หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Life & Family | How To
 

ดูแลครอบครัวจาก “วีน เหวี่ยง แซงคิว ไม่มีมารยาท” ในที่สาธารณะ

โดย MGR Online
23 เมษายน 2556 16:25 น.
        สังคมทุกวันนี้มีการพูดกันมากขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของพ่อแม่ลูกในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดังเอะอะ ไม่มีมารยาท ชอบแซงคิว ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง พูดไม่คิด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทันทีที่มีกระทู้ หรือข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเผยแพร่ในชุมชนออนไลน์ ก็มักมีแนวร่วมจำนวนหนึ่งเข้ามาตอกย้ำว่าพฤติกรรมของครอบครัวไทยบางส่วนนั้นเลวร้ายจนเกินเยียวยาจริงๆ
       
       ดังนั้น อาจจะเป็นการดีที่เราจะดูแลครอบครัวของเรา ไม่ให้มีพฤติกรรมแย่ๆ และต้องตกเป็นครอบครัวกลุ่มเป้าหมายที่ถูกยี้จากสังคมรอบข้าง ซึ่งพ่อแม่สามารถเตรียมการก่อนพาลูกออกนอกบ้านได้ดังนี้

ดูแลครอบครัวจาก “วีน เหวี่ยง แซงคิว ไม่มีมารยาท” ในที่สาธารณะ
ขอบคุณภาพจาก news.com.au
        1.วางแผนก่อนเดินทาง
       
       เมื่อมีลูก การออกนอกบ้านควรมีการวางแผน เพราะเด็กเล็กยังต้องการการดูแล การตั้งกฎกติกา และการอบรมสั่งสอนมารยาทสังคมตามสมควร หากพ่อแม่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าเอาไว้ ก็อาจกลายเป็นความปั่นป่วนเล็ก ๆ ขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น จะออกไปซื้อของ พ่อแม่อาจต้องเขียนรายการสิ่งของที่ต้องการซื้อเตรียมเอาไว้ก่อน นอกจากนั้น ก่อนจะไป ควรบอกลูกให้ทราบว่า การเดินทางครั้งนี้เราไปเพื่อซื้อ....ซึ่งจำเป็นต่อครอบครัว และมีสิ่งใดที่คุณจะไม่ซื้อบ้าง (เช่น ขนม ของเล่น) เพราะฉะนั้นไม่ต้องร้องไห้ หรือลงไปชักดิ้นชักงอถ้าไม่ได้ของอย่างที่ต้องการ เพราะเราคุยกันแล้ว
       
       2.มอบภารกิจให้ลูก
       
       การมอบหมายความรับผิดชอบให้ลูกเวลาคุณออกไปนอกบ้าน สามารถทำให้พวกเขานิ่งและตั้งใจมากขึ้น เช่น ถ้ามีลูกมากกว่า 1 คน พี่คนโตอาจได้รับมอบหมายให้ดูแลน้อง ๆ คอยช่วยคุณพ่อมองทาง ช่วยหยิบของ ฯลฯ หรือถ้าเป็นน้องเล็กๆ ก็สามารถมอบหมายภารกิจให้ได้เช่นกัน เช่น น้องสองขวบก็โตพอที่จะเดินไปหยิบนมที่ตนเองชอบมาให้คุณแม่ได้แล้ว เป็นต้น
       
       3.ของเล่นถูกใจ หยิบไปให้ครบ
       
       นึกถึงเวลาพาลูกขึ้นเครื่องบิน คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะสายการบินโดยมากจะมีของเล่นของแถมให้กับเด็กเล็กอยู่แล้ว แต่ถ้าหากไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน เปลี่ยนเป็นการไปร่วมงานพิธีกับพ่อแม่ก็ไม่ควรลืมหยิบของเล่นชิ้นโปรดของลูกติดไม้ติดมือไปด้วย เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา โดยหลักสำคัญในการเลือกของเล่นก็คือ ควรเป็นของเล่นที่ไม่รบกวนผู้อื่น เช่น ตุ๊กตาก็ไม่ควรมีเสียงปี๊บๆ หรือมีเพลง เป็นต้น
       
       4.แผนสำรองต้องมี
       
       ถ้าเกิดนมหมด ถ้าเกิดลูกร้องไห้จนอาเจียน ถ้าเกิด...ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ พ่อแม่หรือคนเลี้ยงควรตระหนักว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ และพ่อแม่ควรเป็นคนที่รู้จักธรรมชาติของเด็กคนนั้นมากที่สุด ดังนั้นในการเดินทาง ควรมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เมื่อเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นจริงๆ จะได้ไม่ทำให้พ่อแม่หวั่นไหวหรือประสาทเสีย
       
       5.ก่อนอารมณ์เสีย พยายามมองลูกๆ ในแง่ดี
       
       คงมีพ่อแม่หลายคนรู้สึกว่าลูกไม่ได้ดั่งใจยามอยู่นอกบ้าน โดยเฉพาะคนมีลูกเล็กที่มักงอแง ร้องไห้ ขอให้อุ้ม ฯลฯ อยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้าหากเรายิ่งมองลูกในแง่ลบมากเท่าไร ความสุขและความสนุกของการเดินทางก็จะถูกบั่นทอนลงไปมากเท่านั้น ดังนั้น ถ้าทำได้ อาจสูดหายใจลึกๆ นับ 1-10 หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณสามารถมองพวกเขาอย่างเข้าใจ และยิ้มกับลูกๆ ได้อีกครั้ง
       
       6.เข้าใจธรรมชาติของเด็ก
       
       บางครั้งการเข้าใจธรรมชาติของเด็กก็ช่วยให้ความหงุดหงิดบรรเทาลง ธรรมชาติของเด็กมาพร้อมกับความยุกยิกอยู่ไม่สุข หรือหากอยู่นิ่งได้ก็เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่สามารถทำได้นาน ดังนั้น หากพ่อแม่หรือสังคมรอบข้างมาตั้งความหวังว่าเด็กเล็กที่เราพบเจอในโลกภายนอกจะต้องนิ่งสงบราวกับรูปปั้นก็คงเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ อย่างไรก็ดี พ่อแม่ควรเป็นคนทีเข้าใจในจุดนี้มากที่สุด และควรเลือกสถานที่ที่จะพาลูกไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์โยเย เช่น หากต้องพาไปร่วมงานสังคมที่เป็นทางการ ในขณะที่ลูกยังเล็กมาก และไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ก็ยังไม่ควรพาไป เพราะเด็กจะร้องงอแงจนพ่อแม่ไม่เป็นอันสร้างสังคมได้อย่างแน่นอน
       
       7.เลือกสถานที่ที่ไว้วางใจได้ และต้อนรับครอบครัว
       
       พฤติกรรมการเที่ยวของหลายครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีลูก ครอบครัวของทีมงานเองก็เช่นกัน ทุกวันนี้ เวลาเดินทางไปนอกบ้านทีไร ก็มักจะมองว่าจะพาลูก ๆ ไปเที่ยวที่ไหนเขาถึงจะสนุก ไปกินอะไรเขาถึงจะอร่อย ส่วนความสุขของพ่อแม่ก็อาจไว้ทีหลัง หรือกลายเป็นว่า ถ้าลูกสนุก พ่อแม่ก็สนุกด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกสถานที่ หรือร้านที่พ่อแม่ไว้วางใจ หากมีความสนิทสนมกับทางร้านเพราะเคยไปรับประทานบ่อยๆ ในสมัยยังไม่มีลูกก็ยิ่งดี เพราะความเป็นลูกค้าเก่าแก่จะทำให้การบริการเป็นไปอย่างดี และร้านค้าโดยมากมักจะยินดีที่จะได้ทำความรู้จักลูกค้าในรุ่นต่อไป (หรือก็คือลูกของคุณ) ด้วยอยู่แล้ว
       
       8.สอนลูกให้มีน้ำใจ
       
       เรื่องนี้เกิดขึ้นบนรถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วงที่ทีมงานโดยสาร ตู้โบกี้ที่ยืนอยู่ มีผู้สูงอายุ (ชาย) ท่านหนึ่งขึ้นมายืนด้วย ในรถไฟขณะนั้น หลายคนกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือกันจนไม่สนใจความเป็นไปของสังคมรอบข้าง มีเพียงหญิงสาวคนหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้น และเดินเหมือนจะลงจากรถไฟแต่เลยไปอีกตู้หนึ่ง พอที่นั่งตรงนั้นว่าง บวกกับผู้สูงอายุท่านนั้นคิดว่าน้องผู้หญิงลงจากรถไฟไปแล้ว ก็เลยนั่งลง
       
       สิ่งนี้ประทับใจทีมงานอย่างมาก เพราะโดยมากแล้ว ผู้สูงอายุ (ผู้ชาย) มักจะไม่ค่อยนั่งเท่าไร หากมีผู้หญิงที่เด็กกว่าเสียสละที่นั่งให้ เลยทำให้เธอทำเหมือนเดินลงจากรถไฟ แต่แท้จริงแล้วคือการเสียสละที่นั่งให้นั่นเอง แต่ความประทับใจยังไม่จบ เพราะต่อมาไม่นาน ก็มีผู้โดยสารเด็กขึ้นมาอีก และทั้งโบกี้ก็ไม่มีใครเสียสละที่นั่งให้เด็กเลยเหมือนเช่นเคย เว้นแต่ชายชราคนนั้นที่ลุกขึ้นให้เด็กนั่งอย่างเงียบๆ
       
       บทสรุปของเรื่องนี้ ถูกสรุปโดยครอบครัวหนึ่งที่อยู่ในตู้รถไฟเดียวกัน เป็นพ่อกับลูกชายที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นเหมือนทีมงาน ผู้เป็นพ่อสอนลูกว่า เวลาคนเราได้รับน้ำใจจากใคร เขาก็จะถ่ายทอดความมีน้ำใจนั้นต่อไปยังผู้อื่น
       
       9.ดูแลเรื่องมารยาท
       
       เรื่องสุดท้ายและสำคัญที่สุดหนีไม่พ้น การมีมารยาท เพราะสาเหตุหนึ่งที่สังคมค่อนข้างไม่พอใจในตัวลูกค้ากลุ่มครอบครัวก็คือ การไม่มีมารยาท ปล่อยเด็กให้เล่นจนระรานความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เด็กบางคนไปแหย่แขกโต๊ะข้างๆ โดยที่พ่อแม่ไม่ได้เอ่ยปากเตือนทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ บางคนก็โยนจาน โยนช้อน เทขวดเครื่องปรุงเล่น ปีนขึ้นบนโต๊ะอาหาร สิ่งเหล่านี้พ่อแม่ต้องควบคุมให้ได้
       
       การพาลูกออกนอกบ้านเป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่นิยมทำกันมากขึ้น เด็กยุคนี้จึงมีโอกาสได้พบเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้เร็วกว่าเด็กในอดีต แต่ไม่ใช่แค่การพบเห็นเพียงอย่างเดียว พวกเขากำลังเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมไปด้วย หากพ่อแม่ไม่ตระหนักในสิทธิ และความเป็นส่วนตัวของคนอื่น ก็เป็นไปได้ว่า เมื่อลูกโตขึ้นไป พวกเขาก็อาจจะจดจำพฤติกรรมพ่อแม่ไปใช้สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ซึ่งถึงตอนนั้น แม้จะอยากแก้ไข แต่ก็อาจสายจนเกินการณ์แล้วก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด ในหมวด
5 เคล็ดลับช่วยคุณแม่ลดน้ำหนักหลังคลอด/นิตยสารรักลูก
ดูแลครอบครัวจาก “วีน เหวี่ยง แซงคิว ไม่มีมารยาท” ในที่สาธารณะ
6 ข้อควรพิจารณาก่อนเสียท่า (แหล่งเรียนรู้) ทุนนิยม
คนแบบนี้ “ถ้าห่างได้จะดีต่อสุขภาพจิต”
เปิดไอเดียพ่อแม่ สื่อแบบไหนถูกใจครอบครัว (ประกาศผู้ได้รับนิทาน)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 17 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 16 คน
95 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
5 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2017