“ธีรยุทธ” เหน็บ รบ.“ฤๅษีเลี้ยงเต่า” - แนะสวมบท “ขุนพันธ์” ห้ำหั่น “แม้ว”

โดย MGR Online   
25 กุมภาพันธ์ 2550 15:03 น.
“ธีรยุทธ” เหน็บ รบ.“ฤๅษีเลี้ยงเต่า” - แนะสวมบท “ขุนพันธ์” ห้ำหั่น “แม้ว”
        “ธีรยุทธ” ขนานนามใหม่ “รัฐบาลฤๅษีเลี้ยงเต่า” ต้วมเตี้ยม มีแต่โรค ทั้งโรคเก่าต่อมความดี และต่อมอำนาจโต ไม่คิดล้างระบอบ “ ทักษิณ” แนะ คมช.-รัฐบาล อย่ามัวชกผิดเป้า หันสวมบท ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ใช้ความเด็ดขาด ก่อนประเทศเข้าสู่วิกฤตความขัดแย้งครั้งใหม่
       

       วันนี้ (25 ก.พ.) นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คมช.และรัฐบาล พร้อมกับเสนอแนะ โดยระบุว่า คมช.และรัฐบาล ควรเร่งแก้ไขปัญหาระบอบทักษิณที่ทำให้ประเทศไทยเสียหายร้ายแรงหลายด้าน เหตุการณ์ที่นำมาสู่การรัฐประหาร ไม่ควรมองว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ควรร่วมกันพิจารณาว่าการกู้คืนที่ผ่านมายังทำได้ไม่ดีพอ และตั้งสติร่วมกันหาทิศทางดีที่สุดให้ประเทศ ในแง่ตัวบุคคลมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หมดอนาคตการเมืองแล้ว ต่างประเทศจะเลือกไทยมากกว่าเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว พลังการเมืองภายในก็ไม่เอาเนื่องจากเป็นตัวเพิ่มปัญหา แต่ทั้งนี้ รัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้ชาวบ้านจริงจัง เพราะทักษิณสร้างความฝันเอาไว้มาก และต้องหวนกลับสู่ประชาธิปไตยเร็วที่สุด ไม่ใช่เพราะกลัวทักษิณ แต่เพื่อสร้างการยอมรับทั้งภายในและนอกประเทศ
       
       นายธีรยุทธ มองว่า โดยรวมสภาพของสังคมไทยหลังวิกฤตทักษิณ ความชอบธรรมของทุกภาคส่วนทั้งการเมือง ราชการ สังคม กองทัพ สถานศึกษา อ่อนแอลง ไม่เว้นแม้กระทั่งสื่อ ที่มีความขัดแย้งทางความคิดมากเกินไป ภาคสถาบันประเพณีและยุติธรรม ก็ถูกกระทบ ภาคประชาชนก็สับสนรวนเร เกิดปัญหาข้อขัดแย้งง่าย ส่งผลให้การเมืองในอนาคตไม่มีเสถียรภาพ ไม่ราบรื่น แม้ร่างรัฐธรรมนูญออกมาดีก็ตาม ขณะที่ คมช.เริ่มออกอาการไม่นิ่ง ไม่หลุดพ้นจากวัฒนธรรมอำนาจแบบทหาร ชกผิดเป้า เช่น เปลี่ยนเป้าสร้างกระแสชาตินิยมไปชกสิงคโปร์ ชกกับนามธรรม คือ เผด็จการทุนนิยมมากกว่าการยืนยันการโกงกินของระบอบทักษิณ ทั้งยังปิดกั้นการเคลื่อนไหวพรรคการเมือง ระแวงชาวบ้านแบบเหมารวม
       
       “มีแนวโน้มหวนไปใช้วัฒนธรรมอำนาจนิยม 3 ลักษณะ คือ ไม่แก้ปัญหาด้วยระบบ แต่แก้ด้วยตัวบุคคล เช่น วางตัวคนนอกเป็นนายกฯ ให้ทหารคุมกลาโหม หรือความมั่นคง แก้ปัญหาแบบแบ่งแยกและปกครอง โดยสลายฐานกำลัง ดึงคนของ ทรท.มาเป็นพวก เห็นได้จากกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผลคือทหารจะเข้าไปร่วมมีอำนาจผลประโยชน์กับกลุ่มการเมืองต่างๆ แต่จะไม่ทันเกม และเสียเครดิตในที่สุด มีความเชื่อมั่นที่ผิดว่าอำนาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา ทั้งที่ที่ถูกต้องปัญหาต้องแก้ด้วยความรู้ความคิด กลไกเชิงสถาบันที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการยอมรับจากสังคมและภาคประชาชน”
       
       ทางแก้ไขปัญหามองว่า คมช.รัฐบาลควรตระหนัก ว่า ภารกิจแรกของประเทศ ต้องรื้อล้างความชอบธรรมรัฐบาลทักษิณ โดยรัฐบาลควรตั้ง “คณะกรรมการรื้อล้างความชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณ” มีนายกฯ หรือรองนายกฯ เป็นประธาน เพื่อสั่งงานประสานกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ สอบสวน รวบรวมข้อมูลหลักฐานเส้นทางการเงิน ประวัติบุคคล ในและนอกประเทศที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของรัฐบาลทักษิณ พร้อมกับต้องประสานอย่างใกล้ชิดเป็นระบบกับสภานิติบัญญัติ องค์กรตรวจสอบ เร่งรัดแก้กฎหมาย ระเบียบ ทรัพยากรและบุคลากรแบบองค์รวม คือ ตรวจสอบการคอร์รัปชัน ความเสียหายอย่างมีเป้า ไม่ใช่ทำงานทางกฎหมายไม่เน้นการเมืองแบบ คตส.และ ป.ป.ช.พร้อมต้องอธิบายความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณต่อคนไทยและสังคมโลก
       
       โดยคณะกรรมการควรทำงานครอบคลุมในประเด็น รัฐบาลทักษิณก่อความเสียหายต่อประเทศอย่างไร ขาดความชอบธรรม เพราะเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากซุกหุ้น แอมเพิลริช วินมาร์ค ฯลฯ หรือไม่ ขาดความชอบธรรม เพราะดำเนินนโยบายเชิงทับซ้อนกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เช่น กรณีแก้ พ.ร.บ.โทรคมนาคม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม การปล่อยเงินกู้แก่พม่า หรือไม่
       
       ระบอบทักษิณขาดความชอบธรรม เพราะเปิดช่องทางให้นักการเมือง ทรท.คอร์รัปชันสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างมโหฬาร เพื่อใช้ในการเลือกตั้งปี 2548 รัฐบาลทักษิณเปิดช่องให้เครือญาติคอร์รัปชันอย่างมหาศาลหรือไม่
       
       อย่างไรก็ตาม นายธีรยุทธ มองว่า รัฐบาลสุรยุทธ์ เป็น “โรคต่อมความดีโตและต่อมอำนาจโต” เช่นเดียวกับชนชั้นนำทั่วไปของไทย คือ มีความเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี ตั้งใจทำงาน มีเจตนาดี ความชั่วย่อมจะต้องแพ้ความดี การเข้ามาทำงานให้กับผู้อื่นถือเป็นความดีของตัวเอง จึงกลายเป็นผู้รับไม่ได้เป็นผู้ให้จริงๆ เป็นเหตุให้รัฐบาลมีทัศนคติผิดพลาดว่าตัวเองเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่ประคองสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องสืบทอดเป้าหมายการรื้อล้างความชอบธรรมรัฐบาลทักษิณ และเมื่อมีอำนาจแล้วก็จะยึดติดอำนาจเป็นของตน เกิดอาการหน้าใหญ่ใจโต แต่ละคนต่างใช้อำนาจกันกะปริบกะปรอย ไม่ประสานงานกัน คล้ายคนเป็น “โรคต่อมลูกหมากโต” จึงแก้ปัญหาไม่ตรงเป้าไม่สุดปลายทาง
       
       “ผมมองว่า ถ้าทักษิณเป็น CEO พล.อ.สุรยุทธ์ ควรเป็นแม่ทัพ เป็นขุนพันธรักษ์ราชเดช ไม่ใช่เป็นแค่ขุนพันธ์เฉพาะกิจ ยิ่งเป็นยุคที่ไม่มีระบบผู้แทนเป็นตัวกลางเชื่อมต่อปัญหาต่างๆ ชาวบ้านเครียดวิตก จากปัญหาเผาโรงเรียน วางระเบิด เศรษฐกิจชะลอตัว ก่อการร้ายภาคใต้ ยิ่งต้องการผู้นำที่มีลักษณะผู้นำสูงกว่าระบอบทักษิณ ถ้าเปรียบก็คือ คนอยากให้มีจตุคามรามเทพ 4 องค์ 4 ทิศ คือ นายกฯ ประธาน คมช. ประธาน สนช. องค์กรตรวจสอบ มาช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ร้อน ภัยอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินให้ ไม่ใช่ประทับอยู่ในเจว็ดของตน ถ้านายกฯ ไม่ปรับบุคลิกการนำของตน ปรับ ครม.อีกกี่ครั้งก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะสื่อและสังคมไม่เชื่อมั่นในตัว รมต.”
       
       นายธีรยุทธ ยังกล่าวอีกว่า นายกฯ ต้องแสดงความเป็นผู้นำใน 5 ด้าน คือ 1.การต่อสู้เชิงการเมืองกับทักษิณ 2.การถอดรื้อความชอบธรรมของทักษิณ 3.การชักชวนคนไทยทั่วประเทศเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับโลกความเสี่ยงยุคใหม่ 4.การระดมสมองนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาและเปิดแนวรุกและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 5.เป็นผู้นำในการเข้าถึง เข้าใจปัญหาของชาวบ้านคนยากคนจน อย่าคงลักษณะปลีกวิเวก เพราะจะทำให้ภาวะวุฒิผู้นำต่ำกว่าที่เป็น
       
       นอกจากนี้ ยังมีภารกิจการนำทางความคิด เพื่อปูพื้นฐานทิศทางใหม่ของประเทศให้ชัดเจน โดยด้านเศรษฐกิจต้องประสานระหว่างนโยบายเศรษฐกิจทุนนิยมกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ทุนนิยมแบบพอเพียง ไม่ใช่ทุนนิยมแบบเก็งกำไร หรือทุนนิยมบริโภคฟรีแบบประชานิยม
       
       ด้านการต่างประเทศ ต้องยอมรับความเป็นจริง ว่า ไม่มีทางก้าวกระโดดแบบเกาหลีใต้ หรือ สิงคโปร์ แต่เติบโตตามจังหวะก้าวแบบประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และเน้นการเป็นพันธมิตรกับประเทศมุสลิม รักษาระยะห่างกับอเมริกา และประเทศตะวันตกที่มีนโยบายแข็งกร้าว เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ด้านการเมือง คมช.และรัฐบาลต้องไม่ก้าวล่วงในรายละเอียดการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องตอกย้ำประเด็นไม่สืบทอดอำนาจ และส่งเสริมพรรคการเมืองให้พัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบันที่เชื่อมโยงประชาชนและสังคม การแก้ปัญหาคนจน และชนบทไทย ต้องเร่งรณรงค์รื้อถอนทุนนิยมบริโภคฟรี มาสู่ทุนนิยมพอเพียง พึ่งตัวเอง ลดช่องว่างความแตกต่างในทุกด้าน เคารพความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องถือเป็นภารกิจใหญ่ โอกาสที่จะเสื่อมลงมีมาก แม้ฝ่ายก่อการร้ายเริ่มผิดพลาด แต่รัฐบาลก็ต้องดำเนินนโยบายคู่ขนาน นอกจากเปิดกว้างทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง เคารพสิทธิในการที่จะกำหนดสิทธิตัวเองแล้ว นโยบายทางทหารต้องเข้มแข็งสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น ฉับไว ล้ำหน้าสถานการณ์ หรือลำดับของการก่อการร้ายไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ฮึกเหิม ลดทอนการขยายตัว เพิ่มความเชื่อมั่นของสังคมไทย
       
       ขณะเดียวกัน ต้องทำความเข้าใจว่า คนไทยต้องปรับวิถีชีวิตตามสภาพความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้น ควรมีศูนย์ป้องกันวินาศภัยที่มีภารกิจปฏิรูปยกเครื่องการข่าวของประเทศใหม่หมด รณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัว ตระหนักถึงภัยอย่างถูกต้อง จัดระบบวิธีการ การศึกษา และวิธีการป้องกันการก่อร้าย จัดทำเครือข่ายประชาชนอย่างไรก็ตาม ถึงจะวิจารณ์รัฐบาลเพียงใดก็อยากให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ทำงานผ่านไปด้วยดี จึงควรเจริญสติ สมาธิ ปัญญา เพ่งดูความเสียหายของประเทศในอนาคต มองข้ามพ้นกระพี้สู่แก่นธรรม ว่า ผลเสียจากความผิดพลาดของรัฐบาลจะใหญ่หลวงเกินที่ พล.อ.สุรยุทธ์ แบกรับไหวได้ ควรเร่งปรับปรุงภาวะผู้นำ ก่อนจะสายเกินไป
       
       “คนเริ่มมองรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ต่างจากรัฐบาลเสนีย์-ชวน คือ ช้าแบบรัฐบาลชวน หลีกภัย และยุ่งเหยิงเป็นฤๅษีเลี้ยงลิงแบบรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แต่รัฐบาลชุดนี้เป็นฤๅษีเลี้ยงเต่า ที่ต้วมเตี้ยมคนละทิศคนละทางไปหมด เพราะทั้ง ครม.สภานิติบัญญัติ องค์กรต่างๆ ล้วนเป็นเทคโนแครตสูงอายุ เชื่อไปคนละทางกัน หรือพูดอีกทางหนึ่ง คือ การเมืองไทยเกิดอาการทหารฮึ่มๆ เพราะเป็นจำเลย แต่ไม่มีอำนาจแก้ไข คตส.ฮึดฮัด เพราะขยับตัวไม่ได้ดั่งตั้งใจ ส่วนรัฐบาลแหะๆ คิดว่า ตัวเองมาช่วยเป็นรัฐบาลชั่วคราวให้แล้ว ซึ่งผลเสียเริ่มปรากฏแล้ว”
       
       โดยสังคมไทยเริ่มรวนเร ไปสู่ความขัดแย้งใหญ่อีกครั้ง เพราะความกริ่งเกรงเกรงใจรัฐบาลของคนเริ่มหายไป อีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะเกิดข้อถกเถียงจากหลายฝ่ายอย่างเข้มข้น การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ก้าวมานำพาอำนาจต่างๆ ให้ถูกทาง ทำให้เกิดการทำงานผิดฝาผิดตัวผิดหลักการ ผิดเป้าหมาย เสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และเกิดผลเสียเชิงสถาบันของประเทศ เพราะถ้ารื้อล้างความชอบธรรมรัฐบาลทักษิณไม่ได้ ทหาร องค์กร สถาบันต่างๆ แม้แต่ศาล นักวิชาการ สื่อ จะเกรงกลัวต่อภัยของการถูกตามเช็กบิล การพูด คิด จะทำด้วยความโกรธ วิตก ลำเอียง ถ้าสถาบันต่างๆ ของประเทศเกิดอคติเช่นนี้ จะเป็นผลเสียร้ายแรงยิ่งกว่าระบอบการเมืองเสียหายอีกหลายเท่า
       
       ซึ่งเมื่อรัฐบาล คมช.องค์กร สถาบันต่างๆ ความชอบธรรมลดลง ร่างรัฐธรรมนูญ ผลการสอบสวนของ คตส. ป.ป.ช.ก็จะลดความขลัง หรือความชอบธรรมลง สร้างปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อไป หากถึงขั้นเลวร้าย คมช.กับรัฐบาลขัดแย้งกันเอง จนนายกฯ ต้องลาออก เกิดปัญหาต้องแสวงหาผู้นำชุดใหม่มาแก้ปัญหาในเวลาที่สั้นลงไม่ใช่เรื่องง่าย และจะส่งผลลดระดับความชอบธรรมของประเทศในอนาคตอีก เลวร้ายสุด คือ กองทัพจะรู้สึกถูกกดดัน รู้สึกว่าตัวเองเสียสละแต่ถูกกล่าวร้ายโจมตี จนบางส่วนขาดสติ ถือเป็นข้ออ้างในการสืบทอดอำนาจได้
       
       อย่างไรก็ตาม การออกมาวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ นายธีรยุทธ ยังคงสวมเสื้ออกั๊กไหมพรมสีน้ำตาลตัวเก่ง อีกทั้งกล่าวออกตัวในตอนแรก ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของตนที่ผ่านมา ทำในฐานะนักวิชาการที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อเวลาผ่านไปก็ต่อสู้เพื่อสังคมด้วย หากคิดไปแล้วก็ถือว่าเป็นขิงแก่เหมือนกัน และสิ่งที่ต้องออกมาเสนอแนะ ก็ถือเป็นภารกิจต้องช่วยแก้ไขวิกฤต เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นมันยังแก้ไขไม่หมด และคิดว่าจะกลายเป็นวิกฤตซ้ำขึ้นอีกครั้ง

“ธีรยุทธ” เหน็บ รบ.“ฤๅษีเลี้ยงเต่า” - แนะสวมบท “ขุนพันธ์” ห้ำหั่น “แม้ว”
       

“ธีรยุทธ” เหน็บ รบ.“ฤๅษีเลี้ยงเต่า” - แนะสวมบท “ขุนพันธ์” ห้ำหั่น “แม้ว”
       

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017