หน้าแรกผู้จัดการ Online | ข่าวออนไลน์
 

ชำแหละตรรกะนักวิชาการ ม.เกษตรฯ โจมตี “เกษตรอินทรีย์” เชียร์ “ปุ๋ยเคมี” ออกนอกหน้า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
18 พฤษภาคม 2558 14:25 น. (แก้ไขล่าสุด 18 พฤษภาคม 2558 19:35 น.)
ชำแหละตรรกะนักวิชาการ ม.เกษตรฯ โจมตี “เกษตรอินทรีย์” เชียร์ “ปุ๋ยเคมี” ออกนอกหน้า
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ซ้าย) และหนังสือ “ปลูกพืชอินทรีย์ ไม่ดีอย่างที่คิด” (ขวา)
        ASTVผู้จัดการ – วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ชี้หนังสือ “ปลูกพืชอินทรีย์ ไม่ดีอย่างที่คิด” ซึ่งสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมี และโจมตีปุ๋ยอินทรีย์อย่างออกนอกหน้า มีปัญหาเรื่องตรรกะและบกพร่องในเนื้อหา ทั้งๆ ที่เขียนและประทับตราคณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ กังขามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสมาคมผู้ค้าปุ๋ย หวั่นส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในระยะยาว
       
       นับว่าเป็นเรื่องสั่นคลอนวงการเกษตรกรรมไม่น้อย เมื่อมีนักวิชาการผู้หนึ่งได้ออกหนังสือ “ปลูกพืชอินทรีย์ ไม่ดีอย่างที่คิด ปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษดีกว่าไหม” ซึ่งได้ออกภายใต้ตราประทับของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันเป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีในวงการว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกของประเทศที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านการเกษตร ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นแหล่งรวมงานวิจัยและนักวิชาการชั้นนำทางด้านเกษตรอันดับหนึ่งของประเทศ
       
       ชื่อหนังสือดังกล่าวทำให้คนในแวดวงเกษตรกรรม ตื่นตัวและลุกขึ้นมาตั้งคำถามไม่น้อยถึงอุดมการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว คนเขียนหนังสือเล่มนี้ก็มิใช่ใครอื่น ซ้ำยังเป็นนักวิชาการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แน่นอนว่าเมื่อมีตราของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือไม่น้อย
       
       “ผมทำหน้าที่นักวิชาการที่ดีแล้ว รู้อะไรก็พูดไปตามที่รู้ ท่านจะคิดอย่างไรคงไปจับมือทำไม่ได้ แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่สิ่งดีที่สุดจริง อยากให้สังคมรู้ว่า ผมได้ทักท้วงแล้ว” ศ.เกียรติคุณ ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ผู้เขียนหนังสือ ปลูกพืชอินทรีย์ไม่ดีอย่างที่คิด ปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษดีกว่าไหม กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา
       
       เมื่อไม่นานมานี้ สภาเกษตรแห่งชาติและภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน จัดเวทีสัมมนาวิชาการ “ความจริง...เรื่องเกษตรอินทรีย์” ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือดังกล่าวว่าเป็น ตรรกะที่ป่วยที่สุดของวงการเกษตรกรรม
       
       หนึ่งในผู้ที่ออกมาวิพากษณ์ก็คือ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี นักพัฒนาผู้คร่ำหวอดในวงการ NGOs มายาวนานกว่า30ปี ได้ให้สัมภาษณ์ ASTVผู้จัดการ วิพากษ์ถึงเบื้องหน้า-เบื้องหลังของหนังสือเล่มดังกล่าว
       
       ถาม : คิดว่าจุดประสงค์หลักของการออกหนังสือเล่มนี้คืออะไร?
       ตอบ : เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีมันเป็นความเชื่อของกลุ่มนักการเกษตรกลุ่มหนึ่งและกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีและเป็นหลักของหนังสือเล่มนี้ เราอาจจะต้องตั้งคำถามกลับกันว่าแท้จริงแล้ว ระบบเกษตรกรรมเท่าที่ผ่านมาและในอนาคตจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้สารเคมี ขอย้อนหลังเสียหน่อยว่าปุ๋ยเคมีในอดีตเพิ่งจะถูกนำมาใช้ในการเกษตรได้ไม่นานมานี้ หลังจากมีการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ จัสตัส วอน ลีบิก (Justus von Liebig) ประกาศทฤษฎีว่า ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ไนโตรเจนช่วยให้ใบเจริญเติบโต ฟอสฟอรัสช่วยให้รากและดอกเติบโต ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการนำเอาปุ๋ยเคมีนำมาใช้ในการเกษตรและปุ๋ยเคมีที่ถูกนำมาใช้จำนวนมากเป็นผลสืบเนื่องมาจากระเบิดซึ่งต้องใช้ปุ๋ยยูเรีย เช่นเดียวกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลงต่างๆ แรงจูงใจในการผลิตก็มาจากเรื่องสงคราม
       
       ประเด็นก็คือว่าการตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ปุ๋ยเคมี มันมีเหตุผลเบื้องหลังที่แตกต่างกัน ทางเราไม่เคยพูดว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นการผิดหลักเกษตรกรรม ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้บอกว่าการเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือกเดียว ซึ่งการเลือกใช้ปุ๋ยทั้งสองชนิดมันมีบริบทการใช้ของมันอยู่ สิ่งสำคัญที่หนังสือเล่มนี้คือทำขึ้นมาเพื่อโจมตีปุ๋ยอินทรีย์อย่างเห็นได้ชัด แล้วยังลามไปถึงการโจมตีเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

ชำแหละตรรกะนักวิชาการ ม.เกษตรฯ โจมตี “เกษตรอินทรีย์” เชียร์ “ปุ๋ยเคมี” ออกนอกหน้า
        ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเข้าไปสู่วงจรการผลิตและเพื่อส่งออกซึ่งจะเน้นหนักไปทางการเร่งผลผลิตและปริมาณเป็นหลัก นอกจากนั้น มีการพัฒนาเรื่องพันธุ์พืชรวมไปถึงการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นภายในทศวรรษที่ผ่านมาปุ๋ยเคมีจึงมีบทบาทสำคัญภายใต้บริบทที่ว่ามา เวลาผ่านไปเราก็พบว่าหากยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมากในพืชเชิงเดี่ยว ผลผลิตของมันไม่ได้มากดังที่เราต้องการแต่กลับมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซ้ำจะเกิดปัญหาแมลงและโรคระบาดตามมา เกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพของดินถึงขนาดที่ว่าการผลิตแบบนี้ของประเทศไทยมีผลต่อการแข่งขันระดับประเทศและระดับภูมิภาค
       
       ทิศทางในเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีที่ผ่านมาในเชิงเดี่ยวจึงไม่ควรจะเป็นทิศทางหลักของวงการเกษตรบ้านเรา มันต้องกลับไปสู่เรื่องเกษตรอินทรีย์ และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบำรุงดินในวิธีชีวภาพมากขึ้น อยู่มาวันหนึ่งก็มีนักวิชาการบางคน เอาชื่อของมหาวิทยาลัยพิมพ์หนังสือขึ้นมา เพื่อโจมตีเรื่องเกษตรอินทรีย์โดยปราศจากความเข้าใจ เนื้อหาและข้อมูลไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการทางวิชาการ ตรรกะที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ผมถือว่าเป็นตรรกะป่วย ไม่มีความสมเหตุสมผล นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราต้องออกมาตอบโต้
       
       ถาม : ในหนังสือมีการระบุเป็นข้อๆ เช่นว่าคุณสมบัติของปุ๋ยเคมีดีกว่า อาทิปลูกได้ผลผลิตสูงกว่า ไม่สร้างมลพิษ ความโปร่งแข็งของหน้าดิน
       ตอบ : หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาโดยใช้ตรรกะที่ว่าเมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีเข้าไปจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีตรรกะนี้ขึ้นมาลอยๆ โดยที่ไม่ได้มีผลการทดลองหรือทฤษฎีมารองรับเลย จากนั้นก็ใช้วิธีเปรียบเทียบเช่นถ้าใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชเท่ากับปุ๋ยเคมีจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ขนาดเท่าไหร่ ในเมื่อปุ๋ยอินทรีย์มีสารเอ็นพีเคน้อยคุณจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์มหาศาล ซึ่งจะได้ผลิตที่มาก ตรรกะนี้จึงล้มเหลวแต่ต้น
       
       ส่วนตัวเห็นว่ารายละเอียดต่างๆ ในหนังสือมีความผิดเพี้ยนจึงไม่จะโต้ตอบ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ มีตัวธาตุอาหารเอ็นพีเคไม่เท่ากับปุ๋ยเคมีอยู่แล้ว เนื่องจากมันเป็นการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่การทำเกษตรกรรมอินทรีย์ไม่ได้เพิ่มเน้นธาตุหลักเหล่านี้ เกษตรอินทรีย์เป็นวิธีการเกษตรที่มองถึงองค์รวม นอกจากนั้นปุ๋ยก็ไม่ได้มีเพียงตัวเดียว แต่ในหนังสือเลือกที่จะพูดถึงเอ็นพีเคเป็นหลัก เป็นการเลือกเอามาพูดเพียงเสี้ยวเดียว สารเสี้ยวเดียวก็ใช่ว่าจะใส่ไปเท่าใดก็ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นนะ เพราะว่าในระบบนิเวศการที่พืชจะใช้ประโยชน์จากสารอาหารมันไม่ได้ใช้โดยตรง ไม่ได้ช่วยในเรื่องของดินและไม่ได้รับประกันว่าผลผลิตจะมากขึ้นด้วย
       
       ถาม : ในทางปฏิบัติมีข้อพิสูจน์ออกมาแล้วว่าการใช้ปุ๋ยเคมีมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น?
       ตอบ : ที่หนังสือกล่าวอ้างมาในทางปฏิบัติ คุณต้องทำให้เห็น ยิ่งในทางปฏิบัติมีการใช้ปุ๋ยเคมีมากๆ ยิ่งทำให้ผลิตจะลดลงด้วยซ้ำ ในระบบนิเวศตามธรรมชาติ ตามหลักการเกษตรอินทรีย์จะเน้นไปถึงการจัดการในระบบนิเวศทางเกษตรทั้งหมดเพื่อเกื้อกูลกันในทุกส่วน การให้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นกับดิน ไม่จำเป็นต้องมีธาตุเอ็นพีเคสูงก็ได้ แต่จะทำให้กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดินให้อยู่ในรูปที่พืชจะใช้ประโยชน์ได้ รากของพืชสามารถดูดสารอาหารเหล่านี้มาได้ ดังนั้น ปุ๋ยอินทรีย์จะเหมาะกับกระบวนการแบบนี้สูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี
       
       ในทางปฏิบัติหากใช้ปุ๋ยเคมีในครั้งแรกกับพืชจะเห็นว่าเราจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจริง เป็นเพราะว่าโครงสร้างของดินและสิ่งมีชีวิตในดินนั้นสมบูรณ์อยู่แล้วปุ๋ยเคมีจึงมีส่วนในการช่วยกระตุ้น แต่เมื่อเราใช้ปุ๋ยเคมีต่อไปเรื่อยๆ กลับพบว่าผลผลิตพืชจะน้อยลงไป ผมได้ดูงานวิจัยนาข้าวที่ศึกษามาเป็นร้อยปีก็ได้ข้อมูลตามที่ว่ามา ผลวิจัยระบุว่าในปี 2491 - 2495 หากใช้ปุ๋ยเคมีจำนวน 1 ตัน สามารถให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 15 ตัน ขณะเดียวกัน ผลเมื่อปี 2502 - 2504 ตัวเลขลดลงมาเหลือ 10 ตัน แล้วจากนั้นผลผลิตในปีต่อไปจะลดลงเรื่อยๆ การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ให้ผลผลิตตามที่เราใช้หรือต้องการให้เป็นเสมอ เป็นเพราะว่าความอุดมสมบูรณ์ของดินยังดีอยู่
       
       ผลเสียของปุ๋ยเคมีมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่คือ มันเข้าไปทำลายวงจรธรรมชาติระบบนิเวศของดินซึ่งมีสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต่อพืชอยู่ ในทางเกษตรอินทรีย์ถ้าพูดถึงดิน ก็คือดินที่มีชีวิต คนละด้านกับปุ๋ยเคมีที่เป็นเชิงจักรกลคือเน้นการใส่ธาตุอาหารลงไปเอง เรื่องที่สองคือเรื่องโครงสร้างของดิน ดินที่เราเห็นเกิดขึ้นมาของการผุพังหินอายุเป็นล้านปีกว่าจะมาเป็นโครงสร้างของดินเหล่านี้ที่เป็นอยู่ รวมไปถึงซากพืชซากสัตว์ก็รวมมาเป็นดินเหล่านี้ เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงไปมันมีส่วนไปกระทบโครงสร้างของดินจากการศึกษาและลงไปในพื้นที่พบว่าสภาพดินที่ถูกใช้ปุ๋ยเคมีเป็นเวลานานจะพบดินที่แน่นขึ้น ไม่ร่วยสุย ระบายน้ำไม่ดี เกิดปัญหาทางชีวภาพและกายภาพ การรักษาความชื้นในดินจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
       
       ถาม : แสดงว่ามีความบกพร่องในหนังสืออยู่หลายจุดมาก หากลงลึกไปในรายละเอียดใช่ไหม?
       ตอบ : เราพบว่าหนังสือเล่มนี้มีความบกพร่องทางเนื้อหาจำนวนมาก เป็นการไปยกเอางานทดลองเพียงแค่ชิ้นสองชิ้นมากล่าวอ้าง แล้วมาสรุปว่าเป็นข้อมูลทั่วไป ซึ่งในทางปฏิบัติการใช้วิธีลักษณะนี้มันเชื่อถือไม่ได้
       
       สิ่งสำคัญที่อยากจะพูดถึงที่สุดคือเบื้องหลังของเรื่องผลประโยน์ที่เกี่ยวข้องกับงานในแต่ละชิ้นของผู้เขียน ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งในเล่มที่ได้ไปอ้างอิงการวิจัยของสมาคมโปแตสฯ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ขายปุ๋ยโปแตส เพื่อมาสนับสนุนสมมติฐานของงานเขียนตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ประหนึ่งว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้จัดพิมพ์ และมีการแจกจ่ายเป็นจำนวนมากแบบไม่จำกัดจำนวน มีคนตั้งคำถามเช่นกันว่ามันมาจากงบประมาณของทางมหาลัยวิทยาลัยเกษตรฯหรือเปล่า
       
       ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเล่มนี้ก็เคยเขียนหนังสือในลักษณะนี้ออกมาคล้ายกัน เนื้อหาหลายส่วนในเล่มที่เราวิพากษ์ก็ถูกดึงข้อมูลมาจากหนังสือเล่มแรก ที่ถูกจัดพิมพ์โดยสมาคมพ่อค้าปุ๋ยแห่งประเทศไทย และที่สำคัญผู้เขียนยังมีชื่ออยู่ในกรรมการผู้ค้าปุ๋ยอีกด้วย ทำให้คนในแวดวงเกษตรกรรมต้องตั้งคำถาม
       
       ถาม : คุณวิฑูรย์กำลังจะบอกว่ามีนักวิชาการด้านเกษตรเป็นตัวแทนเครือข่ายนายทุนปุ๋ยเคมีหรือเปล่า?
       ตอบ : การพิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมาก็ชัดเจนว่ามาจากการสนับสนุนเรื่องผลประโยชน์เรื่องปุ๋ยเคมี เนื่องจากผู้เขียนยังเคยเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการของสมาคม เล่มก่อนหน้านี้ผู้ที่เขียนคำนำก็ยังเป็นนายกสมาคมผู้ค้าปุ๋ยอีกต่างหาก เรียกว่ามีผลประโยชน์สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก นอกเหนือจากคนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ยังมีกลุ่มนักวิชาการเกษตรที่ว่าด้วยเรื่องปุ๋ย เรื่องปฐพีวิทยา อีกกล่มหนึ่งที่คอยสนับสนุนวิธีคิดคล้ายหนังสือเล่มนี้อยู่
       
       ถาม : เครือข่ายของบริษัทปุ๋ยเคมีและกลุ่มนักวิชาการ เชื่อมโยงกันอย่างไร?
       ตอบ : ประเทศไทยได้เข้าสู่เกษตรกรรมแบบปฏิวัติเขียว มีการใช่เทคโนโลยีในการผลิต เช่นการผสมพันธุ์พืชสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น โดยทิศทางเกษตรบ้านเราถูกครอบงำมาในทิศทางนี้มาโดยตลอดในช่วง 4-5 ทศวรรษ นักวิชาการจำนวนมากก็ตกอยู่ในวิธีคิดลักษณะนี้ ภาควิชาปฐพีมีจำนวนมากและที่ร่ำเรียนมาด้านปุ๋ยเคมี ในช่วงหลังมีการเรียนในเรื่องระบบนิเวศดินมากขึ้น
       
       ถาม : เหตุผลที่ไม่อยากตอบโต้เนื้อหาในหนังสือเป็นรายข้อ
       ตอบ : เขามองแค่เพียงว่าเกษตรอินทรีย์คือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมันไม่ใช่แต่มันคือการจัดการเชิงระบบ ครั้นพอจะมานั่งเถียงเป็นข้อๆ ก็เหมือนเราเข้าไปสู่ในเกม วาทกรรมของเขา บางเรื่องที่มีปัญหาเรื่องตรรกะป่วยจริงๆ ก็ตอบโต้ไปบ้างเช่นกัน ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้เกิดโลกร้อน เราก็ตอบกลับไปเหมือนกันว่าไม่จริง หรือเรื่องคุณค่าทางอาหารในหนังสือคุณก็ไปอ้างเอาแค่งานวิจัยบางชิ้นมาเท่านั้น ซึ่งการจะนำข้อมูลมาอ้างอิงแบบถูกต้องนั้นควรจะทำในแบบสำรวจเชิงวรรณกรรมเป็นจำนวนมาก นำข้อมูลจำนวนมากมาสังเคราะห์ นำมาไล่เรียงคัดเลือกว่างานวิจัยชิ้นไหนน่าเชื่อถือที่สุด อย่างเรื่องต้นทุน เกษตรอินทรีย์มีต้นทุนต่ำกว่าจากข้อมูลของทีดีอาร์ไอ ที่ทำการสำรวจการปลูกข้าวอินทรีย์ทั่วประเทศเมื่อปี 2557 กล่าวได้ว่าหนังสือที่ออกมาไม่ได้มีความหนักแน่นทางวิชาการเลย นับเป็นความอับอายของมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ที่ปล่อยสิ่งพิมพ์แบบนี้ออกมาได้โดยมีตราประทับรับรอง
       
       ถาม : บริษัทยักษ์ใหญ่เกี่ยวกับวงการปุ๋ยเคมี พอจะมีใครเป็นผู้เล่นหลักๆ บ้าง?
       ตอบ : บริษัทที่ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดคือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ อันดับที่ 2 บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) และบริษัทที่มาแรงคือ บริษัทเทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ของเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี นอกจากนั้นยังมีบริษัทข้ามชาติก็มี ปุ๋ยตราเรือใบยาร่า จากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกเรื่องปุ๋ยเคมี วงการนี้ผู้เล่นเยอะและเงินที่หมุนเวียนก็เป็นจำนวนสูง มูลค่านำเข้าปุ๋ยแต่ละปีมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าตลาดของปุ๋ยเคมีตกปีละ 150,000 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย จึงเห็นได้ว่ามีผลประโยชน์มหาศาลทับซ้อนอยู่ ในช่วงหลัง 4-5ปี มานี้จะเห็นได้ว่ามีทิศทางที่ผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมาก ทางฝ่ายการเมืองพูดถึงเรื่องเหล่านี้กันมากขึ้น
       
       ทัศนคติของประชาชนในการใช้ปุ๋ยเคมีจึงเป็นไปในทางลบมากขึ้น แม้แต่ละครหลังข่าวยังมีการสอดแทรก ยกตัวอย่างพวกปุ๋ยเคมีจะเป็นพวกผู้ร้ายในละคร เทียบกับยอดขายตอนนี้คงยังไม่กระทบมากนักแต่อาจจะส่งผลในระยะยาว การออกหนังสือดังกล่าวก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่กลุ่มผลประโยชน์ได้ออกมาโจมตีปุ๋ยอินทรีย์และปกป้องผลประโยชน์ของเขาแบบหนึ่ง
       
       ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ที่เราเห็นการรวมตัวของกลุ่มทุนปุ๋ยเคมี สารเคมีและสิ่งกำจัดศัตรูพืช ก่อนหน้านี้เคยเกิดมาครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีนโยบายผลักดันในเรื่องเกษตรยั่งยืน จะมีการตั้งกองทุนสนับสนุนเรื่องเกษตรยั่งยืน โดยมาจากภาษีของสารเคมี เป็นแค่ความคิดที่เสนอขึ้นมายังไม่ได้ถูกผลักดันเป็นกฎหมาย เป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นว่ากลุ่มผลประโยชน์เรื่องปุ๋ยเคมีลุกขึ้นมาคัดค้าน ซึ่งหลายคนในจำนวนนั้นก็ยังมาอยู่ในกลุ่มที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ผิดๆ ด้านการเกษตรออกไปสู่ประชาชน
       
       ถาม : หนังสือเล่มนี้ส่งผลอะไรต่อความคิด ความเชื่อของเกษตรกรบ้าง?
       ตอบ : ด้วยเหตุที่หนังสือนี้ถูกผลิตขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรฯ แต่คนในมหาวิทยาลัยที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้มีจำนวนมาก อาจจะถูกปิดปากไม่กล้าพูดถึงนัก หลายคนที่เป็นศิษย์เก่าหลายคนถึงกับรับไม่ได้กับหนังสือเล่มนี้ ผิดหวังกับมหาวิทยาลัยมาก ที่ปล่อยให้มีนักวิชาการบางกลุ่มเข้าไปใช้ชื่อมหาวิทยาลัยและออก ส่วนหนังสือก็ถูกนำไปแจกจ่ายในเวทีวิชาการ แจกจ่ายไปในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนั้น ยังมีหนังสือนำโดยหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยาส่งไปเบื้องต้นด้วย แน่นอนว่าสร้างความลังเล สงสัย ความไม่แน่ใจ ให้กับประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเกษตร เนื่องจากอาจไม่มีความเข้าใจด้านนี้ดีพอให้ไขว้เขวได้ ซึ่งคงจะมีผลอยู่พอสมควร ส่วนด้านผลกระทบต่อเกษตรกรมองว่าอาจส่งผลในระยะยาวมากกว่า

ชำแหละตรรกะนักวิชาการ ม.เกษตรฯ โจมตี “เกษตรอินทรีย์” เชียร์ “ปุ๋ยเคมี” ออกนอกหน้า
ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ผู้เขียนหนังสือ “ปลูกพืชอินทรีย์ ไม่ดีอย่างที่คิด”
       

ชำแหละตรรกะนักวิชาการ ม.เกษตรฯ โจมตี “เกษตรอินทรีย์” เชียร์ “ปุ๋ยเคมี” ออกนอกหน้า
หนังสือความจริงเกี่ยวกับปุ๋ยในการเกษตรและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ฉบับพิมพ์ปี 2550 จัดทำโดยสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย
        อ่านเพิ่มเติม :
       • 3 มุมมองคนเกษตรอินทรีย์ วิพากษ์หนังสือนักวิชาการมก.เขียนหนุน “ปุ๋ยเคมี”
       • ฟังอีกด้าน ‘ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ์’ หลังโดนวิพากษ์หนังสือปลูกพืชอินทรีย์ไม่ดีอย่างที่คิดฯ
       
       


ข่าวล่าสุด ในหมวด
ระทึก ! เพลิงไหม้กรมอู่ทหารเรือ คาดต้นเหตุจากสถานีเชื้อเพลิง
ชำแหละตรรกะนักวิชาการ ม.เกษตรฯ โจมตี “เกษตรอินทรีย์” เชียร์ “ปุ๋ยเคมี” ออกนอกหน้า
เว็บ Ohozaa ปิดบริการแล้ว หลังโดนสื่อรุมฟ้องลอกข่าว
ค้นตึกยูดีบีพี พบสร้างตบตาเป็นธนาคารเพื่อหลอกเงินลงทุน ยังปฏิเสธเกี่ยวข้องยูฟัน
“บิ๊กจิ๋ว” เปิดบ้านรับอวยพร ขอหวนนั่งนายกฯหากมีโอกาส ไร้เงา จนท.สังเกตุการณ์
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 35 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015