สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 ก.พ.-4 มี.ค.2560

โดย MGR Online   
5 มีนาคม 2560 10:23 น. (แก้ไขล่าสุด 5 มีนาคม 2560 10:56 น.)
       
คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

       
       1. ผบ.ทบ.จี้ “ธัมมชโย” มอบตัว หยุดเสวยสุข-ทำบ้านเมืองปั่นป่วน ด้านศาลธัญบุรีออกหมายจับ “ธัมมชโย” 7 ใบ!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 ก.พ.-4 มี.ค.2560
(บน) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ล่าง) พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหนีหมายจับหลายคดี
        ความคืบหน้ากรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และหมายจับคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนในหลายจังหวัด แต่พระวัดพระธรรมกายไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่โซน A และ B ซ้ำ ให้สิ้นสงสัย ขณะเดียวกัน ได้เกิดกรณีนายอนวัช ธนเจริญณัฐ อายุ 64 ปี ผูกคอตายกับเสาสัญญาณโทรศัพท์บริเวณคลองแอล 2-3 หลังเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 44 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น
       
       ปรากฏว่า นางนวพร ภรรยาของผู้ตายได้ออกมายอมรับว่า สามีเป็นคนเครียดๆ และกินยาคลายเครียดของโรงพยาบาลนวมินทร์มาหลายปีแล้ว และสามีเคยมาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย ด้านพระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้เปิดแถลงยืนยันว่า ทางวัดไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการผูกคอตายของชายดังกล่าวแต่อย่างใด
       
       ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงอีกครั้งถึงความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย เนื่องจากที่ผ่านมา กฎหมายปกติใช้ไม่ได้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าไม่ได้ผล แต่ คสช.ต้องการให้สังคมได้เห็นว่า นี่คือปัญหาร่วมกันของคนทั้งประเทศ ที่ใช้กฎหมายอะไรก็ยุติคนไม่ดีไม่ได้ แล้ววันข้างหน้าเมื่อไม่มีมาตรา 44 ไม่มี คสช.แล้วจะอยู่กันอย่างไร ทุกคนจะยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตหรือไม่
       
       ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งย้ายนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร ดีเอสไอ พ้นจากตำแหน่งเดิม แล้วมาเป็นผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ แทน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.2560
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง คาดว่าหารือเรื่องวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย อย่างไรก็ตาม หลังประชุม ไม่มีใครให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
       
       วันต่อมา(1 มี.ค.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยถึงการประชุมดังกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและฝ่ายความมั่นคงได้เข้าชี้แจงผลปฏิบัติงานการตรวจค้นวัดพระธรรมกายให้นายกฯ ทราบ โดยดีเอสไอได้หารือ พศ. คณะสงฆ์ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีแล้ว จะมีการปรับแผนปฏิบัติการบางส่วนเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนข้อเสนอของผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสที่ว่าอยากให้รัฐบาลหารือกับคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม เพื่อแก้ไขปัญหาคดีวัดพระธรรมกาย โดยมีการตั้งคณะตัดสิน เพื่อระงับอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัยนั้น ส่วนตัวน้อมรับแนวทางนี้เป็นข้อเสนอที่ดี และพร้อมดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติ
       
       ทั้งนี้ วันเดียวกัน(1 มี.ค.) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้สั่งย้าย พ.ต.อ.เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ ผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติราชการตำรวจภูธรภาค 1 และให้ พ.ต.อ.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย รองผู้บังคับการ จ.ปทุมธานี รักษาราชการแทนผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง แทน โดย พล.ต.ท.ชาญเทพ เผยเหตุที่สั่งย้ายครั้งนี้ว่า พ.ต.อ.เขมพัทธ์ไม่ได้มีความผิดอะไร และไม่ได้ตั้งกรรมการสอบ เพียงแต่ต้องการนำตัวมาปฏิบัติหน้าที่ที่เหมาะสม
       
       วันเดียวกัน(1 มี.ค.) พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ซึ่งเปิดแถลงข่าวทุกวัน ได้โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์เป็นนาทีต่อนาทีว่า มีหญิงสาวป่วยด้วยโรคหอบหืดเสียชีวิตคาห้องพักที่ด้านหลังวัดพระธรรมกายในโซนพื้นที่ 58 ไร่ พร้อมอ้างทำนองว่า เวลา 11.29 น. หญิงดังกล่าวได้ขอความช่วยเหลือผ่านไลน์มายังจุดรับเรื่องของวัดเพื่อขอยาพ่น ซึ่งปกติใช้เวลาเดินทางจากจุดรับเรื่องไปยังที่พักดังกล่าวแค่ 10 นาที แต่ทางหน่วยกู้ชีพรัตนเวช ติดด่านตำรวจทหาร เพราะตัดสินใจไม่ได้ ต้องสอบถามดีเอสไอเท่านั้น หน่วยกู้ชีพฯ จึงประสานให้รถหน่วยกู้ชีพ 1669 ไปรับผู้ป่วยแทน ส่งผลให้เมื่อรถ 1669 ไปถึงที่พักผู้ป่วย เวลา 12.30 น.ใช้เวลาเป็นชั่วโมง และพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว
       
       ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีมีผู้เสียชีวิตภายในวัดพระธรรมกายว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เวลา 13.51 น.ดีเอสไอได้รับการประสานจากญาติเพื่อขอรถพยาบาลนำผู้ป่วยอาการหอบส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จึงประสานขอรถพยาบาลเพื่อไปรับผู้ป่วยดังกล่าว และได้ประสานพระมหานพพร ได้รับคำตอบว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมพระมหานพพรและญาติผู้เสียชีวิต เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นแฟลตของเจ้าหน้าที่วัดพระธรรมกาย พบตำรวจและแพทย์ที่ชันสูตรอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.พัฒนา เชียงแรง อายุ 48 ปี อาชีพพยาบาลรับจ้าง
       
       วันต่อมา(2 มี.ค.) พระสนิทวงศ์ แถลงอ้างว่า การเสียชีวิตของหญิงดังกล่าวเกิดจากการใช้มาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม ทำให้หน่วยกู้ชีพเข้าไปช่วยเหลือล่าช้ากว่า 1 ชั่วโมง
       
       ด้าน พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ชี้ว่า การใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ไม่ได้เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นรายที่ 2 และว่า ทำไมไม่มองกลับกันบ้างว่า ถ้าพระธัมมชโยมอบตัว จะไม่มีเหตุใดๆ เกิดขึ้น
       
       ขณะที่รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยตำรวจ สภ.คลองหลวง และอาสากู้ชีพมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและร่วมกตัญญู ได้แถลงข่าวชี้แจงการเข้าช่วยเหลือ น.ส.พัฒนา สรุปว่า ได้รับแจ้งเหตุเวลา 11.52 น. ใช้เวลาเดินทางไปถึงจุดเกิด 17 นาที ผ่านด่านเจ้าหน้าที่หลายจุด แต่รถไม่ได้จอดแม้แต่ด่านเดียว ข้อกล่าวหาที่ว่าเจ้าหน้าที่กักรถ จึงไม่เป็นความจริง และว่า ทีมแพทย์ที่ร่วมชันสูตรพลิกศพ ออกหนังสือรับรองการตายแล้ว ระบุว่า ปอดติดเชื้ออักเสบ โดยในห้องพักของผู้เสียชีวิต พบยาขยายหลอดลม และยาฆ่าเชื้อ
       
       ทั้งนี้ มีรายงานเมื่อวันที่ 2 มี.ค.ว่า ศาลจังหวัดธัญบุรีได้อนุมัติหมายจับกุมพระธัมมชโยจำนวน 7 หมาย ข้อหาเดียวกันทั้ง 7 หมาย คือ ร่วมกันก่อสร้างอาคารที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และเป็นเจ้าของอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ไม่จัดให้มีผู้ตรวจสอบด้านวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรม ฯลฯ
       
       ล่าสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กล่าวถึงการเสียชีวิตของบุคลากรวัดพระธรรมกาย 2 คนว่า ขอแสดงความเสียใจและไม่อยากให้ใครนำการสูญเสียของทั้งสองครอบครัวมาใช้ประโยชน์ และว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สังคมต้องพิจารณาด้วยเหตุผล กฎหมายเป็นหลักของบ้านเมือง อย่าเอาความเชื่อมาอยู่เหนือกฎหมาย รัฐต้องบังคับใช้กฎหมาย “ผมไม่อยากเห็นคน 3-4 พันต้องมาทนทุกข์ทรมาณลำบากเพราะคนคนเดียว ผมคิดว่าพระธัมมชโยน่าจะมีจิตสำนึกยอมเสียสละ อย่าเอาความทุกข์ยากของประชาชนมากดดันรัฐบาล เสียสละคนเดียวจบ อย่าไปนั่งเสวยสุขอยู่ บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ขณะนี้เพราะคนเพียงคนเดียว แค่ก้าวออกมาก็จบแล้ว”
       
       2. สำนักพระราชวัง มีคำสั่งไล่ “พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย” ออกจากราชการ เหตุประพฤติชั่วร้ายแรง-ฝักใฝ่การเมือง ด้านเจ้าตัวโดนคดีรุกป่าด้วย!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 ก.พ.-4 มี.ค.2560
พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย อดีตรองเลขาธิการพระราชวัง
        เมื่อวันที่ 27 ก.พ. มีคำสั่งสำนักพระราชวัง เรื่อง ลงโทษไล่ออกข้าราชการออกจากราชการ ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ด้วย พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ตำแหน่งรองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายความมั่นคงและกิจกรรมพิเศษ ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ได้กระทำผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดย พล.ต.อ.จุมพลมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการไปในทางไม่ถูกต้อง แสวงหาประโยชน์ให้กับตนเอง ฝักใฝ่ในเรื่องการเมือง อันเป็นอันตรายต่อความมั่นคง ไม่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย พฤติกรรมดังกล่าวจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง สมควรได้รับโทษไล่ออกจากราชการ
       
       สำนักพระราชวังพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ พล.ต.อ.จุมพล เป็นความผิดวินัยฐานกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดมาตรา 85(4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงเห็นควรลงโทษไล่ออกจากราชการ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ลงโทษไล่ พล.ต.อ.จุมพล ออกจากราชการ
       
       ทั้งนี้ หาก พล.ต.อ.จุมพล จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนี้ สามารถอุทธรณ์ต่อ อ.ก.พ.กระทรวงของสำนักพระราชวังได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง
       
       ต่อมา วันที่ 2 มี.ค. ตำรวจกองปราบปรามได้นำตัว พล.ต.อ.จุมพล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.นครราชสีมา ลงวันที่ 27 ก.พ.2560 ข้อหารุกป่าที่ จ.นครราชสีมา มาสอบปากคำ ก่อนนำตัวไปขอศาลจังหวัดนครราชสีมาฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน โดยคดีรุกป่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ก.พ. เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ร่วมกันตรวจสอบบ้านพักเลขที่ 163 บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 13 ไร่เศษ ปลูกสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จากการสอบปากคำผู้ดูแลบ้านพักทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวมี พล.ต.อ.จุมพล เป็นผู้ครอบครอง โดยสร้างเป็นบ้านพักตักอากาศ จึงเข้าตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ
       
       เมื่อพบการกระทำผิดแน่ชัดแล้ว นายเสกสรร เที่ยงพลับ หัวหน้าเขตจัดการอุทยานแห่งชาติทับลานที่ 2 จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.วังน้ำเขียว เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด กระทั่งศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหารวม 5 ราย ประกอบด้วย พล.ต.อ.จุมพล, นางฐนกร มั่นหมาย ภรรยาของ พล.ต.อ.จุมพล, พล.ต.ต.พงษ์เดช หรหมมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, นางชญานิศฐ์ พิสิษฐวานิช ภรรยาของ พล.ต.ต.พงษ์เดช และนายมานพ ปลอดโคกสูง
       
       ทั้งนี้ หลังศาล จ.นครราชสีมา อนุญาตให้ฝากขัง พล.ต.อ.จุมพล ตำรวจ นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมเดินทางนำ พล.ต.อ.จุมพล ไปขอศาล จ.นครราชสีมา ฝากขัง ได้ขอโอนตัว พล.ต.อ.จุมพลมาฝากขังที่เรือนจำชั่วคราวใน กทม. โดยจะคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวพุทธมณฑล ซึ่ง พล.ต.อ.จุมพล ไม่คัดค้านการขอฝากขังแต่อย่างใด พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า พล.ต.อ.จุมพล ไม่ประสงค์ยื่นขอประกันตัวด้วย ส่วนสุขภาพร่างกายของ พล.ต.อ.จุมพล แพทย์ยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
       
       ด้านนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวว่า ทางอุทยานฯ เตรียมเข้าไปติดประกาศตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ให้รื้อถอนบริเวณบ้านพักของ พล.ต.อ.จุมพล ที่บุกรุกอุทยานฯ ซึ่งมีหลักฐานตรวจวัดพิกัดจากสัญญาณดาวเทียม เทียบกับแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. พบว่า บริเวณที่ก่อสร้างบ้านพักอยู่ในเขตอุทยานฯ ทับลาน นายประวัติศาสตร์ เผยด้วยว่า ภาพรวมบ้านพักและรีสอร์ตที่บุกรุกป่าทับลานตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ได้ส่งดำเนินคดีแล้วรวม 460 คดี อยู่ในกระบวนการสอบสวนและอัยการ 260 คดี ส่วนคดีใหม่ยังไม่มี
       
       สำหรับนางฐนกร มั่นหมาย ภรรยา พล.ต.อ.จุมพล ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ผู้ต้องหาในคดีรุกป่าด้วยนั้น ได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 3 มี.ค. หลังสอบปากคำนางฐนกร พล.ต.อ.ศรีวราห์ เผยว่า นางฐนกรรับสารภาพในข้อเท็จจริง แต่ปฏิเสธข้อหา และให้การเป็นประโยชน์ในทางคดี และมีการพาดพิงถึงบุคคลอื่น แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องอย่างไร ก่อนให้นางฐนกรประกันตัว โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท เนื่องจากเป็นการเดินทางเข้ามอบตัวแสดงความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่มีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หากเรียกให้มาพบก็ขอให้มา และห้ามยุ่งกับพยานหลักฐาน
       
       3. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้จำคุก “ธาริต-ชาญเชาวน์” คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา คดีสั่งย้าย “ปิยะวัฒก์” โดยมิชอบ!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 ก.พ.-4 มี.ค.2560
(บนซ้าย) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ (บนขวา) นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ล่าง) พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ดีเอสไอ
        เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีตผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83
       
       คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 30 มี.ค. - 8 ต.ค. 2555 นายธาริต และนายชาญเชาวน์ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
       
       โดยศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2558 ว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี แต่ให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่า มีเจตนากลั่นแกล้งหรือจงใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ต่อมา พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษนายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ด้วย ขณะที่นายธาริตอุทธรณ์สู้คดี และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา
       
       ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า นายธาริตได้ทำบันทึกเสนอย้ายโจทก์ โดยมีนายชาญเชาวน์เป็นผู้ลงนามเห็นชอบ ซึ่งโจทก์ได้นำสืบว่า ตัวเองได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีสำคัญหลายเรื่อง และมีความเห็นขัดแย้งกับนายธาริตหลายเรื่อง ซึ่งนายธาริตไม่ได้ส่งเรื่องย้ายโจทก์ไปยังคณะกรรมการคดีพิเศษให้พิจารณาก่อน จึงส่อเจตนาว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์
       
       ส่วนนายชาญเชาวน์ศาลเห็นว่า อาศัยโอกาสที่ตัวเองรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่เดินทางไปราชการ ลงนามเห็นชอบคำสั่งย้ายดังกล่าวแทน ทั้งที่ควรรอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางกลับมาเป็นผู้ลงนามเอง เนื่องจากการโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องสำคัญ และโจทก์ยังมีความขัดแย้งกับนายธาริตด้วย ศาลจึงพิพากษาแก้ให้จำคุกนายธาริตและนายชาญเชาวน์ คนละ 2 ปี แต่ทั้งสองคนรับราชการ ทำคุณงามความดี และไม่เคยต้องโทษจำคุก จึงให้รอลงอาญา 2 ปี
       
       หลังฟังคำพิพากษา นายธาริตกล่าวสั้นๆ ว่า จะต้องปรึกษากับอัยการที่ว่าความในคดีนี้ว่าจะยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่ ขณะที่นายชาญเชาวน์ กล่าวว่า การโยกย้ายดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ แต่ตัวเองเป็นบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เคารพคำพิพากษาของศาล และจากนี้ จะหารือก่อนว่าจะยื่นฎีกาหรือไม่
       
       ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวว่า พอใจในผลคำพิพากษา เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้บังคับบัญชากระทำ แม้ศาลจะรอลงอาญาจำเลยทั้งสองคน แต่ก็ถือว่าเป็นบรรทัดฐานในการโยกย้ายข้าราชการต่อไป
       
       4. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ลดโทษจำคุก “คุณหญิงจารุวรรณ” เหลือ 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีอ้างจัดสัมมนาเอื้อ ขรก.ร่วมงานถวายผ้าพระกฐิน!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 ก.พ.-4 มี.ค.2560
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าฯ สตง.
        เมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีรายงานจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางว่า เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีจัดสัมมนาที่ จ.น่าน เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2546 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน แล้วเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ รวม 294,440 บาท ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์
       
       คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2558 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จากนั้นคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์ยื่นขอประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท เพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
       
       ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตำรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์บ่งชี้ตรงกันว่า การจัดและอนุมัติโครงการสัมมนา กระทำไปเพื่อให้ข้าราชการ สตง.ไปร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และการทอดผ้ากฐินสามัคคี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง แต่เบิกจ่ายงบประมาณ สตง.โดยไม่มีการสัมมนาจริง เป็นการเบิกจ่ายโดยไม่มีสิทธิ ทำให้ สตง.ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 157 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
       
       ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยทั้งสองรับราชการที่ สตง.มานาน จนดำรงตำแหน่งระดับสูง นับว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับราชการ ประกอบกับจำเลยทั้งสองมีอายุมากประมาณ 70 ปี มีเหตุควรปรานี ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี จึงหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสม
       
       ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่า สตง.เป็นส่วนราชการ มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายและมติ ครม. การตรวจสอบเพื่อให้เห็นว่ามีการใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ โดยประหยัด และได้ผลตามเป้าหมาย และมีผลคุ้มค่าหรือไม่ แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเสียเอง ทำให้ส่วนราชการอื่นและสังคมทั่วไปเคลือบแคลงและขาดความเชื่อมั่นในความสุจริตและระบบการตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ พฤติการณ์จึงนับว่าร้ายแรง แม้ว่าคุณหญิงจารุวรรณจะดำรงตำแหน่งในสถาบันต่างๆ หลายแห่ง และนายคัมภีร์มีอาการเจ็บป่วย แต่ก็ยังไม่เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้ จึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา
       
       ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ยังไม่ถือเป็นที่สุด ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยยังสามารถฎีกาได้ภายใน 30 วัน
       
       5. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนประหารชีวิต 2 แรงงานชาวพม่าคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า!

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 ก.พ.-4 มี.ค.2560
นายซอลิน และเวพิว 2 แรงงานชาวเมียนมา จำเลยคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า ซึ่งก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นแพะในคดีนี้
        เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ศาลจังหวัดเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีฆาตกรรม น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า โดยมีนายธีระวุฒิ พราหมหันต์ รองอัยการจังหวัดเกาะสมุย รับฟังคำพิพากษาแทนผู้เสียหายฝ่ายโจทก์
       
       ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นแรงงานชาวเมียนมา คือ นายซอลิน จำเลยที่ 1 และนายเวพิว จำเลยที่ 2 โดยศาลเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ไม่มีเอกสารและภาพถ่ายในขั้นตอนการจัดเก็บวัตถุพยาน การบรรจุปิดผนึก การส่งและรับวัตถุพยาน และการตรวจสอบวัตถุพยานบางขั้นตอนมาเป็นพยานนั้น ศาลเห็นว่า ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีนี้ นับตั้งแต่พนักงานสอบสวนรับแจ้งเหตุ เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวน ไปจนถึงการตรวจพิสูจน์เสร็จสิ้น ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน มีเหตุการณ์ที่ต้องดำเนินการหลายขั้นตอน การทำเอกสาร ถ่ายภาพเหตุการณ์ และขั้นตอนต่างๆ ทั้งหมด เพื่อเก็บไว้ ย่อมเป็นไปไม่ได้
       
       การที่โจทก์ไม่ได้เอกสารหรือภาพถ่ายของเหตุการณ์บางขั้นตอน เช่น ไม่ส่งภาพขณะที่ตรวจเก็บวัตถุพยานจากช่องคลอด ทวารหนัก และหัวนมของผู้ตายที่ 2 มาเป็นพยาน ไม่เป็นข้อพิรุธที่จะระแวงว่า เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิบัติงานในขั้นตอนการตรวจเก็บนั้น สิ่งที่ทำให้ศาลเชื่อหรือไม่เชื่อพยานหลักฐานของโจทก์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพถ่ายหรือเอกสารฉบับใดของเหตุการณ์ใด ศาลเชื่อพยานหลักฐานของโจทก์ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งปวงที่โจทก์นำสืบมีเหตุผลเชื่อมโยง มั่นคงหนักแน่น จนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง
       
       ศาลยังระบุด้วยว่า เหตุผลอื่นๆ ตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่เป็นสาระและไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น(ศาลจังหวัดเกาะสมุย) พิพากษายืนให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017