หน้าแรกผู้จัดการ Online | สรุปข่าวในรอบสัปดาห์
 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 มิถุนายน 2557 10:53 น.
       
คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. “บิ๊กตู่” เผยบันได 3 ขั้นคืนความสุขคนไทย ขอ 1 ปี 3 เดือน ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557
(ซ้าย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. (ขวา) พล.อ.ประยุทธ์ แถลงหลังรับสนองพระบรมราชโองการฯ (26 พ.ค.)
       เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก ได้มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้า คสช.
       
       ทั้งนี้ พระบรมราชโองการมีใจความสำคัญสรุปว่า ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้นำความกราบบังคมทูลว่า เนื่องจากได้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ กทม. และพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวจนอาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงหรือเหตุจลาจล ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ให้ประชาชนในชาติเกิดความรัก สามัคคี ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและอื่นๆ อันจะก่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย คณะทหารและตำรวจ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 เวลา 16.30น.เป็นต้นไป “ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่ประเทศชาติ และความสมานฉันท์ของประชาชน จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
       
        หลังรับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนพร้อมถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ตั้งไว้ และว่า การดำเนินการประกาศแต่งตั้งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ตนเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นไปตามประเพณีที่เคยปฏิบัติมาในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งในยามปกติและไม่ปกติ ซึ่งจากนี้ไป ถือว่าเป็นการบริหารราชการภายใต้พระบรมราชโองการและเป็นไปตามกฎหมาย
       
        พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำด้วยว่า บ้านเมืองมีปัญหา จะต้องยุติปัญหาให้ได้ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ได้มุ่งหวังเข้าสู่อำนาจหรือมีประโยชน์ พร้อมยืนยัน “การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง การมีอำนาจมาก ยิ่งต้องทำตัวให้เล็กลง อย่าคิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้วจะทำได้ทุกอย่าง ไม่เคยคิดอย่างนั้น”
       
        ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในหัวข้อ “หัวหน้า คสช.พบประชาชน” โดยนอกจากขอบคุณข้าราชการและประชาชนทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือกับ คสช.แล้ว ยังเผยถึงภารกิจสำคัญของ คสช. 2 ประการ คือ 1.งานด้านความมั่นคง ได้แก่ การประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยและลดความขัดแย้ง ส่วนการห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว) นั้น เพื่อแยกแยะบุคคลที่หวังก่อความรุนแรง ซึ่งได้ปรับลดเวลาเคอร์ฟิวลงจาก 22.00น.-05.00น. เป็น 00.00น.-04.00น.แล้ว เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน และจะลดระดับลงตามสถานการณ์ รวมทั้งพื้นที่ท่องเที่ยว
       
        สำหรับการเชิญบุคคลมารายงานตัวนั้น มีการเชิญทั้งผู้ขัดแย้งโดยตรงและโดยอ้อม รวมทั้งผู้มีอิทธิพลในการปลุกระดมมวลชน เพื่อให้มาสงบสติอารมณ์ ได้ทบทวนว่าทำอะไรไปบ้าง ส่วนผู้ที่ไม่มารายงานตัว จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมยืนยัน การห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนนั้น มีความจำเป็น เพื่อให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบ เช่นเดียวกับการระงับสื่อบางสื่อ ก็มีความจำเป็น เพื่อให้การแก้ปัญหาง่ายขึ้น โดยจะระงับสื่อแค่ชั่วคราว ส่วนการโยกย้ายข้าราชการ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งข้าราชการ แต่เป็นการบริหารของหน่วยงานนั้นๆ โดยให้ปลัดกระทรวงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาปรับย้ายให้เกิดความเหมาะสมและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
       
        สำหรับภารกิจสำคัญของ คสช. ลำดับที่ 2 ก็คือ การขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 รวมทั้งเร่งจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้ทันกำหนดเวลา เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป และทันการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเผยโรดแมปของ คสช.ด้วย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 เร่งสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในเวลา 2-3 เดือน จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อปฏิรูปทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เป็นผู้ดำเนินการ
       
        ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ การสรรหานายกรัฐมนตรี และการตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศ รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และการจัดตั้งสภาปฏิรูปที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยอาจใช้เวลา 1 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อการปฏิรูปสำเร็จ สมานฉันท์กันทุกฝ่าย มีความสามัคคีกันภายในชาติ ก็จะดำเนินการในระยะที่ 3 คือเลือกตั้งตามประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายพอใจ กฎระเบียบต่างๆ ได้รับการแก้ไข ได้คนดี สุจริต มีคุณธรรมมาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล แต่สิ่งต่างๆ ดังกล่าวคงไม่สำเร็จโดยง่ายหากยังมีความไม่สงบเกิดขึ้น
       
       2. คสช.ปล่อยตัว “สนธิ” แล้ว ด้าน “จตุพร” ขอทุกฝ่ายช่วยกันประคองบ้านเมือง ขณะที่ “แรมโบ้อีสาน” ประกาศยุบ อพปช. พร้อมเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557
(บน) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ถูกทหารควบคุมตัวระหว่างแถลงโจมตีการรัฐประหาร (ล่าง) นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.หลังได้รับการปล่อยตัว
       ความเคลื่อนไหวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีการปรับโครงสร้างของ คสช. โดยให้จัดตั้ง “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” ประกอบด้วย ศูนย์ปรองดองฯ ส่วนกลาง ดำเนินการโดย คสช. และศูนย์ปรองดองฯ ประจำพื้นที่กองทัพภาคที่ 1-4 เพื่อสร้างความรักความสามัคคี สลายสีเสื้อ และเตรียมการไปสู่การปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ในอนาคต สำหรับแนวทางการเข้าร่วมในศูนย์ปรองดองฯ นั้น จะเป็นการสมัครเข้าร่วมจากทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย ทุกสี และอาจจะคัดผู้นำหรือแกนนำหลักในแต่ละกลุ่มเข้าประชุมหารือ จัดเวทีเสวนา
       
        ทั้งนี้ คสช.ได้มีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะที่ปรึกษา 2.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองประธาน โดยดูแลด้านความมั่นคง 3.ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ดูแลด้านเศรษฐกิจ 4.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา ดูแลด้านต่างประเทศ 5.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษา ดูแลด้านเศรษฐกิจ 6.นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา ดูแลด้านกฎหมายยุติธรรม 7.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษา 8.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นที่ปรึกษา 9.พล.อ.นภดล อินทปัญญา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เป็นที่ปรึกษา และ 10.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นที่ปรึกษา ทั้งนี้ รายชื่อคณะที่ปรึกษา คสช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า หลายคนเคยทำงานให้ระบอบทักษิณมาก่อน
       
        นอกจากตั้งคณะที่ปรึกษาแล้ว คสช.ยังได้ออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการบางตำแหน่ง เช่น ให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากหน้าที่ปลัดสำนักนายกฯ แต่ยังคงปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ และให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มาปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกฯ อีกหน้าที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังให้นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ และให้นายดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.เป็นต้นไป
       
        สำหรับการเรียกบุคคลต่างๆ มารายงานตัวนั้น คสช.ยังคงมีคำสั่งออกมาเป็นระลอกๆ พร้อมคาดโทษว่า หากบุคคลใดฝ่าฝืน ไม่เข้ารายงานตัว จะมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งจะถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มอีก 2 ราย คือ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด 1 ในแกนนำคนเสื้อแดง และ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ แกนนำคนเสื้อแดง และอดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย
       
       ทั้งนี้ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ได้เข้ารายงานตัวที่ จ.สุรินทร์เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ก่อนถูกส่งตัวไปควบคุมไว้ที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นทหารได้นำตัว จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ส่งให้ตำรวจ สน.โชคชัย ตามหมายจับคดีหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 หลังมีผู้แจ้งความให้ดำเนินคดีกรณี จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ปราศรัยในรายการ “หยุดล้มล้างประชาธิปไตย” ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด(29 พ.ค.) ตำรวจได้นำตัว จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไปขอศาลอาญาฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.-9 มิ.ย.เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น พร้อมคัดค้านการประกันตัว ด้านศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขัง เนื่องจากเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวไปเกรงว่าจะหลบหนี จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัว จ.ส.ต.ประสิทธิ์ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
       
       ส่วนความเคลื่อนไหวของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่เข้ารายงานตัวและถูก คสช.สั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงินแล้วนั้น เมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายจาตุรนต์ได้เปิดแถลงข่าวที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยโจมตีการรัฐประหารว่าไม่ใช่ทางแก้ความขัดแย้งในสังคม พร้อมอ้างว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและขัดต่อ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เนื่องจากไม่ได้มีการประกาศพระบรมราชโองการ นายจาตุรนต์ ยังย้ำด้วยว่า ไม่ยอมรับการรัฐประหาร จึงไม่อาจไปรายงานตัวต่อคณะรัฐประหารได้
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังนายจาตุรนต์แถลงข่าวเสร็จ และอยู่ระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าว ได้มีทหารและตำรวจจำนวนหนึ่ง เข้ามาเชิญตัวนายจาตุรนต์เพื่อไปรายงานตัวต่อ คสช. ซึ่งนายจาตุรนต์ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เผยว่า นายจาตุรนต์ไม่เข้ารายงานตัวตามประกาศ คสช. ถือว่าฝ่าฝืนและมีความผิด เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุมตัว และนำตัวเข้าสู่กระบวนการ เพื่อส่งฟ้องต่อศาลทหาร
       
       จากนั้นวันต่อมา(28 พ.ค.) ทหารได้นำตัวนายจาตุรนต์ไปส่งให้ตำรวจกองปราบปรามเพื่อสอบปากคำ หลังสอบปากคำเสร็จ ได้นำตัวนายจาตุรนต์ไปขึ้นศาลทหาร เพื่อดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ศาลได้คัดค้านการประกันตัวและอนุมัติฝากขังนายจาตุรนต์ครั้งที่ 1 เป็นเวลา 12 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายจาตุรนต์ไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะยื่นสำนวนส่งอัยการทหาร เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป โดยนายจาตุรนต์สามารถตั้งทนายเพื่อสู้คดีความได้
       
       ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้ที่เข้ารายงานตัวและถูกกักตัวไว้ในค่ายทหาร ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วันนั้น ปรากฏว่า คสช.ได้ทยอยปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวเป็นระยะๆ ทั้งอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 29 พ.ค.หลังถูกกักตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่เข้ารายงานตัว รวมเวลา 6 วัน 5 คืน
       
       ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.พร้อมด้วยแกนนำ นปช.คนอื่นๆ ก็ได้รับการปล่อยตัวเช่นกันเมื่อวันที่ 29 พ.ค. โดยนายจตุพรให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ระหว่างถูกกักตัว แกนนำทุกคนได้รับการดูแลจากทหารเป็นอย่างดี ซึ่งแกนนำทุกคนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย จึงขอให้ทุกคนช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปให้ได้ และว่า การปล่อยตัวครั้งนี้ คสช.มีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก
       
        ทั้งนี้ คืนวันเดียวกัน(29 พ.ค.) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” แกนนำ นปช.และประธานกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ(อพปช.) ได้รับการปล่อยตัวเช่นกันหลังถูกกักตัวนาน 6 วัน โดยหลังจากทหารกองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา ปล่อยตัวนายสุภรณ์ เจ้าตัวได้โผเข้ากราบเท้าและกอดแม่ที่มารอรับ ก่อนบอกกับสื่อมวลชนว่า ดีใจมากที่ได้รับการปล่อยตัว และว่า ทุกคนควรร่วมมือให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ สิ่งที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือเกิดสงครามกลางเมือง จะต้องหยุด ไม่ควรทำให้คนไทยต้องห้ำหั่นกันเอง ดังนั้นวันนี้จึงตัดสินใจขอยุติบทบาทการเป็นประธาน อพปช. และยุบ อพปช. พร้อมขอให้สมาชิก อพปช.ร่วมมือทำให้บรรยากาศบ้านเมืองเป็นไปด้วยดี อย่าใช้ความรุนแรง หากใครเอาชื่อตนและ อพปช.ไปอ้าง เพื่อสร้างความรุนแรง ถือว่าเป็นความผิดส่วนตัว
       
       นายสุภรณ์ ยังประกาศด้วยว่า นับจากวันนี้ไป ขอยุติบทบาททางการเมือง จะลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย และเอาเวลาที่เหลือมาดูแลแม่และครอบครัว “ฉะนั้นจึงขอบอกกล่าวไปถึงพี่น้องประชาชนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่หรือมีกองกำลังอะไรก็ตาม ขอให้ยุติการเคลื่อนไหว ยุติการใช้กองกำลัง และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ขอให้ทุกคนเสียสละ ออกมาช่วยกันทำให้บรรยากาศในบ้านเมืองเดินไปได้ด้วยการให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด” ทั้งนี้ นายสุภรณ์ ได้ไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) เมื่อวันที่ 30 พ.ค. พร้อมปฏิญาณตนต่อหน้าย่าโมว่า จะเลิกเล่นการเมืองและเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต
       
       3. ธ.ก.ส.สรุป 6 วันจ่ายเงินชาวนาแล้วกว่า 3.4 หมื่นล้าน ด้านชาวนาขอบคุณ “ประยุทธ์” ช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557
บรรยากาศการรับเงินจำนำข้าวของชาวนา และการพร้อมใจกันขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่ช่วยให้ชาวนาได้เงินจำนำข้าว
       หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 25 พ.ค. โดยได้ข้อสรุปว่า จะดำเนินการ 5 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ 1.การจ่ายเงินจำนำข้าวที่ค้างอยู่ 2.การขอใบอนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่ล่าช้า 3.งบลงทุนปี 2557 ที่ค้างอยู่ประมาณ 7 พันล้านบาท 4.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และ 5.จัดทำงบประมาณปี 2558 ให้เสร็จทันในเดือน ก.ย.นี้
       
        ปรากฏว่า หลังจากนั้น ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ได้เดินหน้าจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ยังค้างจ่ายอีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาททันทีตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค.เป็นต้นมา โดย ธ.ก.ส.มีการขยายเวลาให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งเปิดให้บริการในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย เพื่อเร่งจ่ายเงินให้ชาวนาเร็วที่สุด ขณะที่ คสช.ได้ให้ ธ.ก.ส.ตั้งจุดจ่ายเงินโดยใช้พื้นที่ของกองทัพบกที่กระจายอยู่ในตำบลต่างๆ เพื่อให้ขั้นตอนการจ่ายเงินแก่ชาวนามีความรวดเร็วมากขึ้น หากพื้นที่ใดไม่มีหน่วยงานของกองทัพตั้งอยู่ จะประสานงานให้ ธ.ก.ส.จัดรถโมบายเคลื่อนที่แทน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทหารคอยช่วยตรวจสอบเอกสารและอำนวยความสะดวก เพื่อความรวดเร็วและความโปร่งใส
       
        ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เผยว่า สำหรับเงิน 9 หมื่นล้านที่จะนำมาจ่ายชาวนานั้น ช่วงแรก ธ.ก.ส.จะใช้สภาพคล่องของ ธ.ก.ส.เองจ่ายไปก่อน 4 หมื่นล้าน และรอกู้เงินจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) อีก 5 หมื่นล้าน คาดว่า ไม่เกิน 1 เดือน ธ.ก.ส.จะสามารถจ่ายเงินค่าจำนำข้าวที่ยังค้างอยู่ 9 หมื่นล้านได้หมด
       
        ขณะที่นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เผยว่า ได้ลงนามในหนังสือถึงสถาบันการเงิน 32 แห่ง ทั้งธนาคารของรัฐและเอกชนทุกแห่ง เพื่อให้ยื่นข้อเสนอการให้กู้ยืมเงินภายใต้โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 จำนวน 5 หมื่นล้านบาท โดยกำหนดวันยื่นประมูลงวดแรกไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาทในวันที่ 6 มิ.ย. งวดที่สองไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาทในวันที่ 13 มิ.ย. โดยจะเบิกเงินกู้จากธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าก่อน
       
       นายพงษ์ภาณุ บอกด้วยว่า เงินกู้ดังกล่าว กระทรวงการคลังจะค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระในการชำระคืนทั้งหมด มั่นใจว่าการกู้เงินครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากสถาบันการเงินเป็นอย่างดี เนื่องจากปัญหาความไม่ชัดเจนทางกฎหมายถูกขจัดไปหมดสิ้นแล้ว “การกู้เงิน เตรียมกู้ทั้งหมด 9 หมื่นล้านบาท โดยในครั้งแรกกู้ 5 หมื่นล้านบาทก่อน เพื่อดูว่าตลาดการเงินจะตอบรับการกู้นี้อย่างไรบ้าง หลังจากนั้นเตรียมจะกู้ในส่วนที่เหลืออีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้หนี้ให้ ธ.ก.ส.ที่นำสภาพคล่อง 4 หมื่นล้านบาทจ่ายให้ชาวนาในช่วงแรก”
       
       สำหรับบรรยากาศการจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนาในทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีชาวนาแห่มารอรับเงินค้างจ่ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมมอบดอกไม้ขอบคุณและให้กำลังใจทหารในพื้นที่ ขณะที่ชาวนาบางราย บอกว่า ถ้ามีโอกาสพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะขอกราบสัก 100 ครั้ง เพราะถือว่าเป็นผู้มากอบกู้ชีวิตชาวนาทั่วประเทศให้กลับมาลืมตาอ้าปากและประกอบอาชีพได้ตามปกติ สำหรับยอดจ่ายเงินจำนำข้าวทั้ง 6 วัน(26 พ.ค.-31 พ.ค.) ของ ธ.ก.ส. อยู่ที่ประมาณ 3.47 หมื่นล้านบาท มีชาวนาได้รับเงินแล้วจำนวน 345,647 ราย
       
       อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหากับชาวนาบางราย เนื่องจากหลังเข้ารับเงินจำนำข้าวจาก ธ.ก.ส. ปรากฏว่า ได้มีเจ้าหนี้ที่ชาวนาไปกู้เงินนอกระบบมาข่มขู่ทวงหนี้ชาวนา ส่งผลให้ในเวลาต่อมา ทาง คสช.ได้ออกคำสั่งห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลทวงหนี้ชาวนาอย่างไม่เป็นธรรมและฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วยการใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขู่ว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของชาวนาหรือบุคคลที่สาม หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม คสช.ได้ฝากถึงชาวนาด้วยว่า จะอ้างคำสั่ง คสช.เพื่อไม่จ่ายหนี้ไม่ได้ เพราะตามกฎหมายเมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย เพียงแต่ขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหนี้ต้องถูกต้องตามกฎหมาย
       
       ทั้งนี้ มีความคืบหน้าเกี่ยวกับตัวเลขขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งกรณีข้าวหายจากสต๊อก 3 ล้านตันแล้ว โดยมีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังว่า คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ได้ตรวจสอบผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2 ปี (2554/2555 ,2555/2556 ,2556/2557) พบว่า มีผลขาดทุนพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หรือขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาขายต่ำกว่าต้นทุนกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อตัน โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้คำนวณต้นทุนข้าวเปลือกที่แปรสภาพเป็นข้าวสารเฉลี่ยที่ราคา 2.3 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไปที่ราคา 1.2-1.4 หมื่นบาทต่อตัน และเมื่อรัฐบาลรักษาการได้ขายข้าวไปด้วยราคาเพียงตันละ 8 พันบาทเท่านั้น ทำให้ส่วนต่างราคาขายกับราคาต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลให้โครงการรับจำนำข้าวขาดทุนเพิ่มขึ้นเกือบ 5 แสนล้านบาท
       
       นอกจากนี้คณะอนุกรรมการฯ ยังพบว่า กรณีที่มีข้าวสารหายไปจากสต๊อกอีกราว 3 ล้านตันนั้น ปรากฏว่าในสต๊อกไม่ได้มีข้าวอยู่จริง เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น ขณะเดียวกันยังพบว่า มีข้าวเสื่อมคุณภาพอีกจำนวนมากที่ยังรอให้เซอร์เวย์เยอร์(ผู้ตรวจสอบ) ตีราคา หากมีการตีราคาแล้ว คาดว่าจะทำให้ผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มมากกว่า 5 แสนล้านบาท
       
       4. ศาล ปค. ยกฟ้องคดี “อดีตทนายทักษิณ” ขอสถานะทนายความคืน หลังถูกลบชื่อกรณีติดสินบนศาลถุงขนม 2 ล้าน ชี้ พฤติกรรมผิดมารยาททนายความร้ายแรง!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557
(ซ้าย) นายพิชิต ชื่นบาน ทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะถูก จนท.นำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลฎีกาสั่งจำคุก 6 เดือนคดีติดสินบนศาลถุงขนม 2 ล้านเมื่อ 25 มิ.ย.51 (ขวา) น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายของนายพิชิต
       เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่นายพิชิต ชื่นบาน อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ ยื่นฟ้องสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ และคณะกรรมการสภาทนายความ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 กรณีที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสองมีคำสั่งชี้ขาดยืนตามคำสั่งของคณะกรรมการมรรยาททนายความลงโทษผู้ฟ้องด้วยการให้ลบชื่อผู้ฟ้องออกจากทะเบียนทนายความ
       
        ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ถูกศาลฎีกาลงโทษจำคุก 6 เดือน กรณีเข้าไปมีส่วนร่วมกับการนำเงิน 2 ล้านบาทใส่ถุงกระดาษไปมอบให้กับ ม.ล.ฐิติพงศ์ ชุมพูนุท นิติกร 5 และเจ้าหน้าที่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีพฤติกรรมไม่เรียบร้อยบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และแม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความ การที่คณะกรรมการมรรยาททนายความและคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ลบชื่อผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนทนายความ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจมีคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เหมาะกับพฤติการณ์ในการกระทำผิด ไม่ได้เป็นการลงโทษรุนแรงเกินสัดส่วนแห่งการกระทำความผิดแต่อย่างใด
       
        ประกอบกับอำนาจในการวินิจฉัยว่า ผู้ใดกระทำการละเมิดอำนาจศาล ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้อำนาจองค์กรอื่นมาตรวจสอบทบทวนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้ เมื่อการกระทำของผู้ฟ้องทั้งสอง เป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายอำนาจศาล เป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงอำนาจศาล จึงเป็นพฤติกรรมที่ผิดมารยาททนายความอย่างร้ายแรง ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความ และอ้างว่า การลงโทษลบชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองออกจากทะเบียนทนายความเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วน จึงไม่อาจรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง

ข่าวล่าสุด ในหมวด
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 11-18 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 4-10 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 27 เม.ย.-3 พ.ค.2557
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 11 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 11 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014