สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 ก.พ.2560

โดย MGR Online   
25 กุมภาพันธ์ 2560 19:40 น. (แก้ไขล่าสุด 14 พฤษภาคม 2560 00:46 น.)
       
คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. ดีเอสไอ เชื่อ “ธัมมชโย” ยังอยู่ในวัด หลังจับสัญญาณโทรศัพท์ได้ ด้าน “บิ๊กตู่” ยันไม่เลิกใช้ ม.44 คุมวัดพระธรรมกาย จนกว่าจะได้ตัว “ธัมมชโย” !

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 ก.พ.2560
(บน) พระวัดพระธรรมกายใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า จนสังคมตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ (ล่าง) พระวัดพระธรรมกายล็อกคอและทำร้ายช่างภาพหญิงของดีเอสไอ เพื่อยื้อแย่งกล้องวิดีโอจากมือช่างภาพหญิง
        ความคืบหน้ากรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.พ. เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และหมายจับคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนในหลายจังหวัด
       
        ปรากฏว่า ผ่านไปกว่า 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้ตัวพระธัมมชโยแต่อย่างใด เนื่องจากพระวัดพระธรรมกายไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่โซน A และ B ซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้สิ้นสงสัย ขณะเดียวกันพระและศิษย์วัดพระธรรมกายยังได้ใช้โซเชียลมีเดียในการปลุกกระแสระดมคนเข้าวัด เพื่อตั้งกำแพงมนุษย์กดดันให้เจ้าหน้าที่ถอยร่น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งพระและญาติโยมที่เข้าไปปักหลักในวัดพระธรรมกายต่างสวมแว่นตาดำและคาดหน้ากากอนามัยเพื่อปิดบังใบหน้า ส่งผลให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้พระและศิษย์วัดพระธรรมกายยังออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยกเลิกการใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายด้วย
       
       ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่พระวัดพระธรรมกายคาดหน้ากากปิดหน้าปิดตา พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกมาตรา 44 “เป็นพระ ปิดหน้าปิดตา เหมาะสมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนที่ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 ยืนยันว่าผมไม่ยกเลิก เพราะยังไม่จบเรื่องแล้วจะยกเลิกได้อย่างไร กฎหมายเลิกได้ที่ไหน ในเมื่อยังนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโยจะมอบตัวหรือดำเนินคดีได้ พร้อมบริหารจัดการใหม่”
       
        ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้พูดทำนองท้าให้พระธัมมชโยออกมามอบตัว “ฝากถึงหลวงพ่อธัมมชโยให้กล้าหน่อย มีหมายจับก็ต้องมามอบตัว มาต่อสู้กันตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดูตัวอย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่รู้แน่ๆ ว่าต้องติดคุก แต่ก็ยังมา หากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะน่าศรัทธามากกว่านี้”
       
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ออกคำสั่งให้พระวัดพระธรรมกาย 14 รูปเข้ารายงานตัวต่อดีเอสไอที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระคนสำคัญที่มีบทบาทในการบริหารจัดการวัดพระธรรมกาย ประกอบด้วย 1.พระธัมมชโย 2.พระทัตตชีโว 3.พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ 4.พระปลัดสุธรรม สุธัมโม 5.พระครูถวัลศักดิ์ ยติสโก 6.พระครูใบฎีกา อำนวยศักดิ์ มุนิสโก 7.พระครูสังฆรักษ์ อนุรักษ์ โสตถิโก 8.พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส 9.พระมหานพพร ปุญญชโย 10.พระภาสุระ ทันตมโน 11.พระนพดล สิริวโส 12.พระมหาบุญชัย จารุทัตโต 13.พระครูสุวิทย์ สุวิชชาโก และ 14.พระแสนพล เทพเทพา หากฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในที่สุด ก็แทบไม่ได้รับความร่วมมือในการเข้ารายงานตัว โดยเฉพาะพระธัมมชโย ที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่ายังอยู่ภายในวัดพระธรรมกายหรือไม่
       
        ขณะที่เฟซบุ๊ก จส100 รายงานในวันเดียวกัน(19 ก.พ.) ว่า หลังจากดีเอสไอมีคำสั่งให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่วัดพระธรรมกายออกจากวัด มีรายงานว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่งได้เดินออกจากวัดทางประตู 5 ทราบชื่อคือ พระธรรมศักดิ์ โดยให้สัมภาษณ์ว่า พระธัมมชโยได้หลบหนีออกไปจากวัดแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. โดยพระธรรมศักดิ์ได้แสดงหลักฐานเป็นคลิปเสียงในการประชุมพระระดับผู้บริหารของวัดเมื่อคืนวันที่ 18 ก.พ. พร้อมเผยเส้นทางการหนีของพระธัมมชโยด้วยว่า ใช้รถยนต์เป็นพาหนะ แต่ยังพักอยู่ในละแวกใกล้เคียง ไปไหนไกลไม่ได้ เพราะอาพาธหนัก และยังบอกอีกว่า ที่ใดมีอุบาสกชื่อ “โค้ก” ที่นั่นต้องมีพระธัมมชโย เพราะเป็นบุคคลที่ดูแลพระธัมมชโยอย่างใกล้ชิด
       
        พระธรรมศักดิ์ยังเผยถึงสาเหตุที่ออกมาเปิดเผยครั้งนี้ด้วยว่า เพราะรู้สึกอึดอัดใจที่ผู้บริหารวัดพระธรรมกายจะให้พระและลูกศิษย์มาเป็นโล่มนุษย์กำบังให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทั้งที่รู้ดีว่าพระธัมมชโยไม่ได้อยู่ในวัดแล้ว ทั้งที่อาจทำให้เกิดความสูญเสียได้ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าพระธัมมชโยหนีออกนอกวัดแล้ว เนื่องจากทางวัดไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่โซน A และ B ซ้ำอีกครั้งตามที่ได้พยายามเจรจา
       
        ไม่เพียงพระวัดพระธรรมกายจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่โซน A และ B ซ้ำ แต่ยังมีการระดมคนเข้าวัดผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ประชาชนในวัดมีมากขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ขณะเดียวกันพระและศิษย์วัดพระธรรมกายยังไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรา 44 ด้วยการเข้มงวดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปภายในวัด ส่งผลให้บางครั้งเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่กับพระและมวลชนวัดพระธรรมกาย โดยเกิดการกระทบกระทั่งกันเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ทำให้มีผู้บาดเจ็บเล็กเล็กน้อย 5 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ 3 ราย และมวลชน 2 ราย นอกจากนี้ยังมีกรณีพระวัดพระธรรมกายทำร้ายช่างภาพหญิงของดีเอสไอด้วย คือ น.ส.สุดารัตน์ แกล้วเกษตรกรณ์ ที่ถูกพระรูปหนึ่งของวัดพระธรรมกายที่คาดหน้ากากเข้าล็อกคอและทำร้ายด้วยการตบเพื่อยื้อแย่งกล้องวิดีโอจากช่างภาพหญิงดังกล่าว ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโลกโซเชียลถึงพฤติกรรมของพระรูปดังกล่าว
       
        ทั้งนี้ มีกระแสข่าวว่า มีผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นบางคนให้การสนับสนุนวัดพระธรรมกายอยู่ ส่งผลให้การตรวจค้นวัดทำได้ไม่ง่าย ด้านนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี จึงได้มีคำสั่งย้ายผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น 6 คน เพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ประกอบด้วย นายไท ทองปราง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง, นายปกรณ์ ทองปราง รองนายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง, นายวิรศักดิ์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม, นางทุเรียน ปุนพิทักษ์ สมาชิก อบต.คลองสาม, นายสถาพร มาทรัพย์ กำนันตำบลคลองสาม และนายวีระ วงษ์มั่งมี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.คลองสาม โดยให้ทั้ง 6 คน ไปปฏิบัติหน้าที่ที่วิทยาลัยการปกครองคลอง 6 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
       
        ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้แก้ปัญหากรณีกลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ข้อมูลเท็จ ยุยงปลุกปั่น ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด กระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เพื่อตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตทั้งในและนอกวัดพระธรรมกาย
       
        นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทีมสืบสวนดีเอสไอเชื่อว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย เนื่องจากตรวจพบความเคลื่อนไหวของบุคคลใกล้ชิดพระธัมมชโย ทั้งแพทย์ประจำตัว ทันตแพทย์ ลูกศิษย์คนสนิท รวมถึงพระที่ทำหน้าที่กายภาพบำบัด ยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย โดยจากการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ล่าสุด พบว่า มีสัญญาณจากหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของพระธัมมชโยจากบริเวณพื้นที่โซน A ในวัดพระธรรมกาย มีการโทรออกไปยังเบอร์มือถือของบุคคลหนึ่งที่โรงพยาบาลพระราม 9 เมื่อเวลา 04.00 น.วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา
       
        ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายที่มีกว่า 300 คดีนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ว่า ได้ตรวจยึดพื้นที่ของเครือข่ายธรรมกายที่รุกป่าสงวนและป่าชายเลนกว่า 70 ไร่ ที่ จ.กระบี่ และดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้วันเดียวกัน ศาลจังหวัดพังงา ยังได้ออกหมายจับพระธัมมชโย และนายเพชร์ แก่นทรัพย์ กรณีก่อสร้างเวิลด์พีซมุกตะวัน 3 แห่งของเครือข่ายธรรมกายรุกป่าสงวนแห่งชาติด้วย
       
       2. “บิ๊กตู่” ยอมถอยโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สั่งทำ “อีไอเอ-อีเอชไอเอ” ใหม่ พร้อมปล่อยตัวแกนนำผู้คัดค้าน ด้านผู้ชุมนุมพอใจ ยอมกลับบ้าน!


สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 ก.พ.2560
(บน) 5 แกนนำกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้รับการปล่อยตัว (ล่าง) ผู้ชุมนุมที่ข้างทำเนียบฯ ทยอยเก็บของขึ้นรถที่รัฐจัดให้เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา
        ความคืบหน้ากรณีที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ.มีมติให้ดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) และเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ รวมถึงเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน และนักเคลื่อนไหวด้านพลังงานที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และ จ.สงขลา ที่ไปชุมนุมรอฟังผลการประชุม กพช.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และประกาศปักหลักชุมนุมจนกว่ารัฐบาลจะสั่งยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และสถานการณ์เริ่มส่อเค้าบานปลาย เมื่อเจ้าหน้าที่คุมตัวแกนนำที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจากหน้าทำเนียบฯ ไปหลายคน เช่น นายประสิทธิ์ หนูนวล, นายบรรจง นะแส, ม,ล.รุ่งคุณ กิติยากร เป็นต้น โดยนำไปควบคุมไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 11 เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ด้านผู้ชุมนุมที่เหลือเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกควบคุมตัวไป ขณะที่หลายภาคส่วนในสังคมก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน ทั้งนักวิชาการ และนักการเมือง
       
        ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ออกมาส่งสัญญาณว่า กรณีที่รัฐบาลเห็นชอบการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่นั้น จะเน้นเรื่องรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ถ้าอีไอเอไม่ผ่าน ก็สร้างไม่ได้
       
       วันเดียวกัน พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมด้วย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้นำตัวแกนนำต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 5 คน ที่ถูกคุมตัวไปที่ มทบ.11 มาพบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สะพานชมัยมรุเชษฐ โดย พล.ท.อภิรัชต์ กล่าวว่า หลังการชุมนุมของกลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าผ่านไป 2 คืน เริ่มมีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาปะปนกับผู้ชุมนุม ทำให้ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมผิดเพี้ยนไปหลายเรื่อง ซึ่งตนได้หารือกับแกนนำเรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้ชุมนุมทำตามที่แกนนำจะให้ปฏิบัติต่อไป “รัฐบาลนี้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เพราะรัฐบาลมีหน้าที่หาแหล่งพลังงาน ส่วนจะสร้างได้หรือไม่ ก็อยู่ที่พี่น้องประชาชน ในเมื่อจะทบทวนและเริ่มต้นการทำอีไอเอกันใหม่ ขึ้นอยู่กับพวกท่าน แต่พลังงานในประเทศจะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด เพราะพลังงานฝั่งอันดามันไม่เพียงพอ...”
       
       ด้านนายประสิทธิ์ หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน กล่าวกับผู้ชุมนุมว่า จากการหารือกับทางรัฐบาลได้ข้อยุติว่า บอกเลิกรายงานอีไอเอและอีเอชไอเอฉบับเดิม ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้าที่กระบี่ขณะนี้จึงกลายเป็นศูนย์ ถ้าจะสร้าง ต้องเริ่มกระบวนการรับฟังความเห็นกันใหม่ ซึ่งการรับฟังความเห็นจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย จะไม่จัดตั้งคนสนับสนุนโดยบริษัทที่ปรึกษาของการไฟฟ้าเข้ามาอีกแล้ว ต้องถือว่ารัฐบาลได้ฟังข้อเรียกร้องของเรา ขอขอบคุณที่รัฐบาลเข้าใจ ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตประชาชน และว่า รัฐบาลจะประกาศยกเลิกรายงานอีไอเอฉบับดังกล่าวในวันที่ 21 ก.พ. และไม่ว่าผลการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร พวกเราพร้อมน้อมรับ หลังจากนี้ขอให้พี่น้องทุกคนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวแกนนำทั้ง 5 คน ไปรวมกับผู้ชุมนุม เพื่อเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยรถที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดให้ต่อไป
       
        ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ทางตำรวจได้จัดรถรับส่งผู้ชุมนุมพร้อมอาหารการกิน เพื่อไปยังที่หมาย โดยจะดูแลเป็นอย่างดีตลอดการเดินทาง
       
        อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา เริ่มเกิดกระแสสับสนว่า ตกลงรัฐบาลแค่ให้ทบทวนอีไอเอฉบับเดิมหรือให้ทำอีไอเอใหม่ ซึ่งนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้ชุมนุมที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังพูดไม่ตรงกัน โดยระบุว่า พล.ท.สรรเสริญ โฆษกรัฐบาล ระบุว่า ที่ประชุม ครม.วันที่ 21 ก.พ.จะทบทวนรายงานอีไอเอและอีเอขไอเอของโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่แกนนำผู้ประท้วงที่ได้รับการปล่อยตัวประกาศว่า ภาครัฐจะประกาศยกเลิกอีไอเอและอีเอชไอเอหรือเซตซีโร่ ดังนั้นคงต้องรอความชัดเจนว่า ครม.จะเลือกทางใด พร้อมเผยว่า “กรณีทบทวนอีไอเอ อีเอชไอเอ ใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาเพิ่มอีก 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง กรณีที่เซตซีโร่ คาดว่าจะใช้เวลาเพิ่มอีก 2 ปี ถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งทาง กฟผ.พร้อมดำเนินงานตามคำแนะนำตามคำสั่งของ ครม.”
       
        ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวใน จ.กระบี่ เผยท่าทีว่า ไม่คัดค้านที่ภาครัฐจะสร้างโรงไฟฟ้า แต่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกหากจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน เพราะจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเล เพราะการขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซียทางเรือเป็นหมื่นๆ ตันทุกวัน ผ่านจุดสำคัญๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของสัตว์น้ำ และแหล่งปะการัง ย่อมมีโอกาสที่ถ่านหินจะปลิวตกทะเล และทำลายระบบนิเวศทางทะเลในภาพรวม
       
        ทั้งนี้ หลังการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 21 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาให้ความชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่การทบทวนหรือชะลอการทำอีไอเอ แต่ให้ทำอีไอเอใหม่ หากอีไอเอออกมาว่าทำไม่ได้ ก็สร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้ ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน ทั้งการอีไอเอและอีเอชไอเอ(รายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) และว่า ถ้าทำอีไอเอและอีเอชไอเอใหม่ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี “อย่าไปวิตกกังวล หรือมองว่ารัฐบาลถอยหลัง ซึ่งโครงการนี้จริงๆ มีมานานแล้ว เพียงแต่ชะลอให้มีคณะกรรมการ 3 ฝ่าย หรือที่เรียกว่า ไตรภาคี และที่ผ่านมา อ้างว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในไตรภาคี ตอนนี้ก็มาร่วมเสีย เดี๋ยวเขาทำต่อ ก็ไปคุยกัน ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ต้องไปหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ถ้าทำใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี”
       
        ด้านนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจังหวัดภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ซึ่งได้รวมตัวคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา กล่าวว่า ทางเครือข่ายฯ พร้อมร่วมต่อสู้กับเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน พร้อมอ่านแถลงการณ์ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินคือหายนะของโลก เป็นตัวการเกิดมลพิษ ทำลายชุมชนและวิถีเศรษฐกิจพอเพียงของพี่น้องในชนบท ภารกิจของเครือข่ายและภาคประชาชนทุกคนคือ “หยุดถ่านหินในประเทศไทย”
       
       3. “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ปลด “ผู้ว่าฯ-บอร์ด รฟท.” ยกชุด พร้อมตั้งบอร์ดใหม่ ให้ “อานนท์” รองอธิบดีทางหลวงรักษาการผู้ว่า รฟท.แทน!


สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 ก.พ.2560
(ซ้าย) นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ถูกปลดพ้นผู้ว่าฯ รฟท. (ขวา) นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง ได้รักษาการผู้ว่าฯ รฟท.
        เมื่อวันที่ 23 ก.พ. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง การปรับปรุงการบริหารงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการบริหารงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของคณะ คสช. จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
       
        ให้คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ พ้นจากตําแหน่ง และให้งดการใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 24, 26, 27 และ 28 แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 และให้คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้ จนกว่านายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช.จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น 1.นายวรวิทย์ จําปีรัตน์ เป็นประธานกรรมการ 2.นางสาวชุณหจิต สังข์ใหม่ เป็นกรรมการ 3.นายบวร วงศ์สินอุดม เป็นกรรมการ 4.นายปิติ ตัณฑเกษม เป็นกรรมการ 5.พลเรือเอก ทวีชัย บุญอนันต์ เป็นกรรมการ 6.นาวาอากาศเอก ธนากร พีระพันธุ์ เป็นกรรมการ 7.นางอัญชลี เต็งประทีป เป็นกรรมการ 8.นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ เป็นกรรมการ และ 9.นายอํานวย ปรีมนวงศ์ เป็นกรรมการ
       
        นอกจากนี้ให้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ พ้นจากตําแหน่ง และให้ไปดํารงตําแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ตามคําสั่งหัวหน้า คสช. เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว ลงวันที่ 16 พ.ย.2559 จนกว่านายกรัฐมนตรีจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมกันนี้ให้นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง รักษาการในตําแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย อีกตําแหน่งหนึ่ง จนกว่านายกรัฐมนตรีจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
       
        สำหรับผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ปลดพ้นตำแหน่ง ก็คือ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
       
        ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีคำสั่งตามมาตรา 44 ปลดผู้ว่าฯ รฟท.และปรับปรุงบอร์ด รฟท.ว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลโครงการของ รฟท.ให้เหมาะสมกับภารกิจของ รฟท.ที่เพิ่มขึ้น และเป็นไปตามกรอบเวลา เช่น รถไฟรางคู่ 9 เส้นทาง บางโครงการยังล่าช้าอยู่ รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง
       
        ผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรเป็นเหตุผลที่ต้องปลดนายวุฒิชาติ ผู้ว่าฯ รฟท. ความล่าช้าคือเหตุผลเดียวหรือไม่ มีปัญหาเรื่องการทุจริตหรือไม่ นายอาคม กล่าวว่า “คงเป็นทุกมิติ ทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องให้โปร่งใส ต้องสร้างความมั่นใจ เพราะโครงการจะทยอยเข้ามาจำนวนมาก และแต่ละโครงการมีมูลค่าที่สูง” ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าไม่มั่นใจในตัวนายชาติวุฒิชาติใช่หรือไม่ นายอาคม กล่าวว่า “ก็ทำได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ต้องการให้บอร์ดกับตัวผู้ว่าการ รฟท.ลงไปดูให้ใกล้ชิดมากขึ้น ไม่มีนอกมีใน...”
       
        ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่า รฟท.ให้สัมภาษณ์หลังมีข่าวถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยคำสั่งตามมาตรา 44 ว่า ยังไม่ทราบข่าวดังกล่าว แต่หากมีการปลดจริงก็ไม่เป็นไร พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวมีผลตามกฎหมาย
       
       4. กรมการค้าต่างประเทศ ส่งหนังสือมอบอำนาจกรมบังคับคดียึดทรัพย์ “บุญทรง” กับพวก คดีทุจริตขายข้าวจีทูจีแล้ว ขณะที่เจ้าตัวเล็งร้องศาล ปค.อีกครั้ง!


สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 ก.พ.2560
(ซ้าย) นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ (ขวา) นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์
        เมื่อวันที่ 23 ก.พ. น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ เพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตข้าราชการรวม 6 คน ไปให้กรมบังคับคดีแล้ว พร้อมกันนั้น ได้มีการส่งข้อมูลการสืบทรัพย์ให้กับกรมบังคับคดีด้วย เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป
       
        น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ เผยด้วยว่า “จะมีการสืบทรัพย์เพิ่มเติม ขณะนี้ทางกรมการค้าต่งประเทศได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่อยู่ในต่างจังหวัดทั้งหมดว่า ทั้ง 6 รายมีทรัพย์สินอยู่ตรงไหน เพื่อจะรวบรวมและส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับกรมบังคับคดีต่อไป โดยจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการสืบทรัพย์มาช่วยในการสืบทรัพย์เพิ่มเติม”
       
        ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมบังคับคดียังไม่ส่งคำสั่งยึดทรัพย์มาถึงตน และว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ที่ออกคำสั่งมิชอบ และขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองในการยึดทรัพย์ ซึ่งศาลปกครองกลางได้รับเรื่องไว้ และอยู่ระหว่างให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ยื่นคำคัดต้าน และว่า หากกรมบังคับคดียื่นคำสั่งยึดทรัพย์มา ตนจะไปร้องศาลปกครองอีกครั้ง เพื่อให้ทุเลาการยึดทรัพย์ไว้ก่อน
       
        นายบุญทรง กล่าวอีกว่า “ที่ผ่านมา ศาลปกครองให้ความเห็นว่า ผมยังมีช่องทางที่จะดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คือสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ออกคำสั่งบังคับทางปกครองได้ ตามมาตรา 62 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ก.พ. ได้ส่งตัวแทนไปยื่นใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวที่กรมบังคับคดี และกรมการค้าต่างประเทศตามที่ศาลปกครองให้คำแนะนำ แต่ไม่ทราบว่าทั้ง 3 หน่วยงานจะใช้เวลาพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อใด แต่หากยื่นอุทธรณ์แล้วไม่เป็นผล และยังจะยึดทรัพย์ ก็จะเข้าเกณฑ์ที่ศาลพิจารณา เมื่อนั้นก็จะไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองอีกครั้ง”
       
        ขณะที่นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หากมีคำสั่งยึดทรัพย์มา คงทำได้เพียงยื่นอุทธรณ์คำสั่งไป พร้อมยอมรับว่ามีความกังวลกับเรื่องนี้ แต่เชื่อว่า สุดท้ายแล้วจะยังมีความยุติธรรมให้ได้เห็นอยู่
       
       5. ศาลฎีกาลดโทษจำคุก “สมยศ” บ.ก.วอยซ์ออฟทักษิณ คดีหมิ่นสถาบัน จาก 10 ปี เหลือ 6 ปี บวกโทษคดีหมิ่น “พล.อ.สพรั่ง” อีก 1 ปีด้วย!


สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 19-25 ก.พ.2560
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ และและแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย
        เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ (VOICE OF TAKSIN) และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย อายุ 53 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
       
        คดีนี้ อัยการโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2554 ว่า ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. - 15 มี.ค. 2553 จำเลย เป็น บ.ก.นิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ ได้จัดพิมพ์ จัดจำหน่าย เผยแพร่นิตยสาร วอยซ์ออฟทักษิณ ปีที่ 1 ฉบับที่ 15 ปักษ์หลัง เดือน ก.พ. 2553 ที่พิมพ์บทความ คมความคิด ของผู้ใช้นามปากกาว่า จิตร พลจันทร์ เรื่องแผนนองเลือดกับยิงข้ามรุ่น โดยเนื้อหาบทความมีลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งไม่มีมูลความจริง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 112 และขอให้นำโทษจำคุกในคดีอาญาที่หมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาแล้วมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ด้วย
       
        ด้านจำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดีว่าเป็นเพียงลูกจ้างในนิตยสาร ได้รับค่าตอบแทน 25,000 บาทต่อเดือน และจำเลยไม่มีเจตนา และว่า นามปากกาการเขียนบทความ จิตร พลจันทร์ คือ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้เขียนบทความส่งมายังนิตยสารเป็นประจำและได้มีการตีพิมพ์หลายครั้ง โดยเมื่อจำเลยอ่านบทความแล้วเห็นว่า เป็นการกล่าวถึงอำมาตย์เท่านั้น และเป็นการกล่าวเตือนถึงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์
       
        อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2556 เห็นว่า แม้เนื้อหาในบทความทั้ง 2 ฉบับไม่ได้กล่าวถึงชื่อบุคคล แต่เขียนโดยมีเจตนาเชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีต และเมื่อนำเหตุการณ์มาเชื่อมโยงแล้วฟังได้ว่า มีเนื้อหาทำนองที่ไม่เชิดชู และเสียดสีสถาบันฯ มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงพิพากษาจำคุกจำเลย 2 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี และให้นับโทษ 1 ปี คดีหมิ่นประมาทฯ พล.อ.สพรั่ง ด้วย รวมจำคุกจำเลย ทั้งสิ้น 11 ปี
       
        ต่อมาวันที่ 19 ก.ย. 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้นับโทษคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง ด้วย รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 11 ปี เนื่องจากเห็นว่ามีการจัดจำหน่ายนิตยสารที่บทความมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งขณะนั้นปรากฏว่า มีจำเลยเพียงผู้เดียวที่มีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งบรรณาธิการ การกระทำที่มีการเผยแพร่จัดจำหน่ายดังกล่าวเป็นการกระทำผิด มิใช่การกล่าวหาให้ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ และเนื้อหามีลักษณะที่ไม่เชิดชู และเสียดสีสถาบันฯ ขณะเดียวกัน การพิมพ์ตัวอักษรบางคำใช้ตัวดำหนา ยิ่งเป็นการตอกย้ำในการสื่อความหมาย เนื้อหาในบทความก็ขัดต่อหลักความรู้และเหตุผลตามประวัติศาสตร์
       
        ทั้้งนี้ เมื่อถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา(23 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวนายสมยศ จำเลย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มาศาล ซึ่งนายสมยศมีสีหน้ายิ้มแย้ม โบกมือทักทายคนใกล้ชิด ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.และจำเลยคดีก่อการร้าย ได้มาให้กำลังใจนายสมยศด้วย
       
        โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า นายสมยศจำเลยยื่นฎีกา เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา การจะยื่นได้นั้นจะต้องมีผู้รับรองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่จำเลยฎีกาว่าบทความดังกล่าวหมายถึงอำมาตย์ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยจึงไม่สามารถฎีกาได้ ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าตนเองเป็นบรรณาธิการ ไม่ใช่ผู้เขียนบทความ และได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เขียนบทความหมิ่นเบื้องสูง ไม่มีเจตนาหมิ่น และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ นั้น ศาลเห็นควรปรับบทลงโทษเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ เพศอายุ และการศึกษา โดยแก้เป็นจำคุกจำเลยในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทงละ 3 ปี 2 กระทง รวม 6 ปี และให้นับโทษจำคุก 1 ปี ในคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รวมจำคุกทั้งสิ้น 7 ปี
       
        หลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายสมยศกล่าวว่า ตนถูกจำคุกมาแล้ว 5 ปีเศษ เดือนเมษายนนี้ก็จะครบ 6 ปี นายสมยศยังพูดถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ด้วยว่า ขอให้ปรองดองกันให้ได้ก็แล้วกัน

จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
ยังไม่มีผู้เห็นด้วย
0 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
100 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017