หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรก Metro Life | หนังสือหนังหา
 

อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา

โดย MGR Online
28 มีนาคม 2549 21:48 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา
ภาพปกหนังสือ

อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา
เสกสรรค์-จิระนันท์ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา

อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา

อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา

     “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
       ฉันจึงมาหาความหมาย
       ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
       สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”
       

        
            บทกวี “ฉันจึงมาหาความหมาย” ของวิทยากร เชียงกูล บทนี้ ได้ตั้งคำถามถึงการมี และเป็น “นิสิต-นักศึกษา” ของเหล่าคนหนุ่มสาว ผู้อยู่ในวัยที่มุ่งขวนขวายหาความรู้ ไม่เพียงเท่านั้น บทกวีดังกล่าวยังส่งคำถามเดียวกันไปยังระบอบการศึกษาของไทยด้วย พร้อมทั้งตีความได้อีกว่า ค่านิยมใน “ใบปริญญา” ที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ใช้มันเป็นใบเบิกทางสู่วิถีอันเรียกว่า เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล นั้น ได้ “ให้” อะไร แก่ชีวิตของผู้ที่ถือมันไว้ในมือบ้าง
       
        
            ไม่มีใครรู้ว่า ขณะที่วิทยากร แต่งกวีบทนี้ขึ้น สายตาของเขาที่มองมายัง “อนาคตของชาติ” สงสัย-กังขา น้อยกว่าหรือยิ่งกว่าที่ใส่ไว้ในถ้อยความสี่วรรคนั้น
        
            ทว่าหลังจากนั้นเพียง 5 ปี บทกวีรับน้องใหม่ ที่แต่งขึ้นในปี พ.ศ.2516 โดย สาวน้อยดาวจุฬาฯ ผู้หนึ่ง ก็ราวกับจะตอบรับคำถามข้างต้นของผู้อาวุโส ไม่ว่าสาวผู้ประพันธ์ จะตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ แต่เนื้อหาของบทกวี ก็ได้ตอบคำถามของความหมายที่ตามหา ได้อย่างชัดแจ้งในตัวของมันเอง
            ด้วยถ้อยสำนวนที่ว่า
       
        
            “ดอกไม้            ดอกไม้จะบาน
       บริสุทธิ์กล้าหาญ      จะบานในใจ
            สีขาว                หนุ่มสาวจะใฝ่
       แน่วแน่แก้ไข           จุดไฟศรัทธา
            เรียนรู้               ต่อสู้มายา
       ก้าวไปข้างหน้า         เข้าหามวลชน
            ชีวิต                  อุทิศยอมตน
       ฝ่าความสับสน          เพื่อผลประชา
            ดอกไม้              บานให้คุณค่า
       จงบานช้าๆ               แต่ว่ายั่งยืน
            ที่นี่                   และที่อื่นๆ
       ดอกไม้สดชื่น          ยื่นให้ปวงชน...”
       

        
            แล้วชื่อของ จิระนันท์ พิตรปรีชา ผู้ประพันธ์ “ผลิ” เพื่อต้อนรับการเข้ามาของนิสิตใหม่ ก็เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศพร้อมๆ กับการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชน เพื่อล้มล้างระบอบเผด็จการทหาร ของจอมพลถนอม กิตติขจร กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของ “ประชาธิปไตย” ที่แลกมาด้วยความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง
       
        
            ดาวไฮด์ปาร์ค, ดาวมหาวิทยาลัย, ปัญญาชน, วีรชนผู้เรียกร้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เหล่านี้ล้วนเป็นหมวกที่เธอสวม เป็นบทบาทที่สังคมมองเธอ แต่ในบริบทด้านอื่นๆ ของชีวิต มีใครบ้างที่รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องผ่านและพบเจอกับอุปสรรคใดบ้าง คู่ชีวิตที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน อย่าง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล รวมถึง “สหาย” อีกหลายชีวิต ต้องพบเจอกับอะไร หลังการชุมนุมครั้งนั้น ที่“เปลือกภายนอก” ถูกมองว่าจบสิ้น ทว่าเนื้อแท้ยังคงกัดกร่อนทำลาย “ผู้เกี่ยวข้อง” ต่อไปอีกยาวนาน
        
            ผลของมันทำให้เธอต้องเดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศ วกไปครึ่งค่อนโลก ก่อนจะกลับมา “เข้าป่า” กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ ภูหินร่องกล้า..ให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ ที่ถ้ำผาจิ จวบจนถึงวันที่ก้าวเท้าคืนเมืองอีกครั้ง
       
        
            วันนี้ จิระนันท์ พิตรปรีชาได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันซับซ้อนละเอียดอ่อน เต็มไปด้วยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งของประเทศและชีวิตของตน ในชื่อ
       “ อีกหนึ่งฟางฝัน : บันทึกแรมทางของชีวิต” เพื่อบอกเล่าถึงรายละเอียดของชีวิตที่ได้รับแรงสะท้อน จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 อันส่งให้ชีวิตของเธอและคนรัก ต้องรอนแรมลี้ภัยไปค่อนโลก โดยมีแพรวสำนักพิมพ์ รับหน้าที่ดูแลรวบรวมเป็นรูปเล่ม และจัดจำหน่าย (งานแถลงข่าวมีขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเย็น วันศุกร์ที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา ณ อมรินทร์ คอเปอร์เรทปาร์ค ท่ามกลางครอบครัว นักวิชาการ และมิตรรักที่มาให้กำลังใจและเสวนาพูดคุย)
       

        
            การรวมเล่มในครั้งนี้ ไม่ใช่เนื้อหาที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการรวบรวมจากผลงาน “อีกหนึ่งฟางฝัน” ที่จิระนันท์ เขียน ลงตีพิมพ์ครั้งแรก ในนิตยสาร แพรว ช่วงปี 2538-2539
       
        
            “ประสบการณ์บางอย่าง เมื่อเราปล่อยไว้ให้ตกตะกอนแล้วค่อยนำมาเขียน มันทำให้เรารู้สึกดี แล้วก็ให้ความเป็นธรรมกับตัวเองและทุกๆ ฝ่าย มันผ่านกระบวนการขบคิดและได้รับบทเรียนมาพอควร อีกอย่างการมองย้อนกลับไป ทำให้เห็นภาพรวมได้ชัดขึ้น เป็นการเขียนในแง่ที่เป็นประสบการณ์ของผู้ร่วมชะตากรรมหนึ่งในนั้น”
       

        
            คือคำอธิบายจากจิระนันท์ เมื่อถูกถาม “ทำไมมารวมเล่มเอาตอนนี้” พร้อมทั้งขยายความต่อว่า ในช่วงปี 2539 ที่เขียนจบ ตนรู้สึกว่า หมดเรื่องคุยแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือ อยากจะแก้ข้อมูลบางอย่างที่ไมได้ใส่หรือคลาดเคลื่อนไป ดังนั้น เมื่อมีการรวมเล่มขึ้น เสกสรรค์จึงรับหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ในทางรูปธรรม
       
        
            “เดินจากภูลูกไหน ไปลูกไหน ดิฉันจำไม่ได้ละเอียด เรื่องสถานที่ เวลา อาจจะคลาดเคลื่อน อาจารย์เสกสรรค์ก็จะช่วยแก้ไขให้ละเอียดยิ่งขึ้น ครั้งนี้ จึงเหมือนเป็นการหยิบมาปัดฝุ่นอีกครั้ง แต่จะแก้ไขเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อมูล แต่หากเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น ขณะนั้นในประวัติศาสตร์ ไม่มีการแก้ไขใดๆ”
       
        
            บันทึกแรมทาง อีกหนึ่งฟางฝันของชีวิต ได้บันทึกเรื่องราวในลำดับเหตุการณ์ นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย การเป็นนักกิจกรรมที่โดดเด่น กระทั่งได้รับเลือกเป็นดาวมหาวิทยาลัย กอปรกับการตั้งคำถามต่อตัวเองถึง วิถี หรือ สาระแก่นสารของชีวิตนักศึกษา ขนบต่างๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งการ “ว้าก” ของรุ่นพี่ การซ้อมเชียร์ ที่ชวนให้ตัวเธอในขณะนั้นตั้งข้อสังเกตว่า “เพื่ออะไรกันแน่” ซึ่งเป็นแนวคิด หรือโลกทัศน์ที่เปิดกว้างพร้อมจะตั้งคำถามกับทุกสิ่ง อันริเริ่มมาจากนิสัยรักการอ่านหนังสือ ตั้งแต่ครั้งศึกษาที่เตรียมอุดมฯ
       
        
            การเข้าร่วมกับ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ประกาศตัวว่าเป็นปัญญาชน ให้ความสนใจในเหตุบ้านการเมืองและสังคมส่วนรวม ธีรยุทธ บุญมี เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย , เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำด้านกิจกรรมการเมืองต่างๆ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นพี่ที่รุ่นน้องให้ความเคารพนับถือ, เสาวนีย์ ลิมมานนท์ ดาวไฮด์ปาร์คจากชมรมปาฐกถาและโต้วาทีของรั้วโดม , ประสิทธิ์ ไชยโย ผู้นำสมาคมแรงงานอุตสาหกรรมทอผ้าอ้อมน้อย,ณรงค์ ใจเพชร แกนนำกรรมกร และเหล่าเพื่อนพ้องหรือสหายร่วมอุดมการณ์อีกมากมายที่มีการดำเนินชีวิตเกี่ยวร้อยกัน 
       
        
            การเป็นแกนนำ ของจิระนันท์ และเสกสรรค์ ท่ามกลางคลื่นมหาชนหลายแสนคนบนถนนราชดำเนินในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน หนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย มุ่งเผยแพร่แนวคิดและความเข้าใจเรื่องสิทธิ เสรีภาพ แก่ประชาชน ก่อนจะเข้าสู่ยุคมืดมนอัปยศ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ระบอบเผด็จการเวียนมาอีกครั้งด้วยผลสะท้อนที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว เลือดของนักศึกษา ประชาชนผู้บริสุทธ์ที่ถูกฆ่าแขวนคอ อย่างทารุณ ย้ำความห่างไกลของ “ประชาธิปไตย” ให้ยิ่งเลือนรางออกไป
       
        
            ชีวิตของจิระนันท์ และเสกสรรค์ยังคงขึ้นอยู่กับการรอนแรมเดินทาง ความรักที่ทั้งคู่มอบให้กัน คือ “หลัก” อันมั่นคงอีกอย่าง ที่ช่วยให้ร่วมต่อสู้ฟันฝ่า นอกเหนือไปจากอุดมการณ์และความหวัง
       
        
            การให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ ทำให้ตัดสินใจคืนสู่เมืองในเวลาต่อมา
       ก่อนที่ทั้งจิระนันท์และเสกสรรค์จะไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัย คอร์แนล สหรัฐอเมริกา หลังต่างฝ่ายได้ฝากชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ให้เป็นที่ประจักษ์ในแวดวงวรรณกรรมบ้างแล้ว
       
        
            เรื่องราวชีวิตที่ผู้เขียนบอกเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ จึงมิเพียงเป็นบันทึกเหตุการณ์ทางหน้าประวัติศาสตร์ หากแต่ยังพลิกมิติของชีวิตแต่ละด้านให้ผู้อ่านได้เห็น โยงสิ่งกว้างใหญ่อย่างสังคมเข้าสู่หน่วยเล็กๆ อย่างตัวบุคคล ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
        
            ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือบทบันทึกที่มิเพียงมุ่งให้ความกระจ่างในลำดับเหตุการณ์ต่างๆ แต่เป็นบทบันทึกชีวิตที่อิ่มไปด้วยรสชาติทางวรรณศิลป์ที่ผู้เขียนจรรโลงขึ้นอย่างตั้งใจและมากด้วยอรรถรสอันชวนติดตามตั้งแต่บทนำ...
       
        
            กระทั่งย่อหน้าสุดท้าย ที่หน้าวรรณกรรม ขอหยิบยกมาไว้ ณ ที่นี้
       
            “ฉันตอบข้อกังขาของคนรุ่นหลังแล้วอมยิ้มอยู่ในใจ อย่างน้อยฟางฝันเส้นนั้นก็ไม่ได้จมหายสาบสูญในห้วงอนธการ ฉันเพียงแต่ปล่อยให้มันล่องลอยไปสู่อิสรเสรี แม้ว่าตัวตนของฉันจะไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยวไขว่คว้า และอาจดิ่งจมลงสู่ห้วงลึกของกาลเวลาในที่สุด”
       

                    .......................................
                   ตัวหนอนบนกองหนังสือ

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ตำนานเสาไห้
เทรนด์หนังสือ ปี'52 ธรรมะยังแรง นิยายแหววยังโดน!
ดีเอ็มจีเอาใจญาติธรรม จัดชุดหนังสือธรรมะรับปีใหม่
ความรักในแบบฉบับซีอีโอ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์”
“จงเติมคันในช่องว่าง” หนังสือจากผู้ชายปากร้าย ขี้วีน และเซ็กซี่ ในรอบ 100 นาที
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 35 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2017