คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้

โดย MGR Online   
27 พฤศจิกายน 2553 01:08 น.
คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้
        "สนธิ"จวก"มาร์ค" ใช้วิชามาร แก้ ม.190 แยกหนังสือสัญญาไว้คนละวรรค หวังดันข้อตกลงเขตแดนไทย-เขมรไม่ผ่านการตรวจสอบของ ปชช. ชี้นายกฯ ยอมรวมเป็นวรรคเดียวในขั้นแปรญัตติ หลังโดน"ส.ว.คำนูณ"อภิปราย เหมือนเด็กขโมยกินขนมแล้วถูกจับได้ ไม่เชื่อเสนอร่างฯ เข้าสภาโดยนายกฯ ไม่ดูก่อน เผย กก.ชุด"ดร.สมบัติ"แค่ให้ระบุประเภทหนังสือสัญญา ไม่ได้เสนอให้แยกวรรค
       

        คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์"  
       
       รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศทาง เอเอสทีวี ทุกวันศุกร์ ช่วงเวลา 20.30-22.30 น. วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2553 นายสนธิ ลิ้มทองกุล นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ และนางสาวอุษณีย์ เอกอุษณีย์ ดำเนินรายการ
       
       สโรชา - สวัสดีค่ะคุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล น้องเก๋ อุษณีย์ เอกอุษณีย์ และแอ้ม สโรชา พรอุดมศักดิ์ กลับมาพบกับคุณผู้ชมอีกครั้งหนึ่ง วันนี้วันที่เราผ่านการอภิปรายในสภามา 3 วันเต็มๆ ฟังกันจนเบื่อกันไปข้างหนึ่งเลย สำหรับการพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญในส่วนหลักการ 2 ประเด็นหลักๆ ทั้งมาตรา 190 และเรื่องของระบบการเลือกตั้งที่ถกเถียงกันมานานแสนนาน วันนี้คงจะได้คุยกันถึงประเด็นการเมือง ประเด็นหลักๆ จริงๆ แล้วอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ที่เราจะพูดคุยกัน จุดยืนของท่านในเรื่องต่างๆ ไล่เรียงมาตั้งแต่ก่อนท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยยังเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จนกระทั่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ท่านพูดไว้ในวันที่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมมาถึงเกือบๆ จะ 2 ปีแล้ว เห็นจะได้ สำหรับการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ เรื่องหลักๆ ที่ท่านเคยพูดเอาไว้ และเปลี่ยนคำพูดในวันนี้ เราคงต้องได้ลงรายละเอียดกัน
       
       อุษณีย์ - รวมถึงจะพูดถึงจุดยืนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับการชุมนุม 3 วัน ด้วย เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ตั้งแต่ปี 2551 ที่เราต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อนักการเมืองเท่านั้น โดยไม่ฟังเสียงประชาชน เดี๋ยวจะคุยถึงภาพรวมทั้งหมด หลังจากที่สิ้นสุดกัน 3 วัน แต่ว่าเดี๋ยวจะนัดเจอกันอีกที คือ 11 ธันวาคม
       
        แต่ก่อนอื่นไปดูเรื่องของการสมนาคุณให้กับบรรดาแฟนๆ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ตื่นเต้นกันใหญ่เลย เพราะว่าสัปดาห์ที่แล้ว พี่แอ้มคะ นี่ค่ะ i Phone 4 และ i Pad สำหรับผู้ชม ASTV รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ส่ง SMS เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากที่สุด 50 อันดับแรก เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว
       
       สโรชา - วันศุกร์ที่แล้วเห็นบอกว่าส่งกันมาเยอะมากนะคะ
       
       อุษณีย์ - 2,000 กว่าข้อความ
       
       สโรชา - ใช่ค่ะ เราจะรวบรวม 50 ท่านแรกที่ส่งข้อความมากที่สุดในแต่ละสัปดาห์ แล้วเราจะนำไปจับสลาก เราจะรวบรวมมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วมาถึง 31 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ คือสิ้นปีพอดี ตรงกับวันศุกร์ เราจะรวบรวมกันแล้วก็ต้นปีเปิดมาเราจะจับสลาก ทั้งหมด 12 รางวัล
       
       อุษณีย์ - เพราะว่าแยกเป็น ipad
       
       สนธิ - 12 รางวัล แบ่งบางส่วนให้กับรายการเคาะข่าวริมโขง
       
       สโรชา - มีหรอ ทำไมต้องแบ่งให้ทีมบีด้วย
       
       สนธิ - เคาะข่าวริมโขง ทีมซี มีอีกเรื่องหนึ่งคือ คนที่ได้ไปจะต้องซื้อแพ็คเกจของ True
       
       สโรชา - True เขาสนับสนุนเครื่องมา
       
       สนธิ - สนับสนุนเครื่องมา ซื้อแพ็คเกจ 1 ปี ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เดือนละประมาณ 600 กว่าบาท เมื่อแลกกับของประมาณ 20,000 กว่าบาท จากนั้นแล้วรายได้จาก SMS ในช่วงนี้เราจะรวมเป็นกองทุนช่วยเหลือน้ำท่วม
       
       สโรชา - จริงๆ แล้วคุณผู้ชมส่งมา 6 บาท
       
       สนธิ - เราได้ 2 บาทกว่า เพราะว่าทางบริษัทโทรศัพท์มือถือเขากินไปประมาณ 3 บาท เกือบๆ 3 บาท แล้วบริษัทคนกลางที่จัดเรื่อง SMS กินไปบาทกว่า เราได้ 2 บาทกว่า
       
       สโรชา - ส่วนนี้เราจะนำไปช่วยน้ำท่วม
       
       สนธิ - เอาไปช่วยน้ำท่วม ทีนี้ คนที่ SMS ไม่ได้ขึ้นเพราะขึ้นไม่ทัน ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีหลักฐานหมด เราจะรวบรวมไว้หมด เพราะฉะนั้นส่งเข้ามาเถอะครับ
       
       สโรชา - ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นจอแต่ว่าระบบเราบันทึกไว้เรียบร้อยแล้วทั้งข้อความและเบอร์ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรส่งเข้ามาเยอะๆ 50 ท่านแรกในแต่ละสัปดาห์ เราไปจับสลากกันต้นปี เฉพาะในรายการนี้ รายการสด 20.30 - 10.30 น.ในวันศุกร์
       
       อุษณีย์ - ตอนนี้มีสแปร์ไว้แล้ว สัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้ใครที่ยังส่งไม่ทันเริ่มต้นใหม่
       
       สโรชา - พิมพ์ข้อความมานะคะ N1 เว้นวรรคตามด้วยข้อความ ส่งมาที่เบอร์ 4850770 สามารถที่จะร่วมสนุกกันได้ค่ะ
       
       อุษณีย์ - แล้วก็ยังคงโทรศัพท์แสดงความคิดเห็น
       
       สนธิ - ได้ครับ
       
       อุษณีย์ - สำหรับประเด็นที่พูดคุยกันในแต่ละสัปดาห์ ที่ 0-2629-4433 อาจจะฝากคำถามถึงคุณสนธิก็ได้ อยากจะให้วิจารณ์เรื่องไหน พูดคุยเรื่องไหน คุยกันได้
       
       สโรชา - เรามาเริ่มกันด้วยการชุมนุมของพันธมิตรฯ 3 วันที่ผ่านมากันก่อนนะคะ การชุมนุมครั้งนี้จริงๆ แล้วเป็นการสืบเจตนารมณ์ จากเดิมคุณผู้ชม พ่อแม่พี่น้อง เราร่วมกันมา 193 วัน จำได้ เหตุผลแรกเลยที่เราไปรวมตัวกันก็เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ เราก็สืบทอดเจตนารมณ์เดิมนั่นล่ะ
       
       อุษณีย์ - เหมือนปี 2551 ซึ่งแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล แต่ว่าท่าทีของรัฐบาลยังเหมือนเดิม คือเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมืองด้วยกันเอง ไม่ได้แก้เพื่อประชาชน และไม่ฟังเสียงประชาชนด้วย
       
       สนธิ - ผมยังจำได้ ปี 2551 ที่ออกมาคัดค้าน เรายังมีเงื่อนไขว่า ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนั้น เราบอกว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญนี้มีประชามติอยู่ 14.7 ล้านเสียง ขอให้ทำประชามติใหม่ ว่าควรจะแก้ไหม ถ้าอยากแก้แล้ว พันธมิตรฯ ไม่เคยคัดค้าน ทีนี้รัฐบาลคุณสมัคร คุณสมชาย ก็ไม่ยอม นั่นคือที่มาของการคัดค้านเพราะว่า จะแก้ประเด็นไหน มันไม่เป็นสาระสำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเรา ประเด็นไหนก็ตามถ้าคุณจะแก้ คุณต้องขอทำประชามติก่อน แล้วพอยิ่งผ่าน 7 ตุลาคมไปแล้ว การต่อสู้คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของเราเป็นผลทำให้เราต้องเสียชีวิต พวกเราถูกทำร้ายข้างเดียว มือเปล่าไม่มีอาวุธ แล้วก็พิการไปจำนวนเกือบ 10 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน มันยิ่งทำให้เจตนารมณ์ของการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 ที่คิดจะแก้โดยไม่มีการทำประชามติยิ่งทำให้เรามั่นคง เข้มแข็งในอุดมการณ์ เพราะฉะนั้นการที่คุณอภิสิทธิ์มาแก้ครั้งนี้ เราก็ต้องจำเป็นลุกขึ้นมาคัดค้าน
       
       สโรชา - โดยไม่ผ่านประชามติ
       
       สนธิ - เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า อุดมการณ์ของเราไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่ปี 2551 มาจนกระทั่งบัดนี้ ไม่เหมือนคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคนลักษณะที่หลักลอย ไม่หลักปักขี้เลน เราจะมีหลักฐานหลายประการ ผมอยากจะเรียนคุณแอ้ม คุณเก๋ และท่านผู้ชมที่บ้านว่า วันนี้ใครรักจะชอบคุณอภิสิทธิ์ จะลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ไม่เป็นไร แต่ขอให้ใช้ปัญญา อย่าหลงรักกันแบบคนตาบอด เพราะสิ่งที่เราเอามาให้ดูนั้น สิ่งที่เราจะพูดวันนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่แต่ละคนเมื่อดูแล้ว ถามตัวเองว่าเสนอข้อมูลหลักฐานแบบนี้ คุณเห็นว่ายังไง คุณเถียงออกไหม ถ้าคุณเถียงไม่ออก คุณยอมรับสักครั้งได้ไหม ว่าคนที่คุณลุ่มหลง หลงใหลคลั่งไคล้ แท้ที่จริงแล้วเป็นทองเก๊
       
       สโรชา - เราเคยวิพากษ์วิจารณ์พวกแม่ยกทักษิณว่า หลับหูหลับตารักแบบไม่มีเหตุผล แบบไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น จะขายชาติ จะโกงกิน ไม่เป็นไร ฉันรักของฉัน จริงๆ แล้วเรากำลังเห็นสิ่งที่คล้ายๆ กัน
       
       สนธิ - ไม่คล้าย เหมือนกันเลย เปลี่ยนจากคุณทักษิณ มาเป็นคุณอภิสิทธิ์ ไม่ต่างอะไรกันเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วยิ่งเราเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาเมื่อวาน ทำให้เรามีความรู้สึกว่า เอ๊ะ พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคการเมืองน้ำเน่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย พรรคเพื่อไทย พรรคอะไรก็ตาม ไม่ได้มีอะไรต่างกันเลยนะ ก็ยังน้ำเน่าเหมือนเดิม
       
       อุษณีย์ - ใช่ค่ะ มีทั้งเรื่องของแลกผลประโยชน์ที่พรรคร่วมฯ ก็อยากได้การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จะได้ซื้อเสียงง่ายๆ ทั้งที่ประชาธิปัตย์เองต่อต้านมาตลอด แต่ก็ต้องยอมให้เขา เพื่อจะให้พรรคร่วมไปยอมโหวตผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ให้กับพรรคประชาธิปัตย์
       
       สโรชา - แล้วทำไมประชาธิปัตย์ถึงต้องให้ความสำคัญกับ 190 ขนาดนั้น นั่นเป็นคำถามใหญ่
       
       สนธิ - ประเดี๋ยวเราจะคุยกัน
       
       อุษณีย์ - เรื่องของมาตรา 190 ต้องขอบคุณ ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน ซึ่งมาให้ข้อมูลต่อสาธารณชน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนการลงมติ
       
       สนธิ - คุณคำนูณ เป็นคนแรกที่เห็นข้อผิดปกติของมาตรา 190 เดี๋ยวให้คุณเก๋อธิบายให้ฟังแล้วกัน แล้วเดี๋ยวผมจะวิพากษ์วิจารณ์นะครับ
       
       อุษณีย์ - นี่คือการจับพิรุธที่คุณคำนูณสื่อสารไปยังสาธารณชนก่อนการโหวตลงมติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่าทำให้คนทั้งประเทศตื่นเลยทีเดียว เพราะถ้าดูเปรียบเทียบของเดิม กับร่างแก้ไขที่รัฐบาลพยายามเสนอขึ้นมา ในมาตรา 190 ดูเรียงทีละวรรคๆ ในมาตรา 190 เอาตั้งแต่วรรคแรกนะคะ นี่ไม่ได้มีการแก้ไข พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ พอวรรค 2 วรรค 3 วรรค 4 วรรค 5 วรรค 6 นี่สำคัญแล้ว ในของเดิมนั้น วรรค 2 เขียนไว้อย่างนี้ค่ะ บอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ์ อธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่องราวดังกล่าว
       
        3. ก่อนที่จะดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรค 2 วรรค 2 นี่รวมหมด หนังสือสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ด้านการผูกพันทางการค้า นี่รวมหมดเลย เหล่านี้ทั้งปวงตามวรรค 2 คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย ประชาชนต้องรับรู้มีการประชาพิจารณ์ต้องผ่านสภา
       
        4. เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรค 2 แล้ว ก่อนจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในการที่จะปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม เข้าถึงรายละเอียดนะ ถ้าได้รับผลกระทบต้อเยียวยาเขาด้วย ทั้งหมดเลยไม่ว่าจะเป็น 1. อาณาเขต เรื่องผลกระทบความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ การค้า
       
        5.ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาให้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไข และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้รับผลประโยชน์ กับผู้ได้รับผลกระทบ
       
        อันนี้คือของเดิมที่เขียนไว้อย่างเคร่งครัดครอบคลุม และเพื่อประโยชน์ประชาชน
       
       สโรชา - ของใหม่
       
       สนธิ - คุณเก๋ ต้องอ่านวรรค 6 ด้วย ว่าเขาเน้นอะไร
       
       อุษณีย์ - วรรค 6 เขาบอกว่า ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรค 2
       
       สนธิ - เขาเน้นเฉพาะวรรค 2 ไม่มีวรรคอื่น อันเดียวนะครับวรรค 2
       
       อุษณีย์ - ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดโดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม
       
       สนธิ - เพราะฉะนั้นแล้วคุณเก๋ หยุดนิดหนึ่ง วรรค 6 สำคัญตรงไหน สำคัญตรงที่ว่า ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรค 2 ก็หมายความว่ามีวรรค 2 วรรคเดียวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับวรรค 3 อันนี้
       
       สโรชา - อันนี้คือของใหม่ ที่เขาเพิ่งรับหลักการไปเมื่อวานนี้
       
       สนธิ - เชิญครับคุณเก๋
       
       อุษณีย์ - อันนี้คือของใหม่
       
       สโรชา - ของใหม่ที่เขาเพิ่งรับหลักการไปเมื่อวานนี้
       
       อุษณีย์ - วาระที่ 1
       
       สนธิ - เชิญเลยครับคุณเก๋
       
       อุษณีย์ - รายละเอียดเขาบอกว่า วรรค 2 เขาพูดถึงหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และเขาแยกออกมาเป็นวรรค 3
       
       สนธิ - ก็คือ ในวรรค 2 ของเก่าเขาแยกส่วนหนึ่งออกมาเป็นวรรค 3 ด้วย คุณเก๋อ่านวรรค 3 ต่อ
       
       อุษณีย์ - วรรค 3 เขาหมายถึงหนังสือสัญญาใดมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐบาล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
       
       สนธิ - ท่านผู้ชมครับ ในรัฐธรรมนูญอันเก่า วรรค 2 กับ 3 มันอยู่ด้วยกัน มันกลายเป็นวรรค 2 2 และ 3 ในฉบับแก้ไข มันก็คือ 2 อันเดียวในฉบับเดิม เชิญครับ
       
       อุษณีย์ - ทีนี้พอลงมาดูที่วรรค 4 วรรค 4 จะเป็นการบอกว่าหนังสือสัญญาต้องผ่านขั้นตอนอะไร วรรค 4 เขาบอกว่า ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ตามวรรค 3 วรรค 3 เท่านั้นนะคะ
       
       สนธิ - ตามวรรค 3 ก็แปลว่า ตามเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภา ในหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ หมายความว่ามีเฉพาะหนังสือสัญญาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
       
       สนธิ - ปัญหาทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นข้อตกลงการค้าเสรี เอฟทีเอ หรือว่าการตกลงทางด้านทวิภาคีระหว่างสองประเทศ เรื่องการลดภาษีอะไรก็ตาม ให้พิจารณา ให้ใช้วรรค 3
       
       สโรชา - แต่ว่าไม่ได้รวมไปถึงวรรค 2
       
       สนธิ - ยังครับ ไม่ได้พูดวรรค 2 ครับ อ่านต่อไปเรื่อยๆ ครับ วรรค 5
       
       อุษณีย์ - แล้วเขาก็บอกว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรค 3 แล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม
       
       สนธิ - ก็คือวรรค 3 อีกเช่นกัน
       
       อุษณีย์ - วรรค 3 อีกเช่นกัน
       
       สนธิ - ก็คือเป็นเรื่องเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเดียว
       
       อุษณีย์ - แล้วก็วรรค 6 ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาตามวรรค 3 รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้ประโยชน์กับผู้ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว และประชาชนทั่วไป
       
       สนธิ - วรรค 3 เช่นกัน
       
       อุษณีย์ - ค่ะ วรรค 3 เช่นกัน
       
       สนธิ - เพราะฉะนั้นแล้ว วรรค 7 อย่าเพิ่งพูด ผมจะอธิบายให้กับท่านผู้ชมฟังง่ายๆ ท่านผู้ชมทางบ้านครับ ด้านนี้คือรัฐธรรมนูญอันเก่า มาตรา 190 ในวรรค 2 เขาพูดถึงหนังสือสัญญาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับอาณาเขตเขตแดนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมกัน หากมีการทำอะไรก็ตามจะต้องขอความเห็นประชาชน ให้ประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบได้ เขาจะอ้างถึงวรรค 2 ตลอดเวลา วรรค 2 วรรค 2 ของเก่าก็คือว่า ทั้งการปักหลักเขตแดนและเศรษฐกิจ เขาบอกว่า ต้องให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ ต้องเสนอกรอบ อะไรที่เกี่ยวกับวรรค 2 สองเรื่อง ทีนี้พอมารัฐบาลชุดนี้ ในการยื่นแก้รัฐธรรมนูญ นายกฯ อภิสิทธิ์ ใช้วิชามาร ผมต้องใช้คำพูด วิชามาร จงใจและเจตนา แยกวรรค 2 ของเก่าออกเป็นวรรค 2 และวรรค 3 แล้วเอาวรรค 3 มาเป็นวรรค 4 แยกอะไร แยกเรื่อง วรรค 2 กลายเป็นเรื่องเขตแดนอย่างเดียว และวรรค 3 เป็นเรื่องของเศรษฐกิจอย่างเดียว แล้วเขาบอกว่า อะไรก็ตามที่ต้องใช้ประชาชนตรวจสอบทุกอย่าง โยงกลับไปที่เศรษฐกิจ เฉพาะเศรษฐกิจอย่างเดียว ทุกอย่าง
       
       สโรชา - ไม่มีการพูดถึงวรรค 2 เลย
       
       สนธิ - ไม่มีพูดถึงวรรค 2 พูดง่ายๆ ว่า เขาแยกของเก่าออกมาเป็น 2 วรรค แล้วเขาเอาส่วนที่เหลือว่า ถ้าประชาชนต้องตรวจสอบ ให้ตรวจสอบเฉพาะเรื่องหนังสือสัญญาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
       
       สโรชา - ชัดเจนนะคะ ดูนะคะว่าจะมีการกล่าวอ้างกลับไปถึงวรรค 3 ทั้งวรรค 4 ก็กล่าวไปถึงวรรค 3
       
       สนธิ - ก็คือว่า เขาลับ ลวง พราง ให้คนเห็นว่าได้มีการทำประชาพิจารณ์ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ แต่ตรวจสอบได้เฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของวรรค 2 ปักปันเขตแดน เขาไม่พูดถึงเลย แสดงว่าเขามีเจตนาที่จะทำสนธิสัญญาอะไร แอบตกลงกับเขมรโดยที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์จะรับรู้ ไม่เหมือนของเก่า ของเก่าประชาชนมีสิทธิ์รับรู้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะทำอะไรก็ตามประชาชนต้องรับทราบ ต้องมีความเห็น เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เขาก็เลยแยก 2 ตัวนี้ออกมา แล้วเอาเศรษฐกิจลงมาตรงนี้ แล้วให้ทุกคนที่อยากจะตรวจสอบ ไปตรวจสอบได้เฉพาะเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องเขาจะขายแผ่นดินให้กับเขมรอย่างไร สบายมากเรายุ่งไม่ได้ ที่ร้ายที่สุดคือว่า เรื่องนี้คนของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่า
       
       สโรชา - มันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค
       
       สนธิ - มันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ผมเลยอยาก ที่ไม่ให้คุณเก๋อ่านวรรค 7 คือว่า มันจะผิดพลาดทางเทคนิคได้อย่างไร เพราะวรรค 7 เขียนว่า ในกรณีที่มีปัญหาตีความว่าหนังสือสัญญาตามวรรค 2 และวรรค 3 รับรู้ว่ามีวรรค 2 วรรค 3 คุณโกหกใครโกหกได้ คุณอภิสิทธิ์โกหกใครโกหกได้แต่อย่าโกหกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าโกหกคนของ ASTV เพราะว่าถ้าเขาบอกผิดพลาดทางเทคนิค เขาต้องไม่ระบุวรรค 2 และวรรค 3
       
       สโรชา - คือเขาต้องลืมวรรค 2 ไปเลย
       
       สนธิ - เขาต้องลืมวรรค 2 ไปเลย
       
       สโรชา - แต่ทำไมวรรค 7 ถึงอ้างกลับไปถึงวรรค 2 ได้
       
       สนธิ - แสดงว่าคุณจงใจแยกวรรค 2 ของรัฐธรรมนูญเก่าออกเป็น 2 และ 3 และคุณให้มีการตรวจสอบเฉพาะ 3 เพราะ 3 มันเรื่องเศรษฐกิจ 2 คือเรื่องอาณาเขต เพราะว่าเหตุผลทำไมคุณต้องทำเช่นนี้ ที่เขาต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เขาทนไม่ไหวกับการตรวจสอบของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       สโรชา - เรื่องเจบีซีหรอคะ
       
       สนธิ - เรื่องเจบีซีด้วย แสดงว่าที่ผ่านไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาสามารถทำเรื่องเจบีซีได้โดยไม่ต้องขออนุมัติสภา
       
       สโรชา - เรื่องที่ค้างอยู่ในสภาก็หมดความหมาย
       
       สนธิ - เรื่องที่ค้างอยู่ในสภาไม่มีความหมายแล้ว
       
       อุษณีย์ - ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์
       
       สนธิ - ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นเลย อันนี้เขาเรียกว่าชั่ว ขอประทานโทษใช้คำนี้ ชั่วได้ใจ ที่ร้ายกาจก็คือว่า ผมอยากให้ มีคลิปคุณคำนูณรึเปล่า เปิดคลิปคุณคำนูณฟังนิดนึง คุณคำนูณเขาจับตรงนี้ได้ พอเขาพูดเสร็จแล้วคุณอภิสิทธิ์ตอบคุณคำนูณ
       
       สโรชา - ตอบโต้
       
       สนธิ - เดี๋ยวฟังคุณอภิสิทธิ์ตอบ
       
       สโรชา - เชิญค่ะ
       
       (VTR: คำนูณ สิทธิสมาน, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)
       
       คำนูณ - 2 ร่างของคณะรัฐมนตรีนั้นมีเจตนาเล็งเห็นผลที่ต้องการแก้ไขมาตรา 190 เป็นหลัก ส่วนประเด็นอื่นนั้นเสนอเข้ามาเพื่อให้ได้ชื่อว่าเสนอแล้วเป็นสำคัญ ส่วนจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้นก็ไม่เป็นไรนะครับ ถ้าผ่านได้ก็ดี
       
        ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า การแก้ไขมาตรา 190 ตามร่างของคณะรัฐมนตรี คือ ร่างที่ 4 นั้น เป็นการแก้ไขใหญ่ ไม่ใช่แก้ไขเล็กน้อยอย่างที่พยายามจะพูดกัน ร่างแก้ไขมาตรา 190 ของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ใครเป็นคนเขียนกฎหมายก็แล้วแต่ แต่ท่านใช้แท็กติกในการเขียนกฎหมายแยกหนังสือสัญญาทั้ง 2 กลุ่ม 5 ประเภท ที่เคยบัญญัติอยู่รวมกันในมาตรา 190 วรรค 2 ออกเป็น 2 วรรค คือ วรรค 2 และวรรค 3 ในร่างใหม่ สรุปก็คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตยังอยู่ในมาตรา 190 วรรค 2 หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจแยกมาอยู่ในมาตรา 190 วรรค 3 ทำให้มาตรา 190 ของร่างใหม่ ขยายเป็น 7 วรรค แล้วในวรรคต่อๆมาคือวรรค 3 และวรรค 4 เดิม หรือวรรค 4 และวรรค 5 ใหม่ ที่กำหนดเงื่อนไข 4 ประการแลกไว้ ดันไปจงใจเขียนบังคับแต่เฉพาะหนังสือตามวรรค 3 คือสัญญาประเภทที่กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม และงบประมาณอย่างกว้างขวาง ตัดหนังสือสัญญากลุ่ม 1 ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยออกไปจากเงื่อนไขบังคับ 4 ประการ
       
        สรุปก็คือว่า ถ้าเผื่อมีการรับหลักการร่างมาตรา 190 ของรัฐบาล ที่รัฐบาลบอกว่าแก้ไขเล็กน้อย แต่จริงๆแก้ไขเยอะ โดยไม่มีการไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย แม้ว่าจะยังถูกบังคับให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาอยู่ แต่ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเดิมทั้ง 4 ประการ ทวนอีกครั้งครับ
       
        ประการ 1 ไม่ต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประการ 2 ไม่ต้องชี้แจงต่อรัฐสภา และไม่ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ประการ 3 แสดงเจตนาให้มีผลผูกพันได้เลย ไม่ต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น ประการ 4 ในกรณีที่การปฏิบัติการตามหนังสือสัญญานั้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ก็ไม่ต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม
       
        ท่านประธานครับ เรื่องแบบนี้รัฐบาลเคยชี้แจงไหม ท่านประธานครับ เรื่องแบบนี้มันสอดคล้องกับประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาจนรัฐสภาต้องตั้งกรรมาธิการอยู่ในขณะนี้ คือ กรณีรับรองบันทึกการประชุมเจบีซีไทย - กัมพูชา หรือไม่ เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ตอบให้กระจ่าง
       
        แน่นอนครับ ท่านอาจจะตอบว่า ขอสัญญาว่าจะเข้าไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ กลับมารวมวรรค 2 กับ วรรค 3 เข้าไปใหม่ ท่านก็พูดให้ชัดเจน แต่กระผมเห็นว่า การเสนอเรื่องนี้เข้ามาโดยไม่พูดให้กระจ่างว่า เป็นการแก้ไขใหญ่ แต่บอกว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยนั้น กระผมเห็นว่าเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นชั้นนี้ กระผมขอไม่รับหลักการทั้ง 4 ร่าง กราบขอบคุณครับ
       
       อภิสิทธิ์ - แต่จากการอภิปรายของสมาชิกหลายท่าน โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกวุฒิสภานะครับ ทีได้แสดงความกังวลว่า ในการยกร่างของคณะกรรมการของท่าน อ.สมบัติ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน และที่ทางกฤษฎีกาช่วยดูให้ บังเอิญไปแยกปัญหาหนังสือสัญญาตามวรรค 2 และวรรค 3 ออกจากกัน แล้วก็เกิดความห่วงใยว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ หนังสือสัญญาตามวรรค 2 มันจะไม่ผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือการมีกรอบการเจรจา หรือมีการจะต้องมาเยียวยา ถ้ามีความจำเป็นอย่างนี้เป็นต้น ผมก็สงสัยเหมือนกันครับ สอบถามไปยังผู้ร่าง เขาก็ยืนยันว่า จริงๆ ไม่ได้มีเจตนาจะแยก แต่ที่เขียนมาอย่างนี้ เข้าใจว่า ไปดูแนวของรัฐธรรมนูญปี 40 กับ 50 ก็คือในวรรค 2 ไปเอาแนวของปี 40 มา แล้วก็คงไปเข้าใจว่าตอน 50 ที่ไปแก้ แก้ตอนนั้นเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือมีการไปทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ แล้วการตกลงเขตการค้าเสรี การเจรจามันก็ควรจะได้มีกระบวนการตามวรรค 4 วรรค 5 ที่ว่า
       
        ผมกราบเรียนยืนยันกับท่านประธานนะครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ไม่สบายใจว่า มันจะไม่ครอบคลุมหนังสือสัญญาตามวรรค 2 ผมก็ยืนยันว่า ถ้าจะกรุณารับหลักการพวกเราจะแปรญัตติให้ควบคุมถึงวรรค 2 เพราะเจตนาไม่ได้มีเรื่องของการไปแยกกระบวนการตรงนี้หรอกครับ แต่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ก็คือ ประเภทของหนังสือสัญญาที่จะทำ ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการมาตรา 190 อันนี้คือคำชี้แจงของผม ในฐานะที่เป็นผู้เสนอของร่างรัฐธรรมนูญ
       
       สนธิ - คุณเก๋ เมื่อกี้ฟังหมดแล้วใช่ไหม ท่านผู้ชมฟังแล้วใช่ไหมครับ ผมอุปมาอุปไมยให้ฟังแล้วกัน นายกฯอภิสิทธิ์เหมือนเด็กโดนจับได้ว่าขโมยขนมกิน ก็บอกว่า ผมยังไม่ได้กินนะ แต่ถ้าคิดว่า ขนมนี้ผมกำลังจะกิน เอางี้แล้วกัน ขนมนี้วางกองกลาง แล้วผมไม่กิน ก็คือว่า พอถูกจับได้ คุณคำนูณจับได้ ก็มาอ้างบอกว่า จริงๆ แล้ว ตั้งใจให้สำหรับเป็นวรรค 3 และ วรรค 2 แต่ว่า ผิดพลาดไป เพราะฉะนั้นแล้วก็ขอให้อันนี้วรรค 4 ,5 ,6 ให้คลุมไปถึงวรรค 2 ด้วย
       
       สโรชา - คือจะแปรญัตติ
       
       สนธิ - ในเรื่องเขตแดนด้วย ว่าเขตแดนก็ต้องทำเหมือนกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
       
       สโรชา - แต่นายกฯ พูดด้วยนะคะว่า จริงๆ แล้วพูดเหมือนคล้ายกับว่า ทางคณะกรรมการ อ.สมบัติ ก็ส่งมาอย่างนี้ แล้วก็ส่งไปกฤษฎีกาอย่างนั้น
       
       สนธิ - ถูกต้อง เดี๋ยวก่อนนะ เดี๋ยวมีทีเด็ด เก๋เขารู้ เพราะฉะนั้นแล้วเนี้ย เอาล่ะ ยังไม่ต้องพูดถึงคณะกรรมการ อ.สมบัติ ของคณะกรรมการ อ.สมบัติ เดี๋ยวจะมีหลักฐานพิสูจน์ว่า นายกฯ คนนี้โกหก โกหกต่อหน้าประชาชนในสภา
       
        ท่านผู้ชมครับนี่คือข้อร่างของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 รัฐธรรมนูญ 2550 แก้ไขใหม่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีมาตรา 190 มีวรรค 1,2,3,4,5,6,7
       
        7 วรรค เท่ากับกระดาษ A4 หนึ่งหน้าครึ่ง ผมถามท่านผู้ชม และถามเก๋ กับแอ้ม ถามด้วยความสัตย์จริง ไม่ใช่ถามในฐานะเป็นผู้ร่วมพิธีกร การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 เป็นเรื่องใหญ่มาก นายกฯ ไม่อ่านเชียวหรือ ผมถามแค่นี้
       
       อุษณีย์ - ต้องอ่านซิ ท่านนายกฯ บอกเป็นผู้เสนอเอง
       
       สนธิ - แล้วเมื่อกี้บอกว่า คณะกรรมการ อ.สมบัติ เสนอมาอย่างนี้ ส่งกฤษฎีกา และกฤษฎีกาส่งกลับมา แล้วก่อนเข้าสภานายกฯไม่ได้อ่านเหรอ วิปรัฐบาลไม่ได้อ่านเหรอ คณะรัฐบาลไม่ได้อ่านเหรอ กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้อ่านเหรอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระทรวงการต่างประเทศเต็มตัว เพราะฉะนั้นแล้วโกหกหน้าด้านๆทั้งหมดเลย แต่ว่าหมกเม็ด โชคดีของประเทศไทยที่มีคนชื่อ คำนูณ สิทธิสมาน
       
       สโรชา - ที่อ่านละเอียดมาก
       
       สนธิ - คุณคำนูณ เขามีฉายาอันหนึ่งเรียกว่า แหตาถี่ เวลาทอดไปเข็มยังผ่านไม่ได้เลย นายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นคนละเอียดถี่ยิบมาก อ่านรายละเอียดทุกข้อ อดีตเป็นนักหนังสือพิมพ์เก่า เขาเป็นคนอ่านละเอียด เขาก็เลยมาท้วงติงในสภา พอโดนท้วงติง นายกฯ สะดุ้ง ลุกขึ้นพูด แล้วก้ตัว บอกไปแก้ที่กรรมาธิการแล้วกัน เขาไม่เห็น เขาอยากจะให้มันคลุมถึง วรรค 2 ด้วย คือสรุปง่ายๆ เขาพูดในทำนองที่เรียกว่า เขาไม่เห็นเลย จึงสรุปได้ง่ายๆว่า ถูกจับได้ว่าถือขนมกำลังจะกิน แล้วเขาบอกว่านี่ไม่ใช่ขนมของเขา ปล่อยขนมทันที เดี๋ยวจะเล่าต่อ เขาเริ่มโทษแล้ว ว่าขนมนี้ไม่ใช่ขนมของเขา เนี้ย เพื่อนข้างๆ ส่งมาให้เขา สมบัติมันส่งมาให้
       
        ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง ถ้าไม่เข้าใจทวนอีกครั้ง ของเก่าคือด้านนี้ มีระบุชัดว่า สัญญาอะไรก็ตาม ต้องมีการให้ข้อมูล ฟังความเห็นประชาชน ชี้แจงสภา แล้วก็ เมื่อลงนามแล้ว ก็แสดงเจตนาให้มีผลให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด เสร็จแล้วให้มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนวิธีการจัดการสัญญาผลกระทบต่อความมั่นคง เสร็จเรียบร้อยแล้ว และต้องแก้ไขปัญหาที่คนได้รับความเดือดร้อนจากสัญญาทันที 3,4,5 คือสิ่งซึ่งวรรค 2 ต้องทำตาม วรรค 2 หมายถึงสัญญาที่เกี่ยวข้องกับดินแดน และการตกลงการค้า นายกฯ โดยกฤษฎีกาหรือนายกฯ ผมถือว่านายกฯ ต้องรับผิดชอบ ใช้วิชามาร แยก 2 ตัวนี้ออกมา เป็นวรรค 2 และวรรค 3 แล้ววรรค 3 กลายเป็นวรรค 4 วรรค 4 กลายเป็นวรรค 5 วรรค 5 กลายเป็นวรรค 6 วรรค 6 กลายเป็นวรรค 7 เพราะฉะนั้นแล้วมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแก้ไขใหม่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงต้องมี 7 วรรค ของเก่ามี 6 วรรค
       
        ที่มี 7 วรรคเพราะเขาดันไปแยกวรรค 2 ออกเป็น 2 วรรค โดยเขาแยกวรรค 2 อันแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสนธิสัญญาปักปันเขตแดน วรรค 3 เป็นเรื่องเศรษฐกิจ แล้วเขาก็บอกว่าไอ้พวกที่จะต้องให้ประชาชนรับทราบ ต้องทำประชาพิจารณ์นั้น ทำเฉพาะวรรค 3 คือเฉพาะเศรษฐกิจอย่างเดียว วรรค 2 ไม่เกี่ยวข้อง ก็คือ กูจะขายแผ่นดินให้ใครก็เป็นเรื่องของกู มึงอย่ายุ่ง พันธมิตรฯ อย่ายุ่ง นายปานเทพ สันปันน้ำ อย่ายุ่ง นายประพันธ์ คูณมี ไอ้ประพันธ์ คูณมี อย่ายุ่ง ไอ้สนธิอย่ายุ่ง อีตาจำลองอย่ายุ่ง อย่ายุ่งทั้งนั้น ฉันทำของฉันเอง พอโดนคำนูณ สิทธิสมาน เหวี่ยงแหลงไป ไปเจอปลาเข็มตัวนี้ ตายห่า ไอ้ที่อย่ายุ่งนี่นะ เขาให้ยุ่งเฉพาะเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องเขตแดนฉันจะทำอะไร ฉันจะไปกอดเอวกับฮุน เซน ไปจับมือฮุน เซน แล้วกระซิบกัน บอก เฮ้ย เพื่อให้ความกดดันมันน้อยลงนะ เดี๋ยวคุณช่วยเปิดปราสาทเขาพระวิหารให้คนไทยไปเที่ยวบ้าง
       
       สโรชา - ซึ่งกำลังจะเปิด
       
       สนธิ - ซึ่งกำลังจะเปิดอยู่ นี่คือวิชามารที่เขาใช้ แล้วเขาบอกเขาไม่รู้เรื่อง เป็นไปไม่ได้ที่เขาไม่รู้เรื่อง เพราะถ้าเขาไม่รู้เรื่อง ข้อที่ 1 มันแยกเป็นวรรค 2 วรรค 3 ได้ยังไง ข้อที่ 2 เขาไม่รู้เรื่องได้ยังไง ถ้าเขาไม่รู้เรื่องเขาเป็นนายกฯ ไม่ได้
       
       สโรชา - แสดงว่าเขาไม่อ่าน
       
       สนธิ - คุณไม่อ่านแล้วคุณมาเสนอกฎหมายบ้าบอคอแตกอะไร แก้รัฐธรรมนูญนี่
       
       สโรชา - แย่พอๆ กัน
       
       สนธิ - แย่พอๆ กัน วุฒิภาวะผู้นำไม่มี คุณสมบัติการเป็นผู้นำไม่มี ความสามารถในการเป็นผู้นำไม่มี ถ้าเรามีผู้นำที่ส่งเรื่องสำคัญที่สุดเข้าสู่สภา เพื่อแก้ไขแล้วตัวเองบอกตัวเองไม่ได้อ่าน ผมว่าประเทศไทยซวยมาก ที่มีนายกฯ แบบนี้
       
       สโรชา - ก่อนที่เข้าสภากัน เขาพูดกันถึงเรื่อมาตรา 93 มาตรา 98 เรื่องเขตเดียวเบอร์เดียว เรื่องเขตเดียว 3 เบอร์ มีคนพูดถึง 190 น้อยมาก ถ้าคุณคำนูณไม่พูดขึ้นมาก็เท่ากับว่าไม่มีใครรู้เลย
       
       สนธิ - ก็จริงๆ แล้วการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ การแก้เขตเลือกตั้งก็คือฉากบังหน้า เบื้องหลังที่แท้จริงก็คือมาตรา 190 เพื่อให้รัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ นายกษิต ภิรมย์ สามารถเจรจากับเขมรได้โดยที่ปิดหูปิดตาพวกเราหมด เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรับรู้เลยแม้แต่นิดเดียว เขาจะไปตกลงเรื่องดินแดนยังไงก็ตาม เราไม่มีสิทธิ์รับรู้ นี่คือความอำมหิต ความใจดำ ความชั่วร้าย ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ แล้วเขาโยนไปที่คณะกรรมการชุด อ.สมบัติ อ่ะเก๋ว่ามา
       
       อุษณีย์ - วันนี้ อ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ให้สัมภาษณ์กับรายการ News Hour เรื่องของเจตจำนงของการเสนแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ของคณะกรรมการของอาจารย์ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอต่อสภา เราถามตรงๆ ว่า ต้องการจะแก้ออกมาเป็นแบบนี้จริงหรือ คือหมายความว่าถ้าไปทำสนธิสัญญาเกี่ยวกับการปักปันเขตแดน ไม่ต้องมีประชาพิจารณ์ ไม่ต้องเสนอกรอบเจรจาผ่านสภา ธงมาแบบนี้จริงหรือ อ.พิชาย จึงได้อธิบายให้เราฟังว่า ขั้นตอนของการเสนอไปคือคณะกรรมการจะส่งประเด็นไปให้กฤษฎีการ่าง กฤษฎีการ่างเสนอเข้า ครม. ครม.เสนอเข้าสภา โดยอาจารย์ยืนยันว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่อจารย์เข้าประชุม ธงของการแก้ไขมาตรา 190 นั้น ต้องการเพียงแค่แก้เล็กน้อย คือกำหนดประเภทสัญญาเท่านั้น ไม่ถึงขั้นแก้ใหญ่ด้วยการให้ยกเว้นการทำประชาพิจารณ์ในสนธิสัญญาการปักปันเขตแดนหรืออะไรที่ออกมาทำนองนี้ แต่มันมีข้อผิดพลาดทางเทคนิค อาจารย์ก็พยายามจะรักษาน้ำใจ
       
       สนธิ - เอาสรุปอย่างนี้เก๋ อย่าไปเกรงใจ สรุปง่ายๆ ว่า สิ่งที่ อ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ท่านเล่าให้ฟัง ก็คือสรุปง่ายๆ ว่า คณะกรรมการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของ อ.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ไม่ได้เสนอแยกวรรค 2 วรรค 3 เสนอไปเหมือนเดิม เหมือนของปีที่แล้ว เพียงแต่ให้มีเพิ่มเติมเล็กน้อย ว่าให้ระบุว่ามีประเภทสัญญาอะไรบ้าง
       
       สโรชา - คือให้ลงรายละเอียด
       
       สนธิ - ให้ลงรายละเอียดลงไป แต่นายกฯ พูดตรงกันข้าม พูดบอกว่า คณะกรรมการของชุด อ.สมบัติ เสนอมาแบบนี้ แต่วันนี้ อ.พิชาย บอกว่าว่าไม่ได้แยกมาแบบนี้ คำถามคือ ท่านผู้ชมจะเชื่อใคร คนโกหกอย่างนายกรัฐมนตรี หรือคนที่โกหกอย่าง อ.พิชาย หรือว่า ดร.สมบัติ ใครสองคนนี้โกหกกันแน่ ผมเชื่อ อ.พิชาย มากกว่าที่จะเชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะว่าเจตนารมณ์มันชัดเจน เจตนารมณ์มันชัดเจน เมื่อโดนจับโกหกได้ โดนจับได้ว่าถือขนมอยู่ กำลังจะกิน ครูจับได้ ด.ช.อภิสิทธิ์ ถืออะไรอยู่ ไม่ใช่ของผมครับ ของ ด.ช.พิชาย ด.ช.สมบัติ ส่งมาให้ผม ใช่มั้ย เหมือนอย่างนี้เป๊ะเลย แล้วนิสัยนี้คือนิสัยเด็กๆ อีกนิดหนึ่ง แอ้ม ผมจะเอาพระสูตรในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเขียนมาในพระไตรปิฎกแม่นมาก มีพระสูตรหนึ่งเขาเรียกว่าปาสาทิกสูตร
       
        ปาสาทิกสูตรระบุว่ายังไงรู้ไหม คนจะดี/จะเลว ไม่ได้อยู่ที่ชาติตระกูล รูปร่างหน้าตา หรือว่าเรียนหนังสือสูงที่ไหนก็ตาม ไม่ได้อยู่ที่จบออกซ์ฟอร์ด ไม่ได้อยู่ที่นามสกุลเวชชาชีวะ ไม่ได้อยู่ที่เด็กๆ เรียนสาธิตจุฬาฯ มัธยมไปเรียนที่อีตัน ที่อังกฤษ ไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ไหนรู้มั้ย อยู่ที่การกระทำ นี่นะ เป็นหลักธรรม 2500 กว่าปีมาแล้ว ในสูตรที่เรียกว่าปาสาทิกสูตร ในพระไตรปิฎก เชิญต่อแอ้ม
       
       สโรชา - คือจะบอกว่า จริงๆ แล้ว อ.พิชาย ให้สัมภาษณ์น้องเก๋ด้วยใช่ไหมคะว่า จริงๆ แล้วคณะกรรมการไม่ได้ยกร่างเอง คือร่างที่ส่งไปนั้นไมได้เป็นการร่างของคณะกรรมการ แต่ว่ากฤษฎีกาเป็นคนร่าง พูดง่ายๆ ว่า เอาหลักการไป และรัฐบาลส่งให้กฤษฎีการ่าง ที่สำคัญคือหลังจากที่กฤษฎีการ่างมาแล้ว ไม่ได้กลับมาที่คณะกรรมการ
       
       สนธิ - ส่งตรงรัฐบาลเลย ก็คือรู้กันระหว่างกฤษฎีกา กับรัฐบาล ไม่รู้ว่ากฤษฎีกามีชื่อคุณมีชัย ฤชุนพันธุ์ กับคุณวิษณุ เครืองาม หรือคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ด้วยหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ด้วยนะ 3 ทหารเสือคนนี้เป็น 3 ทหารเสือซึ่งสร้างปัญหาทางกฎหมายในอดีตมามาก แล้วเป็นปรมาจารย์ทางกฎหมาย เขียนอะไรก็ได้ รัฐบาล เจ้านายต้องการแบบไหน ฉันบริหารให้หมด เพราะว่าคนที่เขียนแบบนี้ได้ ต้องเป็นคนซึ่งลึกซึ้งทางกฎหมาย
       
       อุษณีย์ - มีเจตนาเหมือนจะให้ ถ้าอ่านไม่ระวังก็มองไม่เห็น ว่ามีการหมกเม็ดเรื่องของการแก้ไข
       
       สนธิ - หมกเม็ด เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องคุณคำนูณจับผิดได้ แล้วท่านนายกฯ ออกมาแก้ตัว ผมฟันธงได้เลยว่าท่านนายกฯ โกหก ถ้านายกฯ ถูกจับได้ ก็เลยเฉไฉไปเลย บอก เอ้างั้นไปแก้ในขั้นกรรมาธิการคำถามก็มีอีก ว่าในขั้นกรรมาธิการจะแก้ได้หรือ เพราะฉะนั้นแล้ว มาตรา 190 ของท่านนายกฯ นี่ยิ่งเป็นเหตุผลที่หนักแน่น ที่ยิ่งต้องทำให้พันธมิตรฯ ชุมนุมวันที่ 11 ธันวาคม เพราะว่าถ้าอันนี้มันผ่านไปในอนาคต เจบีซีไม่ต้องผ่านสภา คุณกษิต ภิรมย์ แล้วก็พวกกระทรวงการต่างประเทศชั่วๆ บางคน ที่ต้องการปกปิดความผิด ก็หลับหูหลับตา อภิสิทธิ์ไปแอบจับกุมมือฮุนเซน หลับหูหลับตา ยกดินแดนให้เขาไปเลย และที่ผมไม่สบายนายกฯ อภิสิทธิ์ นายกฯ อภิสิทธิ์ พูดบอกว่า อีกหน่อยก็จะรู้เอง ว่าอะไรเป็นอะไร ถูกต้อง ไม่เกินมิถุนายนนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์จะรู้เอง ว่า 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่เขมรจะมายึดของเราไปเพื่อไปเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก จะเป็นของใคร ข้อที่ 2 ข้อเท็จจรง พี่น้องประชาชนและท่านผู้ชมที่ชมรายการนี้ต้องรู้ว่ากรณีมรดกโลก คุณเก๋รู้หรือเปล่าว่าประเทศไทยเซ็นไปเรียบร้อยแล้ว เซ็นไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าชะลอไปพิจารณาใหม่ปีหน้า คุณสุวิทย์ คุณกิตติ
       
       สโรชา - ที่ลงอักษรน่ะเหรอคะ
       
       สนธิ - คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ได้เจอกับทีมงานของผมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็ทักท้วงแก แกพูดอย่างไรรู้ไหม แกบอกว่า ผมจะถอนตัวออกจากมรดกโลก จะไม่ยอมเซ็น แต่นายกรัฐมนตรี คุณสุวิทย์พูดกับพี่ลองนะ คุณจำลอง ศรีเมือง เราจะไปหาดใหญ่กัน เจอคุณสุวิทย์ คุณกิตติ จะไปไหนก็ไม่รู้ ไปขอนแก่นมั้ง ก็เลยถามเรื่องนี้ แกบอกว่า ผมจะไม่เซ็นแล้วแต่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โทรไปหาผมสั่งให้ผมเซ็น เซ็นไปแล้วด้วยคำสั่งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกหน่อยจะบอกว่า ผมไม่ได้สั่งคุณสุวิทย์ คุณสุวิทย์เซ็นเอง คุณสุวิทย์ต้องรับผิดชอบ แต่คุณสุวิทย์ยืนยัน พยานมีหมด ต่อหน้าคุณพิภพ ธงไชย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ว่าผมจะไม่เซ็น ไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการมรดกโลก แต่นายกฯ โทรบอกว่าให้เซ็นไปก่อน
       
       สโรชา - คือคุณสุวิทย์เดินทางกลับมาที่ประเทศไทยแล้วเล่าเรื่องแบบนี้ละค่ะ บอกว่ายกหูโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรี เพราะไม่มั่นใจมากๆ บอกว่า ถ้าถอนก็คือถอนนะ ถ้าถอนก็ถอนตอนนี้เลย นายกฯ บอกไม่เป็นไรเซ็นไป
       
       สนธิ - เซ็นไป เพราะฉะนั้นแล้วผมอยากให้พี่น้องประชาชนที่ดูรายการนี้อยู่ให้จำไว้ ถ้าเราต้องเสีย 4.6 ตารางกิโลเมตร พื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหาร แล้วมรดกโลก เป็นของเขมรแล้ว คนที่ทำให้เป็นเช่นนั้นได้ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
       
       อุษณีย์ - วันนี้มีการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับว่า กรณีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ออกมาเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามีความผิดพลาดทางเทคนิค ก็เลยมีเสียงทักท้วงมากจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ท่านนั่งฟังรายการเราอยู่ ท่านบอกว่า ถ้านายกฯ ยอมรับเองว่าเสนอมาแบบมีข้อผิดพลาดทางเทคนิค อย่างนั้นควรจะถอนร่างออกไปเลยก่อนไหม
       
       สนธิ - ถูกต้อง
       
       สโรชา - คุณลุงบอกว่า การที่สัญญาว่าจะไปแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นควรจะต้องถอนร่างออกไปก่อนเลย ไปแก้ไขกันใหม่ แล้วจะกลับเข้ามาใหม่ก็ต้องเป็นร่างที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่คุณลุงจำลองฝากมา
       
       อุษณีย์ - นี่เป็นประเด็นเรื่องของ 190 เดี๋ยวเรายังจะติดตามเรื่องของการ พูดถึงท่านนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่า 3 วันที่ชุมนุม คนที่พูดสะท้อนธาตุแท้นายกรัฐมนตรีได้หมดคนหนึ่ง อย่างถึงลูกถึงคน คุณประพันธ์ คูณมี
       
       สนธิ - ไม่ใช่ครับ ไอ้ประพันธ์ คุณมี
       
       อุษณีย์ - นี่คือคำที่นายกฯ เรียก
       
       สนธิ - คำที่บางคนเขาเรียกคุณประพันธ์ ว่าไอ้ประพันธ์ คูณมี
       
       สโรชา - โกรธแค้นมาก
       
       อุษณีย์ - เดี๋ยวกลับมาติดตาม
       
       สโรชา - สักครู่กลับมาค่ะ

คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้
       

คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้
       

คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้
       

คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้
       

คำต่อคำ“สนธิ”จับผิด“มาร์ค”แก้ ม.190 หวังขายแผ่นดิน- เย้ยเหมือนเด็กขโมยขนมโดนจับได้
       

จำนวนคนโหวต 162 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 101 คน
63 %
ไม่เห็นด้วย 61 คน
37 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017