หน้าแรกผู้จัดการ Online | ข่าวเชิงวิเคราะห์
 

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ วิเคราะห์ ความผิดฐาน“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”ฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
27 มกราคม 2555 12:10 น.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ วิเคราะห์ ความผิดฐาน“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”ฯ
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
        ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ท่ามกลางกระแสหนุน-ค้านการแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาที่กำลังร้อนแรงสุดขีด บทวิเคราะห์ “ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก” ของนักกฎหมายชื่อดัง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นอีกหนึ่งมุมมองทางวิชาการด้านกฎหมาย ที่น่าจะนำมาเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาใคร่ครวญในความเห็นต่างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน
       
       ความผิดฐาน“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก
       
       โดย   ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
                ราชบัณฑิตและเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
       
       ในช่วงที่ผ่านมา มีข้อเสนอให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนักวิชาการไทยบางคน และมีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตามมา จากทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย หากสรุปข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวงก็จะเห็นได้ว่า อยู่บนสองฐานคิดหลัก คือ
       
       ๑. ความผิดฐานนี้ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์ (freedom of expression)
       
       ๒. มีการใช้ข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานนี้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองของผู้กล่าวหา
       
       บทความนี้ต้องการวิเคราะห์หลักวิชาการเพื่อดูว่าการคงความผิดฐานนี้ไว้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้อง มีฐานคิดใดรองรับ ถ้าไม่ถูกต้อง เพราะอะไร? และการใช้กฎหมายนี้ มีปัญหาหรือไม่ ถ้ามีต้องแก้อย่างไร ?
       
       ถ้าเราวิเคราะห์โดยอาศัยหลักวิชา ไม่ใช่อาศัยความเห็น (opinion) ที่มาจากความรู้สึกชอบหรือชังอันเป็นอคติ (bias) ก็เห็นจะต้องแยกการวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นสองประเด็นหลัก คือ
       
       ๑. หลักการประชาธิปไตยและการกำหนดให้การกระทำบางอย่างเป็นความผิด (criminalization) ในส่วนที่เกี่ยวกับประมุขของรัฐ
       
       ๒. วัฒนธรรมไทยกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก
       
       ๑. หลักการประชาธิปไตยและการกำหนดให้การกระทำบางอย่างเป็นความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับประมุขของรัฐ
       
       ๑.๑ หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
       
       นักปรัชญาอาชญาวิทยาชั้นแนวหน้าต่างยอมรับว่า การที่จะกำหนดให้การกระทำบางอย่างเป็นความผิดอาญา (criminalization) ก็ต่อเมื่อ “มีความเป็นธรรม” (fair) ที่จะกระทำเช่นนั้น (Dennis Baker, 2007; Joel Feinberg, 1984) โดยต้องมีเหตุผลที่เป็นภาวะวิสัย (objective) ที่อธิบายได้ เหตุผลนั้นก็คือ การกระทำดังกล่าวมีฉันทามติทางสังคม (societal consensus) ของผู้คนว่าการกระทำนั้น “เป็นผลร้ายต่อสังคม” (harmful to the society)
       
       “ผลร้าย” (harm) นี้ อาจเป็นผลร้ายต่อความสงบเรียบร้อย เช่น การฆ่าคน การลักทรัพย์ นอกจากกระทบต่อเหยื่อ (victim) ของการกระทำแล้ว ยังกระทบต่อสังคมโดยรวม เพราะทำให้เกิดความกลัวและความไม่สงบ หรืออาจเป็นผลร้ายต่อความมั่นคง เศรษฐกิจของสังคมก็ได้ นอกจากนั้น ยังอาจเป็นผลร้ายต่อศีลธรรมอันดี (good moral) ก็ได้ ดังเช่นที่หลายสังคมยังกำหนดให้เพศสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นความผิด ทั้งๆ ที่ผู้นั้นยินยอม (statutory rape)
       
       ว่ากันอันที่จริง การกระทำนี้อาจไม่ก่อความเสียหายเป็นส่วนตัวให้ผู้มีเพศสัมพันธ์ที่ยินยอมเลยแม้แต่น้อย (เพราะเขาสมัครใจ) แต่สังคมก็เห็นว่าเป็นผลร้ายต่อศีลธรรม จึงกำหนดให้เป็นความผิดอาญา ความผิดอื่นๆ ลักษณะนี้ยังมีอีกมาก เช่น การเปลือยกายต่อหน้าธารกำนัล อาจไม่เป็นผลร้ายต่อส่วนตัวใคร เพราะผู้เปลือยก็อยากอวด ผู้เห็นก็อยากดู แต่สังคมเห็นว่าผิดศีลธรรม จึงกำหนดเป็นความผิดอาญา
       
       โดยสรุป ความเสียหายหรือผลร้ายต่อตัวเหยื่อ (victim) ที่ถูกกระทบสิทธิ อันเป็นฐานของการกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ความเสียหายต่อสังคมต่างหากที่เป็นตัวชี้ขาดว่าการกำหนดความผิดอาญานั้นมีความเป็นธรรมหรือไม่ บางเรื่องอาจไม่มี “เหยื่อ” เป็นตัวคน เพราะคนไม่เสียหายดังตัวอย่างข้างต้น แต่ “เหยื่อ” คือ สังคมทั้งสังคม ที่รับการกระทำนั้นไม่ได้ !
       
       หลักการของอาชญาวิทยานี้เป็นส่วนหนึ่งของ “หลักนิติธรรม” ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักการประชาธิปไตยที่ใช้กฎหมายที่เป็นธรรมอยู่เหนืออำเภอใจของมนุษย์ ไม่ให้มนุษย์กำหนดสิ่งใดๆ ให้เป็นความผิดอาญาได้ตามใจ
       
       ๑.๒ หลักการประชาธิปไตยกับการคุ้มครองประมุขของรัฐ
       
       นอกจากหลักนิติธรรมแล้ว ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ประชาธิปไตย มีหลักการสำคัญสองส่วนหลัก คือ
       
       ส่วนแรก อำนาจสูงสุดในการปกครองอยู่ที่ประชาชน รัฐบาลผู้ปกครองต้องมาจากความยินยอมของประชาชน โดยประชาชนใช้อำนาจเอง (ประชาธิปไตยทางตรง) หรือประชาชนเลือกตั้งผู้แทนให้เข้ามาใช้อำนาจแทน (ประชาธิปไตยทางอ้อม) และประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง
       
       ส่วนที่สอง คือ คนทุกคนในสังคมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (human dignity) เสมอภาคเท่าเทียมกัน (equality) และมีสิทธิเสรีภาพ (freedom) ที่จะจำกัดได้ก็โดยกฎหมายที่ประชาชนออกเอง หรือออกโดยผ่านผู้แทน และมีกลไกคุ้มครองการละเมิด สิ่งเหล่านี้ให้ยุติลงโดยศาลที่เป็นกลางและอิสระ
       
       ประเทศใดๆ ที่เป็นประชาธิปไตยก็ยึดหลักการทั้งสองนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่ละประเทศต่างนำหลักการนี้ไปใช้รูปแบบต่างๆ กัน เช่น บางประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อาทิ อังกฤษ เบลเยี่ยม สเปน ญี่ปุ่น ไทย ฯลฯ บางประเทศก็เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข อาทิ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เกาหลี ฯลฯ แต่ไม่ว่าระบบบการปกครองจะต่างกันอย่างไร ทุกประเทศก็ยึดถือหลักการทั้งสองนี้เหมือนๆ กัน โดยเฉพาะหลักการที่สอง
       
       ความจริงระบอบประชาธิปไตยยังมีระบบรัฐบาลที่แตกต่างหลากหลายกันออกไปหลายรูปแบบอีก เช่น ประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขก็อาจเป็นระบบประธานาธิบดี (presidential system) คือ ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ และประมุขรัฐบาล ลงมือบริหารประเทศเอง มีความรับผิดชอบทางการเมือง เช่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ หรือเกาหลี แต่บางประเทศก็มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและไม่ได้บริหาร ทั้งไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง แต่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลบริหารและรับผิดชอบทางการเมืองแทน เช่น อินเดีย หรือเยอรมนี อันเป็นระบบรัฐสภา (parliamentary system)
       
       ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็แตกต่างกัน หลายประเทศเป็นระบบรัฐสภา คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ทรงบริหารราชการแผ่นดิน แต่ทรงทำตามคำแนะนำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมือง จึงมีคำพูดที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าฯ (the King reigns) แต่ไม่ได้ทรงปกครอง (but not rules)” ประเทศเหล่านี้ก็มีอังกฤษ เบลเยี่ยม สเปน นอร์เวย์ ญี่ปุ่น และไทย เป็นต้น แต่พระมหากษัตริย์บางประเทศก็ทรงปกเกล้าและปกครองบริหารประเทศไปด้วย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มมุสลิม อาทิ ซาอุดิอาระเบีย บรูไน ฯลฯ
       
       แต่ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยรูปแบบใดๆ ก็ตาม ต่างก็ยอมรับว่า “ประมุขของรัฐ” (head of state) มีฐานะต่างจากคนทั่วไปทุกคนในประเทศนั้น เพราะไม่ได้มีฐานะบุคคลแต่มีฐานะเป็น “สถาบัน” (institution) และเป็น “ผู้แทนรัฐหรือประเทศ”
       
       หลักการนี้เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นกฎหมายจารีตประเพณี และเป็นหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย
       
       ดังนั้น ในกฎหมายระหว่างประเทศ ประธานาธิบดี หรือพระมหากษัตริย์ก็ทรงมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน (privileges and immunities) หลายประการ อาทิ ไม่อาจฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ ต่อประมุขของรัฐได้ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง ด้วยเหตุนี้ ความพยายามฟ้องประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร ในสเปนก็ดี ความพยายามฟ้องประธานาธิบดีเจียง เจ๋อ หมิน ในสหรัฐอเมริกาก็ดี หรือความพยายามฟ้องประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาบี ในอังกฤษก็ดี ศาลต้องยกฟ้องหมด มีข้อยกเว้นกรณีประธานาธิบดีปิโนเชของชิลีที่ฟ้องได้ในศาลอังกฤษ เพราะชิลีและอังกฤษต่างเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานที่สละเอกสิทธิ์ของประมุขของรัฐ!
       
       ในรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยก็ยกประมุขของรัฐไว้แตกต่างจากบุคคลธรรมดาโดยเฉพาะประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อาทิ
       
       รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ปี ๑๘๑๔ มาตรา ๕ บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ (sacred) และจะถูกกล่าวหาหรือตรวจสอบมิได้”
       
       รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก ปี ๑๙๕๓ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงรับผิดทางการเมือง องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ (sacrosanct) …”
       
       รัฐธรรมนูญเบลเยี่ยม ปี ๑๙๗๐ มาตรา ๘๘ บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้ (inviolable) รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์”
       
       รัฐธรรมนูญสเปน มาตรา ๕๖ (๓) บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้ (inviolable) และไม่ต้องทรงรับผิดชอบใดๆ ทางการเมือง”
       
       รัฐธรรมนูญลักเซมเบิร์ก มาตรา ๔ บัญญัติว่า “องค์แกรนด์ดยุกทรงดำรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้ (inviolable)”
       
       จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ต่างก็บัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับพระราชสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ (sacred)เป็นที่เคารพสักการะหรือละเมิดมิได้ (inviolable) ทั้งสิ้น ข้อสำคัญ คือ ความคุ้มครองนี้มิได้คุ้มครองเฉพาะตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่คุ้มครองไปถึงส่วนตัวหรือส่วนพระองค์ด้วย ดังจะเห็นได้ว่าการใช้ถ้อยคำว่า “the person of the King” หรือ “องค์พระมหากษัตริย์” อันเป็นการคุ้มครองที่รัฐธรรมนูญถวายไว้มากกว่าประมุขของรัฐที่เป็นประธานาธิบดี
       
       นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ในประเทศประชาธิปไตยของโลกก็ยังมีบทบัญญัติของกฎหมายธรรมดาคุ้มครองประมุขของรัฐ และองค์กรอื่นๆ ของรัฐในฐานะสถาบันอีก เช่น คุ้มครองรัฐสภา คุ้มครองศาล
       
       ในอังกฤษ ต้นแบบประชาธิปไตยระบบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีหลักคอมมอน ลอว์ และกฎหมายลายลักษณ์อักษรคุ้มครองทั้งพระมหากษัตริย์ รัฐสภา และศาล
       
       พระมหากษัตริย์นั้น มีพระราชบัญญัติว่าด้วยกบฏ ปี ๑๘๔๘ (The Treason and Felony Act, 1848) มาตรา ๓ ซึ่งกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานกบฏไว้หลายอย่างรวมทั้งการละเมิดต่อพระเกียรติยศของสมเด็จพระราชินีนาถ เช่น การนำเสนอการมีประธานาธิบดีแทนสมเด็จพระราชินีนาถก็อาจมีความผิดฐานนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ครั้งสุดท้ายเกิดในปี ๑๘๘๓ ตั้งแต่นั้นมากฎหมายฉบับนี้ก็ “หลับ” ไป คือไม่มีการใช้บังคับอีกเลย
       
       นอกจากนั้น ตามคอมมอน ลอว์ ทั้งสภาสามัญ และสภาขุนนาง ต่างมีอำนาจลงโทษอาญาฐาน “ละเมิดรัฐสภา (contempt) หรือละเมิดเอกสิทธิ (breach of privilege)” ได้ โดยสามารถพิจารณาและมีมติให้ตำรวจรัฐสภาไปจับมาขังได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลยุติธรรม และหากมาอุทธรณ์ต่อศาล ศาลก็ไม่มีอำนาจพิจารณา ต้องยกฟ้อง (ดู Brass Crosby’s Case 19 St. Tr. 1147) อำนาจนี้รวมถึงการลงโทษคำพูดหรือข้อเขียนที่ใส่ความหรือหมิ่นประมาทสภาใดสภาหนึ่ง หรือสมาชิก (Erskine May, 1983, p.124, 152)
       
       นอกจากนั้น ยังมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล (contempt of court) ซึ่งเป็นความผิดตามคอมมอน ลอว์ และพระราชบัญญัติ Contempt of Court Act 1981 ซึ่งอาจทำให้ผู้ละเมิดอำนาจศาลมีทั้งความผิดอาญาและทางแพ่ง ฐานความผิดก็คือการไม่เคารพศาล เช่น ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่เคารพผู้พิพากษา ขัดขวางกระบวนพิจารณา หรือหมิ่นประมาทศาลด้วยการโฆษณา ถ้ากระทำต่อหน้า (direct contempt) ศาลสั่งขังได้ทันที ถ้ากระทำนอกศาล (indirect contempt) ก็เป็นหน้าที่ของอัยการที่ฟ้องคดี
       
       นอกจากอังกฤษแล้ว ประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอื่นๆ ก็มีกฎหมายทำนองนี้หลายประเทศ อาทิ นอร์เวย์ กำหนดความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ (defamation) หรือผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี (มาตรา ๑๐๑ ประมวลกฎหมายอาญา) และถ้ากระทำผิดต่อพระบรมวงศานุวงศ์ทางเพศ (มาตรา ๑๙) ละเมิดเสรีภาพส่วนตัว (มาตรา ๒๑) หรือใส่ความดูหมิ่น (มาตรา ๒๓) อาจได้รับโทษเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่กระทำต่อบุคคลธรรมดา (มาตรา ๑๐๒) แต่ที่น่าสนใจ คือ การกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนอร์เวย์จะกระทำได้เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบเท่านั้น
       
       ในเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ สเปนต่างก็มีความผิดฐานนี้ทั้งสิ้น กล่าวคือในเบลเยี่ยม ความผิดฐานนี้ถ้าเป็นการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับ ๓๐๐-๓,๐๐๐ ฟรังค์ กรณีหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์ จำคุกตั้งแต่สองเดือนถึงสองปี และปรับ ๑๐๐-๒,๐๐๐ ฟรังค์ ในเนเธอร์แลนด์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หากหมิ่นพระราชินีหรือพระสวามีจำคุกสี่ปี ในสเปนต้องระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงสองปี นอกจากนั้น ในหลายประเทศที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ ก็มีความผิดอาญาฐานดูหมิ่นประมุขของรัฐต่างประเทศ เช่น เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ (wikipedia, lèse majesté)
       
       ๑.๓ หลักความเสมอภาค เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการคุ้มครองสังคม
       
       จริงอยู่แม้ว่าหลักการประชาธิปไตยจะเชิดชูความเสมอภาคและเสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการโฆษณาความคิดเห็นก็จริง แต่ความเสมอภาคก็ไม่ใช่ความเสมอภาคแบบเถรตรงซื่อๆ ซึ่งทำให้การเลือกปฏิบัติ (discrimination) ทุกประเภทกลายเป็นขัดหลักความเสมอภาคหมด ทั้งๆ ที่การเลือกปฏิบัติบางอย่างมีเหตุผลและความจำเป็น เช่นการสอบเข้ารับราชการหรือมหาวิทยาลัยเพราะมีที่จำกัด
        
       ว่ากันอันที่จริง การสอบเข้าก็เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่เป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม (fair discrimination) ที่ยอมรับกันทั่วไปว่าไม่ขัดหลักความเสมอภาค การคุ้มครองประมุขของรัฐแตกต่างจากคนทั่วไปก็ดี การคุ้มครององค์กรของรัฐแตกต่างจากคนทั่วไปก็ดี ก็เป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรมที่ทำกันทั่วไปทุกประเทศ ไม่เห็นใครบอกว่าขัดหลักความเสมอภาค นี่คือหลักเสมอภาคที่อริสโตเติล บอกว่า การปฏิบัติต่อสิ่งที่ที่แตกต่างกันโดยปฏิบัติเหมือนๆ กันต่างหากที่ไม่ยุติธรรม การเลือกปฏิบัติในทางบวก (positive discrimination) เพื่อช่วยคนพิการ คนด้อยโอกาสในสังคมมากกว่าช่วยเหลือคนทั่วไปจึงทำได้ และควรทำโดยไม่ขัดหลักเสมอภาคแต่อย่างใด
       
       เสรีภาพก็เช่นกัน ปราชญ์ทั่วโลกก็ยอมรับว่าเสรีภาพที่เสรีเต็มร้อยโดยไม่มีข้อจำกัดเลยจะทำให้เกิดอนาธิปไตยและความวุ่นวาย เหตุนี้ คำประกาศสิทธิมนุษย์และพลเมืองฝรั่งเศส ปี ๑๗๘๙ ข้อ๔ จึงกำหนดว่า “เสรีภาพ ก็คือ ความสามารถที่จะกระทำการใดก็ได้ที่ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่น ดังนั้นการใช้สิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนจะมีก็แต่เพียงข้อจำกัดเฉพาะที่ต้องยอมให้สมาชิกอื่นของสังคม สามารถใช้สิทธิเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน ข้อจำกัดเช่นว่านี้ จะกำหนดขึ้นได้ก็แต่โดยบทกฎหมายเท่านั้น”
       
       หลักการนี้ ก็ปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ปี ๑๙๔๘ ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อ ๑๙ ที่ว่าด้วยเสรีภาพแห่งความคิดเห็นและ การแสดงออก (freedom of expression) แต่ก็อยู่ภายใต้ข้อ ๒๙ โดยเฉพาะ (๒) ที่ว่า “ในการใช้สิทธิและเสรีภาพของตน บุคคลทุกคนย่อมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่กำหนดโดยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ที่จะได้มาซึ่งการยอมรับและเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นตามควร และที่จะสอดคล้องกับศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย”
       
       อันที่จริง ทุกประเทศประชาธิปไตยก็ยอมรับว่าเสรีภาพมีข้อจำกัด และการจำกัดเสรีภาพนั้นต้องทำโดยกฎหมายที่ปวงชนเป็นผู้ออก หรือผู้แทนประชาชนเป็นผู้ออก จึงไม่เคยมีประเทศใดหรือใครเคยบอกว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงออกนั้นก่อให้เกิดความสามารถที่จะด่าใคร ดูหมิ่นใคร หรือหมิ่นประมาทใครๆก็ได้ ทุกประเทศยอมรับว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกหยุดลง เมื่อต้องคุ้มครองผู้อื่น ในชื่อเสียง เกียรติยศของผู้อื่น(จึงกำหนดเป็นความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท) คุ้มครองผู้เยาว์ (ในหลายประเทศ การแพร่ภาพเปลือยหรือลามกของผู้ใหญ่ทำได้ แต่การแพร่ภาพดังกล่าวของเด็กเป็นความผิด) คุ้มครองศีลธรรม (เมืองไทยห้ามขาย ห้ามฉายหนังโป๊ เมืองไทยห้ามเปิดบ่อน เมืองมุสลิมถือว่าการมีเพศสัมพันธ์ชายกับชายเป็นความผิดอาญาร้ายแรงฯลฯ) คุ้มครองความสงบเรียบร้อยละความมั่นคง (ห้ามโฆษณาเชิญชวนคนมาร่วมก่อการร้าย ฯลฯ)
       
       ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกที่ยอมรับหลักการร่วมกันของทุกประเทศว่า เป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้อื่น คุ้มครองศีลธรรม เพื่อคุ้มครองความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย เมื่อนำมาใช้ในแต่ละประเทศ การให้ความหมายของคำว่า “ศีลธรรม” ว่าอะไรคือศีลธรรมที่ต้องคุ้มครอง? และต้องคุ้มครองเพียงใด? อันเป็นเรื่องขอบเขต (extent) และระดับ (degree) ของข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกก็แตกต่างกันไป การให้ความหมายของคำว่า “ความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อย” ก็มีปัญหาเรื่องขอบเขตและระดับที่ไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ
       
       ตรงนี้คือหัวใจสำคัญของปัญหา เพราะทุกคนยอมรับข้อจำกัดเสรีถาพในการแสดงออกร่วมกัน แต่ถกเถียงกันในเรื่องที่เป็นข้อจำกัดว่าคืออะไร มีระดับใด
       
       ปัญหามีต่อไปว่า ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าการที่ประเทศหนึ่งถือว่าเรื่องนั้นไปจำกัดไม่ได้ แต่อีกประเทศหนึ่งถือว่าเรื่องนั้นต้องจำกัด ประเทศใดทำถูก
       
       ในสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษ เสรีภาพในการแสดงออกมีมากถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์พระคริสต์ได้ ฉายหนังลามกได้ ชายรักร่วมเพศกอดจูบกันในที่สาธารณะได้ แต่ในประเทศมุสลิม อย่าว่าแต่ทำโดยแสดงออกเปิดเผยเลย แม้กระทำในที่ลับตัวต่อตัวด้วยความยินยอม ก็เป็นความผิดอาญาร้ายแรง เพราะขัดต่อหลักศาสนาและกฎหมายอิสลามอย่างรุนแรง!
       
       ใครเป็นประชาธิปไตย ใครไม่เป็นประชาธิปไตย ใครถูก ใครผิด?
       
       เรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งระหว่างกฎหมายกับจริยศาสตร์ (Law and Ethics) กล่าวคือ อะไรคือสิ่งที่ดีหรือถูก เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะถูกจริยธรรม (ethical) อะไรคือสิ่งที่เลวหรือผิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (unethical) เพราะเป็นผลร้ายต่อสังคม (harmful to the society)
       
       ถ้าเราถือว่าทั้งโลก ความถูก-ผิดมีเพียงหนึ่งเดียว และความถูกผิดเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็คือที่ “เรา” เท่านั้นเชื่อว่าถูกหรือผิด เราก็คือผู้เผด็จการทางจริยธรรม ที่ต้องการเอาสิ่งที่เราเชื่อขึ้นเป็นมาตรฐานของคนทั้งโลก (Ethical dictatorship) หรือที่เรียกให้ไพเราะตามศัพท์จริยศาสตร์ว่า จริยธรรมสมบูรณัติ (ethical absolutism)
       
       แต่ถ้าเราถือว่าในปัญหาข้างต้นไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ต่างก็เป็นประชาธิปไตยในวิถีของตน ตามวิถีแห่งจริยธรรมสัมพัทธ์ (ethical relativism) คือถือว่าประเทศแต่ละประเทศ สังคมแต่ละสังคมมีวัฒนธรรมและจริยธรรมที่หลากหลาย แตกต่างกันได้และไม่มีใครผิด เป็นความหลากหลายที่โลกต้องการ เราต้องการ เราก็จะเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น ง่ายขึ้น และไม่ทำตัวเป็นพระเจ้าตัดสินถูกผิดของมนุษย์ผู้อื่นทั้งโลกด้วยมาตรฐานของตัวเราเอง !
       
       คนที่เปิดใจกว้างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เคารพวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของสังคมอื่น ยอมรับความหลากหลายเห็นความแตกต่าง ฟังเหตุ ฟังผล ก็จะเริ่มเข้าใจว่าความเป็นประชาธิปไตยก็ดี ความเสมอภาคก็ดี เสรีภาพในความคิดและการแสดงออกก็ดี ก็ย่อมแตกต่างกันไปตามประเทศ ตามสังคม ตามวัฒนธรรม และจริยธรรมของคนส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศและแต่ละสังคม ข้อสำคัญก็คือ จะแตกต่างกันอย่างไรหลักการประชาธิปไตย ความเสมอภาคและเสรีภาพต้องไม่ถูกทำลาย
       
       หัวใจของเรื่องก็คือ “สังคม” (society) ต้องเป็นตัวตั้ง การเมืองการปกครองหรืออะไรๆก็แล้วแต่เกิดหลังสังคมและถูกคิดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางสังคมทั้งสิ้น แม้รากเหง้าของระบอบประชาธิปไตยในเวลานี้ก็มีทฤษฎีสัญญาสังคม (Social Contract) รองรับอยู่มิใช่หรือ?
       
       ดังนั้น ในขณะที่สังคมหนึ่งยอมรับว่าประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองสังคมที่ดีที่สุดในเวลานี้ และประชาธิปไตยก็มีหลักการสำคัญดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะหลักความเสมอภาคและเสรีภาพพร้อมข้อจำกัด สังคมแต่ละสังคมก็ย่อมมีสิทธิอิสระ (self determination) ที่จะกำหนดในรายละเอียดโดยไม่ทำให้เสียหลักการว่าอะไรคือข้อจำกัดที่ว่านั้น
       
       การที่สังคมอังกฤษให้การดูหมิ่นศาลการดูหมิ่นสภาเป็นความผิด และศาลหรือสภาลงโทษได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินคดีเหมือนคดีทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในสังคมอังกฤษ แต่คนอังกฤษไม่มีสิทธิไปตัดสินว่าสังคมที่ไม่ลงโทษการดูหมิ่นสภาหรือศาลเป็นสังคมไม่เป็นประชาธิปไตย! และคงไม่มีใครที่เป็นคนใจกว้างไปกล่าวหาอังกฤษว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีหลักนิติธรรม เพราะสภาและศาลลงโทษคนละเมิดได้เองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติอันเป็นการเลือกปฏิบัติ !
       
       การที่สังคมเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน ไทย และอีกหลายประเทศตัดสินว่าการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เป็นความผิดมากกว่าดูหมิ่นคนธรรมดา ก็เป็นสิทธิอิสระของสังคมแต่ละสังคมที่ว่านี้ เพราะวัฒนธรรมและศีลธรรมทางสังคมและคนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็น “ผลร้าย”ต่อสังคม
       
       ความจริง ข้อจำกัดเสรีภาพที่แตกต่างกันไปตามสังคมนี้ยังมีตัวอย่างอีกมาก เช่น เสรีภาพในการแสดงออกในประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกถูกจำกัดด้วยการห้ามเผยแพร่สิ่งลามก เสรีภาพในการประกอบอาชีพถูกจำกัดด้วยการห้ามเล่นการพนัน หรือการห้ามบ่อนคาสิโน เสรีภาพในร่างกายถูกจำกัดด้วยความผิดฐานรักร่วมเพศในบางประเทศ แต่คงไม่มีใครที่มีจิตใจประชาธิปไตยไปตัดสินว่าประเทศหรือสังคมเหล่านี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเพียงเพราะสังคมนั้นๆมีวัฒนธรรมและจริยธรรมอันแสดงให้เห็นข้อจำกัดทางสังคมแตกต่างจากสังคมของตน
       
       ๒. วัฒนธรรมไทยกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ: เอกลักษณ์ของประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก
       
       ๒.๑ กฎหมายไทยสะท้อนวัฒนธรรมและจริยธรรมไทย
       
       ถ้าศึกษาโครงสร้างความผิดฐานดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญาเราจะพบว่ามีความผิดอยู่สามกลุ่ม หกระดับ คือ
       
       กลุ่มที่หนึ่ง ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทคนธรรมดา ถ้าดูหมิ่นซึ่งหน้า (insult) ตามมาตรา๓๙๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือนหรือปรับไม่เกิน๑๐๐๐บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าหมิ่นประมาท (defamation) ตามมาตรา ๓๒๖ ถึง ๓๓๓ ก็ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาก็ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
       
       กลุ่มที่สอง ดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือศาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา ๑๓๖) ก็ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา (มาตรา๑๙๘) ในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ต้องระวางโทษจำคุก๔-๗ปี หรือปรับ ๒,๐๐๐ ถึง ๑๔,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       กลุ่มที่สาม ดูหมิ่นประมุขของรัฐต่างประเทศ หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้าดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาตร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ (มาตรา๑๓๓) (อันเป็นความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ) ต้องระวางโทษจำคุก ๑ ถึง ๗ ปี หรือปรับ ๒,๐๐๐ ถึง ๑๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาตร้ายพระมหากษัตริย์ไทย พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา๑๑๒) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ถึง๑๕ ปี ถ้าดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทผู้แทนรัฐต่างประเทศ ซึ่งได้รับแต่งตั้งมาสู่ราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุก ๖เดือน ถึง๕ปี ปรับ๑๐๐๐-๑๐,๐๐๐บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       
       จะเห็นได้ว่า ประมวลกฎหมายอาญาไทยจำแนกการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทเอาไว้ตามสถานะ (status) และความสัมพันธ์ของบุคคล อันเป็นการสอดคล้องกับจริยธรรมในสังคมไทย
       
       ความจริง ถ้าดูเรื่องอื่นก็จะพบความจริงที่ว่า กฎหมายไทยในเรื่องนี้ต่างจากหลายประเทศในหลายเรื่องเพราะเรามีจริยธรรมที่ยึดสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่นความผิดฐานฆ่าคน ถ้าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (มาตรา๒๘๘) ก็ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ ๑๕ ถึง ๒๐ ปี ถ้าฆ่าบุพการี (บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย) ฆ่าเจ้าพนักงานฯลฯ (มาตรา๒๘๙) ต้องระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเราถือว่าการฆ่าบิดามารดา ตามหลักศาสนาเป็น “อนันตริยกรรม” ตามจริยธรรมถือว่าเป็นการเนรคุณอย่างรุนแรงที่สุด
       
       ความผิดฐานลักทรัพย์ (มาตรา๓๓๔) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน๓ปี ปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท แต่ถ้าลักพระพุทธรูปหรือวัตถุในทางศาสนา (ทุกศาสนา) ที่เป็นที่สักการะบูชาของประชาชนหรือเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ (มาตรา๓๓๕ทวิ) ต้องระวางโทษจำคุก ๓ ปีถึง ๑๐ ปี ปรับ ๖,๐๐๐ ถึง ๒๐,๐๐๐บาท ความผิดฐานลักวัตถุทางศาสนาที่เคารพของประชาชน คงไม่มีในกฎหมายตะวันตก เพราะเขาไม่ได้นับถือเหมือนคนไทย!
       
       ความผิดฐานลักทรัพย์มาตรา ๗๑ กำหนดว่า ถ้าภรรยาหรือสามีกระทำต่อกันไม่ต้องรับโทษ ถ้าผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี หรือบุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดากระทำต่อกัน ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ และศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ลักทรัพย์กันสังคมยอมให้คนเหล่านั้น “อโหสิกรรม” กันได้ กฎหมายประเทศตะวันตกก็คงไม่มี
       
       ยังมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและวัฒนธรรมของคนไทยส่วนใหญ่ในสังคมไทยที่ปรากฎเป็นกฎหมาย กับจริยธรรมและกฎหมายของตะวันตกอีกมากมาย เช่น กฎหมายไทยห้ามผู้สืบสันดานฟ้องบุพการี ภาษากฎหมายโบราณเรียกว่า “อุทลุม” เพราะถือว่าเป็นการเนรคุณ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒) การให้นั้นเมื่อให้แล้วปกติเรียกคืนไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับประพฤติเหตุเนรคุณ (มาตรา๕๓๑)
       
       ๒.๒ พระมหากษัตริย์ในวัฒนธรรมและจริยธรรมไทย
       
       ถ้าเราจำแนกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ ๒๖ ประเทศที่มีอยู่ในโลก เราจะพบว่ามีพระมหากษัตริย์อยู่สองกลุ่มหลักๆ คือ
       
       กลุ่มที่๑ ซึ่งอาจเรียกว่า “พระมหากษัติย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” (Constitutional Monarchy) อาทิ อังกฤษ เบลเยี่ยม นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สเปน ญี่ปุ่น ไทย ในกลุ่มนี้ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ ทรงปกเกล้าฯ แต่ไม่ทรงปกครอง แต่มีรัฐบาลที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง เป็นผู้ถวายคำแนะนำและปกครอง
       
       กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่ม “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงปกครอง” กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศมุสลิม เช่น ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือบรูไน
       
       สำหรับกลุ่มที่ ๒ คงไม่ต้องวิเคราะห์ เพราะแตกต่างจากของเรามาก แต่แม้ในกลุ่มที่๑ ที่ต่างก็เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็ยังมีสถานะต่างกันเป็นสามกลุ่ม คือ
       
       กลุ่มแรก เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์ยืนยาวมาตั้งแต่ครั้งราชาธิปไตยในสมัยโบราณ และเมื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย ก็ยังคงลักษณะเด่นอยู่คือคงความลึกลับและสูงส่ง มีนิติราชประเพณีเคร่งครัด อาทิ อังกฤษ ญี่ปุ่น ซึ่งพระมหากษัตริย์ไม่สู้จะมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับประชาชนมากนัก
       
       กลุ่มที่สอง เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเช่นกัน แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยก็มีความเปลี่ยนแปลงคือ ทรงปฏิบัติพระองค์เยี่ยงคนธรรมดา เสด็จไปห้างสรรพสินค้าโดยทรงขับรถพระที่นั่งเอง หรือทรงจักรยานไป ความเคร่งครัดของนิติราชประเพณีก็ไม่เท่ากลุ่มแรก สถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือกษัตริย์สแกนดิเนเวีย เช่นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ พระมหากษัตริย์สวีเดนและนอร์เวย์ แต่ความสัมพันธ์กับประชาชนก็ไม่เด่นชัด
       
       กลุ่มที่สาม อยู่กึ่งกลางระหว่างกลุ่มที่๑ และกลุ่มที่ ๒ เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ครั้งราชาธิปไตย มีสถานะสูงส่งทั้งทางศาสนา และสังคม มีนิติราชประเพณีที่มีมายาวนาน แต่ก็มีความใกล้ชิดกับประชาชน และเป็นที่เคารพรักของประชาชนอย่างยิ่ง เพราะพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงประกอบเพื่อประชาชน กลุ่มที่สามนี้มีตัวอย่างเห็นชัดคือ พระมหากษัตริย์ไทย
       
       คนต่างชาติอาจเห็นภาพพระพุทธเจ้าหลวง หรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ หรือทรงบรมราชขัตติยภูษาภรณ์ในพิธีบรมราชาภิเษกอันแสดงความอลังการ และศักดิ์สิทธิ์
       
       แต่คนไทยนั้นได้เห็นทั้งภาพอลังการ ศักดิ์สิทธิ์อันแสดงความยืนยงและความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ของชาติ ประเพณีโบราณที่เก็บรักษาไว้ และยังได้เห็นภาพที่พระมหากษัตริย์ของเรา พระบรมราชินีนาถ และพระราชโอรส ธิดา ประทับนั่งบนดิน มีรับสั่งด้วยภาษาสามัญกับประชาชนของพระองค์ในถิ่นทุรกันดาร ที่คนธรรมดาไม่อยากไป โครงการต่างๆ ที่ทรงริเริ่มและทำทั่วประเทศกว่า ๓,๐๐๐ โครงการที่ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประเทศอื่นทรงทำก็เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดกับประชาชนนี้เอง
       
       สายสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับประชาชนคนไทยมีลักษณะพิเศษที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ธรรมดาระหว่างประมุขของรัฐที่เป็นสถาบันการเมือง กับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่เป็นสายสัมพันธ์พิเศษที่มีลักษณะยากแก่ความเข้าใจของคนต่างชาติ ต่างภาษา ดังนี้
       
       ๒.๒.๑ เทวราชาหรือธรรมราชา
       
       ผู้เขียนต่างชาติบางคนไปอธิบายว่า คนไทยถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเทพตามคติเทวราชาของพราหมณ์ ซึ่งก็ไม่ผิดไปทั้งหมดเพราะเค้ามูลของพระราชพิธีบางอย่างทำให้เข้าใจเป็นนั้นได้ แต่ความจริงแล้ว คติพระพุทธศาสนาต่างหากที่สำคัญกว่า เพราะในอัคคัญญสูตรที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายกำเนิดโลกและการปกครองนั้น ทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์เป็น “มหาสมมติ” (ผู้ที่มหาชนพร้อมใจกันให้เป็นหัวหน้า) เป็น “ราชา” (ผู้ทำความอิ่มใจ สุขใจให้แก่ผู้อื่น) ที่เป็นพระมหากษัตริย์ได้ก็โดย “ธรรม” มิใช่เกิดขึ้นโดย “อธรรม” และทรงย้ำว่า “กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้ถือโคตร แต่ผู้ใดมีวิชาและจรณะ (ธรรมะ) ผู้นั้นเป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่เทวดาและมนุษย์”
       
       ด้วยเหตุดังนี้ คติ “ธรรมราชา” ซึ่งหมายถึงพระราชาผู้ทรงปกครองด้วยธรรมะ (อาทิ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร ราชสังคหวัตถุ ฯลฯ) จึงมีความสำคัญมากกว่าเทวราชา ดังที่พระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียได้ทรงวางแบบอย่างแนวทางไว้ และพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต คือ พระมหาธรรมราชาลิไท และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงดำเนินตาม ดังพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลปัจจุบันซึ่งทรงเปล่งท่ามกลางมหาสมาคมเมื่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” (โปรดดูข้อเขียนของผู้เขียนเรื่อง “ทศพิธราชธรรมกับพระมหากษัตริย์ไทย”)
       
       ๒.๒.๒ จาก “สถาบันการเมือง” มาสู่ “สถาบันหลักทางสังคม”
       
       โดยปกติ พระมหากษัตริย์นั้นทรงเป็นประมุขของรัฐอันจัดเป็นสถาบันการเมืองประเภทหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ทรงมีพระราชดำริทางการเมือง แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังถือว่าเป็น “สถาบันการเมือง””แต่เป็น “ส่วนอันทรงเกียรติยศ” (dignified part of the constitution) ส่วนคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็น “ส่วนปฏิบัติการ” (efficient parts of the constitution) ตามที่นาย Walter Bagehot นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้
       
       แต่จากพระราชกรณียกิจตลอดกว่า ๖๐ ปีในรัชกาลด้วยการทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนเพื่อ “ลดช่องว่าง” ที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ หรือทำไปไม่ถึง กว่า ๓,๐๐๐ โครงการก็ดี การที่ทรงระงับวิกฤติการณ์ทางการเมืองมิให้ลุกลามร้ายแรงระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือเหตุการณ์ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็ดี ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้แปรสภาพจาก “สถาบันทางการเมืองอันเป็นส่วนอันทรงเกียรติยศ” ไปสู่ “สถาบันหลักทางสังคมที่เป็นส่วนปฏิบัติการทางสังคม” ในลักษณะเดียวกับสถาบันครอบครัว หรือศาสนา พระมหากษัตริย์จึงไม่ใช่ “เทวะ” ที่อยู่ห่างไกลบนสวรรค์อันลึกลับ แต่เป็น “พ่อ” ที่คนไทยเรียก “พ่อหลวง” และคนไทยมีความรัก ความผูกพัน ความเทิดทูน ความสัมพันธ์นี้มีมากกว่าในสังคมตะวันตกระหว่างประมุขของรัฐกับราษฎร
       
       ดังจะเห็นได้จากจำนวนคนไทยที่มาร่วมพระราชพิธีฉลองศิริราชสมบัติ ครบ๖๐ปี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายแสนคนเต็มถนนราชดำเนินและเป็นข่าวไปทั่วโลก ที่พร้อมใจกันเดินทางมาถวายพระพรโดยไม่ได้มีการกะเกณฑ์ใด ๆ และเมื่อทรงพระประชวรเสด็จเข้าโรงพยาบาลศิริราช ประชาชนจำนวนมากก็ไปเข้าเฝ้าทั้งวันทั้งคืน เหมือนลูกเฝ้าไข้พ่อที่ป่วยไข้ นี่คือที่มาของรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับที่บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้” (มาตรา๘ รัฐธรรมนูญปัจจุบัน) บทบัญญัตินี้เป็น “ผล” ของวัฒนธรรมและจริยธรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง ไม่ใช่ “เหตุ” ที่บังคับให้คนไทยเคารพพระมหากษัตริย์อย่างที่อ้างๆ กัน
       
       วัฒนธรรมการปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก” (paternalistic governance) นี้เองที่อธิบายปรากฏการณ์ที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ คือ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์โดยไม่เป็นธรรม คนไทยส่วนใหญ่ก็รู้สึกเหมือนพ่อตนเองกำลังถูกทำร้ายและยอมรับไม่ได้ เหมือน ๆ กับที่คนไทยยอมรับไม่ได้ที่จะให้ใครมาจาบจ้วงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือแม้พระพุทธรูปที่แทนพระพุทธเจ้า
       
       ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงไม่ใช่การทำร้ายพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่เป็นการทำร้าย “พ่อ” ของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นความผิดทางสังคมที่ร้ายแรง เหมือนการเนรคุณและด่าพ่อของตนเอง จึงไม่น่าแปลกใจว่า แม้ “พ่อ” จะไม่อยากเอาความผิด (ดังปรากฏในพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘) และทรงเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ท่านทำได้ แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังต้องการให้คงความผิดนี้ไว้ เพื่อคุ้มครองสิ่งที่เขาเห็นว่าทำร้ายสถาบันที่เคารพของเขา
       
       กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสังคมไทยถือว่าการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่ผลร้ายต่อองค์ผู้ถูกหมิ่น แต่เป็นผลร้ายต่อสังคม จริยธรรม และวัฒนธรรมไทย อันเป็นไปตามหลักอาชญาวิทยาที่ว่าการกระทำบางอย่างอาจถูกกำหนดเป็นความผิดอาญา เมื่อมีฉันทามติทางสังคมว่า การกระทำนั้นเป็นผลร้ายต่อสังคม และเป็นข้อจำกัดของเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมนี้ เหมือนๆ กับการวิพากษ์วิจารณ์พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลาม ก็เป็นข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประเทศมุสลิม และคนตะวันตกบางคนไม่เข้าใจ แต่ได้นำพระผู้เป็นเจ้าที่ชาวมุสลิมทั้งโลกเคารพและศรัทธาไปล้อเลียนจนหวิดจะเกิดความรุนแรงไปทั่วโลกมาแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง!
       
       จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ในสังคมไทยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มีฐานมาจากหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งสากลทั่วไปยอมรับเท่านั้น แต่มีฐานจากหลักจริยธรรมไทย วัฒนธรรมไทย และพระพุทธศาสนา อันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย เหมือน ๆ กับที่คนตะวันตกคุ้มครองสภาของเขาด้วยความผิดฐานละเมิดรัฐสภา (แต่ไทยเราไม่คุ้มครอง!) คุ้มครองศาลของเขาด้วยความผิดฐานดูหมิ่นศาลและละเมิดอำนาจศาล หรือคนมุสลิมคุ้มครองพระผู้ เป็นเจ้า และศาสนาที่เขาเคารพศรัทธา เสรีภาพส่วนบุคคลในการแสดงออกจึงหยุดลงเมื่อไปกระทบกับสิ่งที่สังคมนั้น ๆ ต้องการคุ้มครอง
       
       นี่คือความงดงามของความหลากหลาย คงไม่มีนักประชาธิปไตยที่แท้จริงผู้ใดในโลกที่ต้องการให้ทุกสังคมเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานเดียวโดยให้เสรีภาพของบุคคล (คนเดียว) ในการแสดงออกสามารถอยู่เหนือความต้องการและฉันทามติของคนส่วนใหญ่ในสังคม! ถ้าคน ๆ นั้นมีอยู่ เขาก็ไม่ควรได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่ควรได้ชื่อว่าเป็นนักเผด็จการทางจริยธรรมผู้ยิ่งใหญ่ ตรงกันข้าม การยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางจริยธรรมและวัฒนธรรมตามคติจริยธรรมพหุนิยม (ethical pluralism) ต่างหากที่เป็นประชาธิปไตยและความใจกว้าง เพราะเข้าใจหลักสิทธิอิสระที่จะเลือกตัดสินใจของแต่ละสังคม (self determination)
       
       ๒.๓. ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
       
       จริงอยู่ แม้สังคมไทยและผู้เขียนจะยอมรับว่า ความผิดฐานนี้ยังจำเป็นเพราะเป็นเอกลักษณ์ทางจริยธรรมและวัฒนธรรมไทย แต่ก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่า ในหลายกรณี มีการใช้ความผิดฐานนี้กล่าวหากันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ในความขัดแย้งทางการเมือง ดังที่ปรากฏข่าวเสมอว่า คู่กรณีขัดแย้งทางการเมืองมีการกล่าวหาฝ่ายตรงกันข้ามว่ากระทำความผิดดังกล่าว หากพิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้ว การกล่าวหาดังกล่าวมีสองมิติ ผู้กล่าวหาต้องการให้สังคมประณามหรือใช้สภาพบังคับทางสังคมที่คนส่วนใหญ่เคารพพระมหากษัตริย์เป็นผู้บีบบังคับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งอาจหมายถึงการทำให้เสื่อมความนิยมลงในกรณีนักการเมือง แต่อีกมิติหนึ่งคือ มิติทางกฎหมายที่อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหารับโทษอาญา
       
       ผู้เขียนไม่มีตัวเลขแน่นอนถึงสถิติการดำเนินคดีฐานนี้ แต่เท่าที่ปรากฏจากคำสัมภาษณ์ทางผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางว่าเวลานี้มีคดีคางดำเนินการอยู่ที่ตำรวจ ๓๒ คดี ๔ คดีสั่งฟ้อง ๒๘ คดีอยู่ระหว่างดำเนินการ (http://www.suthichaiyoon.com/) ถ้าดูเทียบกับสถิติในนอร์เวย์ภายใต้หัวข้อ Crime against the Constitution and the Head of State (statistics Norway http://www.ssb.no)%20_______/ปี ๑๙๙๓-๒๐๐๗ โดยในปี๒๐๐๗ มีคดีสองประเภทนี้เพียง๗คดี (รวมคดีที่ไม่ใช่ความผิดต่อประมุขด้วย) ก็จะพบว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไทยมีจำนวนสูงกว่ามาก
       
       การที่จำนวนสูงกว่ามากนี้อาจตีความได้หลายอย่าง คือ อย่างแรก คนไทยรักและหวงแหนสถาบันนี้มาก จึงไม่ยอมให้ใครมาวิพากษ์โดยไม่เป็นธรรม หรืออาจตีความได้ว่าเป็นการกล่าวหากันเพื่อประโยชน์ของผู้กล่าวหา (ไม่ชอบผู้ถูกกล่าวหาเป็นการส่วนตัว, หวังประโยชน์ทางการเมือง)
       
       แต่ถ้ามาดูสถิติคดีที่ขึ้นศาลฎีกาแล้ว จะพบว่ามีคดีเหล่านี้น้อยมาก กล่าวคือตั้งแต่มีกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๕๑ มาจนถึงการใช้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน ตลอดเวลากว่า๑๐๐ปี มีคำพิพากษาศาลฎีกาเพียง ๔ เรื่อง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่๑๐๘๑/ ๒๔๘๒, ๘๖๑/๒๕๒๑, ๑๒๙๔/๒๕๒๑, ๒๓๕๔/๒๕๓๑ และคดีสุดท้ายไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นคดีให้เลิกมูลนิธิ เพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่๓๓๐๔/๒๕๓๒
       
       คำพิพากษาศาลฎีกา ๔ เรื่องที่ตัดสินความผิดฐานนี้ มี ๑ เรื่องที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่มีความผิดคือฎีกาที่ ๑๐๘๑/๒๔๘๒ ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยพูดอวดอ้างตนในขณะทำการเป็นหมอรักษาโรคว่าตนเป็นผู้วิเศษ มีพระขันธ์แก้ว (มีด) ซึ่งสามารถชี้ให้คนเป็นบ้าหรือตายหรือเป็นอะไรก็ได้ พระเจ้าแผ่นดินกับรัฐธรรมนูญ จำเลยจะเรียกให้มากราบไหว้ก็ได้ จำเลยไม่กลัวใครในโลกนี้ กลัวแต่พ่อแม่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น
       
       ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นแค่อวดอ้างให้คนเชื่อว่า ตนเป็นหมอวิเศษรักษาโรคให้หายได้ ไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อผู้ใด คำกล่าวของจำเลยไม่ทำให้คนทั้งหลายดูหมิ่นหรือเกลียดชังผู้ใดเลย (ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำกล่าวของจำเลยเป็นแค่คำอวดอ้าง มิได้แสดงเจตนาหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นคำกล่าวอันโง่เขลา) ซึ่งเห็นได้ว่าศาลใช้หลัก “เจตนา” เป็นหลักในการวินิจฉัย
       
       ส่วนในอีก ๓ คดีที่เหลือ แม้ศาลจะฟังว่าเป็นความผิดแต่โทษที่ลงนั้นไม่ได้หนักอย่างที่กฎหมายเปิดโอกาสให้จำคุกได้ ๑๕ ปี เช่น ในฎีกาที่ ๘๖๑/๒๕๒๑ศาลลงโทษจำคุก ๑ ปี ในฎีกาที่ ๑๒๙๔/๒๕๒๑ ศาลพิพากษาจำคุก๒ปี คดีที่ศาลพิพากษาจำคุกสูงกว่าคดีอื่นๆก็คือ ฎีกาที่ ๒๓๕๔/ ๒๕๔๑ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเจตนาหมิ่นโดยกระทำ ๒ครั้ง๒กระทง จำคุก ๔ ปี
       
       อย่างไรก็ตาม ความน่ากลัวของความผิดฐานนี้ลดลงมากเนื่องจากน้ำพระทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหากความทราบพระเนตรพระกรรณ หรือมีการทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในความผิดฐานนี้ก็จะทรงมิให้ดำเนินคดี หรือพระราชทานอภัยโทษ รายสุดท้ายคือ นายแฮรี่ นิโคเลด นักเขียนชาวออสเตรเลียที่ศาลอาญาตัดสินจำคุก ๓ ปี แต่ถูกจำคุกจริงเดือนเศษ และขอพระราชทานอภัยโทษก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วยความรวดเร็ว นายนิโคเลดให้สัมภาษณ์ว่า
       
       “ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ ๘๑ พรรษา ผมได้เห็นพลุที่จุดขึ้นจากระยะไกล นักโทษบางคนมีน้ำตาคลอเบ้า ยกย่องสรรเสริญผู้ที่พวกเขาเห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงกษัตริย์แต่เป็นเสมือนบิดาของพวกเขา แม้ว่าผมไม่ใช่คนไทยแต่ผมเป็นลูกชายที่รู้ความหมายของความรักที่มีต่อพ่อ ผมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษและภาวนาให้พระองค์ทรงทราบถึงชะตากรรมของผมและหวังว่าผมจะได้รับความกรุณาจากพระองค์” (มติชนรายวัน, ๒๒ก.พ.๕๒)
       
       น่าเสียดายว่า นายนิโคเลดไม่ได้ยื่นขอพระราชทานอภัยก่อนถูกจำคุก หาไม่ พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทราบพระเนตรพระกรรณก่อนศาลพิพากษาอาจ “หลั่งมาเหมือนฝนอันชื่นใจ” ให้มีการถอนฟ้องดังเช่นที่ปรากฏข้อเท็จจริงในหลายกรณี และผู้ที่รู้เรื่องนี้ดี คือ อัยการสูงสุด และอัยการที่รับผิดชอบคดี
       
       พระเมตตาและพระกรุณานี้ทรงประพฤติปฏิบัติมาโดยตลอด โดยเราและผู้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายอาจไม่รู้ เพราะไม่เคยมีข่าว คนที่ได้รับพระเมตตากรุณาเท่านั้นที่จะรู้และเป็นพยานได้ เรื่องนี้ ถ้าไปถามนักวิชาการอิสระที่ใครๆ นับถือและเรียกอาจารย์ทั้งประเทศ ที่ถูกดำเนินคดีหลายครั้งหลายครา แต่ได้รับพระมหากรุณาไม่เอาความ ก็จะได้รับคำยืนยันได้ !
       
       ในพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคลใน วันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า
       
       “ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้….The king can do no wrong….ความจริง The king can do no wrong คือการดูถูกเดอะคิงอย่างมาก เพราะว่าเดอะคิงทำไม can do no wrong….แสดงให้เห็นว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ wrong ได้……”
       
       และทรงรับสั่งสรุปว่า วิจารณ์พระมหากษัตริย์ได้ และรับสั่งว่า
       
       “แต่เมื่อบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้าย ก็เลยพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบากแย่ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิดแล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันก็ยังไม่กล้า สองเอ็นดูพระเจ้าอยู่หัว ไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆละเมิดพระเจ้าอยู่หัว ละเมิดเดอะคิง แล้วก็หัวเราะเยาะว่าเดอะคิงของไทยแลนด์ไม่ได้ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย” และ
       
       “….ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้น ก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยที่สุดก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยสมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ ๖ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่๙ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน
       
       อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ และถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็สอนนายกฯ ว่าใครบอกให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯเดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ไม่รู้นะ เขาทำผิด เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และเดือดร้อนจริงๆ เพราะใครมาด่า เราชอบไหม ไม่ชอบ แต่ถ้านายกเกิดให้ลงโทษ แย่เลย…”
       
       พระราชดำรัสองค์นี้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ต้องตีความใดๆ และแสดงให้เห็นทั้งน้ำพระทัยประชาธิปไตย และพระมหากรุณาตรงไปตรงมาที่สุด
       
       ดังนั้น ที่ฝรั่งบางคนซึ่งยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และศึกษากฎหมายหมิ่นประมาทเป็นวิทยานิพนธ์เขียนว่า “กฎหมายนี้เป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาการบังคับใช้จนเกินขอบเขตในตัวเอง เพราะไม่มีข้อจำกัดในกฎหมาย” (There are no limits on the law) จึงเป็นข้อเขียนที่อคติและผิดอย่างชัดเจน เพราะข้อจำกัดนั้นอย่างน้อยมี ๒ ประการ คือ ต้องดูเจตนา และศาลย่อมใช้ดุลพินิจกำหนดโทษไม่ร้ายแรงเกินควรได้ประการหนึ่งหากคดีไปถึงศาล และอีกประการหนึ่งก็คือพระมหากรุณา ที่ทรงแสดงให้เห็นว่า ไม่มีพระราชประสงค์ให้ใช้ความผิดนั้นพร่ำเพรื่อ และให้วิจารณ์อย่างเป็นธรรมได้ ทั้งไม่มีพระราชประสงค์ให้จำคุกใครด้วย แต่สิ่งที่ฝรั่งคนนี้วิจารณ์ได้ถูกต้องก็คือ ความน่ากลัวของกฎหมายนี้อยู่ที่ “ตำรวจหรือใครๆก็สามารถใช้กฎหมายนี้กล่าวหาใครก็ได้”
       
       ประเด็นหลังนี้เองที่ทำให้ต้องมาคิดทบทวนกันด้วยความจริงจังว่า จะยังปล่อยให้ใครต่อใครไปกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อหานี้จนเป็นที่มาของความรู้สึกว่ามีการกล่าวหากันพร่ำเพรื่อ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของผู้กล่าวหาและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า “ทรงเดือดร้อน” หรือจะมีการปรับปรุงเรื่องนี้อย่างไร
       
       ข้อสรุปและเสนอแนะ
       
       ผู้เขียนในฐานะคนไทยและนักกฎหมาย เห็นว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับการดูหมิ่น หมิ่นประมาทคนไทยทั้ง ๓ กลุ่ม โดยเฉพาะความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักรัฐธรรมนูญนานาอารยประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สอดคล้องกับหลักอาชญาวิทยาว่าด้วยการกำหนดความผิดไม่ขัดหลักประชาธิปไตย และเป็นข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกที่มีเอกลักษณ์ของตนเองตามหลักจริยธรรมและวัฒนธรรมไทยที่คนไทยส่วนใหญ่ยึดถือ ไม่ขัดหลักสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาติแต่อย่างใด
       
       อย่างไรก็ตาม ก็สมควรมีการปรับปรุงการใช้บังคับกฎหมายดังกล่าว ไม่ให้ใช้พร่ำเพรื่อเกินขอบเขต โดยน่าจะนำแนวทางกฎหมายนอร์เวย์มาปรับใช้ กล่าวคือ คดีความผิดในกลุ่มที่๓ ซึ่งรวมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทประมุขของ รัฐต่างประเทศนั้น ผู้กล่าวหา สอบสวน และฟ้องร้อง คือ อัยการสูงสุดแต่ผู้เดียว เพื่อมิให้มีการกล่าวหากันได้ง่ายๆ ดังที่เป็นอยู่ และต้องยอมรับร่วมกันว่า การใช้ดุลพินิจของอัยการสูงสุดนั้นเด็ดขาด จะนำไปฟ้องร้องในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองมิได้ เพื่อมิให้มีใครนำอัยการสูงสุดไปฟ้องศาลว่า กระทำผิดอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๗ และศาลฎีกาเคยตัดสินลงโทษจำคุกอัยการที่สั่งไม่ฟ้องมาแล้วในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๐๙/๒๕๔๙ ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันหลักทางกฎหมายของประเทศไทยได้กลั่นกรองด้วยความรอบคอบเสียก่อน
       
       ///////////////////////////////////////
       
       หมายเหตุ : - บทวิเคราะห์นี้ ตีพิมพ์เป็นหนังสือ เมื่อปี 2552 จัดพิมพ์โดย สถาบันพระปกเกล้า
       - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“ปู” แหกตาขายข้าวให้จีน “หม่อมอุ๋ย”แฉเจ๊งยับ4แสนล
ปตท. อย่าแค่ข่มขู่ รีบฟ้องทันที อย่าช้า !
กรรมติดจรวด “จุลสิงห์” เจอข้อหาทุจริตอุ้มคดี “หญิงอ้อ”
ลุยตั้งกระทรวงน้ำ สนองตัณหา “พญาปลอด”
"อั้ม เนโกะ" : โอ้แม่เจ้า! เอากันในชุดนักศึกษาท่าพิสดาร
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 112 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 110 คน
99 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
1 %
ความคิดเห็นที่ 7 +34 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
วิเคราะห์ได้ดีครับ มีหลักการ หลักวิชา และข้อมูลประกอบเพียบพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา อยากให้วรเจตน์ได้มาอ่านและลงทะเบียนเรียนกับอาจารย์เหมือนนศ.ปี 1 จริงๆ ความคิดของน้องเต็มไปด้วยอคติ มีความเคลือบคลุมแอบแฝงอย่างมีนัยที่ไม่สร้างสรรค์ กลับตัวกลับใจเถอะ ลองย้อนไปดูจุดยืนในอดีตของคุณที่เปี่ยมไปด้วยข้อเสนอแนะและอุดมการณ์ดีๆสิครับ
รุ่นพี่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +12 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กราบอาจารย์งามๆ ที่สั่งสอนไอ้ด๊อก เด็กเมื่อวานซืน
คนไทยรักในหลวง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 16 +10 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แปลส่วนนี้ให้ ท่านทูตอเมริกาอ่านหน่อย น่าจะดี

การที่สังคมเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน ไทย และอีกหลายประเทศตัดสินว่าการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เป็นความผิดมากกว่า ดูหมิ่นคนธรรมดา ก็เป็นสิทธิอิสระของสังคมแต่ละสังคมที่ว่านี้ เพราะวัฒนธรรมและศีลธรรมทางสังคมและคนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้ถือว่าการ กระทำดังกล่าวเป็น “ผลร้าย”ต่อสังคม
antony
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ความเห็นของอาจารย์ ช่วยให้ความขุ่นมัว โมหะ ความโง่เขลาเบาปัญญา ให้หายไปครับ

นี้จะเป็นความเห็นทางด้านกฎหมาย ที่มีคุณค่ายิ่ง ต่อกฎหมายไทย และ กระบวนการความยุติธรรมของประเทศไทย
poppy
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 22 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รียน พวกนิติราษฏร์ คุณ เป็นถึงอาจารย์ มหาวิทยาลัย ทำไมไม่ใช้เวลาที่มีสอนลูกศิษย์ ที่เป็นนักศึกษา ที่จะมี อนาคต ได้เป็นใหญ่เป็นโตบริหารประเทศ ในภายหน้า ให้ต่อต้าน อย่าคบหา พวกลูกน้อง เครือญาติ และบริวาร นักการเมือง ชื่อ ทักษิณ ที่ตัวเองเคยได้เป็นถึง นายกรัฐมนตรี มีอำนาจรัฐ ใช้อำนาจรัฐ มา โกงภาษี ของชาติ ซุกหุ้น โกงค่าเงินบาท จนตัวเองและเครือญาติ มีเงิน จนรำ่รวยมหาศาล แล้วยังใช้เงินที่โกงชาติ มาจ้าง ผู้คนให้หลงผิด ปลุกระดมชาวบ้านให้มา เผาทำลาย บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แต่พวกคุณกลับ มา สุมหัว ก่อการ คิดจะแก้กฏหมาย เพื่อล้มล้าง สถาบัน สูงสุดของประเทศ ตามคำบัญชา จากพวกทักษิณ พวกคุณ ไม่สมควร ให้นักศึกษา เรียกคุณว่า อาจารย์ อีกต่อไป พวกนี้คือ คนเนรคุณ ชาติ ไม่ใช่อาจารย์ ที่น่านับถือ
พวก ทำลายชาติ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย

ประเทศไทยหรือสยามประเทศ ประกอบด้วย ๓ สถาบันหลัก ซึ่งได้แก่
ชาติ หมายถึง สถานที่หรือถิ่นที่อยู่อาศัย มีความเป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม มีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม อยู่ภายใต้กฎหมายของชาตินั้นๆ ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองร่วมกัน เช่นคำว่า “ชาติไทย” เป็นต้น
ศาสนา (อังกฤษ: religion) หมายถึง สถาบันแห่งความศรัทธาก่อให้เกิดความเชื่อว่าเมื่อปฏิบัติตามแล้วนำความสุขมาให้กับตนเองและผู้อื่นรวมถึงสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าพืชหรือสัตว์ โดยมีคำสอนของแต่ละศาสนาที่ทรงบัญญัติให้ผู้มีความศรัทธาน้อมมาปฏิบัติตามนั่นเอง ทั้งนี้สังคมหมู่มากของมนุษย์ สิ่งที่ติดตามเรามาตั้งแต่เกิด คือ โลภะ โทษะ โมหะ กิเลสและตัณหา ซึ่งอารมณ์ทั้ง ๕ นี้ นำไปสู่การประพฤติกรรมชั่วได้ ถ้าหากเราได้ดับอารมณ์ทั้ง ๕ ก็จะทำให้บรรเทาหรือละจากการกระทำกรรมชั่วได้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากคำสอนของศาสนานำพามนุษย์เดินให้ถูกทาง นำพาให้มนุษย์และสัตว์เลื่อนชั้นให้อยู่ในวัฏฏะสงสารที่สูงยิ่งๆขึ้นไปเช่นใครทำ
12 ชาติ 12 ภาษา มาจากหนึ่งเดียวเท่านั้น (ทุกศาสนามาจาก องค์พระอิศวรนั้นเอง เราเองควรเลิกอิจฉาริษยา นินทากันว่าศาสนาโน่นศาสนานี้ดีอย่างโน่นไม่ดีอย่างนี้เสียที แท้จริงศาสนาทุกศาสนามีคำสอนและวิธีการแตกต่างกันแต่เป้าหมายอันเดียวกันคือให้ผู้ปฏิบัติตามมีความสุข พ้นจากทุกข์และผลที่ปฏิบัติตามแล้วได้บารมีสูงขึ้น ได้อยู่ในชาติและภพที่ดียิ่งขึ้นถ้าใครปฏิบัติตนอยู่ในมรรค ๘ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ ศาสนาทุกศาสนาล้วนชี้แนวทางให้ผู้ปฏิบัติตามเป็นคนดีแต่ละศาสนามีผู้นับถือมานับร้อยนับพันปี มีคนนับถือนับไม่ถ้วน ฉะนั้นไม่ต้องเถียงกันว่าศาสนาไหนดีหรือด้อยอย่างไรซึ่งที่จริงอยู่ที่ผู้ศรัทธาหรือผู้ปฏิบัติตามเป็นสำคัญ เวลาความเป็นมนุษย์ของเรามีจำกัด ใคร อยู่ที่ไหน นับถือศาสนาใดก็หนีไม่พ้น กฎแห่งไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน)
ฉะนั้นศาสนา เป็นเรื่องของความศรัทธา ความเชื่อ ของแต่ละบุคคล ไม่สามารถบังคับกันได้โดยกฎหมาย ศาสนาทุกศาสนาต่างแนะนำให้ผู้ปฏิบัติตาม ได้รับผลที่ดีเหมือนกัน ต่างกันแค่หลักและวิธีการปฏิบัติเท่านั้นได้รับการรับรองของผู้ที่ปฏิบัติเอง พระพุทธศาสนา หรือทุกศาสนาก็ไม่ควรดึงลงมาไว้ในกฎหมายเหมือนกันเพราะ เป็นสถาบันที่สูง ที่ประเสริฐ ขาวสะอาด และบริสุทธิ์ไม่เป็นโทษต่อใครเลย มีคนนับถือมายาวนานนับพันๆปี มีความละเอียดอ่อนมาก หากใครสนใจหรือศรัทธาศาสนาใดก็เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลไม่มีการบังคับแต่อย่างใด ขอแต่อย่าละเมิดกฎหมาย และสิทธิของผู้อื่น
การที่ประเทศไทยไม่บัญญัติพระพุทธศาสนาหรือศาสนาใดก็ตามให้เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ
* เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
* หากเอาศาสนาใดเข้าเป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาอื่นก็อาจไม่พอใจ เราเห็นในหลายประเทศขัดแย้งกันถึงขั้นเกิดสงครามศาสนากันเลย
* ศาสนามีคำสอนที่ดีมีความศรัทธาของผู้ที่ให้ความเคารพนับถือ
* ผลที่ได้จากการนับถือศาสนา ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามคำสอนไม่ละเมิดในข้อห้ามที่จะส่งผลไปสู่กรรมชั่ว จะปฏิบัติได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ละความศรัทธา
1 พระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นใดก็ตามเราถือว่าเป็นสถาบันที่มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์สูง เรายกเอาไว้เคารพบูชาเหนือเศียรเกล้าให้เป็นบารมีคุ้มครองเราซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามให้ดำรงชีพอย่างมีความสุขและปลอดภัย
2. พระพุทธศาสนามี แก้วอันประเสริฐทั้ง 3 ประการได้แก่ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆ์คุณ มีแต่คุณไม่เป็นโทษกับใครคือไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ และพืชทุกชนิด ก็มีแต่คุณประโยชน์ ไม่มีโทษ

พระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักอีกสถาบันหนึ่ง ที่จำเป็นสำหรับคนหมู่มาก เพราะเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและศรัทธาของคนหมู่มากทรงยินยอมให้เป็นผู้ตัดสินใจแทนคนหมู่มากได้เพราะเป็นผู้มากด้วยพระบารมี เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้จะต้องเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตนพิเศษคือดำรงมั่นในศีล ๕ เป็นหลักแล้วยังดำรงมั่นในทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นธรรมของนักปกครองควรน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ส่วนรวมเป็นหลักสังคมจะมีความสงบเรียบร้อยและนำพาความสุขมาให้ตนเองและคนหมู่มากในที่สุด ทศพิธราชธรรมเป็นธรรมที่จำเป็นสำหรับนักปกครองที่ปรารถนาให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุข

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยเรามีองค์กรหลักและหลักกการในการบริหารมีดังนี้
การแบ่งแยกและการใช้อำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสงสุดในการปกครองประเทศ ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยมีการใช้อำนาจต่าง ๆ ดังนี้
๑. อำนาจนิติบัญญัติ : รัฐสภา
อำนาจนิติบัญญัติ หมายถึง อำนาจในการออก ยกเลิก แก้ไข หรือเพิ่มเติมกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา
รัฐสภา ประกอบด้วย
วุฒิสภา มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( ส.ส. )

อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา
๑. การตรากฎหมายเราต้องได้คนที่มีสติ ปัญญา ไหวพริบปฏิพานดี ความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรมสูง มีนะโมพุทธายะ สูง เพราะหากเขียนหรือตรากฎหมายเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วจะเกิดประโยชน์กลุ่มหนึ่งกลุ่มหนึ่งเป็นโทษ ฉะนั้นกฎหมายต้องตราขึ้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมบนพื้นฐานของความยุติธรรม
๒. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอยู่ในกรอบของกฎหมายที่ให้ไว้ด้วยอำนาจและหน้าที่
๓. ให้ความเห็นชอบเมื่อรัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแผนงานไปสู่ให้ปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ
๒. อำนาจบริหาร : คณะรัฐมนตรี
อำนาจบริหาร หมายถึง อำนาจในการบริหารประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล
ในคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ๑ คน และรัฐมนตรีอีก กระทรวงละ ๔ คนภาคละ ๑ คน มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเอง
อำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี
๑. กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบาย
๒. รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
๓. ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างกระทรวง ทบวง กรม และกองต่าง ๆ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

๓. อำนาจตุลาการ : ศาล
อำนาจตุลาการ หมายถึง อำนาจในการวินิจฉัยตัดสินคดีความต่าง ๆ หรือตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิด เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล
ศาลยุติธรรมของประเทศไทย ดำเนินการเป็นอิสระจากรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีโดยแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ
๑. ศาลชั้นต้น เป็นศาลที่รับฟ้องเริ่มดำนินคดีทุกประเภท
๒. ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลที่คู่ความได้อุทธรณ์มาจากศาลชั้นต้น
๓. ศาลฎีกา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว แต่คู่ความยังไม่พอใจและฎีกาขึ้นมา ซึ่งคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้วนั้นให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

การบริหารราชการแผ่นดินนั้นได้ให้มีการเปิดรับสมัครผู้ที่มี ความรู้ ความสามารถ มีสติปัญญา มีความปรารถนา ศรัทธา มีความซื่อสัตย์- สุจริต มีสัจจะ ดำรงมั่นในศีลธรรมอันดีงาม มาบริหารบ้านเมือด้วยความยุติธรรม ให้คนไทยและประชาชนทั่วไปที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยให้มีความสุขกาย-สบายทั้งใจ

แสนดี
ขอเสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ
เพื่อความยุติธรรมในทุกด้าน
การเลือกตัวแทน เพื่อเป็นปากเป็นเสียง สรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมในตำแหน่งต่างๆ เพื่อบริหารบ้านเมือง ให้ประชาชนได้มีความอยู่ดีมีสุข สุขด้วยกาย- สุขด้วยใจ จึงมีความจำเป็นที่นักการเมืองเหล่านั้นจะต้องเป็นพหูสูต เป็นบัณฑิตและมีหัวใจพระโพธิสัตว์ อยู่มากพอสมควร
พหูสูต คือ เป็นผู้ชอบศึกษาให้เกิดความรอบรู้ในแต่ละเรื่องให้แตกฉานด้วยเหตุด้วยผล มีคุณ-มีโทษอย่างไร จะนำพาประชาชน ให้มีความสุขได้อย่างไร
บัณฑิต คือ ผู้ที่มีความรอบรู้แตกฉาน พร้อมกับปฏิบัติกรรมทำแต่ดี ได้อย่างดีและบริบูรณ์
หัวใจพระโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยเดินทางสายกลาง คืออริยะมรรค ๘ ดำรงมั่นในทศพิธราชธรรม ปรารถนาให้สัพพะสัตว์ทั้งหลายที่ประเสริฐก็ดี ดิรัจฉานก็ดี ให้มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข และพ้นจากความทุกข์ อยู่ในสังคมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกันและกัน ไม่หวาดระแรงซึ่งกันและกัน
คุณสมบัติของนักปกครองที่ดีโดยสรุป
เป็นนักปกครองที่มีความยึดมั่นในทศพิธราชธรรม เป็นผู้มีความสามารถ
เป็นผู้มีความยุติธรรม เป็นผู้มุ่งมั่นดับแล้วซึ่งอารมณ์ทั้ง ๕ คือ โลภะ(นำพาไปสู่การผิดศีลข้อ ๒) โทษะ(นำพาไปสู่การผิดศีลข้อ ๑ ) โมหะ(นำพาเราไปสู่การผิดศีลทุกข้อ ) กิเลส( นำพาเราไปสู่ความมัวหมองและรับคดีที่ตามมาอีกมากมาย )และตัณหา ( นำพาเราไปสู่ความทุกข์ยากและลำบาก อีกมากมาย) และเป็นผู้ดำรงมั่นในพระเจ้า ๕ พระองค์คือ ๑ นะ (เมตตา ปรารถนาตนเองและผู้อื่นมีความสุข)
๒ โม (กรุณา ปรารถนาตนเองให้ผู้อื่น พ้นจากความทุกข์ )
๓ พุทธ (ปราณี ปรารถนาให้ตนเองและผู้อื่นรู้ให้อภัย ไม่ ถือโทษโกรธความกันหากทำอะไรไม่ถูกไม่ควร)
๔ ธา (มีความยินดีปลื้มอกปลื้มใจต่อกันไม่อิจฉาริษยากัน )
๕ ยะ (เอ็นดู ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ให้กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ ฯลฯ )

ที่แน่ๆใครก็ตามที่ได้รับหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายให้เป็นตัวแทนคนผู้นั้นถือว่าเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งที่มีบุญบารมีมาเกิดและได้รับใช้ประชาชนซึ่งเป็นคนหมู่มากและได้รับมอบหมายหน้าที่แล้วและเป็นเวลาที่ฟ้า-ดินจะทดสอบว่าการกระทำหน้าที่ต่อไปนี้จะได้ลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ ซึ่งได้แก่ดังนี้
- การปฏิบัติหน้าที่ของเรามีความปรารถนา ให้คนอื่นมีความสุข พ้นจากทุกข์ ด้วยความรู้ความสามารถ และ ความร่วมมือร่วมใจจากส่วนรวม การทำงานยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม ผลที่ท่านได้รับก็คือความสุขมาถึงตัวเองและครอบครัวเป็นบุญเป็นกุศล รวมกันเกิดเป็นบารมีให้เราได้สูงมากขึ้น และได้เลื่อนชั้นในวัฏฏะสงสารที่สูงยิ่งๆขึ้นหรือสวรรค์นั่นเอง

- งานที่ท่านอาสามานี้นั้นเป็นงานด้านการบริหารเพื่อกำหนด และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข อำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมทุกหมู่เหล่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่ประชาชนมอบความไว้วางใจ ท่านทั้งหลายจะต้องตระหนักเป็นพิเศษกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ที่ต้องทำและอำนวยความยุติธรรมให้สังคม ทศพิธราชธรรมท่านต้องศึกษาและต้องน้อมปฏิบัติตามให้ได้มากที่สุดเพราะหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายนั้นเป็นเรื่องใหญ่ บารมีต้องมี ต้องจริงใจและจริงจังเท่าที่จำเป็น หน้าที่ตรงนี้จะมีอุปสรรคและหมู่มารพาลภัยมากมาย หากท่านทั้งหลายเอาชนะหมู่มารทั้งหลายได้ท่านก็จะได้อานิสงผลบุญให้ท่านและครอบครัวและหมู่ญาติรวมถึงทุกคนในแผ่นดินสยามนี้จะได้ผลแห่งความสุข การเอาชนะหมู่มารก็ไม่ถือว่ายากนักคือต้องดับอารมณ์ทั้ง ๕ ให้ได้ อย่าโลภ อย่าประทุษร้ายต่อตนเองและผู้อื่น อย่าหลงใหลในการกระทำผิดจากครรลองครองธรรมที่ดี ผิดกฎระเบียบของกฎหมาย อย่าอ่อนไหวจากการยั่วยุของกิเลส อย่าทะเยอทะยานแห่งความอยากได้ อยากเป็นหรือไม่อยากได้ไม่อยากเป็น ถึงเวลาหากมีบุญวาสนามันจะมาเองในที่สุด หากดับอารมณ์ทั้ง ๕ ไม่ได้ ผลที่ตามมานั้นมากมายนัก เช่น คดีต่างๆอาจติดตามหลอกหลอนหรือลงโทษท่านได้ไม่ช้าก็เร็วมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย อย่าทำเป็นเล่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพระสยามเทวาธิราชคอยช่วยเหลือท่านอยู่ แต่หากถ้าท่านทำอะไรแล้วช่างเหลือขอจริงๆท่านก็จะถูกลงโทษหรือถูกบั่นเศียรในที่สุด
เพราะงานของบ้านเมืองหรืองานส่วนรวมท่านจะต้องทำให้สมศักดิ์ศรี สมกับคนส่วนใหญ่ได้มอบหมายให้ทำต้องให้ดีที่สุดอย่างเต็มความสามารถนั่นเอง

ประชาธิปไตยของไทยที่ยังเป็นปัญหา

เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้น มีหลากหลายวิธีแต่ล้วนแล้วแต่กำหนดเงื่อนไขและวิธีทำงานบริหารบ้านเมืองที่ทั้งดีและไม่ดีก่อให้เกิดการประชดประชันกัน ผิดจากทำนองครองธรรมที่ดีและเป็นสาเหตุทำให้ประเทศชาติเสียหาย วุ่นวาย มีคนตกเป็นเหยื่อเป็นคดีความมากมาย เศรษฐกิจเสียหาย สิทธิ์มนุษยธรรมโดนละเมิดสูง มีการปลุกระดมให้คนโกรธเกลียดกันแบ่งข้างแบ่งขั้วอย่างขาดสติจนลืมไปว่า นั่นคือ แม่ พ่อ พี่น้อง เพื่อน แฟน ครู อาจารย์ และแม้กระทั่งลืมไปว่าเราคนไทยเหมือนกัน เชื้อชาติไทยเหมือนกันและทุกคนจะช้าจะเร็วก็ต้องตายเหมือนกัน ต่างคนต่างใช้อารมณ์ ใช้ มิจฉาทิฏฐิ ในการทำงานให้บ้านเมือง บ้านเมืองก็ต้องลุกเป็นไฟ การใส่ร้ายป้ายสี การนินทากาเลในทางที่ไม่ดีให้กันและกัน ทำงานชิงดีชิงเด่นกัน การเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้องจนขาดความยุติธรรม ขาดความเอาใจใส่ในหน้าที่การงานมัวแต่ห่วงคะแนนเสียงในคราวถัดๆไปว่า ห่วงแต่ต้องประจบประแจงเจ้านาย กลัวหลุดจากตำแหน่ง ได้ตำแหน่งมาก็ขาดความรู้ความสามารถขาดความแช่มชองในการบริหาร นักการเมืองทำงานผิดหน้าที่นำพาประชาชนมาชุมนุมประท้วงเสียเอง ต่างฝ่ายต่างประชดประชันกัน แต่สุดท้ายต่างคนต่างแพ้ และที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ
ทำให้ประชาชนภายในชาติได้รับผลกระทบทั้งทางกายและจิตใจบางคนบาดเจ็บ และบางคนเสียชีวิต เสียสุขภาพจิต ต้องอึดอัดประสาทกิน ลุกลามไปถึงทรงศีล ผู้ปฏิบัติธรรมโดยลืมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าสละแล้วซึ่งทางโลกให้ดับแล้วซึ่งอารมณ์ทั้ง ๕ คือ โลภะ โทษะ โมหะ กิเลส และตัณหา อารมณ์ทั้ง ๕ นี้เป็นบททดสอบของฟ้าดินอีกอย่างว่าใครจะสอบผ่าน
แต่ก็สอบตกไปเป็นจำนวนมาก ที่เป็นปัญหาต่างๆ ไม่ได้ใช้สติ สมาธิ เพื่อตรึกตรอง ต้องใช้ ขันติ และอุเบกขาคือปล่อยวางหรือดับแล้วซึ่งอารมณ์ทั้ง ๕ เพื่อรักษากายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม๓ให้บริสุทธิ์ นอกจากนั้นการเป็นพระผู้ประเสริฐต้องมี นะ (เมตตา) โม (กรุณา) พุทธ (ปราณี ) ธา (ยินดี) ยะ (เอ็นดู) และต้องเข้าใจด้วยว่า ใครทำดีย่อมได้รับผลดีตอบแทน เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น หากทำชั่วก็ได้รับผลของกรรมชั่ว นำพาไปสู่ความทุกข์ จะเห็นได้ว่าผู้ทำงานการเมืองถ้าทำชั่ว ไม่ว่าจะเรื่องใดผลสุดท้ายท่านก็เสียเกียรติ มีคดีติดตัวไปก็มากมาย ทั้งนี้เริ่มต้นที่ผิดศีลธรรม ตามด้วยผิดกฎหมาย ทั้งๆที่นักการเมืองเป็นคนเขียนหรือรู้กฎหมายมากกว่าใคร ทำไมต้องตีความกฎหมาย แล้วประชาชนธรรมดาจะรู้หรือพึ่งใครที่ถูกต้องที่สุด
จากการวิเคราะห์หาสาเหตุที่เป็นปัญหานั้นข้าพเจ้าก็พบว่าเหตุของปัญหาบางส่วนเกิดจากรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้บริหารบ้านเมืองขาดความเป็นธรรมต่อประชาชนที่เลือกมา และตัวของ ส.ส. เอง กล่าวคือพรรคการเมืองและ ส.ส. ที่ประชาชนเลือกให้มาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองทั้งหมดหาก ผู้ใดหรือพรรคใดได้เป็นผู้บริหารก็ดีใจ แต่ถ้า พรรคใดไม่สมหวังต้องไม่พอใจ น้อยอกน้อยใจจึงเกิดการประชดประชันกันทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายหาความสงบสุขได้ยาก
ผลที่เกิดขึ้นแล้วเป็นปัญหาตอนนี้คือ

- การออกกฎหมายให้นายกต้องเป็นส.ส. ทำให้คนหรือพรรคที่มีทุนมากได้เปรียบคือกว้านหา ส.ส. มาอยู่เพื่อสนับสนุนให้ตนเองเป็นผู้นำรัฐบาลซึ่งจะเลือกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ชนะจะกล้าที่จะทุ่มทุนเพราะเห็นผลได้ประโยชน์แน่นอนมีโอกาสได้เป็นผู้นำรัฐบาล 99.99 % อย่างแน่นอนเมื่อได้เป็นแล้วก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะต้องได้เป็นนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
- มีความประชดประชันกันแข่งขันกันสูงเกินจนขาดความพอดีหรือขาดความเมตตารักใคร่กันในฐานะเป็นคนไทยด้วยกัน ความสามัคคีเกิดได้ยาก ความแตกแยกของคนไทย ลุกลามไปถึงสถาบันครอบครัว สถานที่ทำงาน เพื่อน พี่ น้อง จังหวัด ภาค โซน ตลอดถึงบุคคลบางคนที่ตั้งใจตัวเองว่าจะเป็นผู้รักษาศีลแต่สุดท้ายเอาชนะอารมณ์ทั้ง ๕ ไม่ได้ต้องพ่ายแพ้ต่อพญามารไปในที่สุดทำให้หลายฝ่ายหลายกลุ่ม ได้รับผลกระทบกันมากมาย ประเทศชาติเสียหาย เสียชื่อเสียง เสียชีวิต เสียอิสรภาพ เสียทรัพย์ ไม่มีความสุขทั้งฝ่ายชนะหรือฝ่ายแพ้ ฝ่ายที่ได้เป็นรัฐบาลก็บริหารแบบไม่มีความสุข แถมมีคดีติดตัวอีกมากมาย บางคนต้องหนีคดีมีอีกมากมาย ส่วนฝ่ายที่แพ้ก็เป็นทุกข์เพราะผิดหวังไม่ได้เป็นรัฐบาล ฉะนั้นจึงต้องทำทุกอย่างที่จะมีโอกาสเป็นผู้บริหารถึงแม้ผิดจากทำนองครองธรรมก็ต้องทำ เรื่องเวรกรรมเอาไว้ทีหลังก็มี รู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎหมาย กฎกติกา หรือรู้ว่าอาจเจ็บ-อาจตายและอาจได้รับคดีต่างๆได้ บางคนบอกว่า ถ้าหากประชาธิปไตยทำให้บ้านเมืองและคนภายในชาติวุ่นวายเป็นทุกข์ และได้รับอันตรายขนาดนี้ควรคืนอำนาจให้มีการปกครองแบบสมบูรณ์นายาสิทธิราช ซึ่งเป็นการปกครองแบบโบราณดีกว่า หรือไม่ เพราะสมัยโน้นผู้คนก็อยู่ดีมีสุขมาช้านาน
- หลายคนกล่าวว่ามี ส.ส. ที่ยอมขายทั้งตัว ขายอุดมการณ์ และพรรค รวมกับพรรคอื่นเพราะเกิดความกลัวอดอยากปากแห้งจึงยอมขายศักดิ์ศรีย้ายไปอยู่พรรคโน้นทีพรรคนี้ที ไร้จุดหมายโดยธรรมชาติคุณควรรักษาพรรคและอุดมการณ์ของพรรคเอาไว้เพราะประชาชนเลือกคุณมาในนามของพรรคนั้นๆ ยกเว้นพรรคนั้นๆมีอันเป็นไป จึงสมควรแก่การรับผิดชอบและน่าชื่นชม
- หน่วยงานของรัฐหรือข้าราชการต้องเกรงกลัวต่อข้าราชการการเมือง แม้บางเรื่องขัดกฎหมาย ขัดระเบียบและประเพณีก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงกลัวต่อผลที่จะตามมากับตัวเองในการทำงาน เพราะเห็นว่าพรรคนั้นๆมีโอกาสเป็นผู้บริหารบ้านเมือง ได้อีกยาวนาน
- เมื่อความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกันมาบริหารบ้านเมืองย่อมมีการประชดประชันกันหรือขัดแย้งกันสูงบ้านเมืองไร้ความสงบเรียบร้อย จะเห็นได้จากใครได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีความสุขในการบริหารคนที่เป็นฝ่ายค้านก็น้อยอกน้อยใจ อึดอัดที่ต้องแพ้ไม่ได้บริหารรวมทั้งประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่พอใจทำให้เกิดการประชดประชันกันสูงและรุนแรง มีการแบ่งพรรคแบ่งขั้วแบ่งสี มิหนำซ้ำสร้างสถานีวิทยุ โทรทัศน์ออกมาประกาศโจมตีซึ่งกันและกัน บ้านเมืองต้องเข้าขั้นกรียุค แฟนคลับของใครของมัน บางเรื่องเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นก็มากมาย ทำให้คนที่เป็นแฟนคลับของแต่ละฝ่ายได้รับรู้ข่าวเรื่องราวต่างๆรวดเร็วและจำนวนหลายล้านคน แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเรามีดีและมีชั่วอยู่ในตัวเราเป็นส่วนใหญ่ ผู้ดำเนินรายการหรือผู้อภิปรายหรือเป็นแกนนำบางครั้งก็ทำผิดศีลธรรมกล่าวคือปลุกระดมให้คนทะเลาะกัน เกลียดกัน แตกแยกกัน ถ้าหากเราฉะนั้นหากใครปลุกระดมให้คนแตกสามัคคีโกรธเกลียดซึ่งกันและกัน หันมารบราฆ่าฟันกันเอง คนเหล่านั้นหลายคนต้องรับผลกรรมคือติดคดีติดคุก เลือดตกยางออกบางคนต้องเสียชีวิต หรือถ้าจะมองไปแล้วเหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายกำลังรับกรรมของตัวเองที่ทำไว้ไม่ได้เว้นแม้แต่ผู้นำประเทศ ผู้บริหาร พ่อค้า ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทั้งในและต่างประเทศ หากปล่อยเป็นเช่นนี้ ประเทศชาติไม่มีวันสงบประชาชนพบกับความเครียดสูงแม้แต่ผู้ทรงศีลหรือปฏิบัติธรรมบางกลุ่ม บางสำนักบางคนยังเลือกข้างเลือกสี
- บ้านเมืองมีการปฏิวัติบ่อย หรือออกมาชุมนุมประท้วงก็มีมากกลุ่ม
ซึ่งย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานของฝ่ายบริหารขาดความเป็นธรรมหรือมีความบกพร่องในการดูแลทุกข์ของประชาชนหรือไม่ก็ทุจริตในหน้าที่จนอีกฝ่ายทนเห็นบ้านเมืองถูกทำลายด้วยมือของคนเห็นแก่ตัวและในสภาไม่สามารถลงโทษหรือเอาผิดได้เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งถือว่าสอบผ่านในการบริหารซึ่งในการออกเสียงนั้นถึงรู้ทั้งรู้ว่ามีการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ทุจริตคอรัปชั่น แต่ก็อาศัยพวกมากยังต้องลากไปจนได้ ถ้าหากพรรคร่วมหรือคนในพรรคร่วมโหวดเสียงสวนมติพรรคก็หาว่าเป็นงูเห่า แทนที่คนที่โหวดสวนมติพรรค อาจจะเห็นมีการโกงชาติหรือทำให้ผลประโยชน์ของชาติเสียหายเลยไม่เห็นด้วยกับมติพรรคและไม่อยากให้พรรคมองเป็นวัวเป็นควายสั่งซ้ายหันขวาหันได้นี่ก็เป็นปัญหาของกฎหมายและประเพณีที่ถือว่ายังบกพร่องอยู่ การที่มี ส.ส. มากมายที่จริงคนที่ออกกฎหมายมาเพื่อให้หลายคนหลายความคิดเพื่อมาตกผลึกทางความคิดเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักไม่ใช่เห็นประโยชน์ตัวเองหรือของพรรคเป็นที่หนึ่ง มิเช่นนั้นต้องมีการปฏิวัติหรือการประท้วงไปเรื่อยๆและไม่มีวันปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขในที่สุด
กฎธรรมชาติหนึ่งของคนเราคือไม่มีใครที่อยากเห็นคนอื่นได้ดิบได้ดีกว่าตัวเองหรือพูดง่ายๆคืออิจฉาริษยากันแม้แต่พี่น้องบางครั้งก็ไม่เว้นและการเมืองก็เหมือนกัน พอฝ่ายหนึ่งได้เป็นผู้บริหาร อีกฝ่ายก็ประชดประชันตั้งมวลชนสร้างมอบเพื่อกีดขวางไม่ให้ทำงานได้ราบรื่น อีกฝ่ายหนึ่งก็ทำเหมือนกัน ไม่คำนึงถึงความเสียหายของบ้านเมืองไม่คำนึงถึงความรู้สึกของชนในชาติเพราะที่เลือกไปทำงานในระบอบประชาธิปไตยหวังพึ่งให้ทุกฝ่ายสามัคคีกันบริหารบ้านเมืองด้วยความมีสติ และยุติธรรม แต่ที่เราได้รู้ตอนนี้ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายบริหารบ้านเมือง ทำผิดกฎหมายมากมายทั้งๆที่ เป็นผู้รู้กฎหมายมากที่สุด มีคดีสู่ศาลและถูกตัดสินรู้ผลแล้วหลายคดี
เหตุที่ต้องการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้เป็นธรรมาธิปไตยสอดคล้องกับนิสัย มารยาท ขนบธรรมเนียมประเพณีให้มากขึ้น
1. ยกเลิกประเพณีบางประเพณีที่เป็นผลเสีย ขาดความเป็นธรรมกับ ส.ส. และประชาชนที่เลือกเข้ามาได้แก่
พรรคที่ถูกเลือกเข้ามาเป็น ส.ส. พรรคใดได้ ส.ส. มากอันดับที่ หนึ่งได้รับสิทธิ์โดยมารยาทเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลซึ่งก็ถูกต้องแล้ว แต่พรรคที่ถูกเลือกอันดับสองหรือสามไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายค้านแท้ที่จริงประชาชนอุตส่าห์เลือกให้มาบริหารจำนวนมากเป็นอันดับที่สองควรต้องเข้าร่วมกันบริหารกับอันดับที่หนึ่งสิถึงจะเป็นธรรมกับตัว ส.ส. และคนที่เลือกเข้ามา แต่พรรคที่ถูกเลือกเป็นอันดับน้อยไม่ก็เสียงซึ่งหมายถึงพรรคที่คนเลือกไม่กี่คนกลับต้องได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้เราเห็นพรรคที่มีเสียง ขนาดกลางหรือเล็กจะมีโอกาสได้เข้าร่วมรัฐบาลทุกสมัยเพราะถ้าพรรคที่หนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก็ย่อมมาเชิญชวนพรรคของตนเข้าร่วมรัฐบาลและแน่นอนต้องได้ตำแหน่งอยู่แล้วหรือถ้าหากพรรคอันดับไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคอันดับที่สองก็ชิงจัดตั้งแทนก็ต้องมาชวนพรรคตนเองเข้าร่วมเพื่อรวบรวมเสียงให้ได้เกินครึ่งแลยิ่งมีโอกาสต่อรองสูงเพราะพรรคอันดับสองต้องง้อพรรคตนเองสูง ประเพณีนี้จึงควรพิจารณาให้หมดไปจากสังคมการเมืองไทยเสียเถิด
2. ยกเลิกการนำเสียงฝ่ายค้านไปคานกับฝ่ายรัฐบาลเพราะไม่เกิดประโยชน์ตราบใดที่คนยังกลัวตัวเองถูกต่อว่าเป็นชาวนากับงูเห่า และเห็นแก่พรรค พวก เพื่อนมากกว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติ มิหนำซ้ำกลับกลายเป็นการสนับสนุนการชอบธรรมให้กับฝ่ายรัฐบาลจากการมีเสียงที่ชนะเพราะไม่ค่อยเห็นนักที่ฝ่ายค้านจะชนะ ฝ่ายค้านจึงควรวางกฎระเบียบใหม่ดีกว่าแบบเดิมไร้ประโยชน์
3. ตั้งหน่วยงานของรัฐให้มีอิสระที่มีประสิทธิภาพติดตามผลงานของฝ่ายบริหารหากมีอะไรไม่ชอบมาพากลต้องตรวจสอบแล้วส่งให้ฝ่ายตรวจสอบในสภาตรวจสอบและชักถามหากเป็นการทุจริต คอรัปชั่น หรือทำงานไม่คุ้มกับเงินเดือนและตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดของชาติ มีความอยู่ดีกินดีของประชาชีภายในชาติ
4. ส.ส. และสว. ที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่มิให้แก้ไขหรือตรากฎหมายรัฐธรรมนูญเองเพราะคุณเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียถือว่าเป็นผู้ไม่สะอาดพอที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ ฉะนั้นต้องคัดสรรหาบุคคลที่มีความรู้หลากหลาย สาขาอาชีพ ให้เป็นคณะ สสร.โดยปรับปรุงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทุกๆ 10 ปี
5. เรื่องของประชาธิปไตยไม่ควรกีดกันด้วยวุฒิการศึกษาควรเปิดอิสระให้คนเลือกเป็นคนตัดสินเองจะดีกว่าไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดๆขอให้ได้คนที่มีความเหมาะสมกล่าวคือคนที่จบสูงก็ใช่ว่าจะดีไปเสียทุกคนหรือคนจบการศึกษาต่ำแต่ก็อาจมากด้วยประสพการก็ได้ จะเห็นได้ว่าทำไมเราถึงให้ทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์ต้องใช้สิทธิ์ของตัวเอง หรือการประท้วงก็ยังไม่ได้จำกัดวุฒิผู้ที่ให้เข้ามาร่วมด้วยเลย
6. มิให้ผู้ใดใช้นโยบายประชานิยม เพื่อโฆษณาชวนเชื่อทุกกรณี เป็นการเอาเปรียบคู่แข่ง และเป็นการทำที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศชาติ
ให้ร่างเป็นประกาศนโยบาย เมื่อได้รับตำแหน่งหน้าที่ในกระทรวงนั้นๆก่อนแล้วชี้แจงขั้นตอนต่อสภา เพื่อให้สภาเห็นชอบ เพื่อแผ่นดินสยามจะได้อยู่ดีกินดี มีความสุขกันทั่วหน้า
7. ควรปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ในการบริหารบ้านเมือง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ให้แบ่งกันรับสมัครในการทำหน้าที่เป็น 2 ฝ่ายโดยชัดเจนดังนี้
1. รับสมัครส.ส. ฝ่ายบริหาร
1. รับจำนวน ไม่เกิน 400 คน ยกเลิกแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด
2. หากสมัครโดยสังกัดพรรคการเมืองต้องลงสมัครในเขตนั้นๆอย่างน้อยพรรคละสามคนชิงกันเองเอาหนึ่งคน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกคนมากขึ้น และป้องกันคนที่พรรคส่งลงมาเป็นคนที่ไร้ประสิทธิภาพ
3. หากลงอิสระก็ได้และควรเปิดโอกาสให้เหมือนกัน
4. ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา ๑๗๔ ยกว้น(3)
5. การเป็น ส.ส. ต้องไม่เป็นเกิน 2 วาระติดต่อกัน
6. อนุญาตให้ ส.ส. ชุดเดิมลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระถัดไปได้

2. การรับสมัครผู้มีความรู้ความสามารถมาเป็น ส.ส. เพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
1. รับจำนวน 160 คน โดยให้ได้จังหวัดละหนึ่งคนเป็นอย่างน้อยรวมทั้งประเทศไม่จำเป็นต้องมากเพราะเปลืองงบเปล่าๆ ไม่ต้องทำหน้าที่โหวดเสียงเอาชนะฝ่ายรัฐบาลอีกต่อไป เพียงแต่ทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานของคณะรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพคุ้มค่าเงินเดือน งบประมาณที่ลงไป เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชีแห่งสยามประเทศและต้องคอยตักเตือนและสอบถามผู้บริหารได้หากเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทำนองครองธรรม มิควรปล่อยให้ทำผิดแล้วค่อยมาแจ้งจับหรือลงโทษทีหลังเพราะหมายถึงความเสียหายต่องานมันเกิดขึ้นแล้ว คดีจะได้ลดลงประเทศชาติก็จะได้ไม่สูญเสียมาก ยกเว้นบอกแล้วไม่ฟังก็ต้องดำเนินคดี
2. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
3. ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
4. อนุญาตให้ ส.ส. ชุดเดิมลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระถัดไปได้

การให้ได้มาซึ่งนายยกรัฐมนตรี

1. ให้แต่ละพรรคเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างน้อยพรรคละ สาม คนโดยแต่ละคนต้องให้ส.ส. ในสภา ให้ความเห็นชอบรับรองมาด้วยไม่น้อยกว่า 10 % (เพื่อป้องกันการส่งคนที่ลงแข่งไม่สมศักดิ์ศรี )

2. ให้ ส.ส. ในสภาทั้งหมด เป็นผู้คัดเลือกโดยวิธีลับเท่านั้นใครได้เสียงสนับสนุนมากที่สุดก็เป็นผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา เป็นคนมีพรสวรรค์หรือความสามารถที่ ส.ส. ในสภาให้ความไว้วางใจมากที่สุดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วาระของนายกรัฐมนตรี
1. ให้นายกรัฐมนตรีบริหารได้แค่ 2 ปีแล้วให้มีการชี้แจงหรือรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภา
2. ให้แต่ละพรรคเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่อย่างน้อยพรรคละสามคนพร้อมทั้งนายกคนเดิมด้วยรวมเป็น ๔ คน แล้วให้ ส.ส. ทั้งสภาเป็นผู้คัดเลือกใหม่อีกให้ลงคะแนนแบบลับในสภาท่านใดได้เสียงสูงสุดก็เป็นนายก เพื่อให้บริหารในปีที่ ๓ และ ๔ จนกว่าจะหมดวาระของสภา ๔ ปี ซึ่งอาจเป็นคนเดิมหรือคนใหม่ก็ได้และ จะได้ไม่ต้องรู้ว่าใครเลือกใคร มีโอกาสได้ทำหน้าที่ ใช้ปัญญาและแนวคิดต้องเป็นของตนเองถึงจะมีคุณค่า
3. หากนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมจำเป็นให้ออกต้องให้มีเสียงของ ส.ส.ให้ครบ 3 ใน 5 จึงสามารถถอดถอนได้
4. หากนายกไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่ากรณีใดๆก็ให้ ส.ส.คัดเลือกให้ตามข้อที่ 1. ใหม่

การคัดเลือก รัฐมนตรี

การให้ได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่ละกระทรวงในแต่ละภาค
ยกเว้น บางกระทรวงให้มีแค่ส่วนกลาง เช่น กระทรวงกลาโหม
กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก
1. ถ้าหากพรรคใดมีจำนวน ส.ส. ไม่ถึง 5 % จะไม่มีสิทธิ์ในตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ให้ทำหน้าที่ช่วยเป็นกรรมาธิการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน
2. ให้เอาจำนวน ส.ส. ฝ่ายบริหารที่เข้าตามเกณฑ์มารวมกันแล้วหารจำนวนรัฐมนตรีประจำกระทรวงว่าจะได้ในอัตราส่วนเท่าไรแต่ละพรรคจะได้กี่กระทรวงซึ่งออกมาเป็นผลลัพธ์แล้วให้จับสลากว่าพรรคไหนได้กระทรวงใดบ้างแล้วให้ส.ส. ในพรรคนั้นนำเสนอบุคคลที่เหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีแต่ละภาคแต่ละกระทรวง( ยกเว้นกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม มีแค่ส่วนกลางคนเดียว เพราะมีแม่ทัพภาคต่างๆทำงานที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้ว) อย่างน้อยสามคน แล้วคัดเลือกโดย ส.ส. ทั้งสภาโดยวิธีลับที่สุดหากจงใจเปิดเผยต้องได้รับโทษ

3. รัฐมนตรีเมื่อบริหารงานครบ 1 ปี ให้แสดงผลงานที่ทำมา 1 ปี ให้สภาทราบและฝ่ายตรวจสอบได้ชักถามเกี่ยวกับผลงานที่ฝ่ายบริหารได้ทำมา ให้มีการคัดเลือกรัฐมนตรีใหม่ทุกๆ 1 ปี

4. ให้ ส.ส. ภายในพรรคของตัวเอง นำเสนอตัวผู้เหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงและภาคนั้นๆ ในปีถัดไปภาคละจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนรวมทั้งรัฐมนตรีคนเดิมด้วยรวมเป็น 4 คน เพื่อให้ส.ส. ทั้งสภาลงมติลับที่สุดเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมในการบริหารในปีถัดไปซึ่งอาจจะเป็นคนเดิมหรือคนใหม่ก็ได้แล้วแต่ใครที่ได้เสียงสูงสุดหากเสมอกันให้จับสลากเอา เมื่อคัดเลือกคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้แล้วให้ประธานรัฐสภาได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้งหมดทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อพระองค์ทรงโปรดเกล้าเรียบร้อยแล้วให้นายกรัฐมนตรี ของแต่ละภาคได้นำคณะรัฐมนตรีของแต่ละภาคนำเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระประมุขของชาติต่อไปก่อนปฏิบัติงานจริง

5. หาก ส.ส. ว่างลงด้วยเหตุใดก็ตามให้ กกต. นำรายชื่อผู้ที่ลงสมัครในเขตนั้นๆที่เคยลงสมัครในวาระเดียวกัน ให้นำรายชื่อมาตรวจสอบทุกคนแล้วให้รายงานตัวพร้อมความสมัครใจและใบรับรองแพทย์เรื่องสุขภาพพร้อม เพื่อจับสลากให้เป็นส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างลงโดยต้องมีคู่แข่งไม่น้อยกว่า ๕ คน เป็นหลักทั้งนี้เพราะคนที่เคยสมัครแสดงว่าเป็นบุคคลที่ปรารถนาอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนเราอยู่แล้วจึงให้โอกาสอีกครั้ง ทั้งนี้ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ให้ยุ่งยากและสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและเวลา แต่ถ้ามีคู่แข่งน้อยกว่า ๕ คน ต้องให้เลือกตั้งใหม่เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการฮั้วกันเกิดขึ้น

ก่อนหมดวาระของรัฐสภา ทั้ง 4 ปี
ให้ กกต.ได้เปิดรับสมัคร ส.ส ตามรัฐธรรมนูญพร้อมการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ให้ครบและให้แล้วเสร็จก่อนที่ ส.ส. นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีชุดเดิม จะหมดวาระซึ่งครบ 4 ปี โดยใช้วิธีและหลักการเดิมรวมถึงประธานรัฐสภาสรรหามาแบบเดิมให้เรียบร้อย

ให้คณะฝ่ายบริหารชุดใหม่
เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ ในวันเดียวกันได้ และให้แถลงนโยบายให้เสร็จก่อนหมดวาระของสภาชุดที่กำลังจะหมดไปเพื่อจะได้บริหารประเทศชาติต่อไปเลย โดยไม่ต้องมีรัฐบาลที่รักษาการณ์
เมื่อหมดวาระของรัฐสภาชุดเดิมให้เข้าไปรับพรอันประเสริฐจากพระมหากษัตริย์ในฐานะท่านทั้งหลายได้บริหารประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองดี ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาครบ 4 ปี
......................................................................

การให้ได้มาของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
1. ให้ ส.ส. ในสภานำเสนอบุคคลที่เหมาะสมอย่างน้อยพรรคละ 2 คน รวมถึงฝ่ายตรวจสอบด้วย 2 คน
2. มิให้เสนอ ส.ส. ใน สภา
3. เป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมือน ส.ส.
4. ให้ ส.ส. เลือกโดยลงมติลับ ใครได้คะแนนเสียงมากสมควรเป็นประธาน ส่วนผู้ที่รองลงมาตามลำดับให้เป็นรองประธานคนที่ ๑ และ ๒ ตามลำดับ
.........................................................................
หน้าที่สำคัญของ ส.ว.
1. การกลั่นกรองกฎหมาย
ส.ว.มีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย โดยสามารถแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อให้การออกกฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบ รัดกุม และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวมอย่างสูงสุด
2. การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
หน้าที่ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี หรือตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษางานด้านต่างๆ ให้มีการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เพื่อให้มีข้อสังเกต คำแนะนำ และกระตุ้นเตือนรัฐบาล รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจของรัฐบาล

3. การเลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบ
กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ให้วุฒิสภา ทำหน้าที่เลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆโดยเฉพาะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
4. การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง
วุฒิสภามีอำนาจในการนำเสนอ ถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ
ที่ทำหน้าที่ไม่เหมาะสมกับหน้าที่ ให้ออกจากตำแหน่ง เพื่อ ให้การปฏิบัติหน้าที่ เป็นไปด้วยความระมัดระวัง และเป็นธรรมโดยส่งเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินคดีความ ส่วน คดีอาญาก็เข้าสู่ขบวนการยุติธรรมตามปรกติซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม

คุณสมบัติหลักของผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นวุฒิสมาชิกหรือ สว.ซึ่งต้องเป็นทั้งพหูสูต และเป็นทั้งบัณฑิต เป็นทั้งพระโพธิสัตว์ นับว่าทรงเกียรติ มีศักดิ์ศรีทรงคุณค่า เปรียบเสมือนเทพเจ้าผู้ซื่อสัตย์ มีสติ มีปัญญา มีไหวพริบปฏิภาณ ไหวให้ทันไว รอบรู้ร้อยเล่ห์เพทุบายของมนุษย์ ให้ความยุติธรรมแก่บ้านเมือง ให้ศักดิ์ศรีของ สว. ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งปัจจุบันและอนาคตได้ เพื่อให้คนไทย ให้คนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ได้รับความยุติธรรม ซึ่งหมายถึง คุณงามความดีปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้มีความรักสมัครสมานสามัคคีกันให้ชาติไทยนี้นั้นแสนสุขสันต์ ไม่เป็นทาสชาติอื่นชั่วนิจนิรัน มีความเกษมสันต์ทุกทิวาราตรีตลอดไป

จึงมีความจำเป็นที่เราควรได้คนที่มีคุณสมบัติพิเศษดังนี้
บุคคลที่มาทำหน้าที่เป็น ส.ว. ต้องเป็นบุคคลที่รู้หน้าที่ มีเกียรติ ศักดิ์ศรี มีความซื่อสัตย์ มีความรู้ในการวิเคราะห์เหตุและผล

1. มีจริยธรรมอันดีงาม มีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองเหนือกว่าอื่นใดเพราะเราต้องรับผิดชอบคนทั้งชาติโดยหน้าที่
2. มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เพื่อการรู้ทันคน เช่น
- กฎหมาย คือต้องรู้ให้มากเป็นเรื่องหลักต้องรู้และเข้าใจว่ากฎหมายนั้นๆว่าเป็นคุณเป็นโทษต่อคนกลุ่มใด มีผลดีต่อประเทศและมีความมั่นคงต่อชาติอย่างไร
- สังคม คือ เข้าใจและรอบรู้ความเป็นอยู่ผู้คนหลายกลุ่มหลายอาชีพ หลายประเพณี หลากหลายวัฒนธรรม ทั่วทั้งประเทศ
- ศีลธรรม คือต้องเป็นผู้ประกอบกรรมทำแต่ดี ยึดหลักความยุติธรรมคือคุณงามความดีการทำงานต้องมีสติ ไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆ ไตร่ตรอง วิเคราะห์ ศึกษาข้อมูลรอบด้าน
- อาชีพ หรือการดำรงชีพที่ก่อให้เกิดความสุขของผู้คนหลากหลายอาชีพ ดูว่ากฎหมายควรให้ความคุ้มอย่างไรจะได้มีความมั่นคง ยั่งยืนและถาวร
- การต่างประเทศ คือ มีวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล จะได้มาเปรียบเทียบดีไม่ดีอย่างไร
- และอื่นๆที่เห็นสมควร
3. ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา ใครๆก็มีสิทธิ์ดูแลบ้านเมืองเหมือนกัน ปล่อยให้คนเลือกเป็นผู้ตัดสินใจเอง
4. ไม่พิการทางสมอง หรือสติปัญญา
5. อายุไม่เกิน 72 ปี หรือ 6 รอบ หากเกินขออนุญาตให้ท่านได้พักผ่อน หรือเป็นที่ปรึกษาได้
สิ่งที่ควรพึงระวังในหน้าที่เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง ส.ว.
1. ควรตระหนักถึงศีลที่ไม่ควรละเมิดทั้ง ๕ ข้อ
2. อย่าทำตัวตกต่ำเป็นทาส ของ กิเลสที่เข้ามายั่วยุ ไม่ให้ ส.ส. นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหรือข้าราชการอื่นๆ เพราะมีศักดิ์ศรีที่สูงกว่าหรือที่เราเรียกว่า สภาสูงนั่นเอง
3. อย่าเห็นผิดเป็นชอบ อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
4. อย่าทำหน้าที่เพียงแต่คนอื่นสั่งให้ทำตาม ต้องดำรงมั่นและภูมิใจในสติปัญญาของเราเอง
5. อย่าหนีการประชุมเพราะการประชุมเป็นโอกาสในการแสดงความคิดเห็นของเราในแต่และเรื่อง สิทธิ์และเสียงเรามีคุณค่าสูงมาก
6. อย่าใส่ร้ายป้ายสีตนเองและผู้อื่นโดยที่ยังไม่มีมูลจนกว่าจะมีหลักฐาน พยาน จึงต้องตั้งกระทู้ถามเพื่อให้กระจ่าง แล้ววิเคราะห์ดูเป็นเช่นไร
7. เมื่อเข้าสู่สภาเพื่อทำหน้าที่ ต้องตระหนักถึงหน้าที่ต้องมองความยุติธรรมของบ้านเมือง ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นใคร หากลำบากต้องช่วยเหลือ หากเหลือขอต้องบั่นเศียร (ต้องลงโทษ)

ขั้นตอนและวิธีการให้ได้มาซึ่ง สว.
1. ให้ผู้ที่จับสลากไม่ได้ มีสิทธิ์ลงแข่งขันในประเภททุกสาขาอาชีพที่ตัวเองถนัดเพื่อจับสลากให้ครบตามจำนวน 160 คน หลากหลายด้านความสามารถ หลายสาขาอาชีพ
• ด้าน รัฐศาสตร์ 5 คน
• นิติศาสตร์ 5 คน
• บริหารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ 3 คน
• ด้านการแพทย์ 5 คน
• ด้านศาสนา อย่างน้อยศาสนาละ 1 คน ไม่เกิน 10 คน
• ด้านการศึกษา 10 คน
• ด้านการเกษตร 5 คน
• ด้านการทหาร บก 1 คน อากาศ 1 คน เรือ 1 คน
• ด้านตำรวจ 1 คน
• ด้านอื่นๆที่จำเป็นและเหมาะสม
• ผู้ที่เหมาะสมเชี่ยวชาญหลากหลายอาชีพที่เหลือรวมทั้งสิ้นให้ครบ 160 คน

สว.รับ จังหวัดละ 1 ( 77 คน) คนและด้านอื่นๆที่จำเป็นรวมแล้วให้ครบ 160 คน
ต้องมากเพราะอยากได้หลายคนหลายคิดมาตกผลึกกันเพื่อนำพาประเทศชาติให้อยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี ประชาชีมีความอยู่ดีกิน-ดีตลอดไปโดยให้ได้จังหวัดละ 1 คน ที่เหลือให้ได้หลากหลายอาชีพโดยคัดรวมทั่วประเทศ โดยใช้หลักและขั้นตอนดังนี้

คณะกรรมการคัดสรร สว. ที่พอเชื่อได้มากที่สุด
ให้คณะกรรมการสรรหาที่เราคิดว่าเชื่อถือได้มากในระดับสูงได้กรุณาให้เกียรติเป็นผู้คัดเลือกซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้แก่
. ประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะรวม 5 ท่าน
. ประธานกรรมการการเลือกตั้งและคณะ รวม 5 ท่าน
. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะ 5 ท่าน
. ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและคณะรวม 5 ท่าน
. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะ รวม 5 ท่าน
. ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย รวม 5 ท่าน
. ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดมอบหมายรวม 5 ท่าน
ให้ได้เป็นผู้ดัดเลือกผู้ที่สมัครทั้งหมดแล้วคัดเลือกให้เหลือสาขาอาชีพที่เหมาะสมและต้องการ

การคัดเลือกสว.ในแต่ละจังหวัด
ให้กกต.ในแต่ละจังหวัด ประกาศรับสมัครผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศ

1. เปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้แสดงวิสัยทัศน์ ผ่านสื่อวิทยุหรือโทรทัศน์ในเขตจังหวัดนั้นๆ เช่น อาชีพ ครอบครัว ความสามารถ ความคิดด้านการเมืองการปกครอง ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆให้ คณะกรรมการได้วิเคราะห์คุณสมบัติที่เหมาะสม

2. ให้คณะกรรมการคัดเลือกจากทั้งหมดเพื่อได้คนที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของจังหวัดโดยวิธีลับให้เหลือไว้ 10 คนสุดท้าย แล้ว ให้ได้คนที่เหมาะสมที่สุด และให้ทั้ง 10 คน มาจับสลากที่รัฐสภาเพื่อป้องกันการฮั้ว หรือทุจริตให้จับสลากเอาเพียง 1 คน ถือว่าเป็นผู้ที่มีโชควาสนาและบารมีได้เป็นผู้ทรงเกียรติของแผ่นดิน ซึ่งทั่วประเทศ รวม77 คน

3. ให้แต่ละจังหวัดส่งตัวแทนบุคคลที่สมัคร 9 คนที่จับสลากไม่ได้ไปคัดเลือกในระดับประเทศอีกครั้งที่มีความถนัดหรือความรู้ความสามารถในแต่ละกระทรวง ทะบวง กรม อย่างน้อยหน่วยงาน 10 คน แล้วจับสลากที่รัฐสภา รับกระทรวงละ 1 คน ทั้งประเทศ

4. หาก สว. ท่านใดพ้นจากตำแหน่ง ให้สิทธิ์คนที่จับสลากไม่ได้ ให้มาจับสลากกันใหม่อีกครั้งเพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยไม่ต้องรับสมัครคัดเลือกใหม่เพราะคนที่มาจับสลากได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ลดความยุ่งยากด้วย
seandee2506@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015