“แกรมมี่" ยึดสื่อสิ่งพิมพ์!

โดย MGR Online   
14 กันยายน 2548 18:07 น.
        รายการคนในข่าว (13 ก.ย.48) ร่วมถกสถานการณ์ที่กำลังกลายเป็นประเด็นดัง หลังแกรมมี่ได้กว้านซื้อหุ้นของ 2 สื่อหนังสือพิมพ์ คือมติชนและบางกอกโพสต์ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า จะเป็นการทำให้การเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ ที่ถือว่าเป็นกลางและเที่ยงตรงที่สุดฉบับหนึ่งจะขาดอิสรภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือไม่ โดยความเห็นของนักวิชาการและนักข่าวมองว่า แกรมมี่ต้องการเกียรติยศของมติชน และมีอิทธิพลเพื่อรองรับการโฆษณาของบริษัท และตอนนี้คงต้องดูการตัดสินใจของทีมงานเก่า ว่าจะปรับตัว ลุกขึ้นต่อรอง หรือว่าขายหุ้นที่เหลือไปเปิดหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่
       
       รายการคนในข่าว ออกอากาศทาง News 1 เวลา 2105-22.00 น. ดำเนินรายการโดย จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ
       
       จินดารัตน์ – สวัสดีค่ะคุณผู้ชมค่ะรายการคนในข่าวค่ะ วันนี้บริษัทแกรมมี่ ได้ทำให้วงการสื่อสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 ค่ายด้วยกัน ค่ายแรกก็คือ ของบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งจำกัด หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์หัวภาษาอังกฤษ บางกอกโพสต์ และโพสต์ทูเดย์ ส่วนค่ายที่ 2 ก็คือค่ายของบริษัท มติชน จำกัดมหาชน แน่นอนที่สุดก็คือหนังสือพิมพ์มติชน ประชาชาติธุรกิจ และข่าวสด ทำให้ตอนนี้แกรมมี่ได้เข้าไปซื้อหุ้นดังกล่าวแล้ว บริษัทแกรมมี่จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทค่ายโพสต์ ถึง 23.6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่ายมติชนนั้นจะถือถึง 32.23 เปอร์เซ็นต์ ค่ะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาของค่ายมติชนก็คือ คุณขันชัย บุญตา ถืออยู่ 24.25 เปอร์เซ็นต์ จากปรากฏการณ์ครั้งนี้ค่ะ คุณผู้ชมค่ะ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
       
       โดยเฉพาะในวงการสื่อและประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง บอกว่าเอ๊ะเกิดอะไรขึ้นกับแกรมมี่ ทำไมแกรมมี่ถึงสนใจ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ทำข่าวหนักๆอย่างบากกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์หรือมติชน ทั้งที่แกรมมี่เองก็ทำในสายบันเทิงมาตลอด มีเสียงจากอากู๋ ของเราออกมาบอกว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่า เราอยากจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลในสื่อ ไม่ว่าจะสายบันเทิง หรือสายสิ่งพิมพ์ก็ตาม แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง อากู๋ของเรา คุณไพบูลย์นะค่ะ ไปมีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง ค่อนข้างจะแนบแน่น แน่นแฟ้น เหลือเกิน โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นก็เลยสงสัยกันว่า แบบนี้แล้วเป็นการครอบงำสื่อหรือไม่
       
       จะเป็นการเข้ามาแทรกแซงสื่อหรือไม่ เป็นคำถามที่คนในสังคมเริ่มหาคำตอบกันแล้วค่ะ วันนี้เราจะลองมาวิเคราะห์กันดูนะค่ะว่า ถ้าใช่ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร และถ้าไม่ใช่ ถ้ามองในแง่ดีในเรื่องของธุรกิจจะทำได้ไหม ต่อไปมติชนก็จะทำงานเหมือนเดิม ไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง นะค่ะ เราจะคุยเรื่องนี้กับแขกรับเชิญของเรา 3 ท่านด้วยกัน กับแขกรับเชิญ ท่านแรก รศ.ดรบุญรักษ์ บุญเขตมาลา จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ ท่านต่อมา ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ค่ะ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ GDRI และท่านสุดท้ายเป็นนักข่าว เป็นสื่อตัวจริง คุณอมรรัตน์ มหินธรุกข์ โฆษกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ค่ะ สวัสดีค่ะทุกท่านนะค่ะ
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – สวัสดีครับ
       
       ดร.สมเกียรติ – สวัสดีครับ
       
       อมรรัตน์ – สวัสดีค่ะ
       
       จินดารัตน์ – คำถามแรกดิฉันถามก่อนว่า เห็นข่าววันนี้ ว่าแกรมมี่เข้าไปซื้อหุ้นทั้ง 2 ค่ายนะค่ะ ความรู้สึกแรก อาจารย์แปลกใจไหมค่ะ ตกใจไหมค่ะ
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – ผมไม่ได้แปลกใจง่ายนะค่ะ เออ ความจริงไม่แปลกใจเลย เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มันมีรัฐธรรมนูญใหม่ หลังจากมันมีพรรคการเมือง ที่สามารถเป็นพรรคการเมืองเดียว และจัดตั้งรัฐบาลได้ หลังจากหัวหน้าพรรคการเมือง เป็นนักธุรกิจที่มีทรัพย์สิน มีธุรกิจมูลค่ามหาศาล เออ พัฒนาการเหล่านี้ มันชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นระหว่างเศรษฐกิจกับการเมือง ในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เออ โดยธรรมชาติแล้ว ระบบทุนมันก็จะเหมือนกันไปหมด พอคุณเข้าไปสู่การเมืองคุณก็อยากจะใช้อำนาจให้เป็นประโดยชน์ แล้วมันจะแปลกอะไร ในเมื่อสื่อ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มันก็เหมือนเป็นสินค้า
       
       โดยทางทฤษฎีก็อนุญาตให้มีการซื้อขาย ใครมีเงินมากก็ซื้อมากหน่อย ใครมีเงินน้อยก็ซื้อน้อยหน่อย ก็เป็นธรรมดา อันนั้นก็อันที่หนึ่งไม่แปลกใจ อันที่สองก็ไม่แปลกใจเหมือนกันที่ ทุนขนาดใหญ่จะเข้ามา อยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อมากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งทุนที่มีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพียงแต่ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในระดับที่ดูเหมือนว่า ในลักษณะช็อก ในลักษณะที่ฉับพลันทันที ในลักษณะที่มีการกว้านซื้อหุ้นวันละนิดๆ ให้เกิดความพร้อมที่จะประกาศได้ เพราะฉะนั้นผมว่าไม่ควรเป็นเรื่องที่แปลกใจ แต่ว่าปัญหาก็คือ มันควรจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า
       
       จินดารัตน์ – แสดงว่าอาจารย์ไม่แปลกใจ แต่ค่อนข้างกังวลใจ ใช่ไหมค่ะ
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – มันก็ควรจะกังวลใจ คือเหตุผลที่ว่าธุรกิจสื่อ มันไม่ใช่เป็นธุรกิจล้วนๆ ที่คุณอยากจะเอามาทำ แล้วได้กำไร ใช่มันเป็นธุรกิจ แต่มันเป็นธุรกิจที่มีลักษณะพิเศษ มันเป็นธุรกิจที่เป็นวิชาชีพ ระดับสูงนะครับ ที่จำเป็นจะต้องมีข้อผูกพัน ต่ออุดดมการณ์ทางการเมืองเพื่อที่จะให้ระบบการเมืองทั้งระบบสามารถทำงานได้ ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นธุรกิจหาเงินได้มาก เราก็ทำสิ่งนั้น อะไรหาเงินได้น้อยเราก็เลิกทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมว่าสื่ออย่างมติชน หรือบางกอกโพสต์ อายุ 30 40 50 ปี สื่อพวกนี้ มันค่อยพัฒนามาโดยเจ้าของทุน ผู้ประกอบวิชาชีพในสื่อเหล่านี้ จะค่อยๆพัฒนาขึ้นในลักษณะวิชาชีพ เขาสร้างเกียรติภูมิของเขาขึ้นมา
       
       จินดารัตน์ – แล้วก็เป็นเอกลักษณ์ของเขาไปเลยแต่ละฉบับว่า มติชนต้องเป็นแบบนี้ บางกอกโพสต์ต้องเป็นแบบนี้
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – คือทุกสื่อจะต้องมีเอกลักษณ์ แต่ว่าในกรณีของทั้ง 2 กรณี แน่นอน สื่ออย่างมติชนเป็นหนังสือพิมพ์ที่ทั้งค่ายเลย ก็มีสินค้าหลายตัวมาก ที่มีลักษณะพิเศษที่เด่นมาก นะครับ สามารถครอบครองตลาด หนังสือพิมพ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่เป็นสาธารณะชนทางการเมืองได้เยอะ ในปริมาณที่สูง อันที่สองในกรณีของบางกอกโพสต์ ก็เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่มียอดขายสูงที่สุด และมีอายุยืนนาน และก็มีสถานภาพ ที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการลงทุนระหว่างประเทศด้วย และเป็นสื่อที่ไปไกล เพราะฉะนั้น ถ้าสมมติว่า ถามว่า ใครอยากจะได้ สื่อดีๆที่มันมีอยู่แล้ว ก็คงเลือกถูกแล้วนะครับ เลือกสื่อภาษาอังกฤษที่ไปไกลทั้งภายนอกประเทศและภายในประเทศ
       
       จินดารัตน์ – ถ้ามองในเชิงธุรกิจถูกไหมค่ะอาจารย์
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ - ก็คงเลือกถูกแล้ว
       
       จินดารัตน์ – นั้นเดี๋ยวดิฉันจะถามอาจารย์เรื่องความกังวลใจต่อ ถามอาจารย์สมเกียรติต่อว่า อาจารย์รู้สึกแปลกใจหรือกังวลใจ หรือรู้สึกอะไรบ้างค่ะอาจารย์
       
       ดร.สมเกียรติ – ขอเรียนตามตรงว่า กังวลใจมากๆ
       
       จินดารัตน์ – แต่ไม่แปลกใจใช่ไหมค่ะอาจารย์
       
       ดร.สมเกียรติ – ก็มีส่วนแปลกใจนะครับว่า การที่มีการจู่โจมกันขนาดนี้ และ Take over สื่อ ถึง 2 ฉบับ และก็ถ้าไปดู 2 บริษัทนี้ จริงๆ มากกว่า2 ฉบับด้วย เพราะว่าในเครือของมติชนเองก็จะมี มติชน ข่าวสด ประชาติธุรกิจ ที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยในเครือของบางกอกโพสต์เองก็มีภาษาไทยฉบับหนึ่งก็คือโพสต์ทูเดย์ และก็มีภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ ละในขนาดเดียวกันถ้าไปดู คนที่จะมา Take over ก็จะมีธุรกิจ ค่ายเพลงแน่นอน นะครับ แล้วก็มีสถานีวิทยุ และก็มีข่าวบ่อยครั้งว่า อยากจะไปทำโทรทัศน์ด้วย
       
       ถ้าเกิดเรามองภาพรวมว่าจะมีใครสักคนมาพูดคล้ายๆกับที่คุณพูดเปิดรายการว่าอยากจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุด ในวงการสื่อ คำพูดนี้ผมคิดว่า ในสายตาของคนที่บริโภคสื่อ เป็นคำกล่าวที่น่าเป็นห่วงมากๆ เพราะว่าจะทำให้เกิดกลุ่มคนซึ่ง มีอิทธิพลต่อสิ่งพิมพ์ภาษาไทยอย่างน้อย 4ฉบับ 5 ฉบับ ที่ได้พูดไป ภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ วิทยุอีก และต่อไปโทรทัศน์ แล้วยังไปถึงตัวเพลงอีก และก็ยังมีนิตยสารอีกจำนวนมาก การเกิดของสื่อขนาดใหญ่จำนวนนี้ มันมีผลทีทำให้คนที่เป็นเจ้าของสื่อตรงนั้น นะครับ จะมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของคนในสังคมได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ
       
       จินดารัตน์ – แต่ความแปลกใจนั้น คงจะไม่มากใช่ไหมค่ะอาจารย์
       
       ดร.สมเกียรติ – ก็มีความแปลกใจอยู่บ้าง และมันก็มีข่าวลือมาพอสมควร แต่ว่าไอ้ข่าวลือตรงนี้ลดความแปลกใจลงมาได้บ้าง กรณีของบางกอกโพสต์นั้นผมคิดว่า ไม่ได้แปลกใจเพราะว่ามีข่าวออกมาเรื่อยๆ แต่กรณีของมติชนต้องยอมรับว่าแปลกใจ นะครับที่ทำให้เกิดการสะดุด แล้วคิดไปอีกว่า เหมือนกับว่าจะ Take over กันขนาดนี้เชียวหรือ นะครับ นี้ก็เป็นปฏิกิริยาของผม
       
       จินดารัตน์ – คุณอมรรัตน์ล่ะค่ะในฐานะที่เป็นนักข่าวด้วย ฟังแล้วตกใจไหมค่ะ
       
       อมรรัตน์ – จริงๆแล้วต้องบอกว่าในฐานะที่อยู่ในวงการ อาจจะไม่ได้ตื่นเต้นวันนี้ แต่ในวงการสื่อ นักข่าวเอง ตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวาน ตั้งแต่ช่วงเที่ยงๆ เริ่มมี โทรศัพท์บอกกล่าวกัน ก็มีการคาดการณ์กันต่างๆนาๆ ต้องใช้คำว่าไม่คาดคิดว่าจะซื้อถึงขั้น ที่เรียกว่า เข้ามาบริหารแบบนี้เลย ก็คิดว่าอาจจะทยอยซื้อ แต่พอเข้ามาในลักษณะแบบนี้แล้วซื้อ ประมาณว่าจะต้องเข้ามาบริหาร ในฐานะวงการสื่อ ต้องยอมรับว่ามันมีผลกระทบ คนทำข่าวด้วยกันเองแม้จะไมได้อยู่ในสื่อ 2 ฉบับนี้
       
       แต่สื่ออื่นๆเองก็จับตามอง ทุกคนก็ตกใจ แต่ความว่าความแปลกใจเรื่องที่เกิดขึ้นในกรณีบางกอกโพสต์ บางกอกโพสต์ที่ผ่านมามีข่าวว่ามีกรณีแทรกแซง มีข่าวคราวว่าจะมีกลุ่มคน กลุ่มนี้ จะเข้ามาซื้อหุ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ในส่วนของมติชน อาจจะเคยได้ยินเป็นการพูดเล่นๆบ้าง ซึ่งไม่ชัดเจน หลายๆคนก็ถาม ต้องถามคนทำสื่อจริงๆว่าไม่มีใครคาดคิด ว่าจะเข้ามาซื้อมติชนได้เพราะว่า ต้องยอมรับว่าหนังสือพิมพ์มติชน ความมีเอกลักษณ์ และก็อะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเจ้าของ มีความเป็นนักวิชาชีพ ค่อนข้างสูงมาก ถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าตรงนี้ความตกใจ ในส่วนของมติชนอาจจะมีมากว่าถ้าเทียบกับบางกอกโพสต์
       
       จินดารัตน์ – ได้คุยกับนักข่าวมติชนบ้างหรือเปล่าค่ะ
       
       อมรรัตน์ – ได้คุยค่ะ ตั้งแต่เมื่อวาน มีการพูดคุยล้อกันเล่นๆว่า อาจจะต้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็น Dancer ไปเป็นอย่างอื่น ก็คือ ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เขาบอกว่าสมัครสมาชิกมติชน 2 ปี ได้โหลดริงโทนฟรี 2 ปี อะไรประมาณนี้ ต้องปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปอยู่ทางค่ายเพลง อะไรอย่างนี้ ก็มีกี่คุยกันพอสมควร ถามว่าในวงการนักข่าวเองก็มีการถกกัน ก็เริ่มจับตาและเริ่มมองกันตั้งแต่เมื่อวานว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมันจะมีผลกระทบอะไร จะมีอะไรบ้างอย่างไร แต่ว่า พอมีการคุยกับทางข้างใน หมายถึงในออฟิตตัวเอง เพราะคนที่เป็นลูกน้องมติชนก็ต้องคุยกับหัวหน้าข้างใน และก็จะมาเล่าสู่กันฟัง เขาบอกว่าต้องใจเย็นๆและคิดดีๆ เมื่อวานนี้ถ้าถามจริงๆ มติชนไม่ขวัญเสีย เพราะมติชนเขามองว่าไม่น่าจะซื้อขนาดนี้ เมื่อวานนี้ที่ในวงการสื่อวิพากษ์กันว่าบางกอกโพสต์โดนแน่ๆ น่าจะโดนแบบ Take เลยถึงขั้นเข้ามาบริหาร
       
       จินดารัตน์ – แต่กลายเป็นว่าตรงกันข้าม กลายเป็นมติชน
       
       อมรรัตน์ – มติชนที่โดน
       
       จินดารัตน์ – เข้าไปถือหุ้นใหญ่ เพราะว่าหุ้นบางส่วนของโพสต์นั้น เจ้าของหุ้นเขาไม่ยอมขาย ขวัญกระเจิงไปแล้ว เดี๋ยวดิฉันจะกลับมาถามต่อ คิดอะไรกันต่อ
       
       ดร.สมเกียรติ – ประเด็นที่สำคัญคิดว่า หนังสือพิมพ์เป็นด่านสุดท้ายสำคัญ ในประวัติศาสตร์การทำหนังสือพิมพ์ของไทย การครอบงำกิจการหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ ยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่ทีวีผมคิดว่าเกิดขึ้นหลายครั้ง กรณีล่าสุดคือกรณีของไอทีวี
       
       จินดารัตน์ – ที่เห็นชัดๆ
       
       ดร.สมเกียรติ – แต่ว่า วิทยุก็เป็นที่ทราบกันมานานว่า วิทยุไม่เคยมี อิสรเสรีภาพเท่าไหร่ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลนี้ นะครับ สูญเสียอิสรภาพการแสดงความคิดเห็นอย่างเยอะมาก เพราะฉะนั้นในสายตาของคนที่ติดตามสื่ออย่างผม ผมเกิดความรู้สึกว่า หนังสือพิมพ์เป็นด่านสุดท้าย แล้วนี้ด่านสุดท้ายจะถูกตีแตกอีกแล้วหรือ แล้วจะเหลืออะไรให้เป็นปากเป็นสียงกับประชาชนได้
       
       จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ มันเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวเรากลับมาฟังเหตุผลของทั้ง 3 ท่าน ตอนนี้มีเสียงเหตุผลของการเข้าไปซื้อหุ้นดังกล่าว ของคุณไพบูลย์ ดำรงไชยธรรม อากู๋ ล่ะค่ะของแกรมมี่ ว่าเหตุผลเขาบอกว่าเขาไมได้ตั้งใจเข้าไป จะแทรกแซงในการทำข่าวหรือว่าอะไร เพียงแต่ต้องการเข้าไปซื้อธุรกิจเท่านั้นเอง ลองไปฟังเสียงกันดูค่ะ
       
       VTR
       ไพบูลย์ - จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ได้เข้าไปซื้อหุ้นของมติชนและบางกอกโพสต์เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของมติชนนั้น เมื่อคืนได้คุยกับพี่ช้าง (นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน) ผมกับพี่ช้างรู้จักกันมานาน เมื่อวาน (12 กันยายน) พอผมประชุมเสร็จก็โทรศัพท์หาพี่ช้าง พี่ช้างไม่อยู่ที่โรงพิมพ์ แล้วพี่เขาก็โทร.กลับมา เลยนัดคุยกัน สรุปสั้นๆ ว่า วันนี้ต้องแถลงข่าวร่วมกับพี่ช้างที่มติชน พอดีพี่ช้างเป็นหวัด ไม่สบาย วันนี้เลยโทร.มาบอกว่า สงสัยผมคงต้องพูดไปเองคนเดียว
       
       สรุปสั้นๆ ว่า พี่ช้างยอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง และในเมื่อที่รู้จักกันกันมา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ผมก็เรียนพี่ช้างว่า ผมคงไม่เข้าไปทำให้ใครอึดอัดใจ หรือไม่สบายใจ มีอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ ก็ขอให้ตามผมเข้าไปทำ คงไม่เข้าไปเกะกะ ไม่ทำให้ใครกังวล ไม่ต้องระแวงสงสัย ไม่ต้องกังวลทั้งสิ้น
       
       คำถาม - ทำไมถึงซื้อหนังสือพิมพ์?
       
       ไพบูลย์ - จะบอกว่า จริงๆ แล้วตอนที่ผมเรียนจบมา พี่ช้าง และพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งมติชน ตั้งประชาชาติรายวัน ผมก็มีโอกาสไปอยู่ใกล้ชิด ไปอยู่แถวนั้น และได้ร่วมงาน ดังนั้น ก็คงตอบคำถามได้ว่า ผมเรียนนิเทศศาสตร์ สายหนังสือพิมพ์ ผมก็คงอยากทำหนังสือพิมพ์ ผมเขียนหนังสือเป็นด้วยนะ ชอบหนังสือพิมพ์มานานแล้ว ตั้งแต่เรียนจบ ทางแกรมมี่ไม่มีคนถนัด มีผมถนัดคนเดียว ก็คงไม่ได้เข้าไปทำอะไร
       
       ทำไมถึงซื้อหนังสือพิมพ์ 2 โรงพิมพ์นี้ เพราะเป็น 2 โรงพิมพ์ที่มีคุณภาพ เป็นหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เป็นเรื่องโชคดีที่ผมเข้าไปซื้อได้ เขาทำดีอยู่แล้ว สิ่งที่ผมจะทำได้หรือที่อยากทำคือ เข้าไปต่อยอดให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอยากจะทำอะไร
       
       คำถาม - แกรมมี่จะได้ประโยชน์อะไรจากการซื้อ 2 โรงพิมพ์นี้?
       
       ไพบูลย์ - ผลประโยชน์ที่จะเป็นเรื่อง Content (เนื้อหาหรือผลิตภัณฑ์) คือแกรมมี่เป็นเจ้าของ Content Provider(ผู้นำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์) ที่มากที่สุดในไทย ในโลกนี้มี 5 Content ที่คนต้องการสูงสุดคือ ข่าว เพลง ภาพยนตร์ เกม และกีฬา ขณะนี้เรากำลังเติมเรื่องกีฬา สื่อสิ่งพิมพ์ และถ้าเราเข้าไปถือหุ้นใน 2 โรงพิมพ์นี้ เราจะเป็นผู้ที่มีข่าวสารเยอะสุด
       
       คำถาม - จะมีนโยบายอย่างไรต่อไปกับหุ้น 2 บริษัทนี้ (มติชนและเครือบางกอกโพสต์) ในอนาคต?
       
       ไพบูลย์ - เรายังอยากให้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คือบริษัทแกรมมี่จะต้องคำทำเสนอซื้อถึง 75% หากมีส่วนที่เหลือ ผมจะเป็นคนที่ซื้อเอง พิสูจน์ให้เห็นว่า ผมมีความเชื่อมั่นใน 2 โรงพิมพ์นี้จริงๆ เชื่อมั่นในการทำกิจกรรมเที่ยวนี้ว่า เป็น Move (การเคลื่อนตัว) ที่สำคัญต่อแกรมมี่
       
       คำถาม - หมายรวมถึงบางกอกโพสต์ด้วยหรือเปล่า?
       
       ไพบูลย์ - สำหรับโพสต์ต้องรอพี่สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ กลับมาจากอเมริกาก่อน จะได้ปรึกษาหารือกัน เพียงแต่มติชนจะต้องทำตามกฎก่อนว่า ต้องทำเทนเดอร์ให้ได้ 75% ก่อนถ้ามีคนขาย ถ้าเกินจากนั้นนายไพบูลย์จะซื้อเอง ส่วนโพสต์ คุณสุทธิเกียรติยังบอกว่าไม่ขาย ยังรักบางกอกโพสต์อยู่ ส่วนผมจะทำอะไรก็ตามในฐานะผู้ถือหุ้นใหม่ ผมต้องให้เกียรติผู้ถือหุ้นเก่า คงต้องรอปรึกษาหารือกับพี่สุทธิเกียรติก่อน วันนี้จะไม่พูดเรื่องโพสต์ จะพูดเรื่องแกรมมี่กับมติชน
       
       เหตุที่ผมตัดสินใจซื้อ ผมเรียนนิเทศศาสตร์ และพิสูจน์แล้วว่า หนังสือพิมพ์เป็นสื่อเบอร์หนึ่ง ผมมีวิทยุ มีทีวี หนังสือพิมพ์เป็นสื่อหนึ่งที่มีรายได้ที่มั่นคงสุด เมื่อเทียบกับสื่ออื่น หนังสือพิมพ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี Brand Loyalty (ความภักดีต่อยี่ห้อ) สูงที่สุดอย่างหนึ่งในโลก ผู้คนจะผูกพันอยู่กับยี่ห้อ ความสำเร็จของหนังสือพิมพ์ เมื่อหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว น้อยครั้งที่จะล้มลง โอกาสเสียหายน้อยมาก เป็นการ Diversify (การเปลี่ยนทิศทาง) การลงทุนของผมจากธุรกิจธุรกิจที่ผมทำอยู่หลากหลาย ให้มีขาหยั่งมากขึ้น นั่นเป็นแนวความคิดผมมาตลอดชีวิต ผมจะไม่เอาเงินก้อนก้อนหนึ่งไปทุ่มกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผมจะกระจายให้อยู่ในเนื้อหาสาระ ในโครงสร้างที่เกื้อกูลซื้อกันและกัน มีประโยชน์ต่อกัน
       
       ประการที่ 2 เราเป็น Content Provider ที่เยอะที่สุดอยู่แล้ว เมื่อผมได้มติชนเข้ามาสนับสนุน จะทำให้เรามี Content มากขึ้น โดยที่ผมไม่ต้องเข้าไปทำอะไรกับกองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการก็เดินของเขาต่อไป ผมมาต่อยอด มาขยายผล เหมือนที่ผมเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้กับศิลปินนั่นแหละ Content เหล่านี้เราจะไปผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จะเป็นประโยชน์มากขึ้น นโยบายจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ผมเรียนพี่ช้างแล้ว ผมเป็นคนตื่นสายอยู่แล้ว และผมก็มีงานทำที่นี่ ถ้าเผื่อต้องการให้ผมไปช่วยอะไร ก็บอกมาได้ แต่ผมคงไม่เดินเกะกะเข้าไป
       
       คำถาม - จะส่งคนเข้าไปบริหารหรือไม่
       
       ไพบูลย์ - ไม่มีครับ คนที่แกรมมี่ทำหนังสือพิมพ์ไม่เป็น
       
       คำถาม - จะเข้าไปเป็นกรรมการหรือไม่
       
       ไพบูลย์ - ค่อยปรึกษาพี่ช้างอีกที ต้องหารือกับพี่ช้างอีกที
       
       คำถาม - คุณไพบูลย์บอกว่า รู้จักพี่ช้างมานาน ทำไมถึงไม่รู้เรื่องที่คุณไพบูลย์มาซื้อหุ้น
       
       ไพบูลย์ - เอาอย่างนี้ คือเปลี่ยนจากมือฝรั่งมาเป็นของคนไทย ฝรั่งถือกับคนไทยถือคุณว่าอันไหนดีกว่ากัน หนังสือพิมพ์ของไทยน่ะ
       
       คำถาม - การเข้ามาเป็นพันธมิตรแบบไม่เป็นมิตรแบบนี้ สังคมไทยจะรับได้หรือ
       
       ไพบูลย์ - ผมไม่ทราบ แต่เมื่อคืนผมคุยกับพี่ช้าง อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข
       
       คำถาม - พี่ช้างหรือคุณไพบูลย์(ที่มีความสุข)
       
       ไพบูลย์ - ทั้งคู่ครับ คุณไปถามคุณฐากูรหรือผมมีเพื่อนอีก 2 คนที่อยู่ที่นี่ คุณวาณิชกับคุณจรูญ นั่งทานข้าวด้วยกัน ก็มีความสุขดี
       
       คำถาม - เงินที่ซื้อหุ้นเป็นเงินกู้ระยะสั้น อยากทราบว่าหลังจากนั้นจะใช้เงินจากแหล่งไหน?
       
       ไพบูลย์ - ปัจจุบันเราได้เงินกู้จากไทยพาณิชย์ อายุ 1 ปี แปลว่าใน 1 ปีนี้ ทางผมจะต้องดูว่าเทนเดอร์ประสบความสำเร็จแค่ไหน หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาต่อว่า เมื่อเราซื้อหุ้นได้เท่าไหร่แล้ว เงินที่ต้องใช้ เราค่อยมาปรับโครงสร้างใหม่ในการหา อาจจะเป็นเงินกู้ระยะยาวหรือสินเชื่อประเภทอื่น เพื่อให้มีความเหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจมากขึ้น ขณะนี้เรายังเป็นเงินกู้ 1 ปีก่อน ถ้าเราเงินกู้ก้อนหนี้ อัตราหนี้สินต่อทุนก็ยังไม่ถึง 2 เท่า ส่วนเรื่องเพิ่มทุน คงต้องรอดูผลสรุปเทนเดอร์ก่อนว่า จะเป็นเท่าไหร่ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะเป็นเท่าไหร่ เรามองที่เทนเดอร์ก่อน เพราะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น และคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้สูงกว่า 10% เมื่อเทียบกับต้นทุนของเงินที่กู้มา
       
       คำถาม - Content ที่เราทำเป็นบันเทิง แต่หนังสือที่เราซื้อ มันไม่ใช่ คนละแบบ คุณจะเอาเบิร์ด เอามอส มาใส่ในมติชน มันจะเกิด Synergy อย่างไร?
       
       ไพบูลย์ - ผมไม่เข้าใจคำถามคุณ ผมจะเอาเบิร์ด เอามติชนไปทำอะไร ผมบอกแล้วว่า คนที่แกรมมี่ไม่มีใครรู้เรื่อง มีผมรู้เรื่องคนเดียว และหนังสือพิมพ์ที่ผมไปซื้อ เป็นหนังสือที่ดีอยู่แล้ว ผมจึงไปซื้อ อายุขนาดนี้ ผมจะไปแบกหนังสือขึ้นมาทำไม ผมไปซื้อสิ่งที่มันดีอยู่แล้ว แล้วคุณจะไปยุ่งไปทุบกับมันเหรอ ผมโง่ขนาดนั้นเหรอ
       
       คำถาม – Synergy (การรวมกันเพื่อสร้างจุดแข็ง) มีอะไรบ้าง
       
       ไพบูลย์ - เยอะแยะครับ คือข้อมูลผมเอามาลง ผมมีซีดี มีผลิตรายการ ผมขอซื้อ content มา ข่าวมา ต่อไปผมมือถือ เรากำลังจะเป็นร่วมทุนกับญี่ปุ่น จะเอาข้อมูลต่างๆ ไปลงได้
       
       คำถาม - การที่แกรมมี่ซื้อหุ้นมติชน ทำให้ความน่าเชื่อถือของมติชนน้อยลง ถ้ามติชนรายได้ลดลงจะทำอย่างไร
       
       ไพบูลย์ - อันนั้น คุณคิดเอาเอง มันยังไม่เกิดขึ้น
       
       คำถาม - มีความสงสัยว่าที่คุณไพบูลย์เข้ามาเป็นกลุ่มทุนการเมือง
       
       ไพบูลย์ - ผมบอกกับตัวเอง บอกกับลูกหลานว่า ผมไม่เล่นการเมือง ถ้าผมอยากเล่นการเมือง ผมเข้าไปแล้ว ผมเป็นอะไรไปแล้ว
       
       คำถาม - ไม่ได้หมายถึงเข้าการเมือง แต่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนการเมืองการ ที่จะเข้ามาครอบงำสื่อ
       
       ไพบูลย์ - ผมเป็นผู้ก่อตั้งแกรมมี่ ผมค้าขายอยู่ขนาดนี้ แล้วผมต้องไปเป็นตัวแทนใครเหรอ
       
       คำถาม - ถ้ามีพนักงาน 2 บริษัทประท้วงจะทำอย่างไร
       
       ไพบูลย์ - ประท้วงอะไรครับ ผมไม่ได้เดินเข้าไปให้เห็นหน้าด้วยซ้ำ ประท้วงที่ไหน ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน อย่าระแวงสงสัย เชื่อผมเถอะ ผมคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ผมไม่โง่พอที่จะไปทุบสิ่งดีๆ ให้มันเสีย มีแต่ได้ ผมโง่ขนาดนั้นเหรอ
       
       คำถาม - คุณไพบูลย์คิดว่า การเข้ามาลงทุนในมติชนถือเป็นปรากฏการณ์ปกติเหรือเปล่า
       
       ไพบูลย์ - เป็นปกติครับ ก่อนหน้าผมเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเขากำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยซ้ำ แต่เมื่อคุยกัน สิ่งที่เป็นประโยชน์กันเขาก็ขาย ซีเอ็ดผมก็ซื้อมาจากเนชั่น เป็นเรื่องปกติมาก มติชน ผมซื้อหุ้นมาจากชาวต่างประเทศที่เขาซื้อหุ้นนี้มา 7-8 ปี
       
       คำถาม - ทราบว่าก่อนหน้านี้คุณไพบูลย์ได้เข้าไปเจรจากับคุณขรรค์ชัย
       
       ไพบูลย์ - ไม่เคยครับ ไม่เคยคุยกันมาก่อน จนเมื่อคืนไปคุยกับพี่ช้าง มีคุณฐากูร มีสมหมาย และก็เป๋า ปิยะชาติ และพี่วาณิช พี่จรูญ ซึ่งเรารู้จักพี่ช้างมา 30 กว่าปี ก็นั่งคุยกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส พี่ช้างแกเป็นคนที่มีความชัดเจน เป็นผู้ใหญ่ แกใช้คำว่ายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็บอกแกว่า ผมไม่ได้มาเกะกะ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็บอกมา อะไรที่ไม่สบายใจก็บอกมา ผมไม่ได้มีเจตนาทำให้พรรคพวกเพื่อนฝูงเดือดร้อนและไม่มีความสุข ถ้าผมไปทำอย่างนั้น เขาไม่มีความสุข ผมก็ไม่มีความสุข ผมไม่ทำแน่
       
       คำถาม - มีโอกาสจะใช้ Synergy ระหว่างมติชนกับโพสต์หรือไม่
       
       ไพบูลย์ - คือต้องแล้วแต่ผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อคืนมีการพูดถึงบ้าง ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่คุยว่า ทำอย่างนั้นดีมั้ย อย่างนี้ดีมั้ย ระหว่างมติชนกับโพสต์ ก็คงต้องศึกษาต่อไปว่า ทำแล้วจะเป็นประโยชน์มั้ย เช่น แท่นพิมพ์ โพสต์เพิ่งซื้อแท่นพิมพ์ 700 ล้านบาทไป มติชนก็จะซื้อแท่นพิมพ์ ก็ถามว่าจะใช้ร่วมกันได้มั้ย ก็บอกว่าบางทีอาจจะไม่ได้ เพราะต้องเร่งออกด้วยกันทั้งคู่
       
       คำถาม - คุยเรื่องควบรวมกิจการหรือไม่
       
       ไพบูลย์ - ไม่ถึงขนาดนั้น ก็มีบางประเด็นที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ก็ถามพี่ช้างว่า พี่ช้างรู้สึกอย่างไร เมื่อคืนเราก็คุยกับแบบกว้างๆ ก่อน ไม่เข้าลึก ต่างคนต่างแสดงเจตนาตัวเองว่ายังไง แต่ผมก็บอกหลายครั้งแล้วว่า เจตนาผมไม่ต้องการทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทำให้สิ่งดีๆ เสียหายไป
       
       คำถาม - ก่อนหน้านั้นคุณไพบูลย์บอกว่า จะตั้งหนังสือพิมพ์เอง ทำไมเปลี่ยนใจ
       
       ไพบูลย์ - ใช่ครับ ผมคิดเรื่องตั้งหนังสือพิมพ์มานาน ใครที่เป็นเพื่อนผมจะได้ยินผมรำพึงรำพันเสมอ เสร็จแล้วก็ชักชวนผู้คนเป็นเรื่องเป็นราว และคนที่คุณภาพมักจะอยู่ในองค์กรที่ดี ได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจอยู่แล้ว ฉะนั้นการจะตัดสินใจมาอยู่กับผมเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจยากมาก ก็เลยเป็นอะไรที่คาราคาซัง ไม่เกิดซักที คุยหลายคน
       
       คำถาม - ในมติชนหรือโพสต์หรือเปล่า
       
       ไพบูลย์ - ทายถูก ก็เลยบอกว่า ไม่ต้องมาไง เดี๋ยวจะไปหา
       
       จินดารัตน์ – ทุกท่านคงจะได้รับฟังเหตุผลของคุณไพบูลย์แล้ว เชื่อไหมค่ะ
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – คุณไพบูลย์คงพูดจากมุมมอง ธุรกิจล้วนๆ ราวกับว่าสื่อเป็นธุรกิจล้วนๆ ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ใช่ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลยด้วยเหตุผลที่ว่า ในระบบการเมืองเปิด ในระเปิด จำเป็นจะต้องมีสื่อหลากหลาย เป็นตัวแทนความคิดเห็นต่างๆของทุกกลุ่ม ในสังคมได้ เพื่อที่ว่าจะได้ปิดช่องว่าง ไม่ให้ระบบการเมืองสามารถที่จะ กระทำอะไรตามแต่อำเภอใจ ของฝ่ายบังเอิญชนะการเลือกตั้ง อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ด้วยเหตุผลอย่างนี้ หน้าที่ของ จริงๆเป็นหน้าที่ของรัฐด้วย จำเป็นจะต้องหาวิธีทุกวิถีทาง ที่จะก่อให้เกิดความหลากหลาย ในแง่ของการแข่งขันความคิดเห็น เกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจ เกี่ยวกับเรื่องทางเลือกทางวัฒนธรรม เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ประชาชนหรือการเมืองในระดับรัฐธรรมนูญ จะต้องมีตัวแทนความติดเห็นให้ครบถ้วน มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์มองว่าตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้น
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – คิดว่ามันลดลง โดยหลักการแล้วต้องถือว่าลดลง
       
       จินดารัตน์ – และถ้าแกรมมี่เข้ามาซื้อหุ้นแบบนี้ คนกลัวกันมาก ว่ากลุ่มการเมือง นายทุนนักการเมืองทั้งหลายที่อาจจะอยู่เบื้องหลังแกรมมี่ที่เป็นตัวแทนเข้ามาซื้อ อาจารย์กลัวถึงขนาดนั้นด้วยหรือเปล่าค่ะ
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่เสมอ ผมคิดว่าขนาดของระบบเศรษฐกิจการเมืองไทย มีขนาดที่เล็กมาก เพราะฉะนั้นโอกาสที่ทุนขนาดใหญ่ประเภทต่างๆ จะพยายามที่จะหาจุดทบกัน เพื่อที่จะประสานประโยชน์ เกิดขึ้นได้ที่ว่าโทรศัพท์ครั้งเดียว คือเหตุผลที่ว่าระบบทุนของเรา มีอายุย้อนหลังไม่นาน นะครับ มันยังไม่สุกงอม เพราะฉะนั้นเกียรติภูมิของความเป็นทุน ของแต่ละแหล่ง มันจะไม่สูงเท่ากับทุนที่พัฒนาขึ้นมาในยุโรป หรือทุนที่พัฒนาขึ้นมาในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น เขาจะมีเกียรติภูมิของเขา ว่าเขาคือสื่อ ว่าเขาคือกิจการอย่างนี้นะ เขาทำอย่างนี้มาร้อยปีแล้วนะ เพราะฉะนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่เขาจะไม่กระทำ มีบางสิ่งบางอย่างที่เขาสะสมเป็นทุนของเขามา
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์กำลังจะบอกอย่างนี้เหรอค่ะว่าต่างประเทศไม่มีกลุ่มธุรกิจแบบนี้เข้าไปซื้อ ซื้อหุ้นของสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ - ไม่ การซื้อเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะว่าระบบทุนก็อย่างที่ว่า เหมือนสินค้าที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด แต่ผมกำลังพูดถึงระดับของเกียรติภูมิของทุนประเภทต่างๆมันมีความแตกต่างกัน กับทุนในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ย้อนหลังมานานมาก อย่างทุนของไทย ทุนขนาดใหญ่ที่เติบโตมา ผมว่าย้อนหลังไปไม่เกิน 20 ปี ที่เป็นทุนขนาดใหญ่มากๆ ถึงชนิดว่าเห็นได้ชัดเลยว่า มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มนั้นกับกลุ่มนี้ ด้วยเหตุผลอย่างนี้ อานยุของทุนของเรา มันน้อย มันสั้น เพราะฉะนั้น ความผูกพัน เกียรติภูมิของทุนเรา ผมพูดตรงๆนะครับ ไม่สูงนัก คือไม่ถือว่าอะไรผิดอะไรถูก ระดับจริยธรรมในการทำธุรกิจ
       
       จินดารัตน์ – มันก็ด้อยตามไปด้วย
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – ผมคิดว่า เออ ก็หย่อนยานได้ง่าย ด้วยเหตุผลอย่างนี้ ทำให้การ Take over ใดๆ ทำให้การประสานระหว่างทุน ทุนทางการเมือง ทุนทางเทเลคอม หรือทางสื่อ ทุนทางสื่ออิเลคทรอนิกส์ ถ้าเกิดมีการประสานกันเมื่อไหร่ เออ สิ่งที่เป็นอันตราย โอกาสที่จะเกิดเป็นอันตราย มันจะสูงและเร็วมาก
       
       จินดารัตน์ – ดูมันจะกลืนกันไปหมด มันไม่สามารถแบ่งแยกได้ ใช่ไหมค่ะอาจารย์
       
       รศ.ดรบุญรักษ์ – คือขนาดประเทศของเรา เศรษฐกิจของเรามันเล็ก มันเล็กจนกระทั่ง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง นิดเดียวเท่านั้น โอกาสของการเติบโต โอกาสของความรุ่งเรืองของระบบ แทบจะเรียกว่ามันหายไปเยอะ ไม่ได้พูดถึง AOL Take over CNN มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น ในสหรัฐอเมริกา ขนาดธุรกิจต่างๆมันมีทั้งปริมาณมาก ประชากรก็มาก ขนาดเศรษฐกิจก็ใหญ่ สื่อทางเลือกก็มาก ของเรามีอะไรครับ ของเราประเทศไทยมีอะไรที่เป็นสื่อ ด้านความคิดเห็นที่ถือว่าเป็นสำนักได้ เป็นค่ายได้ แทบไม่มี เพราะฉะนั้นมันแทบจะไม่มี มีอยู่ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ก็กลายเป็นว่าสื่อที่ดีที่สุด เออ ถูกลดความหลากหลายลง โดยการมารวมกันให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะไปพูดโดยหลักการตามทฤษฎีฝรั่งล้วนๆไม่ได้ พอพูดเมื่อไหร่ก็เข้าใจผิดทันที เราจะบอกว่ามันเป็นธุรกิจธรรมดาก็ไม่ได้ เราจะบอกว่าอเมริกาก็ทำก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะที่นี่คือประเทศไทย มีประชากรแค่ 60 ล้านคน พื้นที่ แค่รัฐเทกซัส ขนาดเศรษฐกิจผมว่าจิ๋มๆ แล้วก็ทุนขนาดใหญ่มีไม่ถึง 5-6 กลุ่ม ที่ใหญ่จริงๆ
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์สมเกียรติล่ะค่ะคิดอย่างไร
       
       ดร.สมเกียรติ – ผมเท่าที่จับดูที่คุณไพบูลย์พูด มี 3-4 เหตุผลที่ผมฟังแล้ว ต้องขอเรียนตามตรงว่า ผมฟังแล้วไม่ได้รู้สึกคล้อยตามไปด้วยนะครับ หนึ่งนะครับบอกว่า เออ สิ่งพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายได้มากที่สุดอันนี้ไม่จริง
       
       จินดารัตน์ – ไม่จริงใช่ไหมค่ะ
       
       ดร.สมเกียรติ – เพราะว่าในวงการสื่อเป็นที่ทราบกันดีว่า ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์นะครับ เป็นงบของโฆษณานะครับ คืองบของสื่องบโฆษณาเป็นหลัก งบโฆษณาที่ได้เยอะที่สุดก็คืองบโฆษณาของโทรทัศน์ รองลงมาคือวิทยุนะครับ โทรทัศน์ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ วิทยุก็ประมาณ 20 กว่านะครับ ที่เหลือเป็นสื่อสิ่งพิมพ์
       
       จินดารัตน์ – แล้วส่วนใหญ่ที่ผ่านมาผลประกอบการก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถูกไหมคะ
       
       ดร.สมเกียรติ – ก็ไม่ค่อยดีครับ อยู่ในระดับที่ว่าบริษัทใหญ่ๆ อย่างเนชั่น มติชน ยอดขายก็อยู่ที่ พันกว่าล้าน กำไรแต่ละปีก็ 100 ล้าน 200 ล้านระดับแค่นั้นเองนะครับ เมื่อเทียบกับสื่อทีวี สื่อวิทยุ มันต่างกันมากนะครับ ประการที่สองที่บอกว่ากำไรดีนั้น คงไม่ใช่เลย เพราะว่าธุรกิจหนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจที่ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายกว่าธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ วิทยุโทรทัศน์มีข้อจำกัดก็คือตัวคลื่นความถี่มันมีปริมาณจำกัด เพราะฉะนั้นในเวลาหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์ที่เป็นฟรีทีวีหรือโทรทัศน์ทั่วไปนะครับ มันก็มีแค่ 3,5,7,9 ไอทีวี แค่นั้น จะมีเพิ่มกว่านี้ก็ได้ 1 ช่อง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนไปสู่ระบบอื่นนะครับ เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์เดี๋ยวนี้มีการคุมหัวหนังสือพิมพ์ว่าจะต้องมีกี่ฉบับ
       
       เพราะฉะนั้นตั้งหนังสือพิมพ์ได้เรื่อยๆ ธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดได้ง่ายเช่นนี้นะครับ ผมคิดว่าไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรได้ดี ดูตัวอย่างนะครับ ว่าเข้าสูตลาดได้ง่ายอย่างไร หนังสือพิมพ์อย่างคมชัดลึกนะครับ เพิ่งได้รับรางวัลมา รางวัลที่ว่าก็คือสามารถ จัดตั้งได้ไม่นานก็ชิง market share เป็นระดับต้นๆได้ อันนี้เป็นตัวที่ชี้ให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์เดิมแม้จะมีแบนด์เนมอยู่ รายใหม่ก็แทรกเข้าไปได้ นะครับ อย่างที่สามนะครับ ธุรกิจหนังสือพิมพ์มั่นคงจริงหรือเปล่า ผมคิดว่าถ้าเกิดดูโครงสร้างรายได้ใหญ่ มีโครงสร้าง 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือโครงสร้างรายได้ที่มาจาก คนที่ควักกระเป๋าซื้อ คือผู้บริโภค ส่วนนี้เป็นส่วนน้อยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ 70 เปอร์เซ็นต์ก็คือมาจากการโฆษณา แล้วถ้าเกิดมีโฆษณาก็อย่างที่อาจารย์บุญรักษ์พูด ธุรกิจใหญ่ๆในประเทศไทย กลุ่มที่ใช้จ่ายเยอะๆมีกลุ่มไหนบ้างครับ
       
       ตอนนี้นะครับผมเชื่อว่ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจนะครับ รองลงมาก็คือกลุ่มผู้ขายเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งรวมถึง สบู่ ผงซักฟอก อะไรต่าง ๆเป็นต้น และรวมถึงผู้ประกอบการโทรคมนาคม กลุ่มพวกนี้เป็นรายใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่หนังสือพิมพ์จะมีรายได้หรือไม่ จึงอ่อนไหวมากกับการโฆษณา จากบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมก็ฟังแล้ว ไม่รู้สึกคล้อยตาม ประเด็นต่อมาคุณไพบูลย์ให้เหตุผลว่า เป็นการกระจายความเสี่ยง ผมคิดว่าการกระจายความเสี่ยงนั้น วิธีนี้ไม่น่าจะเป็นวิธีรกระจายความเสี่ยง ที่ถูกต้องเพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน ที่คุณไพบูลย์มีอยู่ ล้วนพึ่งรายได้โฆษณาทั้งสิ้น แล้วโฆษณามันมีวัฏจักรตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แล้วไปเร็ว กว่าวัฏจักรเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ พอเศรษฐกิจเริ่มตก โฆษณาจะหดก่อน อย่างปีนี้พอเศรษฐกิจเริ่มชะลอ โฆษณาก็หด การกระจายความเสี่ยงคงไมได้เกิดจากการที่ว่า เอาโฆษณาทีวีไปย้ายใส่โฆษณาหนังสือพิมพ์ เพราะมันแย่งชิงจากฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการกระจายความเสี่ยงก็ฟังไม่ค่อยขึ้น และประเด็นที่จะสร้างความเกื้อหนุนกันนะครับ ผมก็ต้องเรียกว่าคงต้องยอมรับว่ามันไม่มองเห็นอย่างที่คุณไพบูลย์พูด
       
       จินดารัตน์ – คุณไพบูลย์บอกว่าจะทำให้บริษัทแกรมมี่นั้นกำไรขึ้นมา
       
       ดร.สมเกียรติ – ถ้าจะอธิบายนั้นคือว่า การเกื้อหนุนหันจากการมีสื่อหลายๆแบบ มันเป็นอย่างไร ผมยังมองไม่เห็น ถ้าจะนึกดู ก็อาจจะมีได้จากหนึ่ง มีอำนาจต่อรองกับคนที่ขายโฆษณาได้มากขึ้น ตรงนี้ อาจจะมีได้จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้เกิดฉุกคิดได้ว่า อำนาจต่อรองกับคนขายโฆษณา ก็คืออำนาจเดียวกันกับการที่จะมีอำนาจต่อคนอ่านหรือคนเสพสื่อ หรือผู้บริโภคทั่วไป หรือประชาชนทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเกิดหวังที่จะมีอำนาจต่อรองสูงๆนะครับ หวังจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลของสื่อมากๆ ก็แปลว่าหวังจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนเยอะๆ ซึ่งก็จะกลับไปประเด็นเดิมที่ผมได้พูดไว้ แล้วประเด็นที่เป็นห่วงนะครับ ในมุมของนโยบายสาธารณะก็คือ
       
       การที่มีกลุ่มที่ต้องการนอกจากจะมีสื่อประเภทเดียวกันหลายฉบับ หนังสือพิมพ์ไทย 4 ฉบับ ที่ผมได้พูดไป หนังสือพิมพ์ภาษอังกฤษ มีวิทยุหลายช่อง มีโทรทัศน์นะครับ นอกจากแบบนี้แล้วนะครับ มันยังเกิดปรากฏการณ์ที่ผ่านมาด้วยนะครับว่าการที่มีการผนวกกัน ในแต่ละขั้นตอนการผลิตเช่น เอาธุรกิจเพลงมาผนวกกับธุรกิจวิทยุนั้น ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภค
       
       และผู้ประกอบการรายย่อยหรือว่าอย่างไร เช่นที่ผมเคยทำวิจัยมาพบว่า สถานีวิทยุที่เครือแกรมมี่นะครับ ที่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่นะครับ จะมีการเปิดเพลงของแกรมมี่มากว่าเพลงของค่ายอื่น ซึ่งไม่ได้แปลว่าค่ายอื่นไม่เป็น ค่ายอาร์เอสก็มีพฤติกรรมคล้ายกัน แต่ของเครือแกรมมี่จะออกมาชัดเจนมากว่า และมีการโฆษณาแฝง มีรูปแบบต่างๆออกมาเยอะ เพราะฉะนั้นต้องเป็นสิ่งที่ขอเรียนตามตรงว่า ฟังแล้วยังไม่คล้อยตาม แล้วเมื่อไม่คล้อยตามก็ทำให้เกดข้อสันนิษฐานว่า เอ๊ะจริงๆแล้ว ด้วยเหตุผลอะไร
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์มองแล้วคิดว่าด้วยเหตุผลอะไรค่ะ
       
       ดร.สมเกียรติ – คงตอบ 100 เปอร์เซ็นต์แบบฟันธงไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าก็คงตัดทางเลือกที่สงสัยไม่ได้เช่น ที่คุณไพบูลย์ปฏิเสธ ค่อนข้างฉุนเฉียวก็คือ เป็นตัวแทนของใครหรือเปล่า เพราะว่าที่ผ่านมาก็เคยมีประวัติเอง ที่คุณไพบูลย์ นั้นหลังจากที่ท่านนายกทักษิณมีข่าวว่า จะซื้อทีมฟุตบอล
       
       ลิเวอร์พูล แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจไม่ซื้อ เมื่อมีเสียงคัดค้าน พบว่าจะใช้เงินของประเทศ คุณไพบูลย์ตอนนั้นก็เข้ามารับหน้าสื่อ หรือว่าจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ บอกว่าเข้ามาซื้อแทน แล้วในที่สุดก็พบว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า จริงๆแล้วเป็นเรื่องสายสัมพันธ์ทางการเมืองหรือเปล่า
       
       แล้วถ้าเป็นเรื่องนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากๆเพราะว่ากลุ่มทุน อย่างที่อาจารย์บุญรักษ์พูดไว้ กลุ่มทุนที่ครอบครองทุนโทรคมนาคม และก็สื่อ คือเครือชิน มีไอทีวี และก็มีบริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีดาวเทียม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเกิดจะมีกลุ่มอื่น ถึงไม่ใช่ร่างทรง ไม่ใช่ตัวแทนกัน แต่ว่าใกล้ชิดกันมาก ถึงขนาดยอมทำอะไรบางอย่างช่วยกันได้ เป็นเพื่อนกัน มีข่าวพบว่า เล่นกอล์ฟกัน ทานอาหารด้วยกันทุกคืนอย่างนี้นะครับ ก็จะเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่ง จะมีอิทธิพลต่อสื่อหลายรูปแบบมาก อันนี้ผมคิดว่าเป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตย เป็นอันตรายต่อความคิดเห็นอันหลากหลายที่อาจารย์บุญรักษ์ได้พูดไว้
       
       จินดารัตน์ – คุณอมรรัตน์ล่ะค่ะ กังวลใจ คือฟังเสียงของคุณไพบูลย์แล้ว เชื่อหรือไม่เชื่อ ความรู้สึกส่วนตัวเป็นอย่างไรค่ะ
       
       อมรรัตน์ – เชื่อหรือไม่เชื่อ คงตอบยาก แต่ฟังท่านอาจารย์บุญรักษ์และท่านอาจารย์สมเกียรติแล้ว ต้องบอกว่า เหตุผลหลายๆอย่าง ทำให้ฟังดูแล้ว น่าตกใจมากๆด้วยกับกรณีที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นอันหนึ่งที่บอกว่า การเข้ามาซื้อหุ้นโดยมองในแง่ของธุรกิจอย่างที่อาจารย์บอกไปแล้วว่า ถ้าเกิดหวังผลกำไรจากตรงนี้ ถ้าเกิดหวังผลกำไรจากธุรกิจ ถ้าคนที่อยู่ในวงการสื่อจะรู้ว่า การที่จะหวังกำไรจากสื่อไม่ได้ ไม่ได้มากมายมหาศาล แล้วก็ถ้ามีเงินขนาดนี้ แล้วลงทุนแล้วหวังผลกำไร มีธุรกิจอีกหลายๆตัว หรือมีหุ้นหลายๆตัวที่น่าสนใจมากว่านี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นตรงนี้มองว่า ถ้ามองว่าเข้ามาซื้อหุ้นแล้วมองในแง่ธุรกิจ ฟังดูแล้วต้องบอกว่าน่าเป็นห่วง เพราะธุรกิจสื่อไม่ใช่คุณมาทำแล้วหวังผลกำไร
       
       จินดารัตน์ – ถามกันจริงๆว่า นักข่าวส่วนใหญ่ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไหมค่ะ คิดว่าเป็นกลุ่มการเมืองแน่ๆที่อยู่เบื้องหลัง
       
       อมรรัตน์ – ถามว่าในความรู้สึกถ้าตอบแบบนั้น มันตอบยาก เพราะตอบไปก็จะเป็นการกล่าวหาทางนี้ ไม่ขอตอบแบบนั้นดีกว่า ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึก แต่ละคน แต่ถามว่าถ้าไปถามหรือไปสอบถามความคิดเห็น เชื่อแน่ว่าทุกๆคนไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงตรงนั้น แต่ว่าจะจริงเท็จ อย่างไร ตรงนี้บอกไม่ได้ เพราะว่าส่วนหนึ่งเอง ทางแกรมมี่ ทางอากู๋เองก็ออกมาปฏิเสธแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่ถามว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ คิดว่า คนส่วนใหญ่ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ คงจะตอบได้ว่ามันคืออะไร ตรงนั้น ถ้าถามคนสองคนมันบอกยาก
       
       ดร.สมเกียรติ – แต่หลักฐานแวดล้อมไม่เห็นด้วยนะครับ ผมคงไม่สามารถพูดแทนคุณไพบูลย์ได้ ว่าไม่เป็นอย่างที่ท่านพูด แต่ว่าถ้าเกิดดูกรณีของเนชั่นเองก็พบว่า มีกลุ่มทุนใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองเหมือนกัน ก็คือกลุ่มของ จึงรุ่งเรืองกิจ กลุ่มที่เป็นญาติกัน ใช่ไหมครับ เข้าไปถือหุ้น ในสัดส่วนที่สูงพอสมควร อันนี้ก็ถ้าจะลำดับภาพก็จะเห็นว่า มันมีขั้นตอนว่า ไอทีวี มีกลุ่มเครือชิน อันนี้แน่นอนนะครับ แล้วก็กลุ่มเนชั่นก็มีกลุ่มที่ใกล้ชิดการเมือง กลุ่มช่อง 3 ก็เป็นกลุ่มการเมืองอยู่แล้ว ก็คือกลุ่มประชามาลีนนท์ อยู่ในรัฐบาลเลย เคเบิ้ลทีวี ก็คือกลุ่มของยูบีซี ก็เครือซีพี ซึ่งก็มีสมาชิกอยู่ในคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นถ้าเกิดดูประกอบกันหลายๆอย่างจะทำให้เห็นภาพซึ่ง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เป็นไปได้เหมือนกัน ที่จะมีการเมืองระบบ แล้วผมเชื่อว่า อย่างที่คุณอมรรัตน์พูดไว้ว่า คนคงสงสัยว่าคงเป็นอย่างนั้นจริง
       
       จินดารัตน์ – แต่คำถามที่เราจะถามกันต่อไป เดี๋ยวจะพักกันก่อน ช่วงหน้ากลับมา ลองดูซิว่าอย่างที่นักข่าวมติชนหรือผู้ใหญ่ในมติชนหลายคนพยายามที่จะบอกว่า ถึงอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเข้ามาถือหุ้น มากกว่าคนของมติชนเอง แต่อุดมการณ์แนวความคิดในการทำข่าวยังคงเหมือนเดิม จะสามารถทำอย่างนั้นได้จริงหรือเปล่า ในทางปฏิบัติ พักกันสักครู่ก่อนค่ะ
       
       จินดารัตน์ – กลับมาช่วงสุดท้ายรายการคนในข่าวค่ะ คำถามที่คาใจหลายคนตอนนี้ ที่พยายามที่จะดูว่า มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง ถ้ามีจริง ถ้าสมมติมีจริง จุดยืนของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ ที่จะซื้อไปแบบนี้ ผู้ใหญ่บางคนเขาบอกว่าเขาจะยังคงทำข่าวเหมือนเดิม ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ เป็นไปได้หรือไม่ในทางปฏิบัติ อาจารย์บุญรักษ์ค่ะ
       
       รศ.ดร.บุญรักษ์ – ก็ผมถือว่าเป็นไปได้นะครับ เราต้องให้เกียรติกับผู้นำหนังสือพิมพ์ที่เก่าแก่ของประเทศ อย่างมติชนนะครับ ก็แสดงว่าเขาคิดว่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นธุรกิจ มันเป็นหุ้น มันเป็นสินค้า ซื้อแค่นี้วันนี้ วันอื่นก็ซื้อมากขึ้นได้ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตายตัวนี้คือประเด็นที่หนึ่ง ประเด็นที่สองการทำธุรกิจสื่อ มันไม่ใช่เป็นสินค้าที่ดีเท่าไหร่ เป็นธุรกิจที่ดีเท่าไหร่ เออ เพราะฉะนั้นประโยชน์ของสื่อ มันไม่ได้อยู่ที่ว่า ผลิตออกมาเพื่อที่จะขาย ให้ได้กำไรเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่นั้น สื่อเป็นธุรกิจที่มีระดับการลงทุนที่ค่อนข้างเล็ก ปริมาณเงินที่เป็นทรัพย์สินของทุน มีน้อย แต่ว่าอิทธิพลของสื่อ อิทธิพลในทางความคิด ในทางวัฒนธรรม ในการที่จะปรับเปลี่ยน วิถีชีวิตคน ในการที่จะอุดตันไม่ให้มีการคิดเรื่องบางประเภท สื่อนี้ทำได้ทุกอย่าง ถ้าไม่มีสื่อเหล่านี้ ไม่มีสื่อที่เป็นตัวแทนความหลากหลาย เราก็ พูดง่ายๆ พูดให้ตรงประเด็น ก็คือว่าวัตถุประสงค์ในการที่จะซื้อสื่อไม่ใช่คือกำไรในด้านการเงินเท่านั้น
       
       แต่เพื่อให้ได้ผลกำไรในทางความคิด ในทางวัฒนธรรม ซึ่งความคิดและวัฒนธรรมมันจะเป็นเรื่องการเมืองด้วย ทำให้คนไม่คิดเรื่องบางเรื่อง ทำให้ความสนใจเฉพาะเรื่องบางเรื่อง ทำให้คนสนใจในสิ่งที่เจ้าของทุนต้องการให้สนใจ เช่นสนใจเรื่องเพลงมากๆ สนใจเรื่องนักร้องบางคนให้มากกว่าเดิมอะไรพวกนี้ เสร็จแล้วก็กลายเป็นเงินอีก กลายเป็นธุรกิจต่อเนื่องไปอีก คืออิทธิพลสำคัญที่สุดของสื่อไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินหรือจำนวนกำไร แต่อยู่ที่ความสามารถของสื่อ ในการที่จะเปลี่ยนความคิดคนในการที่จะควบคุมความคิดคน ในการที่จะปรับความคิดคนให้เลิกคิดบางเรื่อง หรือคิดบางเรื่องน้อยลง หรือไม่คิดเลย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีนัยที่มูลค่าเป็นเงินซ่อนอยู่ทั้งสิ้น
       
       ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจเรื่องที่ว่า จะได้กำไรอะไรเท่าไหร่ ไปสนใจเรื่องที่ว่าการเข้ามาทุกคนที่ทำสื่อ แม้กระทั่งมนุษย์ทุกคนที่แค่เริ่มพูด วัตถุประสงค์ที่ทำให้คนอื่นเชื่อ คล้อยตามเรา อันนี้ปรัชญาเก่าแก่หลายพันปี ไม่มีใครที่อยู่มาพูดกันเล่นๆ เพื่อที่จะมาให้ได้กำไร เป็นเงินสัก 100 ล้าน 200 ล้าน ต่อปี ไม่มี แต่เขาต้องการผลกำไรมากว่านั้น เพราะฉะนั้นถามว่าอันตรายไหม อันตราย มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก ที่เราจะมีเจ้าของทุนในจำนวนไม่กี่เจ้า เป็นเจ้าของสื่อ หลายๆสื่อ ไม่มีอะไรดี
       
       จินดารัตน์ – ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับทีวีเสรีช่องหนึ่งหรือเปล่าค่ะ
       
       รศ.ดร.บุญรักษ์ – อันนั้นก็เป็นกรณีที่ค่อนข้างชัดเจนนะครับ กรณีนั้นเป็นคล้ายๆกับว่ามีเงื่อนไข ไม่เหมือนกัน มันมีความในแง่หนึ่งที่นิ่มนวลกว่า คล้ายๆกับว่านิ่มนวลกว่า เพราะว่าออกกฎหมายใหม่ใช่ไหม ขาดทุนไงเป็นข้ออ้าง แต่กรณีมีลักษณะที่ก้าวออกไปที่จะทำให้กิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้น อย่างตั้งใจไม่เหมือนกัน จริงๆทางเลือกของทุนมีตั้งหลายอย่าง หนึ่งก็คือลงทุนใหม่ ก็ไปเปิดสื่อใหม่ของตัวเองซิ เพราะฉะนั้นทำไมจะต้องไปเอาของเก่า ของเก่าอยู่ที่ผู้ซื้อ ไม่ใช่แค่หุ้น สิ่งที่เขาซื้อคือเกียรติภูมิ ฐานตลาด ซื้อเกียรติยศ
       
       จินดารัตน์ – พูดง่ายๆก็คือว่า ซื้อเกียรติภูมิ คุณอมรรัตน์ล่ะค่ะ คุณอมรรัตน์คิดว่าบรรดาคนหนังสือพิมพ์เอง จะยังคงยืนหยัดอยู่บนจุดยืนเดิม อุดมการณ์เดิม ทั้งที่เจ้าของก็เปลี่ยน และบางวันหรือว่าถ้าวันหนึ่งเจ้าของเดินเข้ามาบอกว่าไม่อยากได้แบบนี้ คนหนังสือพิมพ์จะทำอย่างไร
       
       อมรรัตน์ – จริงๆต้องบอกอย่างนี้ก่อนนะค่ะว่า หนังสือพิมพ์มติชนเรื่องของการแทรกแซง ถ้าเกิดเราติดตามข่าวก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หลายครั้งกับมติชนที่โฆษณา หลักร้อยล้านก็เคยเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ แต่อยู่ได้ในลักษณะที่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ยังเป็นนักวิชาชีพ แต่ถามว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเปลี่ยนไป ถ้าถามโดยส่วนตัว ก็เชื่อว่าถ้าสื่อยังเข้มแข็ง กองบรรณาธิการยังเข้มแข็ง และก็ยังมีพลังในการทำงาน ยังรวมกันอยู่ได้แบบนี้ ก็คิดว่ายังมีความหวัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ณ ตอนนี้ ในส่วนของมติชน ถึงแม้ว่าทางแกรมมี่จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ 32 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
       
       แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นความหวังฝากไว้กับคนไทยหรือผู้ถือหุ้นรายย่อยอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังเหลืออยู่ตรงนี้ก็ คิดว่าถ้าเกิดว่าถ้าคนไทย หรือคนที่ถือรายย่อยเห็นว่า อยากให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อยู่ หนังสือพิมพ์ที่มีความเป็นอุดมการณ์ เราต้องยอมรับว่าหนังสือพิมพ์มติชนเป็นหนังสือพิมพ์ที่ พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง ในการตรวจสอบ มีอุดมการณ์ มีความยึดมั่น มีความมุ่งมั่นมาตลอด หลายครั้งของการทำหน้าที่ การตรวจสอบ แล้วก็ต้องเจอแรงปะทะต่างๆ เขาก็ยังสามารถก้าวผ่านมาได้ เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้ที่ฝากไว้ได้กับผู้ถือหุ้นรายย่อย 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะตอนนี้อย่างที่ทราบ
       
       จินดารัตน์ – อันนี้ถือว่าเป็นความหวังสุดท้ายหรือเปล่าค่ะ
       
       อมรรัตน์ – น่าจะเป็นความหวังสุดท้ายอันหนึ่ง ใช่ไหมค่ะ เพราะว่าของทางแกรมมี่ซื้อไป 32 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนที่เหลืออยู่ ของทางผู้บริหารเดิมกับผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ ถ้ารวมกันแล้วก็ถือว่าเป็นหุ้นค่อนข้างมาก แต่ทางคุณไพบูลย์เองก็บอกว่า จะตั้งโต๊ะเลยแล้วก็รับซื่อหุ้น ตรงนี้เข้ามา จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะยังมีเงินที่จะเข้าไปซื้อหุ้นได้ เพราะฉะนั้นสิ่งตรงนี้น่าเป็นห่วง สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ อีก 30 เปอร์เซ็นต์กับผู้ถือหุ้นรายย่อย ถือว่าเป็นความหวังสุดท้าย ถ้าอยากเขียนหนังสือพิมพ์ ถ้าอยากต่อสู้เพื่อสังคม ทำหน้าที่ในการตรวจสอบยังคงอยู่ต่อไป ก็อยากให้เก็บหุ้นส่วนตรงนี้ไว้
       
       ถ้ามองว่าตรงนี้เป็นผลประโยชน์เกิดขายไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งราคาหุ้นที่มันขึ้นไป แล้วก็ได้ผลตอบแทนตรงนี้ แล้วคิดว่ามันคุ้ม แต่อยากให้คิดสักนิดหนึ่งว่า หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ก้าวผ่านอุปสรรคเข้ามาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ แล้วก็ผ่านอุปสรรคต่างๆมามาก เพราะฉะนั้นถ้าหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ต้องหลุดมือไป ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ นั้นหมายความว่าคุณอาจจะไม่ได้เห็นหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้เพื่อสังคม แล้วก็อาจจะเป็น อาจจะบอกได้ว่าคงจะไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนที่จะมาทำหน้าที่ ได้ดีแบบนี้แล้ว
       
       จินดารัตน์ – อีกหน่อยไม่แน่ หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัว ดารานักร้องแกรมมี่ เปิดตัวอะไรอย่างนี้
       
       อมรรัตน์ – อาจจะมีพี่เบิร์ดเขียนคอลัมน์อยู่ในนั้น สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือจุดหนึ่ง แล้วก็ส่วนหนึ่งในทางสมาคมเอง ต้องบอกว่าสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเอง ตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วก็ไม่ใช่เพิ่งตระหนัก ต้องบอกว่าเรื่องของการแทรกแซง เราจะได้ยินกันมาเป็นระยะ หนังสือพิมพ์หลายฉบับถูกแทรกแซง เรื่องของการซื้อหุ้น อย่างที่อาจารย์สมเกียรติบอก นั้นคือประเด็นหนึ่ง ที่พยายามคืบคลานเข้ามา แล้วก็จนมาถึงปัจจุบัน ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับมติชนและบางกอกโพสต์
       
       เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมันเร็วมาก มันอาจจะชักหลายๆคน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญของคนวงการสื่อก็คือพยายามตั้งรับ ตั้งรับอยู่ในจุดที่ดีที่สุด แล้วก็สิ่งสำคัญของคนทำสื่อ บทบาทของการทำสื่อ ถ้ามองในแง่ของเรื่องธุรกิจ ต้องบอกว่าคนละเรื่อง แต่ก็มีวิธีที่จะทำให้อยู่ด้วยกันได้ เพราะอย่างหลายๆสื่อที่ผ่านมา มติชนเองก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่เขาสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ไหม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหนังสือพิมพ์มติชน พยายามทำหน้าที่บทบาทของตัวเอง ในขณะที่ ธุรกิจก็ยังอยู่ได้ ถามว่ามีปัญหาทางฝ่ายการเมืองไหมที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามี แต่เขาก็มีวิธีปฏิบัติหรือรับปฏิบัติในการที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง
       
       จินดารัตน์ – แต่ครั้งนี้จะลำบากหน่อยถูกไหมค่ะ
       
       อมรรัตน์ – ครั้งนี้อาจจะเรียกว่า ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบาก แต่คิดว่า ณ วันหนึ่ง ถ้าเป็นความหวัง อย่างน้อยความหวังของคนทำสื่อ และอยากเห็นสื่อที่มีอิสระ เพราะฉะนั้น ยังมีความหวังว่า ถ้าผู้ถือหุ้นรายย่อย 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยากเห็นหนังสือมติชน เป็นหนังสือพิมพ์ที่ ตรวจสอบสังคมได้ต่อไป นั้นก็อาจเป็นจุดหนึ่งที่ฝากไว้ได้ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งในส่วนของสมาคมเอง จริงๆเรื่องนี้ทางสมาคม ได้คำนึงมาถึงก่อนหน้านี้ ได้มีการจางทางศูนย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เข้ามาศึกษา เกี่ยวกับเรื่องมาตรา 41 ที่จะดูเรื่องบทบาทหน้าที่ของสื่อ หรือว่าจะมีกฎหมายของประเทศไหนให้มีการไปศึกษาวิจัย กฎหมายของทางสหรัฐอเมริกา ทั้งเยอรมัน จะมาดูเทียบเคียงว่า เราจะมีมาตรการตรงไหนที่ เข้ามาเป็นกลไกรองรับการใช้กฎหมายมาตรา 41 เพื่อที่จะป้องกันการแทรกแซงการทำงานของสื่อ
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์สมเกียรติล่ะค่ะ อาจารย์สมเกียรติมองแล้ว มติชนยังคงเป็นมติชนเหมือนเดิมได้ไหม ต่อไปในอนาคต
       
       ดร.สมเกียรติ – ถ้าเกิดมีการ Take over หรือมีการเข้าไปบริหารจริงๆผมว่าทำได้ยากขึ้นมาก เพราะว่าคงจะหวังกับเครดิตของผู้พูดที่บอกว่า ไม่เข้าไปแทรกแซงคงไม่ได้ สมัยก่อนที่ไอทีวี ถูก Take over ใหม่ๆ ผู้บริหารของเครือที่ Take over ก็พูดแบบเดียวกัน ว่าไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปปลดคนงาน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคืออะไร เกิดกบฏไอทีวี 23 คน ถูกไล่ออกมา ใช่ไหมครับ แล้วก็เกิดนโยบายข่าว การปรับผังรายการอะไรต่างๆ ผมคิดว่าอย่างที่อาจารย์บุญรักษ์พูดนะครับ ถ้าเกิดจะดูนายทุนนะครับ ว่านายทุนนั้นจะเป็นนายทุนแบบไหน นายทุนที่หากินกับธุรกิจสัมปทานมาตลอด นะครับ
       
       เกี่ยวกับอำนาจรัฐ เกี่ยวกับธุรกิจที่กึงผูกขาดมาตลอด นั้น จะเข้าใจเรื่องของเสรีภาพหรือไม่ เพราะตรงกันข้ามเลยนะครับว่า เรื่องของผูกขาดกับเรื่องของเสรีภาพ ผมคิดว่าคนที่จะยึดมั่นอุดมการณ์เรื่องวิชาชีพจริงๆ ต้องเป็นคนที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการต่อสู้ อย่างเครือมติชน เกิดมาจากเหตุการณ์ เข้าใจว่าหลัง เหตุการณ์ 14 ตุลา และก็ผ่านกับเหตุการณ์แรงๆทางการเมือง พฤษภาทมิฬ ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามากมาย ควบคู่ไปกับหนังสือพิมพ์ไทยฉบับอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ต่างหาก ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณมีประวัติไหม ที่คุณจะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ให้สิทธิและเสรีภาพกับคนอื่น นะครับ ผมคิดว่า หวังกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ สิ่งที่ผมอยากเรียกร้องต่างกับคุณอมรรัตน์นิดหนึ่ง ผมไมเชื่อว่าเรียกร้องนักลงทุนรายย่อยแล้วจะได้ผล
       
       เพราะนักลงทุนรายย่อยทุกวันนี้ มองว่าใครเสนอเยอะกว่าก็ไปทางนั้น ก็คือขายเอากำไร สิ่งที่ผมอยากเรียกร้องก็คือ เรียกร้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของมติชน คือเครือมติชนนั้นเอง ผู้ก่อตั้งนะครับ ว่าท่านจะปล่อยให้ธุรกิจของท่าน ซึ่งมีเกียรติประวัติ นะครับ ในการต่อสู้ ในการรับใช้ ในการตรวจสอบ รัฐบาล รับใช้สังคมต่างๆ เป็นปากเป็นเสียงแทนชาวบ้านนะครับ ให้หายไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ หรือท่านจะลุกขึ้นสู้ วิธีสู้ก็คือ ก็ต้องตั้งโต๊ะขึ้นแข่งกัน นะครับ แล้วสู้กัน ผมเชื่อว่าเครือมติชนประสบการณ์ประวัติยาวนาน จะมีพันธมิตรกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะยินดีร่วมมือกับมติชน ถ้าทางเลือกนี้ไม่ประสบความสำเร็จนะครับ คือสู้แล้วแพ้ ทางเลือกที่สองก็คือ ผมขอเรียกร้องให้บรรดานักเขียนอิสระ ที่เขียนให้กับเครือมติชนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอย่างอาจารย์นิธิ วงศ์ศรีวงศ์ และอาจารย์วสิษฐ เดชกุญชรเขียนนิยาย และคนติดตามเยอะมาก อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ ซึ่งเขียนทั้งรายวัน รายสัปดาห์ แล้วก็มีแฟนเยอะมากนะครับ นักวิชาการอีกกลุ่มใหญ่ ร่วมกันบอยคอต กลุ่มๆใหม่ ถ้าเขาจะมา Take over และสาม ถ้าสองตัวนี้ยังไม่เป็นผลอีก ผมขอเรียกร้องให้ประชาชน บอยคอตเลิกสื่อ เพราะว่าถึงกระนั้นคงไม่มีความหายแล้ว แต่ยังหวังว่าวันนี้นะครับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มติชน ยังคงมีเกียรติภูมิ และพยายามสู้อย่างที่สุดนะครับ
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์ค่ะ เมื่อมองภาพโดยรวมแบบนี้แล้ว หลายคนกังวลใจมากๆเลยว่า ต่อไปภาพของสื่อไทยจะเป็นอย่างไร ในยุคที่อากู๋จากแกรมมี่ มาครอบครองตั้ง 4 ฉบับ ก็เกือบครึ่งหนึ่งของเราแล้ว มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พาดหัวข่าวออกมาแบบนี้ จะยังมีให้เห็นอีกไหม อาจารย์ยังมีความหวังกันไหมค่ะ และคนไทยยังจะมีความหวังไหมค่ะ
       
       ดร.สมเกียรติ – ผมคิดว่าคงจะคล้ายกับสื่อของอิตาลีไปทุกวันๆเมื่อสื่อ การเมืองและทุน รวมกันเป็นก้อนเดียว นะครับ สิทธิเสรีภาพ ก็คงจะหายไป ระบบการเมือง การตรวจสอบก็คงจะหายไป นี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง สื่อไทยถ้าไปทางนี้ ผมคิดว่าจะเป็นหนทางที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
       
       จินดารัตน์ – ตอนนี้เรายังเหลือทำนบ
       
       ดร.สมเกียรติ – อันสุดท้ายคือหนังสือพิมพ์ วิทยุไปแล้ว โทรทัศน์ไปแล้ว นะครับ และก็สิ่งที่กำลังจะเกิดใหม่ แต่ก็แท้งไปเสียก่อนก็คือวิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวีก็อยู่ในอาการที่ไม่เรียกได้ว่าอยู่รอดปลอดภัยสักเท่าไหร่นะครับ เพราะฉะนั้นเหลือสื่อ สื่อเดียวที่เป็นปากเป็นเสียงอยู่ ถ้าพ้นสื่อหนังสือพิมพ์ไปแล้ว ทางเลือกของประชาชนคงจะมีอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว นั้นก็คือระบบของไทยคงเข้าสู่ ระบบสื่อไทยคงคล้ายของระบบของจีนแดง ซึ่งแปลว่าต้องเหลือวิธีเดียวแล้ว ก็คือสื่อทางเลือกอย่างนี้เท่านั้น
       
       จินดารัตน์ – คุณอมรรัตน์ล่ะค่ะ ยังมีความหวังอยู่ไหมว่า ทำนบสุดท้ายของเรามันยังคงแข็งแรง
       
       อมมรรัตน์ – ถามว่าวันนี้ ต้องพยายามคิดอย่างมีความหวังในฐานะที่เคยอยู่ในวงการสื่อ อย่างไงต้องพยายามคิดแบบมีความหวัง อย่างที่ท่านอาจารย์สมเกียรติบอกไว้ ฝากไว้ ทั้งผู้ถือหุ้น ทั้งหลายๆส่วน ทั้งภาคประชาชน ตรงนี้ว่า ยังอยากจะเห็นหนังสือพิมพ์มติชนอยู่ไหม ก็ถ้าถามในคนทำสื่อเองก็ ต้องพยายามมีความหวัง เพราะเราท้อไม่ได้ ถ้าเรียกว่าจะสู้ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุดถามว่าในส่วนของผู้ถือหุ้น บางครั้งมันก็ตอบยาก กลุ่มทุนมีทุนแต่เจอทุนหนา มันก็ลำบากเหมือนกัน
       
       เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้เชื่อแน่ว่า หลายๆทางที่อาจารย์เสนอไว้ก็เป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะพยายามผลักดันให้อย่างน้อยการเข้ามาดำเนินการอะไรต่างๆ อย่างน้อยมีเกราะป้องกัน แล้วก็สิ่งสำคัญที่สุดอย่างที่อาจารย์บอกก็เห็นด้วยกับอาจารย์ว่า ถ้าถามว่ากลุ่มทุนไหนที่เข้ามาแล้วประกาศว่าไม่เข้าไปแทรกแซง จะปล่อยให้มีอิสระการทำงาน ตรงคำพูดตรงนี้พูดอย่างไรให้ดูดี ก็พูดได้ มันต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ลองใช้เวลาผ่านไปสักนิดหนึ่ง อาจจะใช้เวลาไม่นานอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าเข้าไปแทรกซึมอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ ก็คิดว่าอยากฝากไว้ ก็คือประชานทุกๆคนที่มีส่วนร่วมตรงนี้ อยากจะให้ช่วยกันจับตามองตรงนี้ด้วย
       
       จินดารัตน์ – ช่วยกันตรวจสอบ
       
       อมรรัตน์ – ช่วยการตรวจสอบด้วยสำคัญมากค่ะ
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์บุญรักษ์ล่ะค่ะ
       
       รศ.ดร.บุญรักษ์ – ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติม อย่างที่อาจารย์บุญเกียรติพูดนะครับ หนึ่งก็คือถ้าจะตั้งโต๊ะแข่งเพื่อซื้อหุ้นแล้ว คือต่อสู้จนนาทีสุดท้าย ดูซิว่ารักษาได้แค่ไหน แต่ถ้าเกิดว่ารักษาไว้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แล้วกลายเป็นว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่มาคุยกัน ก็ต่อสู้อีกรอบหนึ่ง ต่อสู่จนนาทีสุดท้าย มันมีอีกอย่างหนึ่ง คือจริงๆแล้วเป็นการซื้อหัวหนังสือพิมพ์นะครับ เออ เขาอยากได้หัวหนังสือพิมพ์ก็ให้เขาไป ก็ต่อรองจนนาทีสุดท้ายจนกระทั่งมูลค่าหนังสือพิมพ์ที่เราสร้างมา 30 40 ปี มันแพงที่สุด แล้วก็เอาเงินก่อนใหม่ยกทีมมาทำใหม่
       
       จินดารัตน์ – ไปตั้งใหม่
       
       รศ.ดร.บุญรักษ์ – ผมว่าอย่างนี้ดี สนุกขึ้นเยอะ มันก็จะทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างทุนขนาดใหญ่กับหนังสือพิมพ์กับสื่อ มันเข้มข้นขึ้น ลักษณะเผชิญหน้ามากขึ้น มีประสบการณ์ และทำให้การเมืองไทยสนุกขึ้นเยอะ มีการแข่งขันมากขึ้น คือขายทิ้งหัวไปเลย
       
       ดร.สมเกียรติ – หนังสือพิมพ์ไม่ได้มีค่าอยู่ที่ตัวหัว แต่อยู่ที่คน ถ้านักข่าวตบโต๊ะกันออกหมด บก.ตบโต๊ะกันออกหมด นักเขียนตบโต๊ะกันออกหมด จะได้อะไรขึ้นมา คงได้ตึก ได้แท่นพิมพ์ ไม่มีอะไรในนั้น
       
       จินดารัตน์ – สุดท้ายอยากจะให้ทั้ง 3 ท่านฝากอะไรไปถึงคนบริโภคข่าวทั้งบ้านทั้งเมืองเราค่ะ
       
       รศ.ดร.บุญรักษ์ – อันดับที่หนึ่ง ผมคิดว่าผู้บริโภคข่าว จำเป็นจะต้องตระหนักว่า เรากำลังอยู่ในยุคทางเศรษฐกิจ ในยุคทางการเมืองชนิดใหม่ ต้องรู้ตัวเรื่องนี้ให้ชัดที่สุด เท่าที่จะชัดได้ แล้วมองทุกอย่างว่ามันมีความสัมพันธ์กันอยู่ แล้วก็พยายามสร้างทางเลือก พยายามอย่าไปเชื่ออะไรง่าย คิดเอง ถ้าไม่เชื่อในอะไรบางอย่างก็ดำเนินการกระทำเสีย แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อย่าไปคิดว่า ให้คนอื่นคิดทำ อันที่สองผมคิดว่า ประชาน การเมืองภาคประชาชนยังอ่อนอยู่ เพราะฉะนั้นทุกกลุ่มที่มีความสามารถ จำเป็นจะต้องดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำงานให้กลุ่มการเมืองเล็กๆทุกชนิดที่มีผลประโยชน์ หรือไม่ได้รับการถูกละเลยเพิกเฉยจากระบบการเมืองเศรษฐกิจปัจจุบันให้มีสิทธิมีเสียง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ก่อให้เกิดความยุ่งยาก กับประเทศ แต่ทั้งหมดนี้เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ไง เรามีความต้องการบางอยบ่างที่เหมือนกับกลุ่มอื่น เราจำเป็นจะต้องได้รับการได้ยิน จากผู้อื่น และเพื่อที่เราจะได้มีสังคมที่สูงขึ้น
       
       จินดารัตน์ – ค่ะ คุณอมรรัตน์ล่ะค่ะ
       
       อมรรัตน์ – สิ่งที่อยากฝากไว้ในฐานะคนทำสื่อ อาจจะไมได้ผลสะท้อนกลับมาก็อยากขออิสรภาพให้กับคนทำสื่อ เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็มีการเปิดกว้างหลายๆข้อ และมีการกำหนดบทบัญญัติไว้ค่อนข้างชัดเจน สิ่งที่อยากได้สำหรับคนทำสื่อเองก็คืออิสรภาพ เพราะว่าสังคมประชาธิปไตย ถ้าให้สื่อมีอิสรภาพในการตรวจสอบ แล้วในขณะที่รัฐบาลหรือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ทำบทบาทของหน้าที่ของตัวเอง สื่อก็ทำในบทบาทหน้าที่ของตัวเอง เชื่อแน่ว่ามันไม่ได้มีผลร้าย และไม่ได้มีผลร้ายกับใคร จะเป็นผลดีด้วยซ้ำในการช่วยกันตรวจสอบ สิ่งดีก็ส่งเสริม สนับสนุนกันไป สิ่งที่ไม่ดีเราก็ช่วยกันทักท้วง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ อยากให้เรื่องของการแทรกแซงอะไรต่างๆอยากให้มันหมดไป
       
       จินดารัตน์ – ดิฉันถามจริงๆ นะค่ะ สั้นเลยว่า ทุกวันนี้อิสรภาพเหลือกี่เปอร์เซ็นต์นะค่ะ
       
       อมรรัตน์ – ถามว่าสื่อยังมีอิสรภาพไหม ต้องบอกว่าสื่อก็ยังมีอิสรภาพ ในการนำเสนอ ในการทำหน้าที่ของตัวเอง ถามว่าการแทรกแซงมันมีไหม ก็มีอยู่หลายที่เหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ – อาจารย์สมเกียรติล่ะค่ะ
       
       ดร.สมเกียรติ – ก็คงถ้าสั้นๆนะครับ ก็คือผมคิดว่าเสรีภาพของสื่อเอง เป็นเสรีภาพของประชาชน และถ้าเกิดประชาชนปล่อยให้สื่อหมดเสรีภาพนะครับ ถูกครอบงำไป สังคมถูกครอบงำนะครับ จะเกิดปัญหานะครับ ปัญหาใหญ่ก็คือ ถ้าเกิดไม่มีเสียงความเห็นที่แตกต่างในสังคมได้เลยนะครับ สังคมจะถึงวิกฤต เพราะเมื่อเกิดปัญหาแล้ว จะหาทางออกกันไม่ได้
       
       จินดารัตน์ – ค่ะ วันนี้ทำนบสุดท้ายของเราอย่างที่อาจารย์สมเกียรติเปรียบเปรยนะค่ะ เหลืออยู่ไม่มากนะค่ะ เพราฉะนั้นวันนี้ เราคนไทยทุกคน ดิฉันเชื่อมั่นว่า จะเป็นหนึ่งเสียงที่จะสามารถสร้างทำนบขึ้นมาใหม่ได้อีก ครั้งหนึ่ง วันนี้เราให้กำลังใจนักข่าวทั้งหลายที่ขวัญกระเจิงกันอยู่ วันนี้ต้องหันกลับมามองตัวเองแล้วว่าจุดยืนของตัวเองอยู่ตรงไหน อย่างไร ทำเพื่อประเทศชาติ เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ขอบพระคุณคะอาจารย์ค่ะ ขอบคุณทุกสายที่โทรศัพท์เข้ามา พบกันใหม่พรุ่งนี้เวลาเดิม วันนี้สวัสดีค่ะ

จำนวนคนโหวต 2 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017