หน้าแรกผู้จัดการ Online | สรุปข่าวในรอบสัปดาห์
 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 มิ.ย.2557

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มิถุนายน 2557 11:24 น.
       
คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. คสช. ยกเลิกเคอร์ฟิวหลายพื้นที่แล้ว ด้าน “บิ๊กตู่” เผย ไม่เกิน 3 เดือน ตั้ง รบ.ได้ สะพัด ธรรมนูญการปกครองใกล้คลอด!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 มิ.ย.2557
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.จัดรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย(6 มิ.ย.)
       ความเคลื่อนไหวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรม “คืนความสุขให้คนไทย” ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้จัดรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิ.ย. เวลา 20.40น. โดยชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นที่ คสช.ต้องเข้าควบคุมอำนาจครั้งนี้ว่า เป็นเพราะการบริหารราชการแผ่นดินทั้ง 3 ส่วน คือ ส่วนบริหาร ส่วนนิติบัญญัติ และส่วนตุลาการ กำลังจะถูกทำลายลง คสช.จึงต้องทำเพื่อให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติ
       
       นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ขอให้ทุกคนช่วยกันปฏิรูปประเทศขึ้นใหม่ ขอให้ร่วมมือกับ คสช. และว่า วันนี้ ต้องไม่มีพวก ไม่มีฝ่าย ไม่อยากขัดแย้ง แต่ถ้าต้องการจะชู 3 นิ้ว(เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร) ขอให้ชูในบ้าน หากชูนอกบ้านถือว่าทำผิดต่อประกาศ คสช. “วันนี้ต้องชู 5 นิ้วกันแล้ว 2 นิ้วคือเพื่อชาติ เพราะชาติสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด อีก 3 นิ้วคือ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ขอร้องอย่าชู 3 นิ้วเลียนแบบต่างชาติ เลียนแบบภาพยนตร์ ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศอื่น ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่อยากให้ทุกคนภูมิใจ เพราะเรายังอยู่กันได้ แม้เราจะทะเลาะ โกรธ หรือเกลียดกัน เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ขอเวลา วันนี้เราต้องมาร่วมมือกันช่วยทำให้เวลาเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยเร็ว ขอเวลา”
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่งเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” โดยเผยแพร่ผ่านรายการ “ใต้ร่มธงไทย” ทางสถานีวิทยุกองทัพบกด้วย ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับผู้ฟังเป็นอันมาก
       
       ขณะที่สื่อต่างประเทศต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกิจกรรม “คืนความสุขให้คนไทย” ที่มีการจัดกิจกรรมสันทนาการในพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนมีบริการตัดผมและตรวจสุขภาพฟรีให้แก่ประชาชน โดยหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของสหราชอาณาจักรรายงานว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนการรณรงค์เพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นภายในชาติตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้คนไทยกลับมามีความสุขมากขึ้น
       
       ด้านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ประเทศไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากเผชิญกับความไม่สงบทางการเมืองและความรุนแรงทางสังคมมานานหลายเดือน จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดย คสช.ได้เริ่มยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งแล้ว ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ก็กลับมาอยู่ในความสงบและประชาชนส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่บีบีซีรายงานโดยอ้างคำแถลงของทีมโฆษก คสช.ที่ระบุว่า ประเทศเพื่อนบ้านได้แสดงความเข้าใจและสนับสนุนไทย ได้แก่ จีน เวียดนาม และพม่า โดยไทยจะเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาประเทศถึงเหตุผลในการทำรัฐประหารและการบริหารประเทศต่อไป
       
       ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับกลุ่มนักธุรกิจจีนที่เข้าพบเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ด้วยว่า สามารถเข้ามาลงทุนและท่องเที่ยวในไทยได้ตามปกติ โดยหลังจากนี้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในเวลาไม่เกิน 3 เดือน ขณะเดียวกันจะติดตามรัฐบาลให้อยู่ในกรอบ ไม่มีการทุจริต และกำลังพิจารณายกเลิกเคอร์ฟิวให้เร็วที่สุดในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ยกเลิก
       
       สำหรับพื้นที่ที่ คสช.ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว ได้แก่ พื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ,อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ,จ.ภูเก็ต ,อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ,อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ,จ.กระบี่ และ จ.พังงา
       
       ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.)นั้น พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) เผยว่า มีการกำหนดให้ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ขณะที่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งให้ทุกจังหวัดจัดตั้ง ศปป.กอ.รมน.จังหวัดแล้ว เพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายช่วยกันสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมให้สังคมไทยยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง
       
       สำหรับความคืบหน้าการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวหลังยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.มีรายงานว่า นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ฝ่ายกฎหมาย อยู่ระหว่างร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา(5 มิ.ย.) นายวิษณุ ได้ออกมาปฏิเสธว่า ยังไม่ได้รับมอบหมายจาก คสช.ให้ร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวตามที่มีข่าวแต่อย่างใด พร้อมเผยว่า คสช.มอบหมายงานให้ดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1.กฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหลังจากยุบสภาไปแล้ว โดยให้พิจารณาดูว่า กฎหมายฉบับใดที่ต้องเร่งรัดดำเนินการ หรือควรจะรอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณา รวมถึงกฎหมายที่ค้างอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องแก้ไข แต่ติดขัดบางประการ ก็ให้ทำเสนอขึ้นมา “กฎหมายทั้งหมดถูกนำไปวางอยู่บนโต๊ะหัวหน้า คสช.ประมาณ 100-200 ฉบับ ทาง คสช.ได้นำมาให้ผมดูแล้ว เมื่อดูแล้ว บางฉบับก็ด่วนจริง บางฉบับสามารถรอให้มี สนช.ก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกประกาศ คสช.ในทันที”
       
       นายวิษณุ ยังปฏิเสธกรณีที่มีข่าวว่า คสช.เตรียมพิจารณายุบองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่เคยได้ยินข่าวดังกล่าว จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด เพราะ คสช.ออกประกาศชัดเจนว่าให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรศาลยังคงปฏิบัติหน้าหน้าที่ต่อ เนื่องจากในแต่ละองค์กรยังมีคำร้องหรือคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนกรณีที่ คสช.ยกเลิกรัฐธรรมนูญ แล้วทำให้องค์กรอิสระมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการทำงานนั้น นายวิษณุ มองว่า เรื่องนี้ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะแต่ละองค์กรก็มีกฎหมายลูกไว้คอยรองรับการทำหน้าที่อยู่แล้ว
       
       ทั้งนี้ มีรายงานว่า ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวที่อยู่ระหว่างการร่าง คาดว่าจะมีประมาณ 35-45 มาตรา โดยอยู่ระหว่างขัดเกลาถ้อยคำ คาดว่าจะนำส่ง คสช.ได้ในสัปดาห์หน้า ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะมีจำนวน 200 คน เช่นเดียวกับสภาปฏิรูป ที่คาดว่าจะมี 200 คนเช่นกัน
       
       2. ศาลทหารปล่อยตัว “จาตุรนต์” ชั่วคราว ด้าน “บ.ก.ลายจุด” ถูกรวบตัวแล้ว ขณะที่ “จักรภพ” เตรียมตั้งองค์กรพลัดถิ่นต้านรัฐประหาร!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 มิ.ย.2557
(บน) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ หลังศาลทหารอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว (ล่างซ้าย) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำคนเสื้อแดง (ล่างขวา) นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.
       ความคืบหน้าการเรียกบุคคลเข้ารายงานตัวของ คสช.ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับบุคคลสำคัญๆ ได้แก่ นายพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ หรือลุงยิ้ม ตาสว่าง แนวร่วมคนเสื้อแดง ที่เข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัว นายพฤกษ์ ได้ชู 3 นิ้วเพื่อแสดงการต่อต้านการรัฐประหารด้วย หลังเข้ารายงานตัว นายพฤกษ์ได้ถูก คสช.กักตัวไว้ 3 วัน ก่อนปล่อยตัวเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.
       
        ทั้งนี้ คสช.ได้มีคำสั่งเรียกนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) เข้ารายงานตัวเช่นกันเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. แต่ปรากฏว่า นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน ได้เข้ายื่นหนังสือชี้แจงต่อ คสช.ว่า นายขรรค์ชัยไม่สามารถเข้ารายงานตัวได้ เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาแล้วระยะหนึ่ง
       
        ส่วนนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด 1 ในแกนนำคนเสื้อแดง ที่ไม่เข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.และถูก คสช.สั่งระงับการธุรกรรมทางการเงินแล้วนั้น ปรากฏว่า นายสมบัติได้โพสต์เฟซบุ๊กโจมตีการรัฐประหาร พร้อมนัดแนวร่วมชุมนุมต้านการรัฐประหารตามสถานที่ต่างๆ ไม่เท่านั้นยังได้โพสต์ข้อความท้าทาย คสช.อย่างต่อเนื่อง เช่น โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ว่า “ผมพูดชัดๆ อีกครั้งนะครับ เผื่อสมองเสื่อม ผมไม่ไปรายงานตัวกับพวกกบฏปล้นอำนาจประชาชน ถ้าอยากได้ตัวผม มาจับผมไป ผมอยู่ในประเทศของผมนี่แหละ”
       
        จากนั้นช่วงเย็นวันที่ 5 มิ.ย. นายสมบัติได้โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊กอีก โดยแสดงความมั่นใจว่าจะไม่โดนจับ พร้อมเผยว่าตัวเองอยู่ในที่ที่มีมาม่ากินหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ช่วงค่ำวันเดียวกัน นายสมบัติได้โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊กซึ่งเป็นข้อความสุดท้ายว่า “ผมโดนจับแล้ว” กระทั่งมีภาพและข่าวยืนยันว่า นายสมบัติถูกจับกุมจริง โดยถูกจับที่บ้านหลังหนึ่งใน อ.พานทอง จ.ชลบุรี
       
        ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.เผยว่า ได้ควบคุมตัวนายสมบัติไว้ในพื้นที่พิเศษ คล้ายๆ กับบุคคลที่เข้ารายงานตัวคนอื่นๆ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและปรับทัศนคติ เป็นเวลาไม่เกิน 7 วัน จากนั้นจะส่งให้พนักงานสอบสวนรวบรวมสำนวนและส่งฟ้องตามขั้นตอนต่อไป ส่วนข้อหาของนายสมบัติคือ กระทำการขัดต่อประกาศ คสช.และยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ แต่ต้องรอให้เจ้าพนักงานสอบสวนก่อนจึงจะทราบว่าจะตั้งข้อกล่าวหาอะไรบ้าง
       
        ส่วนความคืบหน้ากรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ยอมเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ทั้งยังเปิดแถลงข่าวท้าทาย คสช.กระทั่งถูกทหารควบคุมตัวเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ก่อนถูกนำตัวไปให้ตำรวจกองปราบปรามสอบสวน และนำตัวขึ้นศาลทหารเพื่อขออนุมัติฝากขังครั้งที่ 1 เป็นเวลา 12 วัน ซึ่งศาลอนุมัติ จากนั้นได้นำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปรากฏว่า หลังครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 1 พนักงานสอบสวนได้นำตัวนายจาตุรนต์ไปขออำนาจศาลทหารฝากขังครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. โดยให้เหตุผลว่า ยังสอบพยานบุคคล 4 ปากไม่แล้วเสร็จ รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐาน คลิปคำแถลงที่นายจาตุรนต์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง และการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม
       
        ด้านนายจาตุรนต์ได้ขอคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า พนักงานสอบสวนสามารถตรวจสอบพยานให้เสร็จได้ในการฝากขังครั้งแรก 12 วัน และว่า ตนมีอาชีพนักการเมือง ไม่มีประวัติทางอาชญากรรมแน่นอน ด้านศาลอนุญาตให้ฝากขังครั้งที่ 2 เป็นเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 9-20 มิ.ย. อย่างไรก็ตาม นายนรินพงษ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และอดีตทนายความกลุ่ม นปช.ในฐานะทนายความของนายจาตุรนต์ ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวนายจาตุรนต์ทันที โดยให้เหตุผลว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องหาจะได้ตามหลักนิติธรรม พร้อมยืนยันนายจาตุรนต์ไม่หลบหนีและพร้อมสู้คดี ด้านศาลทหารพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 4 แสนบาท พร้อมห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งห้ามชุมนุมทางการเมืองหรือก่อให้เกิดความไม่สงบด้วยวาจาหรือวิธีอื่น
       
        ทั้งนี้ ระหว่างที่นายจาตุรนต์ถูกคุมขัง ได้มีการเผยแพร่เอกสารทางโซเชียลมีเดียโดยอ้างว่าเป็นจดหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ส่งถึงนายจาตุรนต์ โดยเนื้อหาแสดงความเป็นห่วงนายจาตุรนต์ที่ถูกคุมขัง อย่างไรก็ตามบุคคลใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เขียนจดหมายฉบับดังกล่าว พร้อมคาดว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี
       
        เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มีความเคลื่อนไหวของนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.และผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ที่พยายามตั้งองค์กรพลัดถิ่นในต่างประเทศเพื่อต่อต้านการรัฐประหารในไทย โดยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เว็บไซต์แคมโบเดียเดลี รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของนายจักรภพ ที่ให้สัมภาษณ์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวเสื้อแดงเตรียมจัดตั้งองค์กรพลัดถิ่นเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารในไทยภายในเดือน มิ.ย. โดยจะมีสำนักงานอยู่ในประเทศตะวันตก และจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้
       
        นายจักรภพ ยังบอกด้วยว่า หากองค์กรพลัดถิ่นได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นโดยอัตโนมัติ และว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับเจ้าหน้าที่ชาติตะวันตกจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว คาดว่าตนจะได้รับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่องค์กรพลัดถิ่น ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีบทบาทโดยตรง นายจักรภพ ยังเผยในเวลาต่อมา(4 มิ.ย.) ว่า องค์กรพลัดถิ่นจะประกอบไปด้วยบุคคลในคณะรัฐมนตรี อดีตสมาชิกรัฐสภา ผู้นำคนเสื้อแดง และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยคนเหล่านี้จำนวนหนึ่งได้ออกมาอยู่นอกประเทศแล้ว และได้ร่วมมือกัน ทั้งนี้ นายจักรภพ ยังได้ส่งสัญญาณดันนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ยอมเข้ารายงานตัวต่อ คสช.ให้เป็นผู้นำองค์กรพลัดถิ่นที่จะจัดตั้งขึ้นด้วย
       
        เป็นที่น่าสังเกตว่า การเตรียมจัดตั้งองค์กรพลัดถิ่นในประเทศตะวันตกของนายจักรภพ มีขึ้นหลังจากสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมายืนยันว่า กัมพูชาจะไม่ยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณและผู้สนับสนุนใช้กัมพูชาเป็นฐานในการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น พร้อมแนะให้ พ.ต.ท.ทักษิณรอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งตามที่รัฐบาลทหารของไทยได้ให้คำมั่นไว้
       
       3. “พล.อ.อ.ประจิน” สรุปโรดแมป ศก.ชง คสช.เคาะ 7 แผนเร่งด่วน ประกันภัยข้าว-คงแวต 7% พร้อมสั่งตรึงราคา LPG-ดีเซล!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 มิ.ย.2557
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรองหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ
       เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรองหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เป็นประธานการประชุมจัดทำโรดแมปเศรษฐกิจร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง หลังประชุม พล.อ.อ.ประจิน เผยว่า เบื้องต้นมีพันธกิจสำคัญ 4 ประการ คือ การรักษาวินัยการเงินการคลัง การใช้พลังงานทดแทน การเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(เออีซี)
       
       นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการเร่งด่วน 7 โครงการ ซึ่งต้องเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เห็นชอบอีกครั้ง ประกอบด้วย 1.โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2557 2.โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศด้านไฟฟ้า รถไฟ และถนน วงเงินรวม 63,096 ล้านบาท 3.พัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ทั้งมาเลเซีย ลาว พม่า ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ 4.ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับเอสเอ็มอีและโอท็อป 5.โครงการที่อยู่อาศัย โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ลูกค้าชั้นดีของธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) วงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 4.125% 6.มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ 7.ปฏิรูประบบภาษี เบื้องต้นให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
       
        สำหรับมาตรการด้านพลังงานนั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพลังงานชี้แจงต่อผู้ค้าปลีกทุกรายให้คงราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ให้อยู่ในราคา ณ วันที่ 31 พ.ค.2557 จนกว่าจะมีการหารือเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพลังงานทั้งระบบอีกครั้ง และให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จนกว่าจะมีการพิจารณาใหม่
       
        ด้านนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมด้านการค้า รวมทั้งผู้เผลิตและจำหน่ายสินค้าประมาณ 70 รายประชุมหารือเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.เพื่อขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าต่อไปอีก 6 เดือน(มิ.ย.-พ.ย.2557) โดยเอกชนตอบรับให้ความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้า พร้อมรับปากจะบริหารจัดการไม่ให้สินค้าขาดและคุณภาพต่ำลง เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชนตามนโยบายของ คสช.
       
       นางศรีรัตน์ เผยด้วยว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสหพัฒน์ และยูนิลีเวอร์ ยืนยันไม่ขึ้นราคาสินค้าต่อเนื่อง ขณะที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส บิ๊กซี และท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งมีสาขารวมกัน 306 สาขา ก็ตอบรับให้ความร่วมมือในการตรึงราคาอาหารปรุงสำเร็จ(จานด่วน) ต่อเนื่อง 6 เดือนเช่นกัน โดยเมนูอาหาร 10 รายการยอดนิยม กำหนดขายไม่เกินเมนูละ 35-40 บาท พร้อมกันนี้ทั้ง 3 ห้างจะจัดเมนูอาหารธงฟ้าขายไม่เกิน 30 บาทในฟู้ดคอร์ดด้วย
       
       4. ธ.ออมสิน ชนะประมูลปล่อยกู้จ่ายจำนำข้าว 5 หมื่นล้าน เตรียมร่วมประมูลอีก 4 หมื่นล้าน ด้าน ธ.ก.ส.คาด จ่ายเงินชาวนาได้หมดภายใน 20 มิ.ย.!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 มิ.ย.2557
       เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่กระทรวงการคลัง สำนักบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) ได้จัดให้มีการเปิดซองประมูลเงินกู้จำนำข้าววงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) จ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่ค้างจ่าย 9 หมื่นล้านบาท โดย ธ.ก.ส.ได้นำสภาพคล่องของธนาคารจ่ายไปก่อน 4 หมื่นล้านบาท ระหว่างรอเงินกู้จาก สบน.
       
        ทั้งนี้ หลังเปิดซองประมูล น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สบน.เผยว่า มีสถาบันการเงินยื่นปล่อยกู้ถึง 12 แห่ง วงเงินยื่นประมูลรวม 1.45 แสนล้านบาท ทำให้ดอกเบี้ยที่ยื่นเสนอเข้ามาใกล้เคียงกันมาก โดยผู้ชนะการประมูลคือ ธนาคารออมสิน ได้วงเงินไปทั้งหมด 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเสนอดอกเบี้ยต่ำสุดที่ 2.1792% ถือเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่เคยจัดประมูลเงินกู้มา และต่ำกว่าดอกเบี้ยพันธบัตร 3 ปีในขณะนี้ที่อยู่ระดับ 2.45% โดยกำหนดเบิกเงินกู้งวดแรก 3 หมื่นล้านบาทในวันที่ 6 มิ.ย. และงวดที่ 2 จำนวน 2 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 13 มิ.ย.
       
        น.ส.จุฬารัตน์ เผยด้วยว่า “สบน.เตรียมเปิดประมูลเงินกู้อีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายคืนให้ ธ.ก.ส.ในวันที่ 12 มิ.ย. คาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างแน่นอน และยังกำหนดอายุเงินกู้ไว้ที่ 3 ปีเช่นเดิม”
       
        ขณะที่นายชัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผย(5 มิ.ย.)ว่า ธนาคารจะร่วมประมูลวงเงินกู้จำนำข้าวที่เหลืออีก 4 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ชนะประมูลรอบแรกและได้วงเงินไปทั้งหมด 5 หมื่นล้านบาท พร้อมคาดว่า ดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจะประมูลอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ(BIBOR) 6 เดือนเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามจะเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาว่าจะยื่นอัตราดอกเบี้ยเดียวทั้งหมด 4 หมื่นล้านเลยหรือไม่ หรือจะแบ่งวงเงินกู้เป็นหลายวง เพื่อเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ย และว่า ขณะนี้ธนาคารมีสภาพคล่องถึง 2.5 แสนล้านบาท โดยรวมที่ปล่อยกู้รอบแรกแล้ว 5 หมื่นล้านบาท
       
        ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง และหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เผย(6 มิ.ย.)ว่า กระทรวงได้ออกหนังสือเชิญสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน 32 แห่ง เพื่อจัดหาเงินกู้และค้ำประกันให้กับ ธ.ก.ส.ภายใต้โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 เพิ่มเติมอีก 4 หมื่นล้านบาท อายุเงินกู้ 3 ปีนับจากวันเบิกเงินกู้ ใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ 6 เดือน โดยให้สถาบันการเงินยื่นซองประมูลวันที่ 12 มิ.ย.นี้ และส่งมอบเงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 19 มิ.ย.
       
        ส่วนความคืบหน้าการจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนานั้น เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส.เผยว่า ธนาคารได้ทยอยจ่ายเงินให้ชาวนาไปแล้ว 4.69 แสนราย วงเงิน 4.78 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ ธ.ก.ส.ได้สำรองเงินสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก 7.86 พันล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่นำสภาพคล่องมารองรับการดำเนินการแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท ระหว่างที่รอรับเงินจากกระทรวงการคลังที่จะกู้มาให้ ธ.ก.ส. โดยกระทรวงการคลังจะทยอยส่งมอบเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ล็อตแรกวงเงิน 3 หมื่นล้านในวันที่ 6 มิ.ย. และล็อตที่ 2 วงเงิน 2 หมื่นล้านในวันที่ 13 มิ.ย. พร้อมคาดว่า ธนาคารจะจ่ายเงินให้ชาวนาที่ค้างอยู่ทั้งหมดกว่า 8.3 แสนราย วงเงิน 9.24 หมื่นล้านบาทได้ครบทั้งหมดภายในวันที่ 20 มิ.ย. ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้เดิม 22 มิ.ย. เนื่องจากธนาคารเร่งจ่ายเงินให้ชาวนาทั้งกลางวันและกลางคืน

ข่าวล่าสุด ในหมวด
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 มิ.ย.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 11-18 พ.ค.2557
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 4-10 พ.ค.2557
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 3 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014