“จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” เปิดใจในวันที่ขาข้างหนึ่งอยู่ในคุก กับอนาคตของเครือผู้จัดการ เชื่อมั่นประเทศไทยดีขึ้นด้วยพระบารมี “รัชกาลที่ ๑๐” ในไม่ช้า

โดย MGR Online   
25 กรกฎาคม 2560 13:41 น. (แก้ไขล่าสุด 27 กรกฎาคม 2560 13:48 น.)
“จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” เปิดใจในวันที่ขาข้างหนึ่งอยู่ในคุก กับอนาคตของเครือผู้จัดการ เชื่อมั่นประเทศไทยดีขึ้นด้วยพระบารมี “รัชกาลที่ ๑๐” ในไม่ช้า
        “จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” ยอมรับรู้สึกช็อก หลังศาลสั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา เหมือนโดนทรมานเรื่อยๆ ไม่รู้อะไรจะเข้ามาอีก เผยเล็งปล่อยเช่าอาคารอนุรักษ์บ้านเจ้าพระยา เพื่อเตรียมการรักษาองค์กรไว้ให้ได้หากต้องแพ้ฎีกา พร้อมเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการทีวี ขยายฐานกลุ่มคนดูให้กว้างขึ้น แง้มหากถึงวันที่ประเทศไทยพัฒนา ภาคประชาชนเข้มแข็ง อาจวางมือจากการทำสื่อ
       
       วันนี้ (25 ก.ค.) นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือผู้จัดการ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ถึงกรณีศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา จากความผิด “เอเอสทีวี” แพร่ภาพผ่านระบบดาวเทียมช่วงปี 2548-2549 ว่า นักสู้ก็ต้องมีบาดแผลเป็นธรรมดา ในที่สุดต่อให้ถึงศาลฎีกาแล้วต้องแพ้คดีความ รัฐก็ควรต้องกระจายความยุติธรรมให้ทั่วถึง ทีวีดาวเทียมทั้งหมดที่ออกอากาศในช่วงนั้นก็จะต้องผิดหมด แล้วบางแห่งหนักยิ่งกว่า เพราะว่าส่งสัญญาณในประเทศไทยด้วย คิดว่าคงต้องได้รื้อกันหมดแน่นอน
       
       นายจิตตนาถกล่าวอีกว่า ยอมรับว่า 2-3 วันแรกช็อกเหมือนกัน ไม่คิดว่าโทษจะไม่รอลงอาญา ก็กังวลว่าคุณสนธิเข้าไปคนหนึ่งแล้ว เราต้องเข้าไปอีกคน ธุรกิจกิจการทั้งหมดจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เรายึดหลักมรณานุสติที่คุณแม่สอนมาตลอด ไม่ได้เตรียมตัวตาย แต่คือเตรียมตัวที่จะเข้าคุก ตอนนี้ขาข้างหนึ่งอยู่ในคุกแล้ว ก็เป็นไปได้อีก 4-6 เดือนว่าต้องเข้าคุกตอนนั้น แต่อย่างน้อยมีเวลา 4-6 เดือน ก็จะได้เตรียมเรื่องต่างๆ วางแผนเพื่อว่าในช่วงที่ตนไม่อยู่ เราจะดำเนินการกันต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะรักษาองค์กรเอาไว้ให้ได้
       
       นายจิตตนาถกล่าวด้วยว่า แต่ถ้าต้องติดคุก ตนก็เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ความรู้สึกตอนนี้ชาไปแล้ว เหมือนโดนทรมานไปเรื่อยๆ ไม่รู้อะไรจะเข้ามาอีก แล้วแต่ละเรื่องสุดๆ ทั้งนั้น ทั้งที่สามารถเปิดเผยได้และไม่สามารถเปิดเผยได้
       
       ส่วนจุดยืนนิวส์วันนั้น ถามว่านิวส์วันยังมีความจำเป็นแค่ไหน บอกได้เลยว่ายังมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อสังคมไทย ตนจะพยายามรักษานิวส์วันให้ได้ แนวทางรักษาต้องยอมรับว่าตอนแรกคนดูเราเยอะมากเพราะเป็นศูนย์รวมคนต่อต้านทักษิณ แต่มีหลายฝ่ายเข้ามา พอถึงจุดหนึ่งจุดยืนต่างกันก็แตกสาขาออกไป เหลือแค่กลุ่มไม่ใหญ่มาก แต่ยังเป็นกลุ่มที่ทรงพลังอยู่ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองดูอยู่ แต่เราต้องการแนวร่วมสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น จะเห็นว่าเราไม่ได้คุยกันในวงเดิมๆ เปิดเอาโลกภายนอกมากขึ้น ไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว
       
       นายจิตตนาถกล่าวว่า นิวส์วันถ้าจะให้อยู่ได้สบายควรมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน ปัจจุบันรวมทุกอย่างแล้วยังขาดอยู่ประมาณ 7 ล้านบาท เงิน 7 ล้านนั้นมาก แต่ไม่แพงสำหรับการทำทีวีช่องคุณภาพสักช่องหนึ่ง แคมเปญที่ให้ช่วยบริจาคคนละพัน ขอแค่มีคนบริจาค 7,000 คน แต่ไม่ถึงจุดนั้น เราก็ต้องหาธุรกิจอื่นเพื่อมาชดเชยให้นิวส์วันอยู่ได้ เลยต้องเข้ามาจัดการบริหารพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าหลังชุมนุมแล้วเราโดนปิดไปแล้วเปิดใหม่ ฐานคนดูเปลี่ยนไป คุณสนธิเอาบ้านพระอาทิตย์ไปจำนองเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ต้องจ่ายดอกทุกเดือน เดือนละเป็นล้าน การให้องค์กรอยู่ได้ต้องบริหารพื้นที่บ้านพระอาทิตย์ และบ้านเจ้าพระยาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ลงทุนเองบอกเลยไม่มีตังค์ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านิวส์วันไม่ใช่เจ้าของที่ แต่บริษัท บ้านพระอาทิตย์ เป็นเจ้าของ แล้วเรามาเช่า ส่วนอื่นก็มีคนมาเช่า สำหรับอาคารอนุรักษ์ที่บ้านเจ้าพระยาที่แม่เคยอยู่นั้น คิดว่าจะปล่อยให้เช่า แต่ก็ต้องสมเหตุสมผลกับสถาปัตยกรรม ตรงนี้ได้คุยกับหลายโครงการ อาจเป็นศูนย์ศิลปาชีพ หรือาร์ตแกลเลอรีเฉลิมพระเกียรติ แต่ก็ต้องแยกแยะ การมาเช่ากับข้อมูลข่าวสารที่เป็นคนละเรื่องกัน
       
       “เราต้องให้องค์กรอยู่ได้ สมมติอีก 6 เดือน ผมไม่อยู่จะทำยังไงกัน แต่ก็ต้องให้สมศักดิ์ศรีของมัน ผมเจ็บปวดที่ต้องปล่อยเช่าอาคารอนุรักษ์ อยากเก็บไว้จนตายเลย เพราะเป็นห้องทำงานของแม่ เวลารู้สึกหมดแรงจะเดินเข้าไปห้องทำงานแม่ ทุกวันนี้ทุกอย่างยังจัดไว้เหมือนเดิมเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มันมีความทรงจำอยู่ ถ้าผมไม่ต้องมาแบกทุกอย่างแบบนี้จะเก็บไว้จนลมหายใจสุดท้าย อยากให้เข้าใจผมด้วยหากว่าต้องแปลงเป็นศูนย์ศิลปาชีพ หรืออาร์ตแกลเลอรีเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับได้แม้ว่าใครจะมาเช่าก็ตาม”
       
       นายจิตตนาถกล่าวอีกว่า ตำแหน่งตรงนี้เหมือนว่าอยู่ดีๆ โดนเตะมาหน้าเวที ตอนวัยรุ่นอยากเปลี่ยนหลายอย่างเพื่อให้ธุรกิจอยู่ยาวได้ แต่อาจติดที่คุณสนธิ และอีกหลายอย่าง คุณสนธิเป็นคนใจดี ใจอ่อน พอมาวันนี้คุณสนธิบอกว่าทุกอย่างแล้วแต่เรา ก็เลยต้องมาแบกความคาดหวังหลายๆ คน เพื่อให้ทีวีที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชนอยู่ได้ จุดยืนยังคงอยู่ แต่วิธีการแก้ปัญหาอาจต่างออกไป อาจไม่มีใครรู้ ตนโดนขู่จากผู้มีอำนาจ ไม่ให้วิจารณ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอด มีทั้งใช้ไม้อ่อนไม้แข็ง โทรศัพท์ก็โดนดักฟัง
       
       นายจิตตนาถกล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในพระบารมีของรัชกาลที่ ๑๐ ประเทศไทยจะดีขึ้นแน่นอน ถ้าถึงวันที่ประเทศไทยพัฒนา มีการปฏิรูป ภาคประชาชนเข้มแข็ง ถึงวันนั้นสังคมอาจไม่ต้องการสถานีนิวส์วันแล้วก็ได้ ตระกูลเราอาจพร้อมวางมือเกี่ยวกับสื่อแล้วก็ได้ถ้าเมืองไทยก้าวไปสู่ยุคใหม่ ถ้าคุณสนธิออกมาได้ อยากให้คุณสนธิใช้ชีวิตให้มีความสุขกับตัวเองบ้าง ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
       
       นายจิตตนาถกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แบบสบาย เป็นคนไม่มีบ้านอยู่ ตั้งแต่หลังคุณสนธิล้มเมื่อปี 2540 บ้านของแม่ก็โดนพิทักษ์ทรัพย์ เงินโดนอายัด บ้านพระอาทิตย์เอาไปจำนอง แต่ถึงอย่างไรตนคิดว่าใช้ชีวิตคุ้มแล้ว จะรักษาองค์กรเท่าที่พอจะมีแรง และเท่าที่แฟนๆ จะเชื่อมั่นเอเอสทีวี

        คำต่อคำ : คนเคาะข่าว เปิดใจ “จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” หลังถูกพิพากษาจำคุก กรณี “เอเอสทีวี” แพร่ภาพผ่านด่าวเทียมผิด พ.ร.บ. กับอนาคตและจุดยืนของเครือผู้จัดการ-NEWS1
       
       เติมศักดิ์ - เข้าสู่ช่วงที่ 2 ของคนเคาะข่าว ภาคพิเศษที่ว่าด้วยคดีความพันธมิตร และจุดยืนแนวทางก้าวต่อไปของ NEWS1 นับจากนี้ ช่วงนี้เรามีนัดเปิดใจประธานเจ้าหน้าที่เครือผู้จัดการ คุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล สวัสดีครับคุณจิตตนาถ ครับ
       
       จิตตนาถ - ครับ สวัสดีครับคุณเติมศักดิ์
       
       เติมศักดิ์ - ขอเริ่มด้วยค้วยคดีความล่าสุดศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคุณจิตตนาถ 1 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ในคดี ASTV แพร่ภาพผิดกฎหมาย ความรู้สึกที่อยากสื่อสารทำความเข้าใจผู้ชม NEWS1 คืออะไรครับ
       
       จิตตนาถ - ผมคิดว่านักสู้ต้องมีบาดเเผลเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ศาลท่านมีดุลยพินิจของท่าน ในส่วนตัวผม ผมคิดว่าถ้าเกิดว่าในที่สุดแล้ว ต่อให้ถึงกีฏา ทางเราแพ้คดีความ ถ้าเช่นนั้นรัฐเอง ฟ้องในนามรัฐ ถูกไหมครับ รัฐเองต้องกระจายความยุติธรรมให้ทั่วถึง หมายความว่าทีวีดาวเทียมทั้งหมดที่ออกอากาศในช่วงนั้นผิดหมด ทั้งหมด บางคนบางแห่งหนักกว่าอีกเพราะส่งสัญญาณในประเทศไทยด้วย อย่างไทยคมด้วย หลายๆ เครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเนชั่น ช่องต่างๆ ผมคิดว่าต้องได้รื้อหมดแน่นอน ในส่วนตัวของผมบอกแล้วว่านักรบต้องมีบาดแผล ผมเห็นอกเห็นใจคุณพชร สมุทวณิช เห็นใจคุณพชร เป็นพิเศษ เพราะคุณพชรไม่เคยเจอคดีความอะไรอย่างนี้สักเท่าไหร่ อันนี้ความรู้สึกนะครับ
       
       เติมศักดิ์ - ตอนนี้กำลังใจเป็นอย่างไรครับ
       
       จิตตนาถ - กำลังใจเหรอครับ ยอมรับว่าช่วง 2-3 วันแรกรู้สึกช็อกเหมือนกัน ผมไม่คิดว่าโทษที่ได้รับ ไม่รอลงอาญาได้เข้าไป 1 ปี 4 เดือน กังวลเหมือนกันว่าคุณสนธิเข้าไปคนแล้ว ผมเข้าไปอีกคนจะเป็นอย่างไรต่อไป ธุรกิจกิจการทั้งหมดจะเป็นอย่างไรต่อไป คนข้างหลังจะเป็นอย่างไรต่อไป โชคดีที่คุณแม่ผมได้ให้ผมเจอกับหลักธรรมะหลายอย่างในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมได้ผ่านประสบการณ์หลายอย่าง บาดแผลก็เยอะ คิดถึงคำว่ามรณานุสสติ คือการเตรียมตัวตาย อันนี้เราไม่ได้เตรียมตัวตาย เราเตรียมตัวที่เข้าคุก คนเราไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ แต่โอกาสเมื่อผมแพ้คดี อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าภายใน 4 เดือน 6 เดือน ตอนนี้ขาข้างหนึ่งผมอยู่ในคุกแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าผมจะเข้าคุกไปตอนนั้น อย่างน้อยมีเวลา 4 เดือน 6 เดือน ผมได้เตรียมการในเรื่องต่างๆ ในการสั่งเสีย ในการวางแผนเพื่อในช่วงเวลาที่ผมอยู่ เราดำเนินการกันอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาช่อง NEWS1 ต่อไปไว้ได้ รักษาองค์กรของเราทั้งหมดเอาไว้ได้ ถือว่าเป็นมรณานุสสติที่ต้องค่อยๆ เตรียมตัวไป
       
       เติมศักดิ์ - พร้อมเผชิญหน้ากับความจริงถ้าศาลฎีกายืนเหมือนศาลอุทธรณ์ คือจำคุกไม่รอลงอาญา พร้อมที่จะเจอกับมัน
       
       จิตตนาถ - ครับ คุณสนธิโดนพิพากษาจำคุกไป 20 ปี รับโทษ 20 ปี ผมโดน 1 ปี 4 เดือน พ่อโดนแบบนี้ ลูกโดนเท่านี้ ทำไมโดนไม่ได้ เอาเป็นว่าอย่างน้อยชีวิตผม ผมติดคุกไปอย่างน้อยต้องติด ผมเงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดินครับ ผมติดคุกผมไม่ได้มีความรู้สึกว่าผมไปทำผิดอะไรมาแล้วกัน ถ้าผมต้องติดจริงๆ
       
       เติมศักดิ์ - นับตั้งแต่ก้าวแรกที่มาทางสื่อ ทำ ASTV มีการต่อสู้ของประชาชน ต่อสู้กับรัฐบาลที่เลวร้าย จนมาถึงจุดนี้ขาข้างหนึ่งอยู่ในคุกแล้ว รอฎีกาเป็นอย่างไรบ้างครับ คุณจิตตนาถ
       
       จิตตนาถ - ผมชาไปแล้วครับ ตอนนี้ต้องบอกว่าเหมือนคนทรมาน ทำทรมานไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งมันชา เพราะว่ามันไม่รู้จะมีอะไรเข้ามาอีก และเรื่องที่เข้ามาแต่ละเรื่องก็สุดๆ ทั้งที่สามารถเปิดเผยเบื้องหน้าได้ ทั้งที่ไม่สามารถเปิดเผยเบื้องหน้าได้ อย่างที่ผมบอกเงยหน้าไปอายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดินนะครับ เป็นแบบนี้มากกว่า
       
       เติมศักดิ์ - จากนี้แนวทางจุดยืนของ NEWS 1 จะเป็นอย่างไรครับ
       
       จิตตนาถ - จุดยืนของ NEWS1 จะเป็นอย่างไร ผมมีความคิดอีกอย่างหนึ่งว่า NEWS1 มีความจำเป็นแค่ไหนมากกว่า ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า NEWS1 มีความจำเป็นอย่างมากต่อสังคมไทย ผมพยายามรักษา NEWS1 ให้ได้ แนวทางในการรักษา NEWS1 ได้ ต้องทำอย่างไร เราต้องยอมรับว่า จากที่เป็น ASTV มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ตอนแรกคนดูเราเยอะมากเลย เพราะว่าเราเป็นจุดศูนย์รวมของคนที่ออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ มันมีวิวัฒนาการขึ้นมา มีทั้งฝั่งการเมืองเข้ามา ฝั่งการเคลื่อนไหวโน่นนี่นั่นเข้ามา พอมาถึงจุดหนึ่งอุดมการณ์ในหลายๆ เรื่อง ในการต้านทักษิณเหมือนกัน แต่อุดมกาณ์ในบางเรื่องมันไม่สอดคล้อง เช่น บางคนเป็นมวลชนมาจากพรรคการเมือง พอกลุ่มพันธมิตรมีการริเริ่มการเมืองใหม่ มีการแตกขึ้นมา หรือพรรคประชาธิปัตย์มาบริหารราชการ ในหลายๆ เรื่องมันไม่ตรงกับจุดยืนการต่อสู้ขึ้นมา ซึ่งแทบไม่ได้แตกต่างขึ้นมา มวลชนของพรรคประชาธิปัตย์เอง นายทุนเองมองว่าถึงเวลาที่เขาต้องมีสื่อของตัวเอง มันซอยต่อไปอีก เพราะฉะนั้นคนที่เหนี่ยวแน่นกับแฟน NEWS1 ซึ่งเป็นนามธรรมเรียกว่าพันธมิตร มีการซอยเป็นโน้น เป็นนี้มากขึ้น มันแตกสาขาเข้าไป เหลือกลุ่มไม่ใหญ่มาก แต่ยังเป็นกลุ่มที่ทรงพลังอยู่ เพราะว่าผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองยังอยู่ ในขณะเดียวกันคนไทยชอบความบันเทิงมากกว่า คนไทยเป็นประเภทศรีทนได้ คืออะไรก็ได้ขอให้เกิดความสงบ ไม่ต้องทรมาน ถึงแม้ว่าจะเป็นความสงบจอมปลอม ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้กินดีอยู่ดี แม้ตัวเองจะโดนเอาเปรียบ คือคนไทยชินกับการโดนเอาเปรียบกันมานาน เพราะฉะนั้นผมจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ในเมื่อกลุ่มคนดูเราสูงอายุมากขึ้น ผมต้องการแนวร่วมของสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น จะเห็นว่าเราไม่ได้ทำเอง ผลิตเอง คุยอยู่ในวงเดิมๆ ผมพยายามเปิดเอาโลกภายนอกมากขึ้น ที่มันมีเรื่องเฉพาะการเมืองอย่างเดียว เรื่องในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน เพราะเรื่องแบบนี้อย่างไรคนก็ชอบดู อย่างรายการพระอาทิตย์ไลฟ์ ที่เราทำมาเพราะโปรเจกต์ที่เราทดลองอยากที่จะทำเป็นรายการแม่เหล็กอยู่ ซึ่งต้องปรับอีกสักนิด นอกจากนี้อยากมีรายการช่วยเหลือสังคม เพราะผมคิดว่าคนในสังคมยังไม่มีโอกาส เด็กตั้งใจเรียนอยู่ ป.6 ต้องทำงานเลี้ยงพ่อที่พิการ เรื่องเหล่านี้มีการแชร์ในเฟซบุ๊ก แต่ยังไม่ใครเอามาทำจริงจัง
       
       ผมเชื่อว่าผมทำตรงนี้จะเปิดโอกาสให้สังคมได้มากขึ้น เรื่องราวประเด็นอาชญากรรม ประเด็นหลายๆ อย่างจะดึงให้คนมาดู NEWS1 ของเรามากขึ้น เพราะผมต้องการให้ NEWS1 เป็นมากกว่าสถานีเพื่อประชาชน ต้องเป็น Quality ทีวี นอกจากนี้ผมหาพาร์ตเนอร์ อย่างช่นรายการคนค้นฅนซึ่งเขาน่ารักมาก เริ่มมาทำกับเรา เริ่มมีพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ เข้ามา คือกลยุทธ์ที่ทำอย่างไรให้ NEWS1 มันมีคนหลากหลายที่มาติดตามมากขึ้น พอคนข้างนอกหรือคนที่เคยดูสนใจไปแล้ว กลับมาดูเนื้อหาที่มันน่าสนใจ โดนใจ มันรู้สึกสะเทือนใจมากขึ้น เวลาเราพูดอะไรเสียงมันจะดังขึ้น อันนี้เป็นเรื่องของส่วนเนื้อหานะครับ ส่วนเรื่องของการอยู่รอดทางธุรกิจ ต้องนั่งวางแผนอยู่ดี เพราะ NEWS1 ถือว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ต้นทุนต่ำมาก เทียบกับเนื้อหาของรายการที่เป็นประโยชน์ของสังคมมาเป็น 10 กว่าปีในเชิงทั้งมหาภาคนะครับ ไทยพีบีเอสได้งบ สสส.เดือนละ 2,000 ล้าน จนกระทั่งมีเงินเหลือไปซื้อหุ้นกู้ใช่ไหมครับ NEWS1 ไม่มีดูช่องดิจิตอลทุกช่องเลย
       
       แม้แต่โมโน ที่คนบอกว่าต้นทุนน่าจะต่ำที่สุด ยังขาดทุน 200 กว่าล้าน โดยเฉลี่ยแล้วเขาขาดทุนเดือนละ 20 ล้าน ทีวีดิจิตอลเคยมีคนติดต่อผมว่าต้องการร่วมสะพานกับเขาไหม ผมมานั่งวิเคราะห์แล้วผมคิดว่าไม่ดีกว่า เพราะว่าค่าลายเส้นของทีวีดิจิตอล เมื่อหารต่อเดือนแล้วอายุสัมปทาน คุณยังไม่ต้องทำอะไรเลยนะครับแค่คุณหายใจอย่างเดียว คุณมีค่าใช้จ่ายแล้ว 30 ล้านบาท เพราะฉะนั้นช่องที่มีต้นทุนต่ำอย่างโมโนต่ำสุดแล้ว เขายังขาดทุนอยู่ 20 ล้าน แสดงว่าอย่างน้อย ค่าโอเปอร์เรตอย่างน้อยเดือนหนึงของเขาต้องมีประมาณ 10-20 ล้านบาท โฆษณาอาจหาไม่ได้ขนาดนั้นเพราะฉะนั้นแล้วถึงขาดทุนสะสมขนาดนี้ ในขณะที่นิวส์วันของเราถ้าจะให้อยู่ได้แบบสบายจริงๆ เราต้องมีเงินหมุนเวียนประมาณเดือนละ 10 ล้านบาท ที่จะอยู่ได้นะครับ
       
       ปัจจุบันโฆษณาเราได้เดือนประมาณล้านนิดๆ SMS อีกประมาณล้าน 1 จาก 2 ล้านกว่าก็ค่อยๆ ถดลงมาตามเทคโนโลยีเหลือล้านหนึ่ง เงินบริจคก็จะเข้ามาเป็นหลักแสน 2 แสนบ้าง 3 แสนบ้าง การขายของในเน็ตเวิร์คของช็อป ASTV มันก็จะเจอปัญหาประมาณว่านี่คือโปรดักส์ทางการเมืองชื่อ ASTV โปรดักส์ จากรายได้เดือนหนึ่งเป็นหลักล้าน ตอนนี้เหลือหักค่าใช้จ่ายแล้วอยู่ที่ 500,000 บาท ลักษณะเขาจะเป็นอย่างนี้หรือว่าตัวสินค้าเราที่เคยทำให้เราหายใจคล่องอย่าง เครื่องทำน้ำด่าง เครื่องฟอกอากาศ พอมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกอย่างก็สวิตช์ ก็โดยเฉลี่ยเราคิดว่าถ้าเรามีเงินเดินละ 10 ล้านบาทเราน่าจะอยู่ได้ตอนนี้ก็หักตัวรายได้แล้วเราก็ยังขาดอยู่ประมาณ 7 ล้านกว่าบาท
       
       ผมถามว่าเยอะไหม เยอะนะครับ แต่ถามว่าแพงไหมกับการทำทีวีคุณภาพสักช่องหนึ่ง ไม่แพงเลย คิดง่ายว่าถ้ามีคุณดูจากที่ทำแคมเปญช่วยช่องคนละ 1,000 บาท ผมขอแค่ 7,000 คน ไม่ได้ยากเกินไปเลยเอาละในเมื่อเป้าประสงค์มันยังไม่ถึงจุดนั้นผมก็ต้องหาธุรกิจอื่น ทำธุรกิจสุขภาพธุรกิจอื่นๆ ที่มันจะมาช่วยนิวส์วันให้ได้ ในขณะเดียวกันเรื่องของพื้นที่ ที่จะต้องให้เช่า ผมก็ต้องจัดการบริหารพื้นที่ให้เช่าหมด เพราะพื้นที่ของในเครือเรามีบ้านพระอาทิตย์กับบ้านเจ้าพระยาหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าที่จริงที่เราพอหายใจมาได้ช่วงที่ผ่านมาก็จากชุมนุมแล้ว แล้วเราโดนปิดไปแล้วเรามาเปิดใหม่ฐานคนดูที่เปลี่ยนไปเราอยู่มาได้เพราะคุณสนธิเอาบ้านพระอาทิตย์ไปจำนอง ในวงในอาจจะรู้กันแต่ในวงนอกไม่รู้จำนองมาด้วยเม็ดเงินหลายร้อยล้านบาท และหลายร้อยล้านบาทต้องจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยทุกเดือน เดือนละเป็นล้าน ก็เท่าว่าหน่วยงานเราไม่เคยจ่ายค่าเช่าเลยที่จะเป็นอัตราดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นในเรื่องที่จะให้องค์กรอยู่ได้นะผมก็ต้องบริหารพื้นที่ของบ้านพระอาทิตย์และบ้านเจ้าพระยาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่นี้ตัวผมก็มานั้งคิดว่าผมทำอะไรบ้านเจ้าพระยาดีหรือบ้านพระอาทิตย์ดี ให้ผมลงทุนเองบอกตรงๆไม่มีเงิน เพราะฉะนั้นผมต้องหาตัวที่เข้ามาแล้วเป็นประโยนช์ที่สุด ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า ASTV หรือ NEWS1 ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่บ้านพระอาทิตย์หรือบ้านเจ้าพระยาเป็นบริษัทบ้านพระอาทิตย์เป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนี้ ASTV หรือ NEWS1 ก็มาเช่าอยู่ อื่นๆ ก็มีคนมาเช่าอยู่เพราะฉะนั้น ก็มีอาคารอนุรักษ์ของที่คุณแม่ผมอยู่ผมก็คิดผมอยากจะปล่อยให้เช่า แต่คราวนี้ปล่อยให้เช่าอย่างไรถึงจะเกิดมูลค่าที่ดีกลับมาหรือว่ามันสมเหตุสมผลสถาปัตยกรรมโบราณใจผมคิดตอนแรกผมอยากทำเป็นร้านอาหารไทยให้ฝรั่งทานแต่ดูแล้วร้านอาหารไทยยุ่งยากแน่นอนเลย
       
       ผมชอบ จิม ทอมป์สัน อยากให้บ้านเเจ้าพระยามันเป็น ถ้าเรายกจิม ทอมป์สัน มาไว้ที่นี้ได้และมันเป็นแหล่งใกล้กับข้าวสารใกล้กับวัดพระแก้วผมคิดว่านักท่องเที่ยวน่าจะมาเยอะ เลยได้คุยกับหลายๆ โครงการที่จะทำศูนย์ศิลปาชีพ หรือาจทำเป็นพิพิธภัณฑ์อาร์ตแกลลอรีเฉลิมพระเกียรติ ก็มีบริษัทใหญ่หลายบริษัทเข้ามาติดต่อว่ามีความเป็นไปได้ไหม แต่ผมก็แยกแยะเรื่องการมาเช่ากับเรื่องของข้อมูลข่าวสารคนละเรื่องกันนะ
       
       ฉะนั้น หลายๆ เรื่อง มันมีความเซนสิทีฟบางคนผมเห็นในเฟซบุ๊กมีคนมาบอกลูกชายสนธิจะปล่อยบ้านเจ้าพระยาบริษัทนี้บริษัทนี้เช่าจริงไม่จริงผมไม่รู้ แต่เป็นเรื่องของเขา มันก็ต้องเป็นเรื่องของผมอยู่แล้วผมต้องการทำองค์กรนี้ให้มันอยู่รอดได้คิดดูนะครับสมมุติออีก 6 เดือนผมไม่อยู่สักคนและจะทำอย่างไรกันใช่ไหมครับ ไอ้นี้ก็เลยเป็นที่มาของเราต้องต้องบริหารพื้นที่ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดและก็ทำให้พื้นที่มันสมศักดิ์ศรีของมันแล้วก็ผมมีความเจ็บปวดรวดร้าวที่สุด ที่จำเป็นจะต้องปล่อยบ้านเจ้าพระยาในตุกอาคารอนุรักษ์ให้คนอื่นเช่าเพราะว่าที่ ที่ตรงนี้เป็นที่ที่ผมอยากเก็บเอาไว้จนผมตายเลย คุณรู้ไหมทำไมผมถึงอยากเก็บไว้จนผมตายเพราะห้องทำงานแม่ผมอยู่ที่นั้น เป็นที่ที่เวลาผมรู้สึกหมดแรงผมจะเดินเข้าไปในห้องทำงานแม่ผม และทุกอย่างก็ยังมีการจัดระเบียบเอาไว้เหมือนเดิม เหมือนตอนที่คุณแม่ผมยังมีชีวิตอยู่ เหมือนตอนที่คุณพ่อผมต้องเข้าไปอยู่ข้างในเรือนจำ มันมีจิตวิญญาณมันมีกลิ่นอายมันมีความทรงจำอยู่ ถ้าผมไม่ต้องมานั้งแบกทุกอย่างเอาไว้รับรองครับผมเก็บเอาไว้จนกระทั่งผมหมดลมหายใจสุดท้าย เพราะฉะนั้นอยากให้หลายๆ ท่านเข้าใจผมสักนิดหนึ่งว่าจริงๆ ถ้าเกิดว่าจะต้องมีการแปลงบ้านเจ้าพระยาเข้ามาเป็นศูนย์ศิลปาชีพ หรือว่าอาร์ตแกลลอรี่้ที่เกี่ยวกับการเฉลิมพระเกียรติ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่ผมยอมแลกได้ไม่ว่าใครจะเป็นคนมาเช่าก็ตาม อันนี้คือในเรื่องของธุรกิจ
       
       เติมศักดิ์ - เพื่อรักษาเครือผู้จัดการ รักษาสถานีโทรทัศน์โทรทัศน์ของประชาชน NEWS1 เอาไว้
       
       จิตตนาถ - ใช่ครับ ในหลายๆ จุดครับ การที่ผมมาอยู่ตรงในตำแหน่งตรงนี้ มันเหมือนอยู่ดีๆ ผมโดนเตะออกมาอยู่หน้าเวที สมัยก่อนตอนที่ผมวัยรุ่นยิ่งกว่านี้ ตอนนี้ก็ 40 กว่าละ ก็ยังถือว่าเป็นวัยรุ่นอยู่นะครับ ผมค่อนข้างอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันเข้ารูปเข้ารอยเพราะผมรู้แล้วละว่าแนวทางมันจะต้องเป็นอย่างไร แต่ว่าผมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะผมมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงแรงกล้าแล้วเพราะผมรู้แล้วทำอย่างไรจึงจะทำให้ธุรกิจมันอยู่ยาวได้ถ้าคิดในแง่โมเดลของธุรกิจ ผมก็อยากจะเปลี่ยนหลายอย่างแต่ว่าอาจติดคุณสนธิติดอะไรหลายๆ อย่าง คุณสนธิแกเป็นคนที่ใจดีในอ่อนผมก็มานั้งคิดผมก็เห็นนะครับว่าธุรกิจหลายๆ ตัวมันค่อยๆ ลดลง คุณเติมคิดดูนะถ้าคุณเติมเป็นหมอคุณเติมรู้ว่ามันต้องรักษาอย่างไร แต่คุณเติมทำอะไรไม่ได้เพราะว่าระเบียบโรงพยาบาลมันมีอย่างนี้ แต่จริงๆ ทางเลือกมันมีหลายทาง คุณเติมต้องทำใจค่อยๆ ดูคนไข้ตาย คุณเติมไม่รู้ว่าจะรักษาคนไข้ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรหรือไหม ตอนแรกผมช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมเกิดอาการเซ็ง ไม่ใช่ผมไม่เซ็ง แต่ว่าผมก็ได้สัจธรรมข้อหนึ่ง ผมมองว่าธุรกิจในเครือคุณสนธิเป็นคนสร้างขึ้น ต่อให้ผมเป็นประธาน ถ้าคุณสนธิยังสบายใจที่คุณสนธิยังทำแบบที่คุณสนธิต้องการตามสบายเลย ต่อให้มันจะต้องจบไปในเรื่องของการเงิน ต่อให้เราจะต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างหมด ผมถือว่าเป็นความสบายใจของคุณสนธิ ผมเริ่มใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ถ้าอยากจะเริ่ม พอผมคิดได้แบบนี้ผมก็สบายใจ ผมก็มาทำในสิ่งที่ทำให้คุณสนธิสบายใจแทน แต่ในเรื่องบางเรื่องต้องมานั่งคุยกันในหลักการ ในบางหลักการก็ต้องมานั่งคุยกัน ปรากฏว่าพอมาวันนี้คุณสนธิบอกว่าทุกอย่างแล้วแต่ผมละนะครับ มันก็กลายเป็นว่าผมต้องมาแบกความคาดหวังของหลายๆ คนที่ต้องการรันให้อยู่ได้ต่อไป
       
       เติมศักดิ์ - หนึ่งในความคาดหวังนั้นคือทีวีที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชน ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในหลายๆ เรื่องถ้าพูดเร็วๆ ตอนนี้อย่างเรื่องพลังงาน เรื่องการต่อต้านการทุจริต การวิพากษ์วิจารณ์งานรัฐบาลจุดยืนเหล่านี้ก็ยังอยู่
       
       จิตตนาถ - อยู่ครับๆ ผมมีบางจุดที่ผมคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาในหลายๆ เรื่องมันมีต่างออกไป เอาละมาพูดเรื่องจุดยืนก่อน อาจไม่มีใครรู้ว่าผมเองก็โดนขู่ ทุกวันนี้ผมเองก็ยังโดนขู่ ผมโดนฝากข้อความจากผู้มีอำนาจมาอย่าวิจารณ์อย่างนู้นอย่างนี้ เรื่องนั้นได้ไหม มีครับทั้งฝากมา ทั้งไม้อ่อน ไม้แข็ง หรือแม้กระทั่งโทร.เข้ามาในกอง บก. บอกว่ามีใครบ้างที่ทำเรื่องนี้ จิตตนาถอยู่ในบัญชีดำนะ โทรศัพท์ผมโดนดักฟังหมด คุณสนธิบอกให้ระวัง ผมก็บอกว่า แต่แกไม่ได้ว่าอะไร เพราะแกก็รู้ว่าผมอยู่ในวงการตรงนี้มาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นนี่ก็คือจุดที่หลายๆ คนไม่รู้เบื้องหลัง มีหมดครับไม่ใช่ไม่มีเรื่องพวกนี้ ทั้งขู่ทั้งปลอบมีหมด จุดต่อมาจุดที่ประเทศไทยจะดีขึ้นได้ยังไง ผมว่าประเทศไทยมันประกอบได้ทุกภาคส่วน จริงๆ เนี่ยผมคิดว่าคือหลายคนอาจจะค่อนแคะท่านสมคิดในนโยบายหลายๆ ประเด็นขึ้นมาว่า โอเคเอื้อกลุ่มทุนหรือว่าอะไรต่างๆ นานา ในหลายๆ เรื่องผมเห็นด้วย ในหลายๆ เรื่องกลุ่มทุนก็เกินไป กลุ่มทุนอย่าลืมนะครับมันแบ่งเป็นเจเนอเรชัน คนรุ่นพ่อจะมีความคิดอย่างหนึ่ง คนรุ่นลูกก็มีความคิดอีกอย่างหนึ่ง เหมือนผม คุณสนธิคิดอย่าง ผมคิดอย่าง แต่จุดผมหวังดีต่อประเทศไทยใช่ไหม เหมือนกันใช่ไหม ใช่ กลุ่มทุนใหญ่หลายๆ กลุ่มก็เป็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน ในกลุ่มทุนหลายๆ กลุ่มเองก็สามารถช่วยเมืองไทยดีขึ้นได้ คุณจะไปหวังแต่ภาครัฐก็เป็นไม่ได้ แต่ถ้าคุณได้กลุ่มทุนเขามาช่วยพัฒนาประเทศไทยแล้วช่วยจริงๆ โอเค แต่ว่าไม่ใช่ว่าคุณเข้ามาแล้วคุณมาหวังผลประโยชน์ทั้งหมด อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วยแน่นอน แต่ผมเห็นว่าโครงการในหลายๆ จุดไปด้วยดีนะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างโครงการประชารัฐในมุมกลับ ตอนแรกคุณสนธิโวยวายมากเลย คุณสนธิว่ามากเลย เพื่อนผมก็โทร.มาเคลียร์ ผมบอกว่าโอเคถ้างั้นผมลองคุยกับเขาดูนะ แล้วผมสัมภาษณ์แนวคิดเขาดูนะว่าแนวคิดเขาเป็นยังไง ผมก็ได้พานักข่าวไปสัมภาษณ์ แล้วผมก็คุมการสัมภาษณ์ จี้ทุกประเด็นเลยว่าตรงหมด ให้เขาไม่มีทางออก ก็ตกลงว่าแน่นอนล่ะ ทุกคนก็อยากสายสัมพันธ์ดีกับรัฐบาล ทำโครงการประชารัฐออกมา แต่คนที่ขาดทุน คนที่เสมอตัวคือเขา เพราะถ้าไม่เสมอตัวเขาโดนด่า แต่โครงการประชารัฐเมืองไทยมันพังเพราะอะไร มันพังเพราะว่ามหาดไทยใช่ไหม นี่ก็คือจุดเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้น ผมก็เลยมองว่าประเทศไทยต้องมีทุกภาคส่วน เราก็เป็นภาคส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมยืนอยู่ได้ เรายืนอยู่ท่ามกลางลมฝน ท่ามกลางกระสุนปืน ท่ามกลางการข่มขู่ ท่ามกลางการขึ้นโรงขึ้นศาล ท่ามกลางความเสี่้ยงในการติดคุกตะราง ใช่ไหมครับ เราก็สามารถทำให้เมืองไทยดีขึ้นมาได้ เขาเอง ถ้ายังเอาเปรียบประชาชนอีกต่อไปทำจะไม่มีที่ให้เขายืนเพราะว่ากระแสสังคมตอนนี้มาแรง พอมันมาเป็นคนรุ่นใหม่มาบริหาร ก็จะเริ่มทัศนคติก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเลยบอกว่าวิธีการแก้ทางออกมันมีการหลายๆ วิธีการ แต่ถ้าวิธีการไหน วิธีการที่เลือกมาแล้วมันใช้ไม่ได้ โอเคถึงจุดที่ต้องสู้กัน ก็ต้องสู้กันนะ อันนี้ความคิดของผมที่อาจจะไม่ถึงขนาดสุดโตงเสียที่เดียวนะครับแต่ว่าก็ แค่บอกว่าความสุ่มเสี่ยง คุณคิดว่าประเทศไทยสงบ คุณแน่ใจหรอว่าสงบจริง คุณเห็นอะไรบ้างกับการปฏิวัติมาใช่ไหมครับ 3 ปีนี้ใช่ไหมครับ บางคนก็บอกว่าโลกสวยก็ดีกันต่อไป ดีก็ดีกันไป แต่ถามว่าผมคิดว่ายังไงผมคิดว่าจริงๆ ผมอยากเห็นการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมใช่ไหมครับ ที่ดีก็นี้ นั้นก็คือจุดยืนที่ทำไมเอเอสทีวี หรือว่าตอนนี้เป็นนิวส์วัน หรือเครือผู้จัดการจะต้องยืนอยู่ ผมถามว่ามีใครชอบเราสักคนไหม ผู้มีอำนาจเอาจริงๆ แล้ว
       
       เติมศักดิ์ - น้ำเสียงของผู้มีอำนาจทุกยุคทุกสมัย ก็จะมองผู้จัดการในเชิงฝ่ายตรงข้าม ด้วยความที่เราวิจารณ์ตรงไปตรงมา
       
       จิตตนาถ - คือขนาดบางข่าวสำนักข่าวอื่นวิจารณ์หนักกว่าเราตั้งเยอะตั้งแยะ พูดหนักกว่าเราต้องเยอะตั้งแยะ เราลงข่าวไปธรรมดา บางทีมีการขอร้อง เราก็ลงข่าวว่าไปกันตามเนื้อผ้า ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมาก แค่นี้ก็หาว่าเราด่าแล้ว ด้วยความที่เราก็ไม่รู้ว่าเซนซิทีฟอะไรกันนักหนากับตัวเรานะครับ
       
       เติมศักดิ์ - แต่ว่ามรสุมที่เข้ามาทั้งในเชิงธุรกิจของนิวส์วัน ทั้งในมรสุมที่เข้ามาที่คุณจิตตนาถ เรื่องคดีความมันจะไม่ทำให้การเอกลักษณ์ของผู้จัดการมันจะไม่หายไปใช่ไหมครับ ความตรงไปตรงมา การวิจารณ์รัฐบาล การเป็นปากเสียงของประชาชนเรื่องวิจารณ์เรื่องทุจริตคอรัปชัน
       
       จิตตนาถ - คืออย่างนี้ดีกว่าครับ ผมจะไม่ฝากไปให้กับผู้ชม แต่ผมอยากจะฝากไปให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนิดหนึ่งว่า ผมเองหรือว่าคุณสนธิเอง ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย เราไม่ได้มีอคติกับใคร เราว่ากันเป็นเรื่องๆ ใช่ไหม เรื่องอะไรที่เขาทำดีเราก็ชม แต่เรื่องอะไรที่มันทนไม่ไหวจริงๆ มันต้องพูดนะ ไม่ใช่ว่าให้ผมหลับหูหลับตาเชียร์ในทุกเรื่องใช่ไหมครับ บางคนก็บอกผมเรื่องผมเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง ผมว่าผมรู้เรื่องแล้ว แต่ว่าบางคนอาจจะเซนซิทีฟกับผมมากเกินไป คุณเติมจำได้ไหม คุณเติมออกรายการกับผมแต่ก่อนออกบ่อยมาเลย ช่วง กปปส.ชุมนุม ใช่ไหมครับ
       
       เติมศักดิ์ - ใช่ครับ
       
       จิตตนาถ - เพราะผมรู้แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมรู้แล้วว่ามันต้องเกิดรูปแบบที่มันเป็นอยู่อย่างเนี่ย มาถึงการปฏิรูปมันเป็น มันไม่ได้มีคนมาปฏิรูปขึ้นมาจริงๆ หลอก มันเป็นแค่ลมๆ แล้งๆ เท่านั้น ถ้าถามว่าตั้งแต่ปฏิวัติมาเนี่ย ผมไม่เคยออก ถ้าไม่ใช่รายการประเภทขึ้นเวทีรับบริจาค ผมไม่เคยมานั่งในสตูฯ นี้เลยใช่ไหม เป็นเวลา 3 ปีแล้วใช่ไหมครับ แล้วอย่างนี้ถือว่าผมวิพากษ์วิจารณ์ใครรึเปล่า เปล่า ผมก็ใช้องค์กรเป็นตัวเขาเรียกว่าใช้เป็นสำนักข่าวดีกว่า ให้มันทำหน้าที่ของมัน อย่างที่มืออาชีพควรที่มันจะทำ ไปทั้งองค์คาพายก ไม่ใช่สนธิทีวี ไม่ใช่จิตตนาถทีวี ขึ้นมา แต่ผมให้องค์กรมันไปในองคาพยพของมัน อันนี้ก็คือจุดที่ผมคิด และอีกอย่างจริงๆ แล้ว ถ้าไม่จำเป็นผมไม่ได้อยากมาออกทีวีเพราะว่าผมเป็นคนที่หวงแหนความเป็นส่วนตัวของผมมาก พนักงานทุกคนจะรู้เลย รูปผมอะไรผมแทบจะไม่เห็นจากสื่อไหนๆ แม้แต่จะสื่อข้างใน ผมก็จะไม่ออกอะไรเลย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผมคิดว่าคณะที่มีเข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ผมคิดว่าเมืองไทยตอนนี้อยู่ในจุดที่มันเหมือนภูเขาไฟที่
       
       เติมศักดิ์ - รอการปะทุ
       
       จิตตนาถ - รอการปะทุ ไหนจะคดีจำนำข้าวของคุณปูเข้าไปอีกใช่ไหมครับ แล้วก็ไหนจะคดีสลายชุมนุมของพันธมิตรเข้ามาอีก ฉะนั้นผมก็คิดว่ายังไงก็ตามเราจะต้องยืนเป็นหลัก
       
       เติมศักดิ์ - ประชาชนก็ยังเป็นประชาชนสำหรับพันธมิตร พันธมิตร สำหรับนิวส์วัน สำหรับสื่อในเครือผู้จัดการ ประชาชนก็ยังเป็นคนที่เราคอยเป็นกระบอกเสียง
       
       จิตตนาถ - กระบอกเสียง อันนี้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคุณเป็นกระบอกเสียงแต่ว่าไม่มีคนดูก็ไม่ได้นะ ทำยังไงเป็นกระบอกเสียงแล้วมีคนดูแล้วเห็นว่าช่องเราดี เชื่อไหมครับเวลา ผมเป็นนักธุรกิจนะครับ ผมต้องพบปะกับนักธุรกิจ ผมต้องพบปะกับสินค้าหลายยี่ห้อ ผมคุยกับเขาเรื่องสปอนเซอร์ ผมเข้าไปคุย ผู้บริหารของเขาออฟเรกคอร์ด ออฟเรกคอร์ด หมายความว่า ถ้าไม่คุยเรื่องงาน ทุกคนจะเข้ามาจับมือผม บอกเลยว่า คุณปั๊ป สิ่งที่คุณปั๊ปกับคุณพ่อทำ แล้วก็พันธมิตรทุกคนทำ ที่สู้มา สุดยอดเลยนะ จะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือว่าเครือญาติของเขาที่คุม เขาเข้ามากุมมือผมเลย ผมติดตามอยู่ ผมไม่ได้เปิดตัว แต่ให้ผมลงโฆษณากับคุณ ผมลงไม่ได้จริงๆ นี่คือความจริงที่เป็นอยู่ ก็อยากจะบอกว่าสิ่งที่เราทำมาคนเห็น แต่เขาไม่กล้าที่สนับสนุนเรา ถ้าอย่างนั้นทำยังไงให้สถานีเรา มันปรับลุคให้กับวงกว้างขึ้นมาได้แล้วก็พลังจะมีมากขึ้น หลายคนบอกนะครับว่านิวส์วันตอนนี้คงมีคนดูน้อยแล้วล่ะ ส่วนใหญ่คนก็ไปดูรายการร้องเพลงขึ้นมา นั้นก็คือสถานการณ์ในที่ คนมันอยู่ในภาวะจำลอง มันไม่ได้มีความเคลื่อนไหว แต่คุณเติมเชื่อไหมครับว่า มันยังไม่จบ มันเหมือนภูเขาไฟที่รอการปะทุอยู่ แล้วก็จริงๆ ถ้าคนข้างนอกมองเราให้ดี แล้วก็บริหารราชการ บริหารบ้านเมืองให้ดี ผมคิดว่าเราเป็นแนวร่วมที่ดีได้มากเลย แต่ถ้าเกิดว่าบางคนเข้ามาแล้วไม่พร้อมปฏิรูปจริงๆ แล้วก็มีความอคติ อะไรที่มันคับแคบ แล้วก็มองสถานีเราเป็นอะไรแบบนี้ ผมก็ไม่รู้ทำไงกับเขาเหมือนกัน ผมก็ถึงบอกผมก็แฟร์ที่สุดแล้ว ไม่รู้ทำยังไง
       
       เติมศักดิ์ - มีความหวังยังไงบ้าง ทั้งในเรื่องของสื่อในเครือผู้จัดการ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ทีวีที่ทำอยู่ กับเรื่องบ้านเรื่องเมือง ความคาดหวังของ 2 เรื่องนี้เป็นยังไง คุณจิตตนาถในวันนี้
       
       จิตตนาถ - เอางี้ดีกว่านะครับ เรื่องบ้านเรื่องเมือง ผมเลิกหวังไปนานแล้วครับ จริงๆ แล้ว เอาเป็นว่า 3 ปีที่ผ่านมา ผมหวังตลอดและผมหวังทุกวัน และผมลุ้นทุกวัน จนกระทั่งความหวังมัน ค่อยๆ ชาด้าน ชาด้าน ชาด้านไป จริงๆ ขณะที่ผมเลิกหวัง ผมถึงบอกว่าในทุกๆ เรื่อง อย่างเรื่องคดีผมที่โดน ผมว่าถึงชาไปหมด แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ที่ทำให้ผมพอจะมีความหวังอยู่ลึกๆ อยู่ จำได้ไหมตอนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านสวรรคต แล้วประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นทุกหมู่เหล่า ทุกขั้ว ร่วมแรงร่วมใจกันในช่วงพระราชพิธีแรกๆ หรือแม้แต่รัฐบาลก็น่ารักมากเลย ผมยังเคยเขียนบทความเลยว่านี่แหละเมืองไทยมีปัจจัยที่พร้อมจะเป็นประเทศมหาอำนาจเรียบร้อยแล้ว ผมพูดเองเลยนะครับ สหรัฐฯ ก็จะเสื่อม ยุโรปก็จะเสื่อม เพราะว่าเขาก็ Mess up กันเองนะครับ เมืองไทยกลายเป็นยุทธศาสตร์ ที่ทั้งตะวันตก ทั้งตะวันออก จีนเนี่ย ต้องการ ถ้าเราบาลานซ์ให้ดี หรือถ้าประชาชนของเรามีคุณภาพ ถ้าประเทศเรามันไปตาม 4.0 ได้จริง ผมว่าเมืองไทยเป็นมหาอำนาจ แต่พอหมดช่วงนั้น หมดช่วงที่คนไทยร่วมแรงร่วมใจกันเนี่ย ผมรู้สึกว่ามันกลายเป็น 0.4 ประเทศไทยมัน 0.4 ไปทุกเรื่องเลยนะครับ ผมก็เลยหมดหวัง ตอนนี้ผมก็หมดหวัง แต่ยังมีความหวังอยู่ครับ เพราะว่าผม ตอนนี้มันเหมือนกับว่าฐานรากเนี่ยมันพร้อม มันพร้อมที่จะก้าวไปสู่มหาอำนาจ แต่คนที่บริหารบ้านเมือง จะให้พูดยังไงดี ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา เหมือนกับเขา เขาก็พยายามครับ แต่เขาก็พยายามในรูปแบบที่เขาเคยชิน คุณเติมเคยไหม คุณเติมรู้สึกมีความหวัง และคุณเติมกระตือรือร้น พอคุณเติม เจอเจ้านายที่เช้าชามเย็นชามไป แล้วคุณเติม ผ่านไหมครับ 2-3 ปี ความกระตือรือร้น คุณเติมหมดไหม
       
       เติมศักดิ์ - ก็เป็นไปได้
       
       จิตตนาถ - เป็นไปได้ ใช่ไหม ก็เป็นฉันใดก็ฉันนั้น แล้วผมก็ ผมมีความรู้สึกว่าคนที่ หรือว่ากลุ่มพันธมิตร กลุ่มหลายๆ กลุ่มที่สู้ มาให้บ้านเมืองเอง ไปๆ มาๆ ทุกวันนี้โดน Treat เหมือนพลเมืองชั้นสอง 
       
       เติมศักดิ์ - คนที่สู้เพื่อบ้านเพื่อเมือง
       
       จิตตนาถ - ใช่ ผมคิดว่าโดนคนมีอำนาจหลายๆ คนเข้าใจผิด และก็โดนให้เป็นพลเมืองชั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็อย่าหมดหวัง เพราะว่าอย่างไรก็ตามนะครับ เมืองไทยยังต้องการคนที่ยืนหยัดในการสู้ แล้วก็ที่สำคัญ ผมเชื่อในพระบารมีของในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานนี้ เมืองไทยจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องให้มันพ้นจากวิกฤตของมวลชน ในช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ตรงนี้ไป และบ้านเมืองจะได้รับการปฏิรูปครั้งใหญ่ นี่คือความเชื่อมั่นว่า ผมเชื่อมั่นในรัชกาลที่ ๑๐ เป็นอย่างยิ่งยวด ผมศรัทธาพระองค์ท่านมาก พระองค์ท่านเก่งมาก เป็นนักยุทธศาสตร์ ผมศึกษาพระองค์ท่าน ศึกษา Tical หลายๆ อย่างเกี่ยวกับพระองค์ท่านมา ผมก็คิดว่าผมจะกัดฟันรอ ภาคประชาชน ประชาชนพร้อมอยู่ละ เหลือแต่คนที่บริหารบ้านเมืองจะรับสนองนโยบายในการปฏิรูปประเทศได้จริงแค่ไหน และผมคิดว่าวันนั้นเนี่ยมีแน่นอน ที่นี้ก็ถามต่อ แล้วยังไงต่อ ถ้าเกิดว่าประเทศไทยมันพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้ มีการปฏิรูป ประชาชนตื่น หมายความว่า แล้วการจะอยู่อย่างยั่งยืนได้เนี่ยมันต้องมีภาคประชาชนที่เข้มแข็งถูกไหม เมื่อถึงวันนั้นอาจจะไม่ต้องการสถานี NEWS1 อย่างเราแล้วก็ได้ เพราะว่าประเทศมันตื่นรู้ จริยธรรมมันมี ใช่ไหมครับ คนต้องการทำเพื่อประเทศเยอะแยะไปหมดเลย ถึงวันนั้นบางทีตระกูลผมอาจจะพร้อมจะวางมือเกี่ยวกับสื่อแล้วก็ได้ เพราะว่าผม รุ่นพ่อผม ผ่านมาไม่รู้กี่รัฐบาล รุ่นผมก็อยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านมาแล้ว ไม่รู้กี่รัฐบาล ผมมาเห็นเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังมาหมดทุกเรื่อง พูดได้บ้าง พูดไม่ได้บ้าง จนผม ผมรู้สึกเข้าถึงปรัชญาของพระศาสนาแล้วครับว่า ในฐานะของประชาชนคนหนึ่ง เราก็ทำมา ที่ไม่มีรุ่น ไม่มีสี ไม่มีเหล่านะครับ ที่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ เราก็ทำหน้าที่ของเรามาอย่างเต็มที่แล้ว ผมคิดว่าถ้าถึงวันนั้นแล้วในวันที่เมืองไทยมันก้าวไปสู่ยุคใหม่ ผมคิดว่าผมอยากจะใช้ชีวิต หรือผมอยากจะให้คุณสนธิ ถ้าแกออกมาได้นะครับ ได้ใช้ชีวิตให้มีความสุุขกับตัวเองบ้าง คุณเติม จริงๆ นะ มันผ่าน มันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว กว่าจะถึงวันนั้น เอาน่ะ ยังต้องมีอีก 2-3 ปี ตอนนี้ก็ทำยังไง ดึงให้อยู่ให้ได้ก่อน เรายังไม่ได้คุยความชัดเจนในเรื่องของเงินบริจาคกันเลยใช่ไหม หลายท่านอยากรู้
       
       เติมศักดิ์ - ใช่ครับ เรื่องของการช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชน เพื่อให้ NEWS1 ของเราอยู่ได้
       
       จิตตนาถ - โอเคครับ ก็ช่วยขึ้นหน่อยนะครับ ก็คืว่าตัวยอดค้างของ กสทช.ทั้งหมดที่เราจะต้องโดนจ่ายค่าปรับ เพราะว่า เราไม่มีเงินจ่ายเขามาเนี่ย ก็รวมทั้งหมดตั้งแต่มกราคม 2556 จนถึงพฤษภาคม 2557 แล้วก็รวมเป็นค่าธรรมเนียม 3,320,000 บาท แล้วก็เป็นดอกเบี้ยต่อเดือนทบยอดมาเนี่ย เป็น 3,370,000 บาท รวมทั้งสิ้นเราค้างเขา 7,330,000 บาท ที่เขาบอกว่าเขาจะปิดเรานะครับ คราวนี้เราจ่ายไปแล้ว 1,000,000 บาท ก็เหลืออยู่ 6,370,000 บาทที่เราค้างเขาอยู่ สิ่งที่เรายื่นเรื่องเข้าไปที่เราจะขอผ่อนชำระไป เราจะขอผ่อนชำระเป็นงวดๆ ไปซึ่ง ก็มีการกำลังเจรจาต่อรองกันอยู่นะครับ แต่ถามว่าจอดับทำยังไง ไม่รู้ทำยังไง แต่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าดับ นอกจากมีใครบางคนเกลียดขี้หน้าเราจริงๆ อยากจะให้ดับ เพราะว่าเจ๊ติ๋ม นี่ยังไม่จ่ายค่า กสทช.เลยใช่ไหมครับก็ยังออกอากาศมาได้ คราวนี้เนี่ยก็มีเงินบริจาคแฟนๆ News1 เขาบริจาคเข้ามาในหลายๆ บัญชีโดยรวมแล้วเงินบริจาคก็อยู่ที่ 5,633,795 บาท เราก็จะทำเรื่องชำระหรือผ่อนผัน กสทช.ไป เงินบริจาคก้อนนี้ก็จะไม่นำไปใช้เรื่องผลประโยชน์ตรงอื่น ก็จะเอามาใช้ในประโยชน์ของเรื่องนี้ทุกบาททุกสตางค์
       
       เติมศักดิ์ - สุดท้ายนะครับ ผมอยากจะปิดท้ายการสนทนาวันนี้ ข้อเขียนคุณไพศาล พืชมงคล คุณไพศาล บอกว่า ไม่มีสนธิก็ไม่มีประเทศไทยวันนี้ สนธิยามเริ่มลุกขึ้นสู้มีทรัพย์สมบัติกว่าพันล้าน แต่สู้จนหมดตัวจนติดคุก นั่นไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อพิทักษ์ชาติและสถาบันฯ สนธิถูกน้ำมือมารแกล้งจนติดคุกโดยไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย เงินที่กู้รายที่ติดคุกก็ใช้หนี้แล้ว ไอ้คนที่ไปเจรจาให้สนธิยอมจำนนแล้วจะเลิกคดี วันนี้มันยังโกงชาติทำลายชาติอยู่ แต่สนธิกลับต้องอยู่ในคุก ผมมั่นใจว่าวันหนึ่งสวรรค์จะคืนความยุติธรรมให้คุณสนธิ หาไม่แล้ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จะไม่ใช่สัจธรรมอีกแล้ว คุณจิตตนาถอยากจะฝากอะไรกับพี่น้องประชาชน
       
       จิตตนาถ - คนที่เขียนนี่ก็คือ คุณไพศาล พืชมงคล ก็ต้องบอกว่า ขอบคุณมากครับ ตัวผมเอง ผมเชื่อในหลัก พระพุทธศาสนานะครับ พุทธศาสนา สอนให้เราทำดีได้ดี ในจากที่ผมต่อสู้มาเนี่ย ทำดีได้ดีไหม ไม่รู้ มันเหมือนถูกกระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงทุกวันนี้ เหมือนโดนกระทืบเนื้อตัวเละไปหมด แต่ผมก็ได้ข้อคิดอย่างทำดีไม่ต้องหวังว่าจะได้ดี มโนธรรม จะเป็นตัว กำนดให้จิตใจเรารู้สึกว่า อะไรที่เราทำแล้ว เราเงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดินมากกว่า แล้วอีกหลายๆ เรื่องที่คนไม่รู้ ผมไม่ได้อยู่สบาย ปัจจุบันตั้งแต่คุณสนธิ ล้มเมื่อปี 2540 ผมเป็น Homeless นะครับ ผมไม่มีบ้านอยู่ เพราะว่าบ้านผมแพ้คดีไป บ้านของในชื่ออาจารย์จันทน์ทิพย์ ก็โดนพิทักษ์ไป เงินบัญชีอาจารย์จันทน์ทิพย์ ก็โดนอายัดไป บ้านพระอาทิตย์ ออฟฟิศที่คุณสนธิซื้อมาก็เอาไปจำนอง นี่ละครับผู้บริหารสถานีช่องหนึ่งก็เป็น Homeless อยากให้ทุกคนรู้ไว้ว่า เคยดูหนังเรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์ ที่ มาร์ก วอลเบิร์กเล่น เผอิญผมได้ดูผ่านเน็ตฟลิกซ์ มันก็มีประโยคที่คนเขาบอกว่า ชีวิตของคนนี้ มันบัดซบมาตลอด ไม่ได้รวย ไม่ได้อะไรเหมือนชาวบ้านเขา แต่มันมีโมเมนต์หนึ่งที่คุณรู้สึกว่าคุ้มไหมที่ได้ทำตรงนี้ ผมบอกเลยครับว่า คุ้มครับชีวิตนี้ คุ้มเรียบร้อยแล้วก็เอาเป็นว่า ผมจะรักษามัน เท่าที่ผมพอจะมีแรงละกันครับ เท่าที่แฟนๆ มีความเชื่อมั่นกับ ASTV
       
       เติมศักดิ์ - สุดท้ายจริงๆ ครับ พี่น้องที่ฝากกำลังใจและฝากความเห็นมาทางเพจ NEWS1 นะครับ ว่าอย่าทิ้ง NEWS1 นะ พี่น้องเอ๊ย, ท้อไม่ได้แน่นอน ให้กำลังใจครับ, ขอบคุณในการเสียสละของครอบครัว ลิ้มทองกุล ด้วย เป็นอย่างสูง โดยไม่รู้จะกล่าวอย่างไร, ขอเป็นกำลังใจให้ครับ คิดถึงคุณสนธิ ขอบคุณ ASTV และครอบครัว ลิ้มทองกุล เพราะว่าคุณเป็นสื่อแรกๆ ที่ให้ความรู้กับประชาชน นะครับ, ขอเป็นกำลังใจคุณสนธิ และคุณจิตตนาถ ผู้เสียสละทุกๆ ท่าน ด้วยความเคารพ, สู้ๆ ขอบคุณครอบครัวลิ้มทองกุล เป็นอย่างสูง เคียงและข้างกันตลอดไป ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ คุณจิตตนาถและคุณสนธิ ตลอดไป, ขอให้บุญบารมีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จงปกปักรักษา คนทำดีจงพ้นภัยพิบัติ และขอให้คนฉวยโอกาสและคิดชั่วจงได้รับผลกรรมนั้นแทน อีกความเห็นหนึ่งนะครับ เข้มแข็งมาก สมเป็นลูกชายคนเดียวของยามใหญ่ สู้ๆ นะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ ASTV และ NEWS1 อีกสักความเห็นหนึ่งนะครับ ASTV สร้างประชาชนที่รักษาแผ่นดิน เยี่ยงทหารกล้า โดยไม่มีการสนับสนุนของผู้มีอำนาจเพราะทำให้คนฉลาดขึ้น อีกความเห็นนะครับ คุณจิตตนาถ พูดตรงทุกอย่าง คนไทยเป็นแบบนี้จริงๆ ส่วนการนำเสนอของ NEWS1 ก็กำลังเปลี่ยนไป ในทิศทางที่ดีขอเป็นกำลังใจให้ทั้งคุณจิตตนาถ และทนายสุวัตร
       
       จิตตนาถ - ครับ ขอบพระคุณทุกท่านมากที่ให้การสนับสนุน NEWS1 ขอบคุณผู้ร่วมงาน NEWS1 ทุกคนนะครับ ขอบคุณคุณเติม ก็ขอบคุณทุกกำลังใจ ก็คงจะพูดได้อย่างนี้แหละครับ ขอบคุณที่ร่วมสู้มาด้วยกัน ก็อยากให้เราเข้าอกเข้าใจกันนะครับ แล้วก็รู้ว่ามันยังมีความหวังอยู่ แล้วก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง แล้วก็...ฟ้ามีตา
       
       เติมศักดิ์ - วันนี้ขอบคุณมากนะครับ คุณจิตตนาถครับ
       
       จิตตนาถ - ครับ ขอบคุณ
       
       เติมศักดิ์ - และคนเคาะข่าวภาคพิเศษ ลาไปตรงนี้ สวัสดีครับ

จำนวนคนโหวต 174 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 158 คน
91 %
ไม่เห็นด้วย 16 คน
9 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017