หน้าแรกผู้จัดการ Online | Special Scoop
 

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
9 กรกฎาคม 2555 18:45 น.

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
ภาพจากอินเทอร์เน็ต

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
จดทะเบียนหย่า วิธีหลบเลี่ยงการแสดงรายการทรัพย์สินยอดฮิตของนักการเมืองและข้าราชการ (ภาพจากอินเทอร์เน็ต)

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
ภาพจากอินเทอร์เน็ต

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
ภาพจากอินเทอร์เน็ต

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
ภาพจากอินเทอร์เน็ต

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
การเก็บเงินนอกระบบ ด้วยวิธีฝังทรัพย์สินไว้ใต้ดิน (ภาพจากอินเทอร์เน็ต)

บิ๊กราชการแจง “7 วิธี” ซ่อนทรัพย์สิน “รวยไม่ถูกริบ” -ป.ป.ช.แกะรอยยาก!
ข้าราชการระดับสูงสมัยก่อนแจ้งรายการทรัพย์สินเท็จ เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ปลอม (ภาพจากอินเทอร์เน็ต)

บิ๊กราชการ เปิดใจ “7 เทคนิค” ที่บรรดาข้าราชการระดับสูงและนักการเมือง ใช้หลบเลี่ยงแจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ชี้ผลประโยชน์มหาศาล บอกแหล่งที่มาไม่ได้ อ้างใช้ความสามารถที่เหนือกว่าคนปกติสร้างรายได้ ยัน เก้าอี้บอร์ดรัฐวิสาหกิจฯ แหล่งรายได้ชั้นเยี่ยม จำยอมยุติบทบาท เพื่อ 'ไม่ต้องหย่าเมีย-ใช้เงินแบบไม่หลบซ่อน-ไม่เป็นโรคประสาทกลัวถูกนอมินีโกง' ด้าน ป.ป.ช.เตรียมออกระเบียบใหม่ รุกรับฉับไว พลิกโฉมวงการปราบทุจริตไทย
 
       ยินเสียงบ่นๆ จากข้าราชการระดับ 10-11ในวงสนทนา ว่า “...แล้วคนเก่งๆ ที่ไหนจะอยากนั่งบอร์ดบริหารรัฐวิสาหกิจ ไปนั่งเก้าอี้ผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ” เพราะเป็นบอร์ดแล้วเสี่ยงข้อหาร่ำรวยผิดปกติจาก ป.ป.ช. เผลอๆ เงินทองที่สร้างขึ้นจากความสามารถมาทั้งชีวิตก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้
 
       'ASTV ผู้จัดการรายวัน' ได้ยินดังนั้นจึงขอให้วงสนทนาดังกล่าวช่วยขยายความสรุปได้ 3 ประเด็นปัญหาที่พวกเขาวิตกกังวลกับเงินที่ได้มา ประกอบด้วย
       1. กฎหมาย ป.ป.ช ระบุให้ข้าราชการระดับ 10-11 ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินซึ่งพวกเขาทุกคนมีโอกาสตกเป็นจำเลยต่อการชี้มูลความผิดได้หากไม่สามารถอธิบายที่มาของเงิน
       2. เงินที่ได้มาจำนวนมากแต่ไม่สามารถแจ้งที่มาต่อ ป.ป.ช.ได้จะต้องฝากไว้ในชื่อของคนอื่นจึงมีโอกาสที่จะถูกนอมินีโกงได้ตลอดเวลา
       3. เมื่อพ้นจากตำแหน่งเก้าอี้ทางการเมือง ก็ไม่สามารถประกอบอาชีพตามสายงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนานถึง 2 ปี
       
       เขายอมรับว่า การนั่งเก้าอี้บอร์ดบริหารรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ นั้นสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำก็จริง บางแห่งได้โบนัสปีละ 2 ล้านกว่าบาท และยังมีเงินรายได้อื่นๆ ที่ตามมาอีกจากการทำงานส่วนตัวในแต่ละเดือน ตรงนี้พวกเราก็ต้องเก็บไว้ในชื่อนอมินี
       
       “มันเป็นความทุกข์ที่ไม่ได้ใช้เงินจากที่เราหามา ยังมีทรัพย์สินในรูปอื่นๆ ที่ดิน ก็ต้องชื่อคนอื่น ต้องซ่อนสมุดบันทึกที่เราเขียนไว้ว่าเรามีเงิน ทรัพย์สินต่างๆ อะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใครบ้าง”
       
       “บางครั้งเราก็เหมือนคนโรคประสาท เพราะอาการวิตกกังวลกลัวว่าจะลืมทรัพย์สิน กลัวคนที่เราฝากไว้จะโกงเรา แต่ที่แน่ๆ เราต้องทำใจไว้ส่วนหนึ่งว่า ทรัพย์สินที่เราหามาได้นั้นมันต้องตกหล่นไปบ้างที่เราไม่ได้จดไว้ และต้องกลายเป็นของคนที่เราฝากไว้ในชื่อเขา” พวกเขาเล่าให้ฟัง
       
       เขาบอกอีกว่า ทางแก้ที่พวกเราเห็นว่าดีที่สุด ก็คือ ต้องรู้จักพอเพียง เมื่อได้ทรัพย์สินและรายได้จากการเป็นบอร์ดมาแล้วระยะหนึ่ง ก็ควรจะหยุด ไม่ควรไปหลงใหล และดิ้นรนที่จะนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจอื่นๆ อีก เพื่อเราจะได้มีโอกาสใช้เงินของเรา
       
       “ต้องยอมรับว่าเราจะนั่งเป็นบอร์ดได้ ก็เพราะถูกจัดเป็นเด็กนักการเมือง เมื่อเขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน ก็ส่งเด็กตัวเองไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจในสังกัด บางทีเป็นข้าราชการคนละกระทรวงยังข้ามห้วยไปนั่งได้ ก็เพราะเรามีสังกัดจริงๆ”
       
       อย่างไรก็ดีเมื่อผลประโยชน์ยิ่งมากขึ้น และกฎหมายระบุให้ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุและผลหลักที่ข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถ จัดอยู่ในประเภทเก่ง จึงอยากโบกมือลาเก้าอี้บอร์ดบริหาร และยุติบทบาทการเป็น “เด็กในสังกัด” ของนักการเมือง หรือตำแหน่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
       
       ส่วนคนที่ยังเต็มใจรับตำแหน่งอยู่ก็ต้องหาวิธีหลบเลี่ยงกันไปตามแต่จะคิดวิธีออก เพราะเมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วยังต้องรออีกเป็นปี กว่าจะได้เรียกคืน “เงินเก็บนอกระบบ” ที่ตนนำไปฝากไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่แน่ที่จะได้คืน!
       
       รัฐธรรมนูญระบุชัด ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน
       
       ทั้งนี้เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนดให้บุคคล 2 กลุ่มต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินจะต้องแสดงให้เห็นรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งในประเทศและต่างประเทศของผู้ที่ต้องยื่น คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
       
       โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ ข้าราชการระดับสูงของรัฐ เช่น ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ ตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ. และตามประกาศเพิ่มเติมของ ป.ป.ช.ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จะต้องยื่นบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง, ระหว่างอยู่ในตำแหน่งทุก 3 ปี, เมื่อพ้นตำแหน่ง และหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี
 
       เงินลึกๆ ลับๆ แจ้งที่มาไม่ได้
       
       ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เล่าอีกว่า ตามธรรมชาติของการเชิญคนเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารจะคัดเลือกคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นคนเก่งมีความสามารถในการสร้างรายได้จำนวนมากอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องถูกควบคุมด้วยการจำกัดรายได้ โดยต้องรายงานจำนวนหลักทรัพย์ต่อ ป.ป.ช. ข้าราชการเก่งๆ หลายคนจึงพากันอึดอัด เบื่อหน่าย เพราะเขามีรายได้หลายอย่างที่ชี้แจงได้ลำบาก
       
       โดยคนที่สร้างรายได้เก่งจะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ที่มีเหนือกว่าคนทั่วไปก็ได้คือ วิธีการคิดนอกกรอบและการสร้างสัมพันธภาพพิเศษที่สามารถก่อให้เกิดรายได้มหาศาล
       
       “จากการได้เปอร์เซ็นต์นายหน้า ค่าคอมมิชชันบางอย่างได้จากสัมพันธภาพพิเศษ ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งมีรายได้แฝงอยู่เป็นจำนวนมากแต่เปิดเผยไม่ได้ มูลค่าทรัพย์สินแฝงเหล่านี้จะปรากฎให้เห็นในรูปของการจับจ่ายใช้สอยได้อย่างเต็มที่ เช่น ยอดจองรถยนต์ที่ไม่เคยตก แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำเพียงไร ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ใช้เงินแบบฟุ่มเฟือย”
       
       แหล่งข่าวบอกอีกว่า เขามีรายได้จากการทำงานส่วนตัวแห่งหนึ่งอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 100,000 บาท นอกเหนือจากการเป็นข้าราชการระดับ 10 แล้วเรื่องอะไรที่จะต้องหาเรื่องใส่ตัวโดยการเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดให้นักการเมืองสั่งการอีกต่อไป
       
       “ยอมรับรายได้จากการเป็นบอร์ดที่ผ่านมามันเยอะมาก บางแห่งปีละ 2 ล้านไม่ได้หาง่ายๆ แต่ต้องพอ เพราะถ้าไม่พอ เราก็ไม่มีความสุข ถึงขั้นปรึกษากับภรรยาว่า สงสัยเราคงต้องหย่ากันเพื่อจะได้ดึงเงินที่เก็บๆ ไว้มาใช้ได้แล้ว”
 
       เปิด7 เทคนิคซุกซ่อนทรัพย์ของบิ๊กราชการ
       
       แหล่งข่าวเล่าให้ฟังอีกว่า เทคนิคหรือวิธีการที่ข้าราชการระดับสูง และนักการเมือง นิยมใช้หลบเลี่ยงในการแจ้งบัญชีทรัพย์มีสารพัดวิธี ประกอบด้วย
       
       1. เก็บทรัพย์สินไว้ในชื่อของคนอื่นหรือนอมินี เช่น เก็บทรัพย์สินไว้ในชื่อของภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือชื่อของบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ซึ่งอยู่นอกอำนาจของ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม มีข้าราชการและนักการเมืองหลายคนที่เลือกฝากเงินไว้กับคนไว้ใจ แต่กว่าจะเรียกเงินคืนจากนอมินีได้ ก็ต้องพ้นตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เงินคืน เกิดคดีฆ่ากันมากมาย เพราะไม่มีสัญญาและไม่สามารถฟ้องร้องตามกฎหมายได้
       
       2. จดทะเบียนหย่ากับภรรยา สถิติการหย่าร้างของข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ทำให้ภรรยานักการเมืองทุกวันนี้ร่ำรวยกว่าสามีกันทุกคน ทั้งที่เป็นแม่บ้านอยู่ที่บ้านเฉยๆ หรือแม้กระทั่งลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็ล้วนแต่มีหลักทรัพย์สูงกว่าบิดาที่มีอาชีพเป็นข้าราชการหรือนักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับความเป็นจริงอย่างเห็นได้ชัด
       
       สำหรับตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกเพิ่มในรายการผู้ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมในปีนี้ก็ส่งผลให้สถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้นนับพันคู่ภายในเวลาไม่นาน
       
       3. เก็บทรัพย์สินในรูปแบบของหุ้น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐรับสินบนเป็นตัวหุ้น และอ้างว่ามีทรัพย์สินจากการขายหุ้น
       
       4. เก็บในรูปของที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบไว้ในชื่อคนอื่น ส่วนใหญ่เป็นที่ดินบริเวณแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะช้าง เกาะสมุย เป็นต้น
       
       5. ซุกเงินสดไว้ในบ้าน ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ซับซ้อนน้อยที่สุด แต่การตรวจสอบทำได้ค่อนข้างยาก เพราะหาก ป.ป.ช.มาตรวจที่บ้าน คนในบ้านก็นำเงินไปซ่อนที่อื่นได้
       
       6. เก็บในรูปของทรัพย์สินอื่น เช่น ทองคำ เพชร นาฬิกาโรเล็กซ์
       
       7. ฝังเงินสดหรือทรัพย์สินไว้ใต้ดิน คนไทยมีเงินแฝงจำนวนมาก เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 มีการประเมินว่ามีเงินที่ถูกฝังดินหายไปถึง 1.4 ล้านล้านบาท
 
       ป.ป.ช.จ่อออกระเบียบใหม่- ปั้นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเชิงรุก
       
       ในส่วนของการเคลื่อนไหวในการปฎิบัติงานของหน่วยงาน ป.ป.ช. พบว่าในแต่ละปีบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกว่า 5,000 บัญชีของข้าราชการระดับสูงจากทั่วประเทศจะถูกส่งมาตรวจสอบที่ตึก ป.ป.ช. บนถนนพิษณุโลก และไปดำเนินการไต่สวนกันที่สนามบินน้ำ ยังไม่นับรวมบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมืองระดับประเทศและนักการเมืองท้องถิ่นอีกร่วมแสนกว่าบัญชี ที่มีการตรวจสอบใน ป.ป.ช.จังหวัดไปบ้างแล้ว
       
       นอกจากนั้น ปีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติให้เพิ่มตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีก 16 ตำแหน่งเพื่อร่วมสร้างความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นส่วนงานภูมิภาค เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจระดับภาค ระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่สรรพากรและเจ้าหน้าที่ศุลกากรระดับสูง และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ
       
       โดย วรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า การกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติมครั้งนี้เป็นการยกระดับดัชนีความโปร่งใสของประเทศโดยรวม ซึ่งจากเดิมกฎหมายกำหนดตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไปจนถึงปลัดกระทรวง แต่ขณะนี้ขยายกรอบลงมาในระดับล่างกว่าอธิบดี โดยพิจารณาจากความเป็นไปได้ในการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางไม่ถูกต้อง อำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงาน และสถิติการร้องเรียน
       
       “ถึงแม้ว่าบางตำแหน่งจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น นายด่านศุลกากร ซึ่งแต่ก่อนไม่ต้องยื่นบัญชีฯ แต่โอกาสที่เขาจะใช้ตำแหน่งในการหาประโยชน์เข้าตนเองมีค่อนข้างมาก และมีคนร้องเรียนเข้ามาเยอะ จึงต้องกำหนดให้อยู่ในข่ายที่ต้องยื่นบัญชีฯ ด้วย”
       
       ส่วนสรรพากรจังหวัดซึ่งนอกจากจะมีอำนาจในการใช้จ่ายงบประมาณ ยังมีอำนาจในการประเมิน เรียกเก็บภาษีจากพ่อค้าและนักธุรกิจ ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สามารถใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองได้ ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาขยายกรอบตำแหน่งเพิ่มเติม
       
       มีการประมาณการว่าในปัจจุบันทุก 3-5 ปี ป.ป.ช.จะมีบัญชีฯ ที่ต้องตรวจสอบมากกว่า 370,000 บัญชี เมธี ครองแก้ว กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยด้วยความกังวลว่า ทุกวันนี้ ป.ป.ช. มีบัญชีฯ ที่ค้างการตรวจสอบนับหมื่นบัญชี และสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ หากปฏิบัติงานด้วยวิธีปฏิบัติเดิมที่ยึดมากว่า 10 ปี จะเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่มีอยู่เพียง 700 คน
       
       “วิธีปฏิบัติงานที่เราทำมาตั้งแต่เปิด ป.ป.ช.ใหม่ๆ ซึ่งยังมีบัญชีไม่มาก เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.จึงสามารถลงรายละเอียดได้ทุกบัญชี โดยเจ้าหน้าที่จะไปดูทรัพย์สินตามจำนวนที่แจ้งถึงบ้านผู้ยื่นบัญชีฯ เลย แต่วันนี้ ป.ป.ช. มีงานมากขึ้น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรับมือด้วยวิธีเดิมได้ จึงเสนอให้เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ ซึ่งกำลังเสนอระเบียบการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการเป็นครั้งสุดท้าย คาดว่าจะนำมาใช้ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้”
       
       ระเบียบการทำงานแบบใหม่ของ ป.ป.ช. กำหนดขั้นตอนการตรวจสอบบัญชีฯ อย่างชัดเจนและเป็นขั้นเป็นตอน จะส่งผลให้การตรวจสอบบัญชีฯ มีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งยังแก้ปัญหางานคั่งค้าง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.มากขึ้นอีกด้วย
       
       ป.ป.ช.หนักใจใช้นอมินีถือแทนตรวจสอบยาก
       
       อาจเป็นครั้งแรกที่ ป.ป.ช. ประกาศบทบาทในมิติของการทำงานเชิงรุกอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างการทำงานเบื้องหลังการชี้มูลความผิดของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรองเลขาธิการ ป.ป.ช.เล่าว่า ได้ใช้วิธีสังเกตพฤติกรรมแบบ Time Series หรือการดูการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา
       
       โดยตอนแรกมีผู้ร้องเรียนตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านว่าคุณสมศักดิ์ใช้ชื่อคนอื่นในการปลูกสร้าง ซึ่งไม่สามารถฟันธงได้ในวันแรก ป.ป.ช.จึงจับตาดูตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนแล้วเสร็จ เมื่อคุณสมศักดิ์ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นจริง จึงชี้มูลความผิดได้อย่างจะแจ้ง เพราะเป็นการแจ้งทรัพย์สินเป็นเท็จ
       
       การหลบเลี่ยงการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องลับของข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองที่ ป.ป.ช. คุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเมธีเล่าว่า ครั้งหนึ่งวิธีการหลบเลี่ยงการแจ้งบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่พบบ่อย คือการแจ้งทรัพย์สินเท็จ เช่น แจ้งว่ามีทรัพย์สินเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์แท้หลายเรือนมูลค่าหลายล้านบาท แต่เมื่อลงไปตรวจสอบจริงก็พบว่าเป็นโรเล็กซ์ปลอมเรือนละร้อยกว่าบาททั้งหมด ส่วนเงินสดถูกนำไปทำอย่างอื่นหมดแล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป วิธีการเดิมๆ ย่อมใช้ไม่ได้ผล วิธีการใหม่ๆ ที่ตรวจสอบยากเริ่มเข้ามาแทนที่ เช่น การเก็บทรัพย์สินไว้ในชื่อของคนอื่นหรือนอมินี ซึ่งพบมากที่สุดทั้งในนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือแม้แต่ตัวเลขสถิติการหย่ากับภรรยาของข้าราชการไทยก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ยุคใหม่ จึงต้องมีวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เท่าทันการหลบเลี่ยงในรูปแบบใหม่ๆ
       
       เมื่อระเบียบการตรวจสอบบัญชีฯ ใหม่ของ ป.ป.ช. ออกมา ทั้งข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองที่ไม่ชอบทำอะไรตรงไปตรงมาคงต้องหนาวมากขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะรับตำแหน่งพิเศษต่างๆ

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“คนไทย” จิตตกกลัว ศก.ดิ่งเหว รัดเข็มขัดตัวกิ่วส่อเค้าตกงาน!
ศาลสิ่งแวดล้อม ทางออกโลกทุนนิยม เอื้อ “ทุน-ชุมชน–ธรรมชาติ” อยู่ร่วมกันได้
ถึงคิว “เขายายเที่ยง-เขาสอยดาว” ทหารพบ “ทุนใหญ่-ผู้มากบารมี” บุกรุกอื้อ
“บิ๊กแดง” โค่นสลากแพงล้มหัวคิวการเมือง สังศิตชี้เฟสต่อไปตัดปีกหวยใต้ดิน!
“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 53 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 49 คน
93 %
ไม่เห็นด้วย 4 คน
7 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015