"ระพี สาคริก" ร่อน จม.ติงนายกฯ อาจเอื้อมเป็น ปธ.ประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว

โดย "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง   
24 พฤษภาคม 2548 19:26 น.
        •• จนถึงนาทีนี้ไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่ลงไปรับผิดชอบดูแลวิกฤตจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลงตัวกันที่จุดไหน 2 ปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนก็คือ พล.อ.สิริชัย ธัญสิริ จะยังคงรักษาหน้าตา ซึ่งก็คือ รักษาตำแหน่ง ผอ.สสส.จชต. ไว้ได้จนถึง วันที่ 30 กันยายน 2548 หรือไม่ ? และ กอ.สสส.จชต. ที่แต่เดิมมีรากฐานความคิดในการก่อตั้งที่จะให้เป็นเสมือน ตัวแทนของนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ ตัวองค์กรจึงได้รับการออกแบบให้ อยู่เหนือทุกหน่วยงานในพื้นที่ กุมทั้งนโยบาย คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณแทบทั้งหมด แม้กระทั่งตัวหัวหน้าหน่วยก็คัดจากนายทหารระดับพลเอก เพื่อให้มีชั้นยศสูงกว่าแม่ทัพภาค 4 ที่อยู่ในระดับพลโท ในที่สุดแล้วจะต้องปรับลดลงมาให้เป็นหน่วยงานที่ขึ้นต่อกองทัพภาคที่ 4 หรือไม่ ? ในส่วนของตำรวจไม่น่าจะมีปัญหาแล้ว เพราะ พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ จะถูกย้ายออกมาจากตำแหน่ง ผบช.ภ. 9 โดยอาจจะไม่ได้กลับไปเป็น ผบช.ภ. 8 แต่จะเข้ากรุง–เป็น ผช.ผบ.ตร. เลย เพื่อรอวันสมัคร ส.ว.สุราษฎร์ธานี ในปี 2549 และคนที่จะเข้าไปแทนที่คือ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ถึงที่สุดแล้วการเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยหลักก็เพียงเพื่อแก้ปัญหาด้านคน ที่ ขาดความคึกคัก ขาดการเข้าไปคลุกกับปัญหา ยังไม่ใช่ด้านโครงสร้าง แต่ประการใด “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ ตำรวจทำงานคึกคักขึ้น ไม่มีความแปลกแยกระหว่าง ทบ.(โดยเฉพาะ ทภ. 4) กับ กอ.สสส.จชต. แต่เรื่องอื่นๆ นั้นคงไม่มีผลอะไรมากนัก
       
       •• เพราะผู้รับผิดชอบสูงสุดยังคงเป็น พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์–รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง คนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงให้ความไว้วางใจเปี่ยมล้นอยู่ดี
       
       •• ไม่อยากพูดก็ต้องพูด พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นั้น โดยส่วนตัวของท่านน่ะ ไม่มีอะไรผิดพลาดมากนัก เพียงแต่สภาพแวดล้อม, ที่มา ต่างหากที่ทำให้เกิดปัญหาได้รับการมองในแง่ลบตั้งแต่ต้น ทั้งจากสีเขียว สีกากี สภาพแวดล้อมและที่มาที่ว่านี้สัมพันธ์โดยตรงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรามามองทางด้านสีกากีก่อน ว่าที่จริงแล้วตัวท่านถูกวางไว้จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็น ผบ.ตร. เพียงแต่ใครๆ ก็รู้ว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่อาวุโสกว่า ท่านไม่ยินยอมที่จะนิ่งเฉย และได้เข้ามา สนทนากับนายกรัฐมนตรี ท่านจึงได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. การณ์กลายเป็นว่าในที่สุดแล้วอีกไม่กี่เดือนต่อมา “...คนที่พลาดตำแหน่ง ผบ.ตร.กลับพลิกมาเป็นผู้กุมนโยบายเหนือ ผบ.ตร.–สมใจนายกฯ” ในขณะที่ทางด้านสีเขียว นั้นจะเป็นปัญหาแตกต่างออกไปอีกลักษณะหนึ่ง ตรงที่ขาดความเคยชินที่จะรับนโยบายความมั่นคงจาก ตำรวจเก่า แทนที่จะเป็นทหารเก่า อีกประการหนึ่งภารกิจในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ออกจะกว้างขวาง จึงปรากฏบ่อย ๆ ที่ในสายตาทั่วไปของชาวสีเขียวแล้ว คนที่ปฏิบัติหน้าที่คุมนโนยายความมั่นคงมีอันต้องไปปฏิบัติภารกิจที่ดาดๆ และตลาดๆ จนบางส่วนมองว่าค่อนข้างกระเดียดไปทางหน่อมแน้ม อาทิเช่นที่ต่อสายคุยกันไปทั่ววงการสีเดียวกันก็คือ ภารกิจตรวจการจราจรวันเปิดภาคเรียน แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกลึกๆ ที่ว่าขณะนี้งานความมั่นคงทั้งหมดตกอยู่ในการพูดคุยตัดสินใจกันในวงของตำรวจเก่า เขาเจาะจงลงไปด้วยว่า ตำรวจเก่า 3 คน กล่าวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร–นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์–อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และคนสุดท้าย พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย–ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ออกจะเป็นยุคใหม่ที่พวกเขาไม่เคยชิน นี่ก็เป็นความรู้สึกลึกๆ รวมทั้งสภาพแวดล้อมและที่มาที่ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านเข้ามา “เซี่ยงเส้าหลง” ก็ได้แต่ให้กำลังใจไว้ ณ บรรทัดนี้
       
       •• จากเรื่อง วิกฤตภาคใต้ ขอวกกลับเข้าสู่เรื่องทั่วๆ ไป ต่อเนื่องจากวันก่อนๆ กันดีกว่า
       
       •• เรื่องประกอบข้างล่างวันนี้เป็น จดหมาย จาก ศ.ระพี สาคริก ถึง สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการเขียนมาถึงเป็นครั้งที่ 3 หลังจากได้ชมรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อ วันที่ 6 พฤษภาคม 2548 เฉพาะในเวอร์ชันที่ลงเผยแพร่ในwww.manager.co.th ได้นำลงไปแล้วท้ายคอลัมน์นี้เมื่อวันที่นำเสนอเรื่องยาวทุจริตกล้ายาง – โกงยกกำลัง 3 นอกจากเนื้อหาประเด็น ทุจริตในกระทรวงเกษตร นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ยังได้เอ่ยถึง งานทำบุญประเทศ (หรือชื่อเป็นทางการ ศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ จากการเป็นแม่งานจัดของ ศูนย์คุณธรรม ภายใต้การนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2548 ซึ่งปรากฏเป็น ข่าว, ภาพ ในหน้าหนังสือพิมพ์ ฉบับวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2548 ฉบับที่เห็นภาพกว้างชัดเจนที่สุดคือ กรุงเทพธุรกิจ ภาพใดลักษณะไหนที่นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ วิพากษ์อย่างรุนแรง ผู้อ่านกรุณาพิจารณาด้วยวิจารณญาณจากที่นำมาลงประกอบใกล้ ๆ กันนี้
       
       •• เรื่องลักษณะที่ ขัดหูขัดตา – ส่อให้ตั้งคำถามในเจตนารมณ์ที่แท้จริง เช่นนี้จริงอยู่ใคร ๆ ก็รู้ว่า ไม่ใช่ความต้องการและการริเริ่มโดยตรง จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากแต่บางครั้งเป็นเรื่องของ ข้าราชการประจำ – ตามสายงาน บางครั้งก็เป็นเรื่องของ นักการเมืองในพื้นที่ หรือบางทีก็เป็นเรื่องของ คนใกล้ชิด แต่ถ้าเกิดขึ้น บ่อยครั้ง และไม่ปรากฏว่าผู้เป็น นาย ได้ดำเนินการ ตำหนิติเตียน, สั่งห้าม คนในสังคมที่เห็น บ่อยขึ้น ๆ ก็อาจจะเริ่มเบี่ยงเบนความเชื่อได้
       
       •• นี่ไม่ใช่ ครั้งแรก ที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ตัดสินใจจับเข่าคุยและเตือนฉันท์ กัลยาณมิตร กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นนี้วันที่ 26 สิงหาคม 2547 เป็นครั้งแรก ๆ ที่ไม่สบายใจกับ พฤติกรรมสอพลอเกินเหตุ ที่เกิดขึ้นที่ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อ วันที่ 23 สิงหาคม 2547 และที่ จังหวัดกระบี่ เมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม 2547 ขณะนายก รัฐมนตรีคนที่ 23 ของเราเดินทางไปตรวจราชการ ทัวร์นกขมิ้น คงจะจำกันได้นะ
       
       •• ครั้งนั้นเป็นการขึ้นคัทเอาท์ใหญ่เป็น ภาพนายกรัฐมนตรีในเครื่องแบบเต็มยศสูงท่วมหัว เวลาปรากฏออกมาเป็น ภาพ แล้วออกจะดู ยิ่งใหญ่เกินไป ก็ได้เตือนไปว่าจะไปเข้าทางขบวนการผู้ไม่ปรารถนาดีนำไป ขยายความ เรื่องแบบนี้หาก ปล่อยเลยตามเลย หรือเห็นว่า ไม่สำคัญ ระวังจะสะสมเป็น ดินพอกหางหมู และถูกนำไปตีความว่าตัวท่านเอง เห็นดีเห็นงามด้วย วันนั้น “เซี่ยงเส้าหลง” เสนอไปถึงขั้นว่า “...ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีสมควรถูกลงโทษ – เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการประจำทั่วไป.” และไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม “...พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรสมควรแสดงออกอย่างเปิดเผยถึงความไม่เห็นด้วยและขออย่าให้เกิดขึ้นอีก.” แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       
       •• ต่อมาเมื่อ
       วันที่ 19 ตุลาคม 2547
ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ “เซี่ยงเส้าหลง” พูดถึง ภาพประกอบมิวสิควิดีโอเพลงชาติไทย ที่เผยแพร่ในช่วง คั่นรายการ ในวันแรกของการรณรงค์หาเสียงถ่ายทอดสดของ พรรคไทยรักไทย ที่เรียกกันว่า คิ๊กออฟแคมเปญ เมื่อ วันที่ 17 ตุลาคม 2547 มิวสิควีดิโอเพลงชาติไทยดังกล่าวเริ่มต้นด้วยภาพ ประชาชน, เกษตรกร ที่แสดง ความรักชาติ ตามด้วย การเชียร์กีฬาไทย ตอนกลาง ๆ มีภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังปราศรัยในงาน APEC 2003 ครั้นเมื่อถึงตอนช่วงท้ายจึงเป็น พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ การลำดับภาพแบบนี้ถ้า ไม่คิดอะไรมาก ก็ ไม่มีปัญหา แต่ถ้า คิดมาก ก็จะ เป็นปัญหาใหญ่แน่นอน ควรหรือไม่ควรที่จะมี ภาพ ที่สะท้อน ความสำคัญ, ความสำเร็จ หรือพูดตรง ๆ ว่า ความยิ่งใหญ่ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏอยู่ใน มิวสิควิดีโอเพลงชาติไทย แม้จะเป็นคำถามที่สำคัญยิ่งแต่ก็ยังไม่สำคัญยิ่งเท่ากับว่าถ้าคำตอบของคำถามแรกเป็น มีได้ – ไม่เสียหาย คำถามต่อมาก็คือ ควรจะปรากฏในลักษณะใด โดยพิจารณาประกอบกับ ภาพรวมทั้งหมด แต่ก็เช่นกันที่คำเตือนครั้งนั้นไม่ก่อให้เกิดผลอะไรมากนัก
       
       •• ระยะเวลา ไม่ถึง 1 ปี จาก คัทเอาท์ต้อนรับที่เพชรบุรี-กระบี่, มิวสิควีดีโอเพลงชาติไทย มาสู่ งานทำบุญประเทศ 10 เมษายน 2548 และ ประชุมครม.ข้างปราสาทหินพนมรุ้ง 17 พฤษภาคม 2548 ขอ “เซี่ยงเส้าหลง” กราบวิงวอน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มา ณ บรรทัดนี้ “...ขออย่าให้ภาพลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกได้ไหม.” ถ้าพลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 60 ปีนี้ดูจะพบว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวเนื่องกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ระมัดระวังอย่างสูง เพราะนี่คือ ฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ นายกรัฐมนตรีหลายคน มีอันต้อง จากไปก่อนเวลาอันควร มาแล้วทุกยุคทุกสมัย
       
       •• ไม่ต้องเชื่อ “เซี่ยงเส้าหลง” และไม่ต้องเชื่อ ศ.ระพี สาคริก แต่อยากให้ถามไถ่จาก ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ – เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านเคยเป็นนักวิชาการกฎหมายมหาชนที่ทั้งเข้าถึงและเข้าใจสารัตถะในเรื่องนี้ดีกว่าใคร ๆ พิสูจน์ได้จากงานเขียนชิ้นอมตะ ในหลวงกับประชาชน – เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทย ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 ฉบับเมื่อ วันที่ 30 เมษายน 2536 และ วันที่ 6 พฤษภาคม 2536 และตีพิมพ์รวมเล่มอยู่ในหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คขนาดหนา กฎหมายกับทางเลือกของสังคมไทย ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ เมษายน 2537 ความตอนหนึ่งท่านอรรถาธิบายไว้อย่างชัดเจนชนิดเสมือนเข้าไปนั่งอยู่กลางใจพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดินว่า “...พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงประพฤติปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกประการเพื่อประชาชนมาเป็นเวลาช้านาน นานจนประชาชนเกิดความรู้สึกร่วมกันทุกคนว่าสถาบันนี้เป็นของเขา ทำเพื่อเขา และจำเป็นยิ่งขาดไม่ได้สำหรับเขา เป็นสถาบันประชาธิปไตยในเนื้อหาโดยแท้.” งานชิ้นนี้น่าจะเป็นหนึ่งใน หนังสือดีที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ ด้วยซ้ำ

ระพี สาคริก ร่อน จม.ติงนายกฯ อาจเอื้อมเป็น ปธ.ประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว
        ภาพและคำบรรยายใต้ภาพที่ลงตีพิมพ์ในหน้า 1 นสพ.กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2548 ที่ศ.ระพี สาคริกกล่าวถึงในจดหมายที่มีมาถึงสนธิ ลิ้มทองกุลฉบับที่ลงตีพิมพ์ในล้อมกรอบข้างล่าง

        จดหมายจากศ.ระพี สาคริก
       
       เรียน คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เคารพ
       
        ผมติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ แทบทุกวันศุกร์ ยกเว้นการเดินทางไปทำงานในพื้นที่
       
        เพราะรายการที่คุณทำร่วมกับคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ มีเนื้อหาสาระที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านเป็นข่าว และเป็นแง่คิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคม
       
        เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คุณหยิบยกเอาประเด็นคณะรัฐมนตรีจะจัดประชุมสัญจร ที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ซึ่งเมื่อ 60 ปีกว่ายังเป็นป่า ผมเคยไปเดินเกวียนอยู่ที่นั่น
       
        ประเด็นสำคัญ คุณได้อธิบายชี้แจงว่า ปราสาทพนมรุ้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับกษัตริย์ประกอบพิธี ซึ่งเป็นของสูงทางวัฒนธรรม แม้แต่ที่โบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็เป็นสถานที่ซึ่งพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่จะเข้าไปทำพิธีได้
       
        ถ้าคนแต่ก่อนเขาพูดก็คงพูดว่า -- คนธรรมดาเข้าไปทำอะไรระวังเหาจะขึ้นหัว
       
       คุณสนธิบอกว่า ลูกน้องคิดทำให้เจ้านาย เพื่อยกย่อง ถ้าเราไม่ลืมสัจธรรมสิ่งหนึ่งซึ่งมีผู้พูดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า "ลูกน้องมักทำให้ผู้ใหญ่เสียหาย" ถ้าผู้ใหญ่ลืมตัว ขณะนี้เป็นกันมากจริง ๆ ครับ
       
       เมื่อคุณหยิบยกเอาข้อความที่ว่า เช่น ในโบสถ์วัดพระแก้วมรกต "เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วครับ" คุณสนธิก็คงจะมีอยู่ในใจแล้วก็ได้
       
       เมื่อช่วงสงกรานต์ ผมชมข่าวทางโทรทัศน์ กล้องจับองค์พระแก้วมรกต กับจับที่คุณทักษิณ แยกกันเป็นทีละตอน ผมก็สงสัยแล้วว่าอาจเป็นที่เดียวกัน แต่ผมก็ไม่เชื่อสายตาว่าจะมีการอาจเอื้อมขนาดนั้น เพราะคนนี้ได้รับคัดเลือกมาจากประชาชนทั่วประเทศควรจะเป็นคนรู้จักเจียมตน
       
       แต่วันรุ่งขึ้น ผมเห็นภาพสีเต็มหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และภาพสีในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า นายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นประธานประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว แถมยังแต่งตัวแบบลำลอง นั่งบนพรมสีแดง มีเจ้าหน้าที่เข้าไปก้มศีรษะมอบเครื่องกรวดน้ำให้
       
       ผมไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อนในชีวิต
       
       เห็นแต่องค์พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์แต่งฉลององค์ด้วยเครื่องราชอิสริยยศเท่านั้น
       
       หลายคนเอาภาพนี้มาให้ดูกัน และคิดกันเอาเอง ทำให้ผมนึกในใจว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดอาเพศขึ้นมาแล้วหรือ ?
       
       อย่างที่โบราณกล่าวความตอนหนึ่งไว้ว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม” ผมดูแล้วใจหดหู่มากครับ

       ที่คุณสนธิกล่าวสาปแช่งไว้ตอนใกล้จะปิดรายการ ผมว่ามันยังน้อยไป
       
       คุณสนธิพูดเรื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ หากจำได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีเรื่อง "ผักสวนครัว รั้วกินได้" มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมาขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผม ผมพูดไว้ตอนหนึ่งว่า
       
        "ถ้าเอาเรื่องจริง ๆ อาจไม่มีคุกจะใส่พอ"
       คนในเกษตร โกรธผมมาก ถึงกับกล่าวว่า "เกิดในเกษตร แท้ ๆ พูดยังงี้ได้ยังไง ?" ผมไม่อยากโต้เถียง เพราะถือว่าพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า "ถ้าไม่รักกันจริง ก็ไม่พูดตรง ๆ"
       
       แต่การที่มีคนกลุ่มหนึ่งพูดว่า เกิดในเกษตรแท้ ๆ พูดได้ยังไง ? มันสะท้อนให้เห็นความรู้สึกของคนในเกษตรส่วนมาก ถือพวกมาตั้งแต่อยู่ในระบบการจัดการศึกษาแล้ว ยิ่งมาโดนนักการเมืองสมัยนี้ด้วย ยิ่งช้ำหนัก
       
       ผมเคยตอบคำถามโทรทัศน์หน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ที่เขาถามว่า อาจารย์รักเกษตรหรือเปล่า ?
       
       ผมตอบ รักสิครับเพราะเป็นของพื้นฐานแผ่นดินไทย แต่ผมไม่ใช่พวกเกษตร ?
       
       ใครจะคิดได้ไม่ได้ก็แล้วแต่ครับ แต่มันเป็นมานานแล้ว จึงทำให้ปัญญามืดบอด ไม่ยังงั้นชีวิตเกษตรกรจะดีกว่านี้มาก

        ด้วยความเคารพอย่างสูง
        ระพี สาคริก

ระพี สาคริก ร่อน จม.ติงนายกฯ อาจเอื้อมเป็น ปธ.ประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว
        ตัวอย่างจดหมายต้นฉบับจาก ศ.ระพี สาคริก ที่ส่งถึง "สนธิ ลิ้มทองกุล"

จำนวนคนโหวต 210 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017