์การอ่านหนังสือให้ลูกๆ ฟัง และจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ต่อไป
       
       และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ โครงการ Read! Singapore หรือ โครงการมาอ่านหนังสือกันเถอะ เป็นโครงการรณรงค์การอ่านทั่วประเทศ เพื่อมุ่งปลูกฝังการรักการอ่านในชุมชนทั่วประเทศ เสริมความผูกผันของคนในชุมชน และจุดประกายจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนสิงคโปร์ ริเริ่มโดยคณะกรรมหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ โดยทำงานร่วมกับภาครีกว่า 100 แห่ง มีการจัดการอภิปรายและกิจกรรมการอ่านมากกว่า 16,000 ครั้ง กิจกรรมนี้จะมีการจัดขึ้นนาน 12-14 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยที่ผ่านมามีผู้ร่วมโครงการแล้วกว่า 160,000 คนภายในปี 2553

ตามไปดูเบื้องหลังสร้างสังคมรักการอ่านใน สิงคโปร์
เมอร์ไลออน หรือ สิงโตทะเล สัญลักษณ์ของคณะกรรมการการท่องเที่ยวของสิงคโปร์
        "การอ่านเป็นนิสัยที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะสติปัญญา แม้ในโลกปัจจุบันผู้คนนิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคนรักการอ่านหนังสือผุดขึ้นมากมายทั่วโลก อย่างโครงการหนึ่งเล่มหนึ่งเมืองของสหรัฐอเมริกา ขณะที่เรามีโครงการมาอ่านหนังสือกันเถอะ!สิงคโปร์ ซึ่งโครงการนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายจากหลากหลายอาชีพมาจัดตั้งชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้น เช่น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ครู ช่างทำผม เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ พนักงานโรงแรมและบริการ กลุ่มผู้สูงอายุ เยาวชน ประชาชนทั่วไป หัวหน้าองค์กรรากหญ้า รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ปัจจุบันมีชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้นมากกว่า 90 แห่ง"
       
       "ดังนั้นเราดีใจที่เห็นคนทุกกลุ่มหันมาสนใจการอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จก็มีการไปอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำอีก เพราะประเด็นที่พูดคุยกันมีหลากหลาย น่าสนใจ ทำให้เราสนใจและกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ เราเห็นว่าคนที่มาทำกิจกรรมร่วมกันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากจะส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชนอีกด้วย" เกียง-โก๊ะ ไล ลิน กล่าว
       
       ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน ยังกล่าวย้ำอีกว่า การส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยทุกอาชีพ และทุกครอบครัวหันมาสนใจการอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่การให้อ่านหนังสือแล้วจบไป แต่เมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้ว ยังมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลายจากหนังสือที่อ่านเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อมุ่งพัฒนาให้คนสิงคโปร์มีทักษะการคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออก ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านขึ้นในชุมชนทั่วประเทศ
       
       นี่คือตัวอย่างประสบการณ์การส่งเสริมการอ่านของประเทศเพื่อนบ้านประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ ที่แสดงให้เห็นการสร้างคนคุณภาพ และสังคมน่าอยู่ด้วยนโยบายส่งเสริมรักการอ่าน โดยอาศัยความรู้ และความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน และคนในประเทศที่จะช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการอ่านให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของคน และสังคมให้น่าอยู่ต่อไป
       
       แต่พอย้อนกลับมามองประเทศไทย หลาย ๆ ฝ่ายคงตั้งคำถามกันว่า บ้านเรามีนโยบายส่งเสริมรักการอ่านไม่ต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทำไมตัวเลขการอ่านของเรายังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนามอ่านหนังสือเฉลี่ย 60 เล่มต่อปี สิงคโปร์อ่านหนังสือเฉลี่ย 40-50 เล่มต่อปี มาเลเซียอ่านหนังสือเฉลี่ย 40 เล่มต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 2-5 เล่มต่อปีเท่านั้น
       
       รับฟังแนวทางส่งเสริมการอ่านของประเทศเพื่อนบ้านกันไปแล้ว ในฐานะคุณพ่อคุณแม่ และท่านผู้อ่านคิดเห็นกันอย่างไรต่อการพลักดันนโยบายส่งเสริมรักการอ่านของรัฐบาลไทย หรือมีสิ่งใดที่ควรเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้การอ่านของครอบครัวไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้ทางกล่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้ครับ ทีมงานยินดีน้อมรับด้วยความขอบคุณมากครับ

ข่าวล่าสุด ในหมวด
แม่น้องดีแลนออกแถลงการณ์ กรณี"ยังไม่สอนร้องเพลงชาติ-พูดรักในหลวง"
จิตแพทย์ชี้ มีชีวิตพอเพียง “สุขได้ง่ายกว่า”
คุยกับคน สร้างสุข-เสียงหัวเราะได้เหนือเฟซบุ๊ก?
เทคโนโลยีป้องกันอันตรายสำหรับเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด!
รับมือ AEC อย่างเข้าใจ ทำได้จริงหรือ?
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 15 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 15 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 7 +15 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โน่นเด็กสิงคโปร์

แต่ที่นี่เด็กไทย
ทั้งติดละคร ติดคอนเสิร์ต บ้านักร้องเกาหลี
หนังสือเหรอ ดูเหมือนกันแต่เป็นหนังสือซุบซิบเปิดโปงดารานะ
george_ the old one
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 +12 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
1. เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อหนังสือทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 3-4 เล่ม เดี๋ยวนี้เล่มละ 200 อัพ ที่ต่ำกว่าก็พอมี แต่น้อย

2. ยังไม่รวมนิตยสารอีกหลายหัว ซึ่งเลือกบางฉบับที่สนใจ เช่น Fineart /สารคดี /National Geographic/ Art4D/ Way/ วิภาษา/ My Math/ ผู้จัดการ/Starpics/ Brandage/ Update/ ปืน/ i-Design / ปาจารยสาร/ Mechanics Popular/ Top Gun/ ฯลฯ

3. ถือเป็นการลงทุนที่แพงมากสำหรับการหาหนังสืออ่านในเมืองไทย เพราะ

3.1 ราคากระดาษแพง

3.2 ผู้ผลิตเลือกใช้วัสดุดีเกินความจำเป็น เช่น ข้อมูลที่มาไวไปไว แต่ใช้กระดาษอาบมัน

3.3 รัฐไม่มีมาตรการ ลดภาษีกระดาษ

3.4 ห้องสมุดประชาชนไม่สามารถจัดหาหนังสือได้รวดเร็วตรงตามท้องตลาด

3.5 ห้องสมุดประชาชนล้าสมัย ทั้งที่สามารถเช่าอาคารตามหัวมุมถนน เข้าถึงง่ายเหมือนร้านเช่าหนังสือ

3.6 หนังสือวิชาการ แปลหนา พิมพ์หนา ราคามักสูง
ทั้งที่เรื่องแบบนี้แทบไม่มีคนอ่านอยู่แล้ว สามารถลดราคาจูงใจได้มากกว่านี้

4. สิงคโปร์ประเทศเล็ก เมืองหลวงคือประเทศ มีความเจริญสูง ไม่มีกิจกรรมอะไรอื่นนอกจากอยู่ในอาคาร indoors

5. การวัดว่าอ่านกี่บรรทัด หรืออ่านกี่เล่มวัดอย่างไร
การอ่านในอินเตอร์เน็ท ก็ถือว่าได้ความยาวไม่น้อย หนังสือการ์ตูนก็ใช่ และเดี๋ยวนี้มี e-book ก็ควรจะถูกนับด้วย
*-*
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หนังสือที่ขายในไทยแพงมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ เล่นนิดเดียวสองสามร้อยบาท ชาวบ้านทั่วๆ ก็ไม่กล้าซื้อ ส่วนจะไปยืมอ่านที่ห้องสมุด ปชช.ก็มีแต่หนังสือเก่าๆ บริการก็ไม่ดี ถ้าเห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งยังไงก็ลดราคาลงหน่อยละกัน
หน้า ๑
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +7 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้ารัฐบาลไทยส่งเสริมการอ่าน คนไทยฉลาดแล้ว พวกนักการเมืองก็หากินลำบากซิครับ
woodoopui@yahoo.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หนังสือแต่ละเล่มแพงมาก ถ้ารบ.ส่งเสริมการอ่านหนังสือ
จริงควรหามาตรการให้หนังสือไม่แพงเกินไป
คนใต้
ความคิดเห็นที่ 20 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีระเบียบนะ แต่เป็นเพราะกฏหมายศักดิ์สิทธิ์และแรงจึงทำให้คนต้อง
พยายามมีระเบียบ คนสิงคโปร์ที่จ้องจะแซงคิวหรือทำหงุดหงิด
เมื่อมีคนอยู่ข้างหน้าคิวตัวเองเยอะมาก

แต่คนสิงคโปร์ดีอย่างคือถ้าเขาแซงคิวแล้วถ้าเราคนที่ถูกแซงโวยวาย
เขาจะไม่กล้า เพราะคนที่นี่หน้าบางมากๆ และ กฏหมายแรง
Been there, Done that.
ความคิดเห็นที่ 19 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เด็กชาติอื่นเขาอ่านหนังสือเป็นhobbyเพื่อเสริมความรู้..แต่เด็กไทย ชอบ chat ไม่ชอบเรียนรู้ ไม่ชอบสิ่งที่เสริมความรู้รอบตัว แต่ชอบอยากรู้เรื่องชาวบ้าน เคยเห็นยืนอ่านหนังสือฟรีตามห้าง แต่เป็นหนังสือเกี่ยวกับดารา ใครเป็นแฟนกัน ใครแย่งผัวใคร บ้าแฟชั่น สนใจเรื่องเซ็กส์...พวกไร้สาระทั้งนั้น...แล้วประเทศชาติมันจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร..ขนาดกับประเทศเวียตนาม..เด็กไทยเรายังล้าหลังเขาเลย...นี่ไม่นับรวมเด็กพิเศษส่วนน้อยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศนะ พวกนั้นต้องได้รับการชมเชย
ddd
ความคิดเห็นที่ 18 +1 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ต้องมานั่งคิดกัน แชร์กันแล้วหรือเปล่าว่า การแจกแท็ปเล็ตให้น้องป.1 จะตอบโจทย์ที่นักการเมืองพยายามสื่อให้เราเข้าใจได้จริงๆหรือไม่ หรือเด็กๆระดับนี้ควรจะได้ฝึกจับและอ่านหนังสือที่เป็นเล่มๆมากกว่า เพราะโตมาก็คงใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกันโดยสังคมพาไปอยู่แล้วน่ะ
vigo 3.0
ความคิดเห็นที่ 17 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ที่อังกฤษ เห็นพ่อแม่แต่ละคนเค้าอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนเข้านอน ตั้งแต่เริ่มรู้เรื่อง และมีหนังสือ ดีๆ ทั้งเก่า มือสอง หาซื้อได้ราคาถูกมากๆๆๆๆ น่าสะสม เต็มไปหมด และทุกเมืองจะมี ห้องสมุดประชาชน ที่ให้บริการ ไม่ใช่แค่ หนังสือ มี เน็ต ให้เล่นฟรี หลายตัว มี วันเวลา เล่านิทานให้เด็กๆฟัง พ่อแม่พาไปเมื่อไรก็ได้ หนังสือ มีอัพเดตเสมอ อันไหนเริ่ม เก่า ไม่อยากเก็บก็ นำมาขายราคาถูกๆ มีปริ๊นให้ด้วย มีกิจกรรมของชุมชน กลุ่มแม่บ้าน เช่น จัดดอกไม้ หรือ อะไร มาแชร์กัน ส่งเสริมให้คนเข้ามาห้องสมุด แค่แวะเข้ามาชมก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
เรามีวารสารเยอะมาก BBC Wildlife และ อีกหลายฉบับ รับเป็นสมาชิก เดี๋ยวจะเอาไปบริจาค ที่ห้องสมุดที่เมืองไทยต่างจังหวัด อยากให้คนที่มีหนังสือแล้ว ไม่อ่าน ช่วยกันไปบริจาคหนังสือ ตามห้องสมุดประชาชน
bookworm
ความคิดเห็นที่ 16 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เศร้าใจประเทศอื่น 50 ประเทศไทย 5 เล่ม
flyingsnow
ความคิดเห็นที่ 15 +2 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
งานสัปดาห์หนังสือที่จัดขึ้นทุกปีจะเห็นว่าคนไปเดินซื้อหนังสือกันเยอะมากนะ บางคนหอบเป็นตั้งๆกลับบ้าน แบบนี้เพราะราคาหนังสือในบ้านเรามันแพงเกินไป เฉลี่ยเล่มละ 200กว่า ลำพังหนุ่มสาวออฟฟิสเงินเดือนหมื่นกว่าบาทจะซื้อได้เดือนละกี่เล่ม น่าจะแก้ปัญหาที่ราคาหนังสือก่อนนะ เชื่อว่าคนไทยรักการอ่านยังมีอีกเยอะ
ลดราคาหน่อยสิ
ความคิดเห็นที่ 14 -1 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ประเทศเรามีอะไรให้ทำเยอะกว่าประเทศเล็กๆอย่างสิงค์โปร คนแมร่งเครียดง่ะ สันดานนี่ไม่ต้องพูดถึง ..เหมือนมีรถเฟอรารี่แล้วไม่มีถนนให้ขับ นอกจากสนามแข่ง
แมร่งก็เลยโรคจิตนิดๆ
ความคิดเห็นที่ 13 +1 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าทำโครงการประมาณว่า

ห้องสมุดในบ้าน
หนังสือเวียนในชุมชน

จะดีไหมครับ
(แต่ก็ต้องมีทุน และมีคนผลักดันจริงจังอ่ะนะ
หนอนหนังสือ
ความคิดเห็นที่ 12 -2 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พื้นฐานชีวิตมันต่างกัน
คนไทยอยู่อย่างทาสมาแต่ไหนแต่ไร
อำมาตย์ - ไพร่
นาย - บ่าว
จึงคอยแต่รอรับคำสั่งอย่างเดียว จนฝังอยู่ใน gene แล้ว
ไท
ความคิดเห็นที่ 11 +3 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
มาคิดกันดีกว่าค่ะว่าจะทำยังไงให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น อย่างหนูว่าห้องสมุดที่หนูชอบไปก็อัพเดทโอเคนะคะ อาทิ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย /TCDC /TK park ถ้านิยายกับนิตยสารจะไปอุดหนุนร้านเช่าหนังสือแทนค่ะ ก็ช่วยให้ประหยัดขึ้นเยอะและซื้อหนังสือที่ต้องต้องการจริงๆด้วย
ฉวีนวล
ความคิดเห็นที่ 10 +3 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หอสมุดแห่งชาติเหมือนสุสานหนังสือเก่าๆมากกว่า
woodoopui@yahoo.com
ความคิดเห็นที่ 9 +6 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้ารัฐบาลไทยส่งเสริมการอ่าน คนไทยฉลาดแล้ว พวกนักการเมืองก็หากินลำบากซิครับ
woodoopui@yahoo.com
ความคิดเห็นที่ 8 +1 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แล้วที่นับว่าปีนึงอ่านกี่เล่มนี่เค้าใช้เกณฑ์อะไรครับ ? คือ เล่มละกี่หน้า หน้าละกี่บรรทัด บรรทัดละกี่ตัวอักษร ?? (คืออยากรู้อ่ะครับ)
ถ้าเอาหนังสือวิชาการ ผมอ่านปีละประมาณ 20 เล่ม (หนา ๆ) ถ้าอ่านพวกนิตยาสารหรือหนังสืออื่น ๆ ก็อีกหลายสิบเล่มต่อปี...
แต่ถ้านับหนังสือพิมพ์ด้วย ปีนึงผมอ่านหลายร้อยเล่มนะคร้าบ...
ที่สงสัยเพราะอ่านข่าวแล้วพบว่าเวียดนามอ่านหนังสือมากว่าสิงคโปร์อีกนะเนี่ย !!!!
yim_ku
ความคิดเห็นที่ 7 +14 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โน่นเด็กสิงคโปร์

แต่ที่นี่เด็กไทย
ทั้งติดละคร ติดคอนเสิร์ต บ้านักร้องเกาหลี
หนังสือเหรอ ดูเหมือนกันแต่เป็นหนังสือซุบซิบเปิดโปงดารานะ
george_ the old one
ความคิดเห็นที่ 6 +10 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
1. เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อหนังสือทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 3-4 เล่ม เดี๋ยวนี้เล่มละ 200 อัพ ที่ต่ำกว่าก็พอมี แต่น้อย

2. ยังไม่รวมนิตยสารอีกหลายหัว ซึ่งเลือกบางฉบับที่สนใจ เช่น Fineart /สารคดี /National Geographic/ Art4D/ Way/ วิภาษา/ My Math/ ผู้จัดการ/Starpics/ Brandage/ Update/ ปืน/ i-Design / ปาจารยสาร/ Mechanics Popular/ Top Gun/ ฯลฯ

3. ถือเป็นการลงทุนที่แพงมากสำหรับการหาหนังสืออ่านในเมืองไทย เพราะ

3.1 ราคากระดาษแพง

3.2 ผู้ผลิตเลือกใช้วัสดุดีเกินความจำเป็น เช่น ข้อมูลที่มาไวไปไว แต่ใช้กระดาษอาบมัน

3.3 รัฐไม่มีมาตรการ ลดภาษีกระดาษ

3.4 ห้องสมุดประชาชนไม่สามารถจัดหาหนังสือได้รวดเร็วตรงตามท้องตลาด

3.5 ห้องสมุดประชาชนล้าสมัย ทั้งที่สามารถเช่าอาคารตามหัวมุมถนน เข้าถึงง่ายเหมือนร้านเช่าหนังสือ

3.6 หนังสือวิชาการ แปลหนา พิมพ์หนา ราคามักสูง
ทั้งที่เรื่องแบบนี้แทบไม่มีคนอ่านอยู่แล้ว สามารถลดราคาจูงใจได้มากกว่านี้

4. สิงคโปร์ประเทศเล็ก เมืองหลวงคือประเทศ มีความเจริญสูง ไม่มีกิจกรรมอะไรอื่นนอกจากอยู่ในอาคาร indoors

5. การวัดว่าอ่านกี่บรรทัด หรืออ่านกี่เล่มวัดอย่างไร
การอ่านในอินเตอร์เน็ท ก็ถือว่าได้ความยาวไม่น้อย หนังสือการ์ตูนก็ใช่ และเดี๋ยวนี้มี e-book ก็ควรจะถูกนับด้วย
*-*
ความคิดเห็นที่ 5 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากอ่านหนังสือก็ต้องลงทุนหน่อยสิคะ ไม่ใช่บ่นว่าหนังสือแพงไม่อ่าน ทีเงินทองเอาไปใช้อะไรหมด เที่ยวเล่นกิน?แต่ความรู้นี่อิดออด ไม่งั้นจะมีห้องสมุดไว้ทำนกเงือกอะไรคะ สกู๊ปนี้เป็นสกู๊ปที่ดีมากค่ะ ฉันก็อ่านหนังสือทุกวัน
กบสวยๆ
ความคิดเห็นที่ 4 +3 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กทม.ตั้งบ้านหนังสือขึ้นมาทั่วกรุงเทพฯ คุณลองทำสกู๊ปเรื่องนี้ดูสิว่าได้ผลแค่ไหน น่าปรับปรุงตรงไหน

ขอบคุณที่เสนอข่าวชิ้นนี้
คนเกษียณ
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอบคุณนะครับ ทีมงานจะเก็บไว้พิจารณา และขยายประเด็นต่อไป
ทีมงาน Life & Family
 
ความคิดเห็นที่ 3 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ่านหนังสือกี่เล่มต่อปีนี่คิดอย่างไรหรือ
เอาจำนวนหนังสือที่ขายได้ทั้งปี หารด้วยประชากรใช่ป่ะ
อยากรู้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การส่งเสริมการอ่านนั้นเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลคะ คงไม่ใช่แค่การอ่านอย่างเดียวต้องเขียนให้ได้ด้วย ไม่ใช่แค่คำๆเดียวแต่ต้องเป็นประโยค ทั่้งอังกฤษ และภาษาจีน พอมาถึงประถมโรงเรียนต้องบังคับให้เด็กถือหนังสือไปอ่านที่โรงเรียนทุกเช้าก่อนเคารพธงชาติ นั่นเลยเป็นที่มาของสถิติการอ่านหนังสือของเด็กๆ ในแต่ละปี
นันทนา
 
ความคิดเห็นที่ 2 +2 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไอ้ที่พี่ไทยอ่านนั่นก็พวกการ์ตูนด้วยนะ ไม่ใช่หนังสือมีสาระอะไร เด็กมันจะชอบอ่านได้ก็พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง เมืองไทยมีแต่พ่อแม่ดูหนัง ละึคร เล่น BB, IPHONE เห็นตลอดเวลา ลูกมันจะชอบอ่านก็แปลกแล้ว
เห็นแต่พ่อแม่เอา iphone , Ipad ให้ลูกเล่น ชอบอ่านก็แปลก
ความคิดเห็นที่ 1 +7 คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หนังสือที่ขายในไทยแพงมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ เล่นนิดเดียวสองสามร้อยบาท ชาวบ้านทั่วๆ ก็ไม่กล้าซื้อ ส่วนจะไปยืมอ่านที่ห้องสมุด ปชช.ก็มีแต่หนังสือเก่าๆ บริการก็ไม่ดี ถ้าเห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งยังไงก็ลดราคาลงหน่อยละกัน
หน้า ๑
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014