หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกภูมิภาค | ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

ดีเอสไอพบเบาะแส “สมีคำ” เป็นนักขายมือทอง ทั้งรถ ทั้งทอง เพื่อหมุนเงินบริจาคไปซ่อน(ชมคลิป)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
18 กรกฎาคม 2556 17:13 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ดีเอสไอพบเบาะแส “สมีคำ” เป็นนักขายมือทอง ทั้งรถ ทั้งทอง เพื่อหมุนเงินบริจาคไปซ่อน(ชมคลิป)
นางเกษณีย์ โอบอ้อมกุล อายุ 50 ปี เจ้าของร้านทองทรงเจริญ

ดีเอสไอพบเบาะแส “สมีคำ” เป็นนักขายมือทอง ทั้งรถ ทั้งทอง เพื่อหมุนเงินบริจาคไปซ่อน(ชมคลิป)

ดีเอสไอพบเบาะแส “สมีคำ” เป็นนักขายมือทอง ทั้งรถ ทั้งทอง เพื่อหมุนเงินบริจาคไปซ่อน(ชมคลิป)
นายธนิต ศรีธัญรัตน์ เจ้าของเต้นท์รถภรณ์เจริญมอเตอร์

ดีเอสไอพบเบาะแส “สมีคำ” เป็นนักขายมือทอง ทั้งรถ ทั้งทอง เพื่อหมุนเงินบริจาคไปซ่อน(ชมคลิป)

ดีเอสไอพบเบาะแส “สมีคำ” เป็นนักขายมือทอง ทั้งรถ ทั้งทอง เพื่อหมุนเงินบริจาคไปซ่อน(ชมคลิป)

อุบลราชธานี- ดีเอสไอลุยหาแหล่งซ่อนสมบัติสมีคำ เบื้องต้นได้เบาะแสเป็นจอมลวงโลก นักหมุนเงิน และพวกขี้โกง เช่าบ้านให้ญาติอยู่แต่ไม่ยอมจ่ายเงิน พร้อมเป็นนักขายรถมือทอง ไม่เว้นแม้แต่รถแบ็กโฮใช้ตักดิน
       
       เมื่อเวลา 11.30 น. วันนี้ (18 ก.ค.) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (ดีเอสไอ) ให้นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์คดีความมั่นคง เข้าตรวจสอบร้านทองทรงเจริญ ตั้งอยู่เลขที่ 280 ถ.พรหมราช ต.ในเมือง ซึ่งเป็นแหล่งที่สมีคำนำทองคำที่ได้รับบริจาคจากประชาชนมาขาย และขอซื้อบ้านจากหมู่บ้านเพชรไพริน ตั้งอยู่ในตำบลขามใหญ่ ซึ่งเจ้าของร้านทองดังกล่าวเป็นเจ้าของโครงการจำนวน 3 หลัง
       
       นางเกษณีย์ โอบอ้อมกุล อายุ 50 ปี เจ้าของร้านทอง ระบุว่า สมีคำติดต่อขอซื้อบ้านในโครงการที่เหลืออยู่เมื่อปี 2554 โดยบอกว่าจะให้พ่อแม่ น้องชาย และพระเลขาฯ มาพักอยู่คนละหลัง ราคาหลังละ 2.8 ล้านบาท ต่อมาสมีคำมาบอกยังไม่ต้องการซื้อ แต่จะขอเช่าอยู่ก่อน และไม่ได้ทำสัญญาเช่าไว้เพราะเชื่อในความเป็นพระ ซึ่งสมีคำก็ให้ญาติพี่น้องเข้ามาอยู่
       
       จนเวลาผ่านไป 6-7 เดือนก็ไม่จ่ายค่าเช่าและพาพี่น้องออกจากบ้านไป แต่ยังคงทิ้งข้าวของไว้ในบ้านทั้ง 3 หลังจำนวนมาก
       
       จนถึงกลางปี 2555 ได้ไปหาสมีคำที่บ้านพ่อแม่ที่บ้านทรายมูล แจ้งให้มาขนย้ายข้าวของออกไปเพราะจะขายบ้านทั้ง 3 หลังให้คนอื่น พร้อมขอเงินค่าเช่าบ้าน ซึ่งสมีคำจ่ายเงินมาให้เพียง 2 หลัง หลังละ 1 แสนบาท ส่วนอีกหลังที่ให้ผู้หญิงที่สมีคำเรียกว่าคุณนายพักอาศัยไม่ยอมจ่าย บอกให้ไปตามเก็บเอาจากผู้หญิงคนนั้นแทน ต่อจากนั้นก็ไม่ได้พบกับสมีคำอีกเลย
       
       ขณะที่นายวิบูลย์ สามีที่เป็นเจ้าของร้านทอง เปิดเผยว่า สมีคำเคยเอาทองมาขายให้ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2-3 แสนบาท โดยเป็นทองคำแท่งหนักแค่ 5 บาท ที่เหลือเป็นทองรูปพรรณ ไม่ใช่นำมาขายหนักเป็นร้อยกิโลกรัมเหมือนที่เป็นข่าว จึงรับซื้อและขายออกไปตามกลไกตลาด และทุกครั้งสมีคำจะเป็นคนนำทองมาขายด้วยตนเอง ระยะห่างประมาณ 2-3 เดือนครั้ง
       
       หลังจากดีเอสไอได้ข้อมูลจากเจ้าของร้านทองทรงเจริญ ได้เข้าสอบถามนายธนิต ศรีธัญรัตน์ เจ้าของเต็นท์รถภรณ์เจริญมอเตอร์ ตั้งอยู่ริมถนนเลี่ยงเมือง ต.ในเมือง โดยนายธนิตระบุว่า เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อนสมีคำนำรถตู้โตโยต้าแบบเก่าจำรุ่นไม่ได้มาขายให้ในราคา 4 แสนบาท จึงรับซื้อไว้ ส่วนขากลับมีรถตำรวจทางหลวงมารับสมีคำกลับไป
       
       อีกไม่กี่เดือนต่อมาสมีคำได้มาหาที่เต็นท์รถให้ช่วยรับซื้อรถตักดินแบ็กโฮไว้ในราคา 135,000 บาท ซึ่งขณะนั้นไม่รู้จักว่าสมีคำเป็นใครเพราะยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่จำได้ดีเพราะเป็นพระรูปแรกที่นำรถมาขายให้ร้านด้วยตัวเอง อีเอสไอจึงขอเอกสารการซื้อขายรถในครั้งนั้น ซึ่งนายธนิตสั่งให้ผู้เก็บรักษาเอกสารตรวจหาให้ และจะนำมามอบแก่ดีเอสไอใช้ประกอบหลักฐานการนำเงินบริจาคมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ต่อไปในภายหลัง
       
       ต่อมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอชุดเดียวกันได้ไปที่มงคลคาร์เซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ริมถนนชยางกูร ต.ขามใหญ่ อ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อสอบถามการซื้อขายรถของสมีคำ โดยนางปณิตา เลิศผดุงเดช ผู้จัดการบริษัทขายรถแห่งนี้ ระบุว่า สมีคำเคยมาสอบถามต้องการซื้อรถเบนซ์มือสองเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่เคยมีการซื้อขายกับสมีคำเพราะหลังมาสอบถามไม่เคยกลับมาที่บริษัทอีกเลย
       
       ส่วนจะเป็นลูกศิษย์มาซื้อขายแทนในภายหลังหรือไม่นั้นไม่แน่ใจ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีรายละเอียดของตัวรถสามารถตรวจสอบย้อนหลังให้ได้
       
       ขณะเดียวกัน ดีเอสไอยังเข้าตรวจสอบที่บริษัทโตโยต้าดีเยี่ยม ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ซึ่งแหล่งข่าวของดีเอสไอระบุว่าสมีคำเคยมาสั่งซื้อรถด้วย นายสมชาย เหล่าสายเชื้อ ประธานบริษัทกล่าวว่า หลังตรวจสอบดูในสารบบรายชื่อของลูกค้าที่มาซื้อขายรถไม่พบมีชื่อสมีคำซื้อขายรถกับทางบริษัท แต่ถ้าสมีคำใช้ชื่อคนอื่นมาซื้อและดีเอสไอมีรายชื่อมาให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่ถ้ามาซื้อในชื่อของสมีคำเองไม่มีแน่นอน
       
       ด้านนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์คดีความมั่นคง ระบุถึงการเข้าตรวจสอบที่ร้านทองและเต็นท์รถว่า ดีเอสไอต้องการตรวจสอบการโยกย้ายทรัพย์สินของสมีคำและพวก เบื้องต้นยังไม่พบมีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือรถหรูในชื่อของสมีคำ มีเพียงรถกระบะเก่าอายุกว่า 20 ปีเพียง 3 คันเท่านั้น ส่วนที่มีการซื้อขายรถเมื่อกว่า 4-5 ปีก่อน เจ้าของเต็นท์ยินดีค้นหาหลักฐานมาให้
       
       สำหรับผู้ที่ครอบครองรถที่ได้รับจากสมีคำ และต้องการแสดงความบริสุทธิ์ในการครอบครองรถที่อาจได้มาอย่างไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งให้ดีเอสไอเข้าตรวจสอบได้ที่หมายเลข 08-0123-1230
       
       ขั้นตอนต่อไปดีเอสไอจะตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทั้งในรูปมูลนิธิหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสมีคำทั้งหมด เพื่อใช้ดำเนินคดีต่อสมีคำฐานฉ้อโกงประชาชน เพราะนำเงินที่ได้รับบริจาคมาใช้ผิดวัตถุประสงค์
       
       คลิกเพื่อชมคลิป
       
       


ข่าวล่าสุด ในหมวด
พายุซัดเมืองโคราชหนัก ! “ฝ้าเพดานรพ.-ห้างฯดัง”พังถล่ม ต้นไม้โค่นทับรถ-บ้าน เสาไฟหักอื้อ
กาฬสินธุ์เดินหน้าพัฒนาข้าวอินทรีย์รับตลาดขยายตัว
พายุฤดูร้อนถล่มอำเภอหนองหินบ้านเรือนเสียหายกว่า 17 หลัง
ทหารบุกทลายคาราโอเกะสแกนลอบค้ากาม
ชาวกันทรวิชัยอึ้ง ต้นขนุนออกลูกคล้ายกล้วยไข่
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015