หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกการเมือง | การเมือง
 

แถลงผลการประชุม ครม. ประจำวันที่ 15 พ.ค. 2550 (ยงยุทธ มัยลาภ)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
15 พฤษภาคม 2550 16:02 น.
        ครม.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...
       
        สืบเนื่องพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 ที่ใช้บังคับในปัจจุบันมีข้อจำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การบริหารและการจัดการหนี้สาธารณะ
        สำหรับประเด็นปัญหา ได้แก่ ปัญหาการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การขาดตราสารหนี้รัฐบาล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลไม่ขาดดุลงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงได้อย่างต่อเนื่อง
        การกู้เงินเพื่อให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ กฎหมายจำกัดให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ไม่สามารถกู้เงินบาท เพื่อให้กู้แก่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินภาครัฐได้ ทั้งนี้ เป็นปัญหาที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดหาเงินเพื่อดำเนินโครงการลงทุน
        ในเรื่องการทำธุรกรรมตราสารหนี้ และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกันในการจำนำ จะไม่สามารถจำนำในระบบไร้ใบตราสารได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งไม่ส่งเสริมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้เช่นกัน
        ปัญหาข้อจำกัดการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมีหนี้จำนวนมาก ที่กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งจะถึงกำหนดชำระพร้อมกัน ถ้าหากไม่สามารถดำเนินการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมดภายในวันเดียวได้ ก็จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดตราสารหนี้ จึงจำเป็นต้องทยอยออกตราสารหนี้ล่วงหน้าก่อนที่หนี้เดิมจะครบกำหนด ฉะนั้น จึงเห็นควรให้มีการแก้ไข ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนหนี้เดิมครบกำหนดชำระได้ พร้อมกับจัดตั้งกองทุนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลในกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่เพื่อบริหารเงินที่ได้รับจากการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว
        นอกจากนี้ ยังเห็นควรว่าจะต้องแก้ไขข้อความเพื่อสามารถปรับโครงสร้างหนี้ โดยปรับเปลี่ยนระยะเวลาการชำระหนี้ได้ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการหนี้นั้นเป็นไปอย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ
        ปัญหาในการปฏิบัติงานของกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่เป็นตราสารหนี้ และมีการผูกพันงบประมาณในการชำระเงิน อันเป็นการก่อหนี้สาธารณะทางอ้อม เป็นความเสี่ยงทางการคลัง จึงเห็นควรกำหนดให้หน่วยงานที่ดำเนินการก่อภาระผูกพัน ที่มีลักษณะกึ่งหนี้ ที่จะต้องชำระจากงบประมาณแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรายงานการก่อภาระผูกพันดังกล่าวต่อกระทรวงการคลัง
        ฉะนั้น จึงเห็นควรกำหนดให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ แต่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนแผนระหว่างปี โดยไม่เกินวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ ก็ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
        ข้อกำหนดให้กระทรวงการคลังต้องจัดทำรายงานการกู้เงินและการค้ำประกัน ต่อรัฐสภาภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานที่มีหลายขั้นตอน จึงเห็นควรให้แก้ไขกำหนดระยะเวลาการจัดทำรายงานดังกล่าว จากเดิมภายใน 60 วัน ให้เป็น 90 วัน
        ในส่วนของสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาประเด็นดังกล่าวข้างต้น มีดังต่อไปนี้
        1. กำหนดให้สามารถจำนำตราสารหนี้ที่ออกในระบบไร้ใบตราสาร
        2. กำหนดให้กระทรวงการคลังสามารถปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ โดยการปรับเปลี่ยนระยะเวลาการชำระหนี้
        3. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินภาครัฐ ที่ดำเนินการก่อภาระผูกพัน ที่มีลักษณะกึ่งหนี้ที่จะต้องชำระจากงบประมาณแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรายงานการดำเนินการก่อหนี้ดังกล่าวต่อกระทรวงการคลัง
        4. กำหนดให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ ก่อนหนี้เดิมครบกำหนดชำระ
        5. กำหนดให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินเพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้
        6. ให้มีกองทุนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้
        7. เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการบริหารหนี้สาธารณะ
        8. เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
        9. กำหนดระยะเวลาการรายงานการกู้เงินและค้ำประกันของรัฐบาลต่อรัฐสภา
       
       ร่าง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ...
       
        คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งแก้ไขจากร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนเสนอ สนช.พิจารณาต่อไป ซึ่งความจำเป็นในการมีร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ช่วยเหลืองานราชการ กระบวนการที่จะเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบันกระทำโดยวิธีการเลือก ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งนักการเมืองทุกระดับ ทำให้มีผู้เข้าใจหรือมองว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งที่จริงแล้วการที่ราษฎรเลือกราษฎรในหมู่บ้านด้วยกันเองมาเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้นำ และทำกิจกรรมต่าง ๆ แทนตัวเอง ด้วยความรัก เชื่อถือศรัทธาในตัวบุคคลที่ราษฎรเลือก และวาระการดำรงตำแหน่งเดิม ปัจจุบันคราวละ 5 ปี ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระยะเวลาสั้นเกินไป เป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ขาดความต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านบ่อยเกินไปก่อให้เกิดความแตกแยกของราษฎรในหมู่บ้านด้วย ซึ่งปรากฏในพื้นที่ความมั่นคง ที่งานด้านการรักษาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยอาจจะยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร และสิ้นเปลืองงบประมาณด้วย นอกจากนั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ อำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติงานเดียวกัน ยังขาดความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติม 2546 บัญญัติให้ยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ทำให้ตำบล หมู่บ้านในเขตชุมชนเมืองขาดเจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวแทนของรัฐ อีกทั้งโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขาดการดำเนินการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในจุดนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีการปรับปรุงในส่วนของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมา โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 1. การเข้าสู่ตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปรับเปลี่ยนวิธีการเลือก ให้มีกระบวนการกลั่นกรองผู้สมัครโดยเข้มงวดก่อนให้ประชาชนเลือก แล้วเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติเหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งมากขึ้น แก้ไขให้กำนันมาจากผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นโดยส่วนมากเลือกขึ้นมาแทน เพื่อให้เกิดความยอมรับนับถือกัน และแก้ไขปัญหาความแตกแยกของราษฎร 2. สำหรับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ปรับแก้ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจาก 5 ปี เป็นให้ดำรงตำแหน่งจนอายุครบ 60 ปี เนื่องจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น และประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ทุก 5 ปี หากประเมินไม่ผ่านจะต้องถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่ง การลงโทษทางวินัยเช่นเดียวกับข้าราชการ การสอบสวนให้ออกด้วยเหตุบกพร่องทางความประพฤติ หรือความสามารถไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง และการที่ราษฎรผู้มีสิทธิ์ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร้องขอให้ออกจากตำแหน่ง เพื่อป้องกันปัญหาการสร้างสมอิทธิพล และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ 3. การแก้ไขปัญหาที่ไม่อาจจัดให้มีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในกรณีสถานการณ์ไม่ปกติ มีการเพิ่มบทบัญญัติให้ในกรณีมีความจำเป็นไม่อาจจัดให้มีการเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านภายในกำหนด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถขยายเวลาออกไปได้เท่าที่จำเป็น ระหว่างที่ยังไม่สามารถเลือกและแต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะแต่งตั้งผู้รักษาการกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านก็ได้ เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองนโยบายของรัฐ 4. การคงอยู่ของตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากปัจจุบันในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางรูปแบบซึ่งยังคงสถานะตำบล หมู่บ้านอยู่ ขาดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นคนในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดประชาชน เป็นตัวแทนของรัฐปฏิบัติงานตามกฎหมายและนโยบายของรัฐในระดับหมู่บ้าน ตำบล ทั้งด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง การป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย และการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนฉุกเฉิน อำนวยความเป็นธรรม เป็นต้น เพิ่มเติมบทบัญญัติให้ บรรดากฎหมายใดที่ใช้บังคับอยู่แล้ว ซึ่งมีบทบัญญัติห้ามมิให้ใช้กฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ในส่วนที่บัญญัติถึงการแต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอื่นๆ และการให้บรรดาบุคคลที่เป็ฯกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอื่นๆ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ห้ามมิให้นำมาบังคับใช้ กล่าวคือ ให้คงอยู่ในตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่อไปในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเอง
        5. การแก้ไขปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มิให้ซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยตัดอำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้เอง คงเหลือให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
        6. การปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยเพิ่มเติมให้สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีภูมิลำเนาในหมู่บ้าน ผู้นำ หรือผู้แทนกลุ่มองค์กรในหมู่บ้าน เป็นกรรมการหมู่บ้านโดยตำแหน่ง ให้มีกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากการคัดเลือกของราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 2 คน
        คณะกรรมการดังกล่าวจะมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำ เกี่ยวกับกิจการอันเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
       
       ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ยกฐานะกิ่งอำเภอ 81 แห่ง เป็นอำเภอ
       
        ครม.มีมติอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอรวม 81 อำเภอ โดยกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของหน่วบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยนำเรื่องยกฐานะกิ่งอำเภอที่มีอยู่ในปัจจุบัน 81 แห่ง เป็นอำเภอ โดยขอยกเว้นหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา
        ในคราวการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 มีมติเห็นควรอนุมัติหลักการให้ยกฐานะกิ่งอำเภอเป็นอำเภอ เฉพาะกลุ่มที่ 1 กิ่งอำเภอที่มีศักยภาสูง 20 แห่ง ทางกระทรวงมหาดไทยจึงได้ถอนเรื่องกลับไปจากการประชุม ครม.คราวก่อน และได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเห็นว่าการยกฐานะกิ่งอำเภอ เป็นอำเภอ 81 อำเภอนั้น ยังมีเหตุผลและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จึงเสนอ ครม.พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ยังถือเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2550
       
       ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ
       
        ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ที่กระทรวงมหาดไทยได้แก้ไขจากร่างฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว
        สืบเนื่องจากที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน และขยายโอกาสให้คนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งนโยบายประการหนึ่ง คือส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย รวมทั้งได้รับการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อให้การเคหะแห่งชาติสามารถดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควรปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติ ให้รองรับการพัฒนาเมือง และการบริหารชุมชน และสมควรส่งเสริมให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยในโครงการ การจัดให้มีที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ ได้มีการรวมตัวจัดตั้งเป็นนิติบุคคล เพื่อบริหารจัดการสาธารณูปโภค และทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้อยู่อาศัยด้วยกันเอง
        ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537 ให้ชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ในการจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง พัฒนาบรรดาเคหะที่จัดให้มีขึ้น รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
        สาระสำคัญ มีเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของ กคช. ตามหลักการเดิมของร่างฯ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คือเพิ่มวัตถุประสงค์ของ กคช. ให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นสมควรกำหนดเรื่องนี้ไว้ในวัตถุประสงค์ของ กคช. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 6 (1) ให้การพัฒนาเมือง ซึ่งหมายถึงการจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาที่อยู่อาศัย รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
        ในส่วนของอำนาจของ กคช. คืออำนาจในการเรียกเก็บเงินและการกระทำอย่างอื่น ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เพิ่มหลักการให้อำนาจ กคช. ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และจัดการสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะ
        ในส่วนของนิติบุคคลชุมชนการเคหะ ทางกฤษฎีกาได้เพิ่มร่างบทบัญญัติในเรื่องนี้ ซึ่งการที่จะให้การบริหารจัดการความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการจัดระบบรักษาความสะอาดภายในชุมชนมีประสิทธิภาพ ก็สมควรให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว โดยการรวมตัวจัดตั้งเป็นนิติบุคคลขึ้นมา ในทำนองเดียวกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน แต่โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มิได้นำมาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น ทางกฤษฎีกาจึงได้เพิ่มเรื่องของนิติบุคคลชุมชนการเคหะ ในร่าง พ.ร.บ.นี้
       
       ครม.เห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร
       
        นอกจากนี้ ครม.ยังได้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เพื่อให้สามารถออกกฎกระทรวงกำหนดยกเว้น ผ่อนผัน หรือกำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
        สำหรับอาคารที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย
       
       ครม.อนุมัติงบฯ 1,000 ล.ให้ กอ.รมน.ใช้แก้ปัญหาภาคใต้
       
        เรื่องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2550 เพิ่มเติม เป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษ
        เรื่องนี้ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 (งบกลาง) รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มเติมเป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษ เพื่อดำเนินการตามแผนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นจำนวนเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้สำนักงบประมาณได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กอ.รมน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 (งบกลาง) รายการค่าใช้จ่ายพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 5,900 ล้านบาท และได้จัดสรรงบประมาณให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามแผนที่กำหนดแล้ว รวม 3 ด้าน หมดวงเงินแล้ว แต่โดยที่ห้วงระยะเวลาการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2550 มีระยะเวลาเหลืออีกเพียง 2 ไตรมาส จึงเห็นควรอนุมัติให้ กอ.รมน.เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 (งบกลาง) รายการเงินสำรองจ่าย จำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินดังกล่าวในห้วงเวลาที่เหลือในปีงบประมาณ 2550 ต่อไป
        สำหรับการเบิกจ่าย ให้ กอ.รมน.ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป
        ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขอวงเงินเพิ่มดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของทางราชการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในด้านกำลังพล คือ ทั้งกำลังทหารพราน ทหารประจำการ ที่กำลังได้รับการฝึกอยู่ในขณะนี้ ที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ รวมถึงการปฏิบัติการในส่วนอื่นๆ ด้วย ทางคณะรัฐมนตรีได้ให้การเห็นชอบต่อวงเงินจำนวน 1,000 ล้านบาท ตามที่สำนักงบประมาณให้คำแนะนำแก่คณะรัฐมนตรี
       
       ครม.เห็นชอบร่างกฎหมายทีวีสาธารณะ
       
        ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ
        การจัดตั้งองค์การสื่อสาธารณะแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
        โดยองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีชื่อย่อว่า อภสท. ให้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Thai Public Broadcasting Organization-TPBO
        ให้องค์การฯ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดในปริมณฑล และจะจัดตั้งสำนักงานสาขา หรือตัวแทนขึ้น ณ ที่อื่นใดก็ได้
        มีวัตถุประสงค์ในการเป็นผู้นำในการผลิตและสร้างสรรค์รายการข่าวสาร สาระคุณภาพสูง ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และมุ่งยกระดับการเรียนรู้ของประชาชนทุกภาคส่วนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่แสวงหาผลกำไร เป็นอิสระจากรัฐ และธุรกิจ ภายใต้การดำเนินการอย่างมีคุณธรรม และยึดหลักจริยธรรมทางวิชาชีพ
        ส่วนสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้มีทั้งหมด 67 มาตรา สาระสำคัญคือ
        มีคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน กรรมการอื่น 8 คน และให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่ง จำนวน 9 คน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการสรรหาดังกล่าว ประกอบด้วย
        (1) ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือผู้แทน 1 คน
        (2) นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หรือผู้แทน 1 คน
        (3) นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือผู้แทน 1 คน
        (4) ประธานสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 1 คน
        (5) ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้แทน 1 คน
        (6) ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค หรือผู้แทน 1 คน
        (7) ประธานสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน หรือผู้แทน 1 คน
        (8) ผู้แทนสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 1 คน
        (9) ผู้แทนกระทรวงการคลัง 1 คน
        นอกจากนั้น มาตรา 15 กำหนดให้กรรมการชุดใหญ่ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
        ในส่วนของรายได้ และรายจ่าย ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การฯ ตามมาตรา 43 มีทั้งเงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมา เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บ (ตามมาตรา 44) ค่าบริการ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้องค์การ เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากผู้สนับสนุนองค์การ รายได้จากการหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ และดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ
        สำหรับมาตราสำคัญ 1 ใน 67 มาตรา คือมาตรา 44 ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ ปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ ทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยให้พิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อของปีที่ผ่านมา ขอบเขตการดำเนินการขององค์การที่เปลี่ยนแปลงไป และผลการประเมินการดำเนินงานขององค์การ ตามมาตรา 52
        รายได้ขององค์การ ตามวรรค 1 ส่วนที่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนด คือ 2,000 ล้านบาท ให้องค์การนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน
        นอกจากนั้น ยังมีหมวดในเรื่องของการบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินงาน โดยมาตรา 54 ให้คณะกรรมการทำรายงานประจำปี เสนอต่อ ครม. และรัฐสภา ซึ่งในรายงานดังกล่าวมีข้อกำหนดว่าจะต้องกล่าวถึงอะไรบ้าง เช่น ผลงานขององค์การในปีที่ล่วงมาแล้ว โครงการ แผนงาน และแผนงบประมาณสำหรับปีถัดไป ผังรายการในปีที่ล่วงมาแล้ว แผนการที่จะเปลี่ยนผังรายการสำหรับปีถัดไป เป็นต้น
        สุดท้าย คือบทเฉพาะกาล ในวาระเรื่องแรกให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการ ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ และให้คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ และสรรหาพนักงานและลูกจ้างขององค์การจำนวนหนึ่ง โดยเปิดกว้างจากผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
        การสรรหาผู้อำนวยการตามวรรค 1 ต้องดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 120 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับการแต่งตั้ง
       
        วันนี้คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.... ซึ่งเป็นร่างที่คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยจดแจ้งการพิมพ์ได้ตรวจพิจารณาแล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีไม่ผ่านร่างดังกล่าว และขณะนี้มีร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.... ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นางบัญญัติ ทัศนียะเวช กับคณะ เป็นผู้เสนอ คณะรัฐมนตรีได้รับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาก่อนรับหลักการ 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดส่งคืนสภาฯ ภายในวันพุธที่ 23 พฤษภาคม 2550
       
        เรื่องการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้มีความคิดเห็นร่วมกันของคณะรัฐมนตรี สรุปได้ดังนี้ เห็นชอบให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสรุปประเด็นความเห็นและข้อเสนอแนะของ ครม.ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.... และให้ส่งสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวม 5 ประเด็น 1. ร่างหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กำหนดในรายละเอียดค่อนข้างมาก สมควรปรับปรุงให้มีลักษณะเป็นหลักการกว้างๆ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการนำไปปฏิบัติ 2. ร่างมาตรา 186 วรรค 2 วรรค 3 และวรรค 4 ในประเด็นเกี่ยวกับการทำสนธิสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ยังไม่มีความเหมาะสม และจะมีผลกระทบ และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติราชการของกระทรวงการต่างประเทศ 3. ร่างมาตรา 177 (2) จะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการในการใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง และต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป 4. ร่างมาตรา 246 เกี่ยวกับองค์กรอัยการ เห็นควรให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรที่อยู่ในฝ่ายบริหารดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่แล้ว 5. ร่างหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เห็นควรให้มีการกำจัดสิทธิเสรีภาพได้ในบางเรื่องตามที่กฎหมายบัญญัติดังเช่นที่เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และ เห็นชอบให้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอของรัฐมนตรีแต่ละท่านไปประกอบในการพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย
       
        วันนี้มีการรับฟังความคืบหน้าการจัดทำรายงานผลการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งขอกราบเรียนว่า ถึงแม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราวไม่ได้กำหนดให้ ครม.กำหนดให้จัดทำรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อ สนช. แต่ ครม.พิจารณาแล้วเห็นเป็นการสมควรที่จะรายงานผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา ที่ได้เข้ามาบริหารประเทศ และแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไป ต่อ สนช. และประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล สำหรับรายงานฉบับนี้ซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ประกอบด้วย 4 ส่วนด้วยกัน คือ สถานการณ์ทั่วไปด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในช่วงก่อนเข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผลการดำเนินงานตามวาระแห่งชาติ วาระสำคัญของรัฐบาล และแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไปของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องเร่งผลักดันหรือริเริ่มดำเนินการเพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศต่อไปในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น วาระสำคัญของรัฐบาล ซึ่งในรายงานฉบับนี้จะพูดถึงวาระแห่งชาติของรัฐบาล ทั้งเรื่องการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 วาระแห่งชาติ ในเรื่องการผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ วาระแห่งชาติ ด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการ วาระแห่งชาติ การให้และอาสาช่วยเหลือสังคม และวาระแห่งชาติ ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม นอกจากนั้นจะมีวาระสำคัญของรัฐบาลอีกหลายวาระด้วยกัน นี่เป็นคราวๆ ถึงรายงานผลการดำเนินการ ซึ่งอันนี้ก็คงจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพราะว่าจะต้องนำส่งให้ทาง สนช.ล่วงหน้า ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะแถลงต่อ สนช.ในวันที่ 24 ครับ

เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
67 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
33 %
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014