เครื่องตรวจระเบิดฉาว! จาก"คอมมิชชั่นธรรมดา" เป็น"คอร์รัปชั่นข้ามโลก"

โดย "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง   
1 พฤษภาคม 2548 20:36 น.
        •• ก็เป็นอันว่า หนทางเลือก 3 ทาง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ “เซี่ยงเส้าหลง” กล่าวไว้เมื่อวันก่อนว่ามีดังนี้ : ทางที่ 1 -- เปิดฉาก ฉะอเมริกัน ซึ่งก็เสี่ยงต่อการที่ทางโน้นจะ เปิดเผยรายงานการสอบสวนมากกว่าที่ปรากฏ ; ทางที่ 2 -- ดำเนินการสอบสวนภายในประเทศไทย อย่างพอเป็นพิธี แต่โดยหลักแล้วยังคง อุ้ม ผู้รับผิดชอบสูงสุดในกรณีนี้อย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งก็จะเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่า ลูบหน้าปะจมูก หรือที่ร้ายกว่านั้นคือถูกกล่าวหา มีผลประโยชน์ร่วมด้วย ; และทางที่ 3 – สละอวัยวะรักษาชีวิต นั้นตกลงว่าท่านเลือก ทางที่ 2 ที่น่าสนใจคือยังไม่ทันที่ผลการสอบสวนจะออกมา ท่านก็รับประกันความบริสุทธิ์ให้เสียแล้ว น่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรีคนเก่งของเรายังคงเลือกหนทางสาย นักการเมืองดาด ๆ ทั่ว ๆ ไป แทนที่จะเริ่มเลี้ยวเข้าสู่หนทางสาย รัฐบุรุษ น่าเสียดายจริง ๆ แม้ธรรมชาติและตัวตนของนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 คนนี้จะทำให้ท่านอาจจะ กลับลำ หากตระหนักดีว่า ไม่อาจฝืนกระแส เหมือนกับที่ กลับลำมาแล้วหลากเรื่องหลายครั้ง แต่หากถึงจุดนั้นก็จะ ขาดความสง่างาม เพราะในวินาทีแรก ๆ ท่านตัดสินใจผิดพลาด อุ้มคนของตัวเอง, ฟอกตัวในคนในบังคับ ไปแล้วทั้ง ๆ ที่ยัง ไม่มีผลสอบสวนออกมา เลย
       
       •• ขอย้ำอีกครั้งว่าคดีนี้ เกิดขึ้นจริง, มีการกระทำผิดจริง, มีการลงโทษจริง แต่จะให้กระจ่างแจ้งแดงแจ๋ต้องมีการดำเนินการอย่าง จริงจัง ทั้งฟากฝั่ง สหรัฐอเมริกา และ ไทย ณ วันนี้ฟากฝั่งสหรัฐอเมริกา ดำเนินการไปสุดทางแล้ว ก็อยู่ที่ฟากฝั่งไทยนั่นแหละว่าจะ ตะแบง ไปในลักษณะไหน
       
       •• เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดชดเชย วันแรงงานสากล จึงขอเล่าเพิ่มเติมว่า ต้นเหตุ ของเรื่องที่เกิดจาก FCPA - Foreign Corrupt Practices Act of 1977 หรือนัยหนึ่ง รัฐบัญญัติว่าด้วยพฤติกรรมอันเป็นการคอร์รัปชั่นในต่างประเทศ ค.ศ. 1977 เป็นกรณีที่สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายตามแนวทางที่ สหประชาชาติ มอบหมายให้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO – International Labour Organization ที่มีฐานะเป็นหนึ่งใน องค์กรชำนัญพิเศษ เป็นผู้ดำเนินการจัดประชุมนานาชาติและมีข้อสรุปออกมาเป็น The Tripartite Declaration of Principles Concerning Multinational Enterprises and Social Policy หรือนัยหนึ่ง คำประกาศไตรภาคีว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับการทำธุรกิจข้ามชาติและนโยบายด้านสังคม เสมือนเป็นมาตรการแก้ไขเยียวยาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับที่ ล็อคฮีดติดสินบนนักการเมืองญี่ปุ่นและไต้หวัน ซึ่งถือว่า ไม่เป็นธรรม ต่อทั้ง นายจ้าง, ลูกจ้าง และ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมทั้งก่อให้เกิด ผลกระทบทางสังคมมหาศาล จึงเกิดกฎหมายที่บัญญัติห้าม ให้สินบนเจ้าหน้าหน้าที่รัฐ – นักการเมือง ขึ้นมา
       
       •• ดูเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพยายาม ทำให้สังคมสับสน ที่กล่าวออกมาว่า การซื้อขายผ่านนายหน้าเป็นเรื่องธรรมดา (ประโยคเต็ม ๆ เพื่อความเป็นธรรมคือ “...เรื่องนายหน้าซื้อขายของเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกี่ยวกับทางราชการ นายหน้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ...เช่นนายก.ไปขอขายนายข. นายข.เป็นคนประมูลงานทั้งหมดของรัฐบาล นายข.ได้งาน นายก.ก็ขายของผ่านนายข. ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของระบบธุรกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของคอร์รัปชั่น.” ) เหมือนกับจะบอกเป็นนัย ๆ กับสังคมว่า คอมมิชชั่นเป็นเรื่องธรรมดา, คอมมิชชั่นไม่ใช่คอร์รัปชั่น เรื่องนี้ต้องคุยแยกเป็น 2 ประเด็น
       
       •• ประเด็นที่ 1 คอมมิชชั่นเป็นคอร์รัปชั่นหรือไม่ ประเด็นนี้ต้อง คุยกันยาว เพราะขึ้นอยู่กับ บริบท แน่นอนเป็นธรรมดาในบริบท ธุรกิจ แต่ในบริบทของ การบริหารชาติบริหารแผ่นดิน – โดยนักการเมืองที่มาจากนักธุรกิจ หากยังคิดว่าเป็นธรรมดาอยู่อีกก็จะเกิดแต่ โครงการ – เพื่อซื้อของ เพื่อให้พรรคพวกของตนรับ คอมมิชชั่น เรื่องนี้ต้องว่ากันยาวขอผ่านไปก่อนเพราะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก ในกรณีนี้
       
       •• (แต่ขอ วงเล็บ ไว้สักเล็กน้อยว่าถ้า คอมมิชชั่นเป็นเรื่องยอมรับได้ในทุกกรณี การตั้งโครงการวิลิศมาหราที่รู้อยู่ว่า เป็นไปไม่ได้ในทางธุรกิจ, ขาดทุนแน่ เพียงเพื่อ ซื้อของ และได้ประโยชน์จาก คอมมิชชั่น – เรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจ แม้ในอนาคตจะ สร้างความเสียหายหลายด้านให้ประเทศ ก็ ไม่ผิด เราก็คงไม่ต้องไปสืบสาวราวเรื่องกรณีที่ก้ำกึ้งประเภทที่ การบินไทย กำลังถูกจับตามองอยู่ว่า เปิดเส้นทางการบินกทม.-นิวยอร์ก เพื่อวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น ซื้อเครื่องแอร์บัสรุ่นที่ขายไม่ดี – จึงมีคอมมิชชั่นมาก กันให้เสียเวลาแล้ว)
       
       •• ประเด็นที่ 2 กรณีที่เกิดขึ้นนี้ยืนยันว่า ไม่ใช่แค่คอมมิชชั่น – แต่เป็นเรื่องการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง ถ้าเป็นแค่ คอมมิชชั่น สหรัฐอเมริกาคงไม่ดำเนินการจริงจังจนเป็น คดี เพราะเขาก็ถือว่า เป็นธรรมดาของการค้าขาย แต่การดำเนินคดีอันมาจากผลการสอบสวนนั้นพบว่าเป็น การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง ต่างหาก
       
       •• ขอให้ “เซี่ยงเส้าหลง” ลำดับเรื่องราวเป็น ขั้นตอน เพื่อความเข้าใจร่วมกันดังในแต่ละย่อหน้าต่อไป
       
       •• หนึ่ง - รัฐบัญญัติว่าด้วยพฤติกรรมอันเป็นการคอร์รัปชั่นในต่างประเทศ ค.ศ. 1977 ออกมาหลังคดี ล็อคฮีด จึงมีข้อห้ามบริษัทอเมริกาขายสินค้าโดย ให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมือง ไม่ได้ห้ามไม่ให้มี คอมมิชชั่น แต่ประการใด
       
       •• สอง – คดีของ อินวิชั่น มีการสอบสวนมาประมาณกันมาประมาณ 1 ปีเศษ มาสิ้นสุดช่วง ธันวาคม 2547 นี่เอง
       
       •• สาม – คดีนี้ถ้าไม่สอบสวนพบว่าเป็นรูปแบบ การให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมือง (ซึ่งจะเป็น ใคร นั้นทาง อัยการสหรัฐฯ น่าจะมี ข้อมูล อยู่ตามสมควร) อินวิชั่น ก็จะ ไม่มีความผิด เพราะการใช้จ่ายเงินในด้าน การเลี้ยงดู, คอมมิชชั่น ถือว่า ไม่ผิดกฎหมาย ตรงกันข้ามกับ การให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมือง ที่ถือว่า ผิดกฎหมาย ชัดแจ้ง
       
       •• สี่ - วิธีการสอบสวนของกระบวนการยุติธรรมในสหรัฐอเมริกานั้นพอ อัยการ วินิจฉัยว่า คดีมีมูล ก็จะแจ้งยัง อินวิชั่น และขอความร่วมมือจาก FBI ลงไปสอบสวนหาข้อเท็จจริง FBI ก็จะต้อง เดินทางมาประเทศไทย เพื่อมา สอบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งเขามีสิทธิที่จะทำเพราะมี สัญญาร่วมมือ และคน ๆ หนึ่งที่น่าจะต้องเข้าไปให้ข้อมูลก็คือ เช - วรพจน์ ยศะทัตน์ ในฐานะที่เป็น นายหน้า ประเด็นนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เคยเขียนใบ้ให้ไปเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนแล้วว่า “...ต้องไปถามนายวรพจน์ ยศะทัตน์ดูว่า ได้พบเอฟบีไอบ้างหรือเปล่า และให้การอะไรที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเปล่า.” วันนี้ขอเสนอแนะเพิ่มเติมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าให้ พล.อ.สมชัย สมประสงค์ หรือ พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ช่วยไป ถามให้ ควรต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานว่า FBI นั้นน่าจะรู้ดีว่าในทางปฏิบัติของการค้าขายในประเทศภูมิภาคนี้ย่อมจะต้องมี พฤติกรรมติดสินบน ถ้าหากในการสอบสวน ไม่มีใครให้การพาดพิงชัดเจน โดยการให้การที่ชาญฉลาดเสียหน่อยว่ามีแต่ คอมมิชชั่นของนายหน้าทั่วไปเท่านั้น แม้จะ มากสักหน่อย เรื่องก็คงจะ ไม่มีบันทึกเปิดเผยชัดเจนถึงพฤติกรรมเข้าข่ายให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง แน่นอน
       
       •• ห้า – พอ อัยการ รวบรวมหลักฐานต่างๆ ได้แล้วก็จะยื่นฟ้องต่อ ศาล ในกรณีนี้ก็คือ ศาลซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นพื้นที่ภูมิลำเนาของ อินวิชั่น พอผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่า ไม่มีทางจะต่อสู้ ก็ขอ ตกลงยอมความกับอัยการ – แลกกับการไม่ต้องเสียเวลามาสู้คดีและเสียโอกาสจากการได้เงินก้อนงามในการควบรวมกิจการ ก็คือที่มาของ เงินค่าปรับ 32 ล้านบาท นั่นเอง
       
       •• หก – เนื่องจากคดีนี้ไปถึง ศาล แล้วผู้ถูกกล่าวหา ยอมรับผิด - โดยมีผู้พิพากษารับรู้ รายละเอียดของคดีจึงถูกสรุปเป็น ประกาศกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ซึ่งเป็น ต้นสังกัดของอัยการ และลงใน เวบไซต์ เผยแพร่ทั่วไป
       
       •• เจ็ด – ขอตอกย้ำบางตอนของ ประกาศกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ว่าพฤติกรรมโดยภาพรวมก็คือ “...อินวิชั่น โดยมีลูกจ้างพนักงานบางรายของบริษัทเป็นผู้ดำเนินการนั้น มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะรู้เรื่องที่ตัวแทนของบริษัท หรือผู้จัดจำหน่ายของบริษัท ในราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ได้จ่ายเงินหรือเสนอจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาล หรือพรรคการเมืองในต่างประเทศ เพื่อการจำหน่ายถ่ายโอนหรือเสนอจำหน่ายถ่ายโอนเครื่องสแกนสำหรับงานรักษาความปลอดภัยในสนามบิน." ซึ่งแปลมาจากส่วนหนึ่งของย่อหน้าที่ 3 “...InVision, through the conduct of certain employees, was aware of a high probability that its agents or distributors in the Kingdom of Thailand, the People’s Republic of China and the Republic of the Philippines had paid or offered to pay money to foreign officials or political parties in connection with transactions or proposed transactions for the sale by InVision of its airport security screening machines.” ขอย้ำอีกครั้งตรงที่ขีดเส้นใต้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า “...ได้จ่ายเงินหรือเสนอจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาล หรือพรรคการเมืองในต่างประเทศ.” หรือ “...had paid or offered to pay money to foreign officials or political parties.” ไม่ใช่เรื่องของ คอมมิชชั่น แต่ประการใด
       
       •• นี้คือ หลักการ, ที่มา รัฐบาลไทยจะออกมา แก้ตัว, แก้ต่าง หรือ ตะแบง อย่างไรก็ยากจะหนีหลักความจริงที่เล่ามานี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เชื่อว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้รวมทั้ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จะต้องรู้ เค้าลางแห่งความยุ่งยาก ตั้งแต่ FBI เดินทางมาประเทศไทยเพื่อ สอบสวน แล้ว -- แต่คงไม่คิดว่าเรื่องนี้จะมีการ ประกาศเปิดเผยในเวบไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เราจึงได้เห็นลักษณะการแก้ตัวและแก้ต่างที่ น่าหัวเราะ เป็นต้นว่า “...เป็นเรื่องภายในของสหรัฐ.”, “...เป็นเรื่องการแย่งการซื้อขายกันของจีอีกับอินวิชั่น.” คนสำคัญอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในวันแรก ๆ ถึงอ้าง ทูตพาณิชย์สหรัฐ (ซึ่งแม้ความจริงในวันต่อมาก็เปิดเผยว่า ไม่ใช่ เป็นเรื่องของ คนของท่านรัฐมนตรีทำหนังสืออ้างอิงเอง ก็ยังนำไปเพ็ดทูลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำมา อ้างอิงซ้ำ ให้ดู เสียรังวัด, เสียเครดิต) หรือแม้แต่ นำเจ้าหน้าที่ของอินวิชั่นมาที่บทม. -- ยื่นจดหมายรับรองไม่เป็นความจริง ซึ่งล้วนเป็นการกระทำที่คิดที่เชื่อว่า คนไทยทุกคนมีหญ้าติดปาก (สำนวนสุภาพของประโยคที่ควรจะพูดว่า เห็นคนไทยเหมือนควาย) นึกจะบอกอะไรก็บอกได้
       
       •• จบเรื่องจริงไปแล้วมาฟังเรื่องเล่าจาก คนในวงการ ที่มักจะรู้ดีกันว่า อะไรเป็นอะไร เขาเล่านิทานกันเป็นที่สนุกสนานจากแรกเริ่มเดิมทีที่เป็น คอมมิชชั่นธรรมดา ของ นายหน้าค้าอาวุธคนหนึ่ง ที่ทำมาหากินอยู่กับ กองทัพฟ้า และสนิทสนมกับ ลูกชายอดีตกรรมการผู้จัดการ การวิ่งต้นแต่แรกนั้นก็แค่ให้ บริษัทเอกชนคู่สัญญากับบทม. เลือกอุปกรณ์ของตนโดย ไม่ถูกคัดค้าน โดย ผู้ใหญ่ในบริษัทและกระทรวงต้นสังกัด เท่านั้น
       
       •• แต่ในที่สุดเมื่อเรื่องรู้ไปถึง ผู้ใหญ่ในกระทรวงต้นสังกัด ก็เกิดปรากฏการณ์ เรียก นายหน้าคนนั้นไป คุย และ บอกตัวเลขที่ควรจะเป็น เรื่องมันจึงบานปลายใหญ่โต เกินคอมมิชชั่นธรรมดา เท่านั้น
       
       •• นิทานเรื่องนี้ คนในวงการ เขาเรียกกันว่า นายหน้าค้าอาวุธคนนั้นโดนปล้นซึ่ง ๆ หน้า ทีเดียว
       
       •• นิทานเรื่องนี้ ยังไม่จบ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความมั่นใจในอำนาจที่เปี่ยมล้น นั้นทำให้แม้ เงินตัวจริงจะยังไม่มา แต่ก็ยังมี บางคน กล้าที่จะ สำรองจ่าย ให้ไปก่อนแล้วประมาณ 500 – 600 ล้านบาท เมื่อเรื่อง แดง ขึ้นมาเช่นนี้จะ คืน กันหรือไม่อย่างไร
       
       •• วันหยุดต้นเดือนพฤษภาคม 2548 ปลายสัปดาห์นี้หากไม่รู้จะพาลูกหลานไปเที่ยวไหนดี “เซี่ยงเส้าหลง” ขอแนะนำรายการนี้ กว่าจะเป็นอยุธยา : ตามรอยจิตรไปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จัดโดย กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ นำเที่ยวโดยคณะวิทยากร ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, สมฤทธิ์ ฤาชัย และ ธีรภาพ โลหิตกุล 2 วัน 1 คืน วันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2548 สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2613-3840, 0-2613-3841, 0-2222-0149 หรือ 0-6370-9125 รายได้จำนวนหนึ่งนำเข้า กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อสมทบทุน จัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานและการจัดงานวิชาการของจิตร ภูมิศักดิ์ ไม่ควรพลาด
       
       เหียกวงเอี่ยม – วีรชนจีนโพ้นทะเล
       
       “ผมจากบ้านเกิดมาด้วยสองมือเปล่า ทรัพย์สมบัติที่ผมมีอยู่ทั้งหมดนี้ได้มาจากสังคม จึงต้องคืนกลับไปให้สังคม หากไม่มีสังคมแล้ว ไฉนเลยจะมีทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้...

       
       “หากไม่มีประเทศชาติ ไฉนเลยจะมีตัวผม”

       
       ช่างเป็นคำพูดที่สง่างามและห้าวหาญอะไรเช่นนี้
       
       นี่คือคำพูดของเหียกวงเอี่ยม !
       
       เหียกวงเอี่ยม คือต้นตระกูลเอี่ยมสุรีย์
       
       เหียกวงเอี่ยม คืออดีตประธานหอการค้าไทย-จีน คือผู้ก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว
       
       เหียกวงเอี่ยม คือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศจีน คือผู้ที่เดินทางจากประเทศไทยไปประเทศจีนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และคือผู้ที่นำข่าวเรื่องกองทัพญี่ปุ่นจะบุกดินแดนเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งประเทศไทย มาวางแผนรับมือญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามโลกจะเกิด
       
       เหียกวงเอี่ยมถูกยิงตายที่หน้าโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน เยาวราช เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2482
       
       ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว มีรูปหล่อโลหะครึ่งตัวของเหียกวงเอี่ยมประดิษฐานอยู่ บนแท่นที่ตั้งรูปหล่อมีคำประกาศเกียรติคุณจารึกไว้ด้วย ถอดความเป็นภาษาไทยได้ความว่า
       
       รูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขาม

       
       ถือความสัตย์ซื่อในการกระทำ
       
       ยึดมั่นความดีเชิดคุณธรรม
       
       จดจำนามเหียกวงเอี่ยมตราบนิรันดร์

       
       ยังมีรูปหล่อโลหะของเหียมุยเก๋า หรือมงคล นาวิกผล หลานบุญธรรมของเหียกวงเอี่ยม ประดิษฐานอยู่ใกล้ ๆ กัน ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เมื่อครั้งลี้ภัยรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ออกจากประเทศไทยก่อนไปประเทศจีน ก็ได้เหียมุยเก๋าเป็นผู้ช่วยเหลือ
       
       เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ในหนังสือประวัติศาสตร์ไทยสำนวนต่าง ๆ ไม่เคยมีบันทึกเรื่องจริงของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองแห่งตระกูลเหียที่มีส่วนสำคัญในการร่วมรักษาเอกราชของชาติไทยไว้
       
       เรื่องราวของคนแซ่เหีย โดยเฉพาะเหียกวงเอี่ยม ผู้เป็นต้นตระกูลเอี่ยมสุรีย์ หาอ่านได้จากหนังสือเรื่องที่ขาดตลาดไปนานแล้ว
       
       


เครื่องตรวจระเบิดฉาว! จากคอมมิชชั่นธรรมดา เป็นคอร์รัปชั่นข้ามโลก
        “รักชาติยิ่งชีพ : ชีวประวัติของเหียกวงเอี่ยม”
       
       พิมพ์จำหน่ายเมื่อ ปี 2537 ต้นฉบับดั้งเดิมเขียนเป็นภาษาจีน โดย อัมพร เอี่ยมสุรีย์ แปลและเรียบเรียงโดย ดร.เสาวคนธ์ รัตนวิจิตราศิลป์ และมีฉบับภาษาอังกฤษด้วย
       บัดนี้ สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์จัดพิมพ์ฉบับภาษาไทยขึ้นใหม่โดยปรับเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า...
       
       “เหียกวงเอี่ยม – วีรชนจีนโพ้นทะเล”
       
       หนา 264 หน้า ราคา 190 บาท อีกไม่กี่วันคงวางแผงตามร้านหนังสือใหญ่ ๆ ทั่วไป หรือติดต่อมาสอบถามได้โดยตรงที่สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ หมายเลข 0-2629-4488 ต่อ 2208, 2209 ในวันเวลาทำงาน
       
       หรือถ้าสนใจมีไว้เพื่อการศึกษาหรือสาธารณประโยชน์จริง ๆ กรุณาติดต่อโดยตรงที่คุณกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ โทรศัพท์ 0-2234-1502 ในเวลาทำงาน หรือ e-mail ไปที่
korbsook@kamolkij.com

เครื่องตรวจระเบิดฉาว! จากคอมมิชชั่นธรรมดา เป็นคอร์รัปชั่นข้ามโลก
        ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช เขียนไว้ในคำนำของหนังสือฉบับพิมพ์ใหม่ครั้งนี้ตอนหนึ่งว่า....
       
       
“โดยทั่วไปแล้ว ชีวประวัติของบุคคลมักจะเป็นบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว และครอบครัวเครือญาติ ตลอดจนมิตรสหาย แต่เรื่องราวของบางคน และน้อยคนเท่านั้น ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ชีวิตและการต่อสู้ของเหียกวงเอี่ยม อดีตประธานหอการค้าไทย-จีน นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ยังเป็นส่วนที่ขาดหายไปอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่หลายสิ่งหลายอย่างที่เหียกวงเอี่ยมกระทำไป เป็นรอยต่ออันสำคัญยิ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ภายในภูมิภาคนี้...
       

       
       “ตลอดเวลา 36 ปีที่เหียกวงเอี่ยมอยู่ในประเทศไทย เขาได้ใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ และมีค่าเกินกว่าคนจีนทั้งหลายที่เข้ามาอยู่ในสยามเคยมีมา ชะตากรรมของเขาถูกกำหนดโดยพลังที่ยิ่งใหญ่แข็งแกร่งเกินกว่าที่ตัวเขาจะหลีกเลี่ยง....
       
       “หากไม่ถูกสังหารเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2482 ญี่ปุ่นคงจะประสบกับการต่อต้านอย่างรุนแรง....
       
       “ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตและการต่อสู้ของคน ๆ หนึ่งในระยะเวลาไม่ยาวนัก จะส่งผลสะเทือนในด้านที่เป็นคุณค่าต่อชาติทั้งสอง ผู้คนมากมาย และองค์กร หลายด้าน อย่างใหญ่หลวงปานนี้....
       
       “เหียกวงเอี่ยมตายไปโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร เลือดแดงฉานของเขาที่ไหลเป็นทางลงอาบถนนเยาวราชเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรักชาติรักแผ่นดินทั้งสอง อันมีถนนเยาวราชในชุมชนชาวจีนเป็นเส้นทางรองรับเชื่อมสายสัมพันธ์นี้ แม้จะด้วยเลือดและชีวิตก็ตามที.”
       
       แม้ว่าตามหลักฐานของทางราชการ จะระบุว่าเหียกวงเอี่ยมถูกคนจีนด้วยกันฆ่าตาย
       
       แต่เป็นที่รู้กันอย่างไม่เป็นทางการว่าผู้ยิงเหียกวงเอี่ยมนั้น เป็นตำรวจยศนายสิบ !
       
       ในบรรยากาศรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
       
       หนังสือเล่มนี้ออกมาบอกเล่าความเมืองระหว่างบรรทัดได้อย่างเหมาะเจาะ !
       


จำนวนคนโหวต 21 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017