หน้าแรกผู้จัดการ Online | ข่าวเชิงวิเคราะห์
 

‘แท็บเล็ต” เบ้าหลอมเด็กหุ่นยนต์!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2555 09:50 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
‘แท็บเล็ต” เบ้าหลอมเด็กหุ่นยนต์!
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

‘แท็บเล็ต” เบ้าหลอมเด็กหุ่นยนต์!
ณัฏฐ์ประภา ชุณหะวัณ ครูภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง

‘แท็บเล็ต” เบ้าหลอมเด็กหุ่นยนต์!

ASTVผู้จัดการออนไลน์ - การแจกแท็บเล็ตให้เด็กประถมฯ ถูกมองจากบรมครูอย่าง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ว่าจะส่งผลปิดกั้นจินตนาการและความสามารถคิดวิเคราะห์ของเด็ก ขณะที่ครูภาษาไทยห่วงกระทบพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก ไม่เชื่อส่งเสริมการศึกษา เป็นเพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองเท่านั้น
       
       แม้ไม่ต้องอ้างอิงถึงผลวิจัย‘โครงการนำร่องการประยุกต์และบูรณาการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาตามแนวนโยบายของรัฐบาล ระยะที่ 1’ ที่ดำเนินการศึกษาโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งแถลงผลสรุปต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมว่า การแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 นั้นไม่คุ้ม
       
       แต่ทัศนะจากสามัญสำนึกของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักการศึกษาที่ทุ่มเทความรู้และคุณธรรมให้เด็กๆ มาอย่างยาวนาน ก็กล้าหาญพอที่จะวิพากษ์นโยบายแจกแท็บเล็ตของรัฐบาลได้อย่างตรงไปตรงมา มากกว่าตัวเลขเชิงสถิติและคำอธิบายเชิงหลักการของงานวิจัย
       
       เพราะในทัศนะของ ดร.อาจอง แท็บเล็ตถือเป็นเครื่องมือที่อาจทำให้เด็กกลายเป็นหุ่นยนต์ หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังเด็กอาจเติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้รับการปลูกฝังให้รู้จักคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะแท็บเล็ตเป็นเพียงคอมพิวเตอร์มิใช่มนุษย์ การมุ่งให้เด็กเรียนรู้หลักสูตรที่เหมือนกันผ่านคอมพิวเตอร์ จึงเป็นการปิดกั้นจินตนาการและปิดกั้นความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์
       
       นับเป็นการวิพากษ์ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาโดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงงานวิจัยซึ่งมุ่งศึกษาผลกระทบข้อดีข้อเสียการใช้แท็บเล็ตของ 5 โรงเรียนนำร่อง ซึ่งเป็นการวิจัยอันมีเวลาแสนจำกัดจนแม้แต่ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒก็ยังออกมายอมรับว่ามิใช่งานวิจัยเกรดเอ ด้วยเงื่อนเวลาอันน้อยนิดและตัวอย่างที่จำกัดเพียงแค่โรงเรียนในเขตตัวเมือง อีกทั้งต้องเร่งสรุปผลเพื่อให้ทันกำหนดการเริ่มนโยบายของรัฐ
       
       เพราะเหตุนั้น ทัศนะที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ให้ข้อคิดผ่าน “ASTVผู้จัดการออนไลน์” คู่ขนานไปกับการแถลงผลวิจัยของ มศว จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ในฐานะนักการศึกษารุ่นบรมครูที่วิพากษ์นโยบายการศึกษาของรัฐจากมุมมองของผู้ทำหน้าที่ ‘ครู’ มายาวนานเกือบค่อนชีวิต
       
       นอกจาก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา แล้ว ณัฏฐ์ประภา ชุณหะวัณ ครูภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง รวมถึง พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี กุมารแพทย์ ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ก็ร่วมแสดงความเห็นผ่าน “ASTVผู้จัดการออนไลน์” โดยวิพากษ์ถึงข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบต่างๆ ของนโยบายแจกแท็บเล็ตได้อย่างน่าสนใจ
       
       มอมเมาอนาคตของชาติด้วย ‘แท็บเล็ต’
       
       “เราปรารถนาที่จะให้เด็กทุกคนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถเขียนหนังสือด้วยลายมือที่ดี เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับคนอื่น ไม่ใช่ว่าเราจะถือแท็บเล็ตไปทุกหนทุกแห่ง แต่เมื่อเราไปข้างนอก เราก็ต้องสามารถพูดคุยกัน เขียนโน้ตถึงกัน เขียนจดหมายถึงกัน นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆ ที่จะต้องเรียนสิ่งเหล่านี้
       
       เวลาเรียนอะไรก็ตาม เราไม่ควรให้เด็กเรียนเหมือนกันหมดทุกคน เพราะมนุษย์เราต้องสามารถคิดดัดแปลง คิดอะไรต่อมิอะไรได้ด้วยตัวของเราเอง หาความรู้ด้วยตัวของเราเอง จากแท็บเล็ตนี่เขาก็เตรียมมาให้หมดเลย เตรียมบทเรียนมาให้เหมือนกันหมด ทุกคนเรียนเหมือนกันหมด ซึ่งนี่เป็นวิธีการที่เราใช้สอนโรบอต สอนหุ่นยนต์ ให้หุ่นยนต์เรียนอย่างนี้ดี แล้วเราก็ป้อนข้อมูลให้หมดทุกอย่างโดยที่เด็กไม่ต้องไปหาข้อมูลแหล่งอื่นๆ เพียงเรียนตามข้อมูลที่หาได้จากแท็บเล็ต”
       
       ดังนั้น ในความเห็นของ ดร.อาจองจึงถือว่าแท็บเล็ตควรจะทำหน้าที่เพียงเครื่องมือที่มาช่วยเสริม ไม่ใช่มาแทนหนังสือทั้งหมด เพราะในท้ายที่สุดเด็กก็ยังต้องรู้จักเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเอง
       
       “จริงอยู่ ในแท็บเล็ตนั้นก็มีหนังสือบรรจุไว้ตามหลักสูตรสำหรับเด็ก ป.1 แต่แค่นี้ไม่เพียงพอสำหรับเด็ก เพราะเราต้องให้เขาได้รู้จักคิดเอง หาความรู้ต่างๆ เอง ไม่ใช่ท่องจำจากเฉพาะสิ่งที่เราเตรียมไว้ให้เขา โลกของเรามันไม่ได้มีแค่ตามหนังสืออย่างเดียว มันยังมีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างซึ่งเราต้องหัดเรียนรู้เอง
       
       เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึง ‘การสอน’ เราต้องเข้าใจว่าเด็กไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่จะคอยรับข้อมูลตามที่เตรียมไว้ให้ เด็กจะต้องมีวิจารณญาณ เด็กจะต้องคิดได้เองว่าอันนี้ดี หรือไม่ดี ไม่ใช่ว่าทุกอย่างมาสอนให้เขาหมด แท็บเล็ตมีข้อมูลให้เด็กอ่านและทำตามอย่างเดียว ทั้งที่เด็กแต่ละคนไม่ควรจะคิดเหมือนกัน บางคนก็ถนัดอย่างหนึ่ง อีกคนก็อาจจะมีความถนัดอีกอย่างหนึ่ง
       
       การสอนโดยใช้แท็บเล็ตนั้นจะทำให้เกิดความคิดเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นวิธีการที่เราใช้ในการสอนหุ่นยนต์ เราจะสอนแบบนั้นไม่ได้ เพราะหุ่นยนต์มันไม่รู้จักคิดเอง มันจะคิดตามทุกอย่างที่เราป้อนข้อมูลให้นะครับ แต่เด็กควรจะรู้จักคิดเอง เพราะเราไม่ใช่โรบอต เราไม่ใช่หุ่นยนต์ เราควรจะรู้จักที่จะก้าวไปตามเส้นทางที่เราต้องการ เด็กบางคนชอบบางอย่างก็ก้าวไปตามทางนั้น เด็กบางคนชอบอีกอย่างก็ต้องไปตามทางที่เขาชอบ แต่ถ้าเราสอนทุกอย่างเหมือนกันเด็กก็กลายเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่รู้จักคิดเอง ไม่รู้จักวิเคราะห์เอง ไม่รู้จักหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่รู้จักไปหาความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติม
       
       แล้วถ้าเป็นแบบนี้ครูจะสอนอย่างไร? ครูก็ได้แค่ยิ้ม ปล่อยให้เด็กเล่นแท็บเล็ตไป ครูเกือบจะไม่ได้สอนอะไรเลย โดยที่เราลืมไปว่าเราต้องการให้เด็กเป็นศูนย์กลางการศึกษา ซึ่งการให้เด็กเป็นศูนย์กลางตามพระราชบัญญัติการศึกษาก็คือ เราต้องให้ความสำคัญกับเด็ก การให้เด็กเป็นศูนย์กลางหมายความว่าเราต้องเอาใจใส่เขา ให้เขารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ เป็นตัวของตัวเอง เขาชอบอะไรก็ให้เขามุ่งไปทางนั้น ให้เขาพัฒนาตัวเขาเองในทางที่เขาชอบ ในทางที่เขาถนัด ดังนั้น การเป็นครูจึงควรพยายามให้เด็กคิดเอง หาความรู้เองในทางที่เขาชอบ และครูก็มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการศึกษาคือ ‘อำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้’ ไม่ใช่สอนแบบแท็บเล็ต แต่เราต้องสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ถ้าเราคอยกระตุ้นให้เขาคิดเอง เด็กจะฉลาด
       
       เราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเหมือนกันบนโลกนี้ เราไม่ได้ต้องการประชากรที่เหมือนกันหมด การให้เด็กใช้แท็บเล็ตทุกคนจะเหมือนกันหมด คิดแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับที่ใช้แท็บเล็ต แต่เอาล่ะ ในฐานะที่ผมมีโรงเรียนและโรงเรียนผมก็ได้รับแท็บเล็ต แต่เราต้องใช้เป็นเครื่องมือ และต้องใช้อย่างระมัดระวัง เราจะใช้เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง เราจะยังคงให้เด็กหัดเขียน ไม่ใช่ใช้แท็บเล็ตอย่างเดียว เราจะยังคงพาเขาไปพบปราชญ์ชาวบ้าน พบผู้หลักผู้ใหญ่
       
       เรายังคงสอนให้เขาอ่านหนังสือ ให้เขาหาความรู้จากหลายๆ คน จากหลายๆ แหล่ง ไม่ใช่หาความรู้เพียงแค่จากแท็บเล็ต เพราะกระทรวงฯ เขาใส่ข้อมูลทุกอย่างมาให้หมด เด็กไม่ต้องไปหาความรู้จากที่ไหน หาจากแค่ในแท็บเล็ต ซึ่งโลกของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราไม่ควรหาความรู้จากแหล่งเดียว แต่เราต้องไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ ไปหาปราชญ์ชาวบ้าน เราต้องค้นหาความรู้จากหลายๆ แหล่ง เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ โดยทั่วไปนี่คือความคิดเห็นของผม”
       
       แจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ไม่ช่วยพัฒนาการศึกษาไทย
       
       ใช่เพียงครูอย่าง ดร.อาจองเท่านั้นที่แสดงความกังวลต่อนโยบายแจกแท็บเล็ต ณัฏฐ์ประภา ชุณหะวัณ ครูภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลก็มีมุมมองไม่ต่างกันนัก โดยเธอแสดงความเห็นว่า
       “เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่ดี มีทั้งผลดีและผลเสีย การที่เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กก็มีผลดี แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าการที่รัฐบาลจะแจกแท็บเล็ตให้เด็กไปเลย มันอาจจะไม่เหมาะกับวุฒิภาวะของเด็ก ป.1
       
       เด็กในช่วงวัยนี้ร่างกายเขายังอยู่ในช่วงของพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยเฉพาะนิ้วมือ ซึ่ง เด็ก ป.1 เขายังจับปากกา จับดินสอไม่ค่อยจะถูกเลย แล้วจะให้เขาเอานิ้วไปจิ้มๆๆ แท็บเล็ต ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่เองก็ยังมีปัญหาเมื่อใช้เทคโนโลยีพวกนี้มากเกินไป แล้วนี่เด็กเขาอยู่ ป.1 เอง จะให้เขาไปใช้เทคโนโลยีพวกนี้กล้ามเนื้อเขาก็จะพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น เราควรจะหัดให้เขาเขียนหนังสือให้ดีก่อนไม่ดีกว่าหรือ? นอกจากนั้นยังมีผลเสียต่อสายตาของเด็กอีก”
       
       ณัฏฐ์ประภาเพิ่มเติมว่า การใช้แท็บเล็ตนั้นใช้ได้ แต่การจะให้ไปเลยเพื่อใช้ได้ตลอดเวลานั้น ไม่เหมาะสมนัก เพราะเด็กๆ ไม่ได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมือในการเขียน ในการจับดินสอ ปากกาอย่างเต็มที่ การใช้เพียงนิ้วจิ้มหน้าจออาจไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการทางกล้ามเนื้อ
       
       เธอจึงย้ำว่า “ไม่ควรแจกแท็บเล็ตให้เด็กเอากลับบ้านไปเลย แต่ควรทำเป็นรายวิชา เป็นคาบเรียนหนึ่ง เมื่อถึงคาบก็มาเรียนกันโดยมีคุณครูคอยให้คำแนะนำ มีผู้เชี่ยวชาญมาสอน แบบนี้ดีกว่า แต่ถ้าให้เด็กไปเลย แล้วเด็กเขายังเล็กมาก เขาอาจจะทำหายก็ได้ และอะไรที่ได้มาอย่างง่ายๆ เขาก็อาจจะไม่สนใจ อาจทำพัง หรือทำตก ทำหาย ดังนั้น การแจกแท็บเล็ตก็เป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองมากกว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ ไม่ใช่การส่งเสริมการศึกษาที่ถูกต้องเลย”
       
       ทัศนะจากกุมารแพทย์ ข้อดีมีอยู่ แต่อันตรายก็มีไม่น้อย
       
       ส่วนพันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี กุมารแพทย์ ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ก็สะท้อนความเห็นต่อการแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ในแง่มุมที่มีทั้งข้อดี และข้อเสีย
       
       “ถ้ารัฐไม่เตรียมพร้อมให้ดีมันก็จะเกิดผลเสียต่อเด็ก เพราะสื่อทุกอย่างที่เด็กรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เขาจะเรียนรู้หมด ไม่ว่าด้านดี-ด้านเสีย ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมเด็กก็มีโอกาสที่จะได้รับการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องและได้รับข้อมูลที่ไม่เหมาะสม เช่น อาจจะถูกล่อลวงผ่านอินเทอร์เน็ต อันนี้อันตราย นอกจากนั้น เรายังมองถึงผลกระทบอื่นๆ คือถ้าเด็กได้รับแท็บเล็ตกลับบ้าน แล้วฟรีอินเทอร์เน็ตไหม? เป็นภาระกับผู้ปกครองหรือเปล่า? หรือถ้าไม่ฟรี ก็อาจจะมีคนได้รับประโยชน์จากการที่ผู้ปกครองต้องซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ต
       
       อีกประการหนึ่ง เมื่อเด็กได้รับแท็บเล็ตไปใช้แล้ว ในครอบครัวที่ผู้ปกครองยากจน เด็กก็สามารถใช้หาความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกิดประโยชน์มากแก่ครอบคัว คือถ้าใช้ให้เกิดประโยชน์ มันก็จะเกิดประโยชน์มาก ส่วนคุณครูเองก็ควรมีการอบรมว่าจะดูแลเด็กอย่างไร ควรจะมีทั้งคู่มือสำหรับผู้ปกครอง สำหรับครู และสำหรับเด็ก ในการใช้แท็บเล็ตอันนี้”
       
       แต่ไม่ว่าอย่างไร พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณก็ยอมรับว่าถ้ารัฐเตรียมพร้อมมันจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลทั้งต่อเด็ก ต่อผู้ปกครอง และครู การเตรียมพร้อมนี้ก็หมายถึงการบรรจุเนื้อหา
       
       “กระทรวงไอซีทีบอกว่าจะเอาแต่หนังสือใส่เข้าไป แต่หมอมองว่าถ้าเด็กเขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้และมีอินเทอร์เน็ต การที่ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง และครูเราไม่มีองค์ความรู้ แล้วปล่อยเด็กไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นน่าเป็นห่วง เพราะจริงๆ แล้วโลกข้างนอกนั้นเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็กในวัย 7 ขวบ คือจริงๆ แล้วกล้ามเนื้อเขาพัฒนามาตั้งแต่ชั้นอนุบาล กระทั่ง 7 ขวบก็ยังต้องพัฒนาการด้านนี้อยู่
       
       แต่สิ่งที่สำคัญคือเด็กควรได้เรียนรู้การเข้าสังคม เรียนรู้สังคม ไม่ใช่อยู่แต่ในโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว ดังนั้น ควรมีการอบรมผู้ปกครอง ว่าเด็กควรจะอยู่กับคอมพิวเตอร์นานเท่าไหร่ ซึ่งเวลาที่เหมาะกับเด็กนั้น อย่างมากสุดก็ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง แล้วยังต้องระมัดระวังกับ ‘คอมพิวเตอร์ซินโดรม’ (โรคที่เกิดจากการใช้คอมพ์พิวเตอร์มากเกินไป ) เช่น ถ้าแสงไม่พอ แสงสว่างไม่เหมาะสม จ้องหน้าจอในระยะใกล้เกินไป แบบนี้ก็เกิดผลเสียแก่เด็ก กระทรวงไอซีทีก็ควรระบุไว้แจ้งข้อควรระวังให้ผู้ปกครองทราบอย่างละเอียด ซึ่งหากกระทรวงไอซีทีสามารควบคุมการใช้แท็บเล็ตให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม อยู่ในช่องทางที่ถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์มาก”
       
       นอกจากนั้น พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณย้ำทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้ปกครองอย่างทั่วถึง และควรมีการร่วมมือกันในการวางหลักสูตรหรือกำหนดโปรแกรมต่างๆ ลงในแท็บเล็ต โดยรัฐบาล กระทรวงไอซีที ควรขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งควรเชิญกุมารแพทย์และจิตแพทย์มาร่วมเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรต่างๆ ในแท็บเล็ต เพราะลำพังกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงไอซีทีอาจไม่รู้ว่าหลักสูตรของเด็กวัยไหนควรเป็นอย่างไร แบบไหนจึงเหมาะต่อพัฒนาการของเด็ก ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กจึงควรมาร่วมกันวิเคราะห์และวางแนวทางหลักสูตรต่างๆ ในโปรแกรมที่บรรจุ และควรมีโปรแกรมสำหรับผู้ปกครองด้วย สำคัญที่สุด ก็ควรมีอินเทอร์เน็ตฟรีทั่วประเทศ เพื่อให้การใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง
       
       คุณค่าความเป็นมนุษย์ หาไม่ได้จาก ‘แท็บเล็ต’
       
       สุดท้าย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ก็ไม่ลืมฝากข้อคิดทิ้งท้ายเกี่ยวกับกรณีแท็บเล็ตว่า
       
       “เราคงต้องอบรมผู้ปกครองให้เขาเข้าใจถึงการพัฒนาเด็ก เพราะสิ่งที่เด็กต้องการที่สุดคือความรักความเมตตา แต่เล่นแท็บเล็ตนั้นไม่ได้อะไร ถ้าเด็กเขาเล่นแต่แท็บเล็ต เล่นเกมในแท็บเล็ต เล่นไปอยู่คนเดียว เขาจะขาดความอบอุ่น ขาดความรักความเมตตา เขาจะไม่เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องชวนเขามาเล่นด้วยกันและคอยสอนเพิ่มเติมในสิ่งที่แท็บเล็ตไม่ได้สอน และต้องมอบความรักความเมตตาให้เขา นี่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แท็บเล็ตไม่ได้ให้สิ่งเหล่านี้ แต่คุณพ่อคุณแม่และคุณครูสอนได้ สอนให้เด็กมีความรักมีเมตตา คอยช่วยเหลือผู้อื่น แท็บเล็ตทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ มันไม่ได้สอนให้เรามีเมตตา มันเพียงแต่ให้ข้อมูลกับเราเท่านั้น
       
       ในโรงเรียนของเรา เราต้องสอนให้เขาเข้าห้องสมุด ให้อ่านหนังสือ และคุณครูต้องคอยสังเกตพัฒนาการของเด็ก ถ้าเราใช้แท็บเล็ตอย่างเดียว แท็บเล็ตก็กลายเป็นศูนย์กลาง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาใช้อย่างเหมาะสม
       
       เด็กสมัยนี้ฉลาดมาก เขาอาจจะโหลดเกมมาเล่น และเล่นไปคนดียวโดยไม่สนใจใคร ผู้ปกครองอาจคิดว่า ‘แหม ดีจัง เด็กอยู่นิ่งๆ ไม่ซน’ แต่การพัฒนาการเพื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะไม่สมบูรณ์แบบ เขาควรจะได้ทดลองนั่นทดลองนี่ บางครั้งอาจจะต้องโดนพ่อแม่ดุ หรือว่ากล่าวสั่งสอน ต้องได้รับความอบอุ่น มีพ่อแม่พาไปเที่ยวเพื่อให้เขาได้ค้นพบอะไรด้วยตัวเอง แต่แท็บเล็ตจะทำให้เด็กมัวติดอยู่กับแท็บเล็ตไม่อยากออกไปไหน และสิ่งที่เราต้องระวังก็คือสายตาของเด็ก เพราะเด็กต้องจ้องมองจอตลอดเวลา จะทำให้เขามีปัญหากับสายตาและอาจทำให้เขาปวดศีรษะอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเราจ้องจออยู่นานๆ
       
       "เราจึงควรใช้แท็บเล็ตเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเพื่อให้เขาใช้ค้นข้อมูล แต่สิ่งที่เหมาะสมกว่านั้นคือให้ความสำคัญต่อการพูดคุย อาจให้เด็กฝึกค้นข้อมูลในแท็บเล็ต แต่เมื่อค้นแล้วต้องนำมาเล่าให้คุณครู เล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เราก็เปรียบให้แท็บเล็ตเป็นห้องสมุด แต่ในการค้นคว้าที่แท้จริงหนังสือเล่มเดียวไม่พอ ต้องให้เด็กค้นความรู้จากแหล่งอื่นๆ ด้วย
       
       เช่นในโรงเรียนของผม ผมจะพาเด็กไปรับฟังความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่มีในแท็บเล็ต และไม่มีสิ่งใดที่จะมาแทนคุณครูได้ เพราะคุณครูนั้นจะต้องให้ความรัก ความเมตตาแก่ลูกศิษย์ตลอดเวลา ครูต้องเอาใจใส่ สร้างความรักความเมตตาให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก เขาจึงจะเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้
       
       แต่ถ้าเขาติดอยู่กับแท็บเล็ต ความรู้เขาก็จะมีอยู่แค่นั้น เหมือนกับแท็บเล็ตและตัวเขาเองก็จะกลายเป็นแท็บเล็ต”
       …
       
       
*หมายเหตุ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่
       
       ผลวิจัย มศว ชี้ชัดแจกแท็บเล็ต ป.1 ไม่คุ้ม
       http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000058346
       
       มศว ออกตัวผลวิจัยข้อดี-เสียแท็บเล็ต ใช้เวลา 1-2 ปี
       http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9550000053600
       
       มศว พร้อมแถลงผลวิจัยแท็บเล็ต 11 พฤษภาคมนี้ ย้ำผลที่ออกมาสะท้อนข้อดี-ข้อเสีย ฝากสังคมเปิดใจให้กว้างเมื่อรับฟัง
       http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9550000053582

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“ปู” แหกตาขายข้าวให้จีน “หม่อมอุ๋ย”แฉเจ๊งยับ4แสนล
ปตท. อย่าแค่ข่มขู่ รีบฟ้องทันที อย่าช้า !
กรรมติดจรวด “จุลสิงห์” เจอข้อหาทุจริตอุ้มคดี “หญิงอ้อ”
ลุยตั้งกระทรวงน้ำ สนองตัณหา “พญาปลอด”
"อั้ม เนโกะ" : โอ้แม่เจ้า! เอากันในชุดนักศึกษาท่าพิสดาร
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 66 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 65 คน
99 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
1 %
ความคิดเห็นที่ 8 +40 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณเข้าใจคำว่า Active = Reaction, หรือยังครับ
คุณเข้าใจว่า ปลูกต้นมะม่วง ย่อมได้ผลมะม่วง หรือยังครับ
คุณเข้าใจกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือยังครับ
คุณเข้าใจหรือยังครับ ว่าเลือกควายมาบริหาร ก็ได้นโยบายควายๆ
คุณเข้าใจหรือยังครับ ว่าใช้คนไม่มีความรู้มาบริหาร ก็ออกนโยบายแบบโง่ๆ ออกมา
คุณเข้าใจหรือยังครับ ออกนโยบายขึ้นค่าแรง ทำให้ค่ารองชีพสูงขึ้นกว่า 2 เท่าตัว ขึ้นค่าแรงทางเดียว แต่ราคาสินค้าเป็นพันรายการขึ้นราคาหมด

คุณเข้าใจหรือยังครับ
AJ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 12 +26 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เด็กป 1 ในเมืองได้แทบเล็ด แต่เด็กตามขอบเขตชาวเขาหรือที่กันดาร แค่ชุดใส่ หรือหนังสือแทบจะไม่มีนโยบายรัฐปัญญาอ่อน
คนโง่บริหารชาติล่มสลาย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 +22 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยู่วงการ IT มาสิบห้าปี ไปอยู่เมืองนอกมาหกปี ไม่มีที่ไหนในโลกที่เจริญกว่าไทยที่เค้าแจกคอม หรือแทบเบล็ด ให้เด็ก แล้วบอกว่าเด็กจะเก่งขึ้น ความล้มเหลวในการศึกษาของเมืองไทย มันเกิดจากระบบที่คนบริหารนั่งเทียนว่าทำแบบนั้นทำแบบนี้แล้วเด็กจะเก่ง ประเทศตะวันตก เด็กใช้เวลาเรียนน้อยกว่าไทย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเก่งกว่าคนไทย เพราะเค้ามีการสนับสนุนตามความถนัดของเด็ก ไม่ใช่แค่ป้อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วใครเรียนไม่เก่งก็กำจัดทิ้ง

แล้วอย่าใช้เรื่องแทบเบล็ต มาเป็นนกต่อ ไว้ให้โรงเรียนอีกสามหมื่นโรงเรียน ต้องลงทุนวางเครือข่าย wifi เพื่อให้แทบเบล็ตใช้ได้ ใช้สองพันล้าน ซื้อเครื่องให้เด็ก เก้าแสนคน ไม่ค่อยได้กำไร แต่ถ้าต้องวางเครือข่ายไร้สาย สามหมื่นโรงเรียน ก็คงเฉียดๆ สองหมื่นล้าน เพราะแบบนี้รึป่าวครับ ที่อยากทำ
คนขี้สงสัย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +20 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอเรียกร้องให้ สไนเปอร์แห่งโลก โปรดช่วยปกป้องสถาบันฯ ต่อต้านนักการเมือง, ข้าราชการ และ เอกชน ที่โกงชาติขายชาติไทย ทั้งในและนอกประเทศ และที่ดูไบ ด้วยครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
จาก... ประชาชนไทย
นักฆ่าหน้าจอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +16 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ปัญหาขั้นต้น เราจะได้เด็กนร.สมาธิสั้น ครูพูดจะไม่ฟัง เพราะไม่มีสมาธิโดยสิ้นเชิง การอบรมจริยธรรมแก่เด็กทำได้ยากยิ่งขึ้น หน้าที่ของครูคือประจบสอพลอเด็กเพื่อเอาตัวรอด (เดี๋ยวโดนเอาลงเฟซบุค ) นี่แหละผลงานที่เอาพวกเด็กไปอยู่ในกล่อง การที่เด็กจะเรียนเก่งได้ ไม่พ้นวิธีโบราณหรอก (พวกแจกแท็บเล็ต ไม่รู้ว่าเวลาที่คนไทยไปเรียนแข่งกับฝรั่ง จะเก่งกว่าฝรั่ง) ปัญหาขั้นต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจก็แล้วกัน
ถึงตอนนั้นอย่ามาด่าครูอีก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 36 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมว่า ควรเริ่มในช่วงชั้นที่ 2 (ป.4) ขึ้นไปจะเหมาะสมกว่า
ป.1 ยังเด็กเกินไปครับ

แต่การปฎิเสธเลยก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะอย่างไร
ก็ตาม อีกหน่อยโลกก็ต้องเปลี่ยนไปอีก เมื่อสิบกว่าปี
ก่อนใคร คิดว่าเราจะอ่านข่าว จากหน้าคอมพิวเตอร์มาก
กว่าหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระดาษเสียอีก ใครจะนึกว่า
เราจะติดต่อพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ไกลๆ กันไปนานๆ ผ่าน
Facebook, Whatapp, Line เมื่อยี่สิบปีก่อน ใครจะคิดว่า โทรเลข จะถูกแทนที่ด้วย email กับ sms ...
อีกไม่เกิน 10 ปี Keyboard ที่พิมพ์กันนี้จะถูกแทนที่ด้วย
ระบบรับคำสั่งด้วยเสียง สมบูรณ์แบบ ... ไม่นานเกินรอ...

วิศวกรคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณ
คหสต.
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การจะต้องต้านนโยบายก็ดูด้วยเหตุและผล ไม่ชอบพรรคนี้ก็ต่อต้างทั้งหมด บางเรื่อง บางสิ่ง บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี บางอย่างก็ไม่ควรทำ เรื่องแท็บเล็ตก็เป็นสิ่งที่ดีถ้ามีการควบคุมและใช้อย่างถูกต้อง
สพป.
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 26 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รัฐบาลไม่ได้หวังว่าเด็กจะได้ประโยชส์จากแท็ปเล็ดแต่หวังผลประโยชน์คือเงิน
parwi03@hotmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 25 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผลกระทบต่อสุขภาพ
1.สายตาจะเสียไวขึ้น
2.นิ้วล็อค อายุแค่ยี่สิบสามสิบก็จะมาเยือนแล้ว
3.โรคจิตเสื่อม หากหมกมุ่นอยู่กับแทบเล็ตทั้งวันทั้งคืน
4.ฯลฯ
คนไอเดียกระฉูดมันทำเด็ก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 25 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมอยากให้มีใช้เพราะผมสงสารลูกผมต้องหอบหนังสือไปโรงเรียนเป็นสิบกิโลกรัม ขนาดกระดานชะนวนแผ่นเดียวยังทำให้คนสมัยก่อนได้เป็นเจ้าคนนายคนก็มากมาย
TETE36
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 24 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คนต้นคิดของพรรคอันธพาลเสื้อแดงเผาบ้านป่วนเมืองทาสของกังฉินแห่งแผ่นดินตัวนี้ มันเอาอวัยวะส่วนใดคิดทำออกมาแบบนี้ได้นะ? เด็กนร.ภาคการศึกษาบังคับในบางแห่งเสื้อผ้าจะใส่ไปเรียนหรืออาหารกลางวันที่จะกินเข้าไปยังไม่ค่อยจะมีเลย สงสารประเทศไทย ที่มีนักกินเมืองลากตั้งแบบนี้ ตำพริกละลายแม่น้ำจริง ๆ
ครูเก่า
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 23 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพราะ
1. ไม่มีความพร้อมในทุกด้าน
1.1 การจัดหาอุปกรณ์ ยังไม่มีความแน่นอนจากผู้ผลิต
ว่าจะดำเนินการจัดทำได้ทัน หรือคุณภาพจะดีเพียงใด เนื่องจากราคาค่อนข้างต่ำกว่าท้องตลาดโดยทั่วไป (และแน่นอนราคานี้ ต้องรวมค่าอาหารสุนัข ไว้แล้วด้วย)
และจนถึงวันนี้ (17/5/2555) ยังไม่เห็นมีอะไรเลย
1.2 ไม่มีการเตรียมการด้านเนื้อหาบทเรียนที่ดีพอ
จำนวนบทเรียน และเนื้อหาต่างๆ ที่จะใส่ไว้สำหรับให้เด็กได้ศึกษาน้อยมาก ถ้าคิดจะให้ค้นจากอินเตอร์เน็ต
จะสังเกตุได้ว่า ข้อมูลต่างๆในอินเตอร์เน็ตไม่ได้ทำมาให้เด็ก ป1. โดยตรง แต่เป็นข้อมูลที่มุ่งเน้นสำหรับบุคคลทั่วไปที่อ่านออกเขียนได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ถ้าคิดจะใช้อุปกรณ์สารสนเทศใดๆ เพื่อให้เด็กระดับนี้ได้ใช้งาน ต้องเตรียมการอย่างดี ปริมาณต้องพอเหมาะ พอดี ความยากง่าย ความน่าสนใจ และส่วนประกอบต่างๆ ต้องออกแบบมาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่เข้าใจ
1.3 ครูและบุคคลากรผู้สอน ยังไม่มีความพร้อมในการนำเอาอุปกรณ์สารสนเทศเหล่านี้ไปใช้ในการสอน
1.4 เด็กในวัยนี้ยังไม่เหมาะที่จะใช้แท็บเล็ต
ถ้าใครเคยสอนเด็ก ป.1 จะเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ยกเว้นผู้ที่ไม่คิดถึงผลสำเร็จทางการศึกษาที่แท้จริงของชาติ ...ก็ว่ากันไป
2. เป็นนโยบายที่ผิดทิศผิดทาง ไม่ตรงกับหลักการศึกษา
การศึกษานั้น มุ่งพัฒนาให้ผู้ศึกษามีความดี มีสุขภาพดี มีความรู้ดี ให้สามอย่างนี้เจริญงอกงามขึ้น โดยจุดสำคัญคือ ถ้าผู้ศึกษามีความดีแล้ว สุขภาพดีและความรู้ดี
จะเกิดขึ้นโดยง่าย แต่นโยบายด้านการศึกษาในปัจจุบันมุ่งให้เกิดความรู้ดี เป็นหลัก จึงมีผู้เห็นว่าถ้ามีแท็บเล็ตแล้วเด็กจะเก่ง มีคอมพิวเตอร์มากๆแล้วเด็กจะเก่ง มีอินเตอร์เน็ตแล้ว เด็กจะเก่ง ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ทำอย่างไรให้เด็กใช้อินเตอร์เน็ตแล้วจะเป็นคนดีขึ้น ทำอย่างไรให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์แล้วเป็นคนดีขึ้น ทำอย่างไรให้เด็กมีแท็บเล็ตแล้วเป็นคนดีขึ้น
tt22gb@gmail.com
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 22 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ระหว่างปลูกต้นไม้ในกระถาง กับปลูกต้นไม้ใน tablet คุณว่าเด็กคนไหนจะเอาตัวรอดในการใช้ชีวิตดีกว่ากัน
ลองเดา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 21 +13 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พูดจริงๆนะ เด็กอายุ 6 ขวบส่วนมาก

แค่ดูแลรักษาดินสอซักแท่งยังยากเลย
ผ่านมา
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ว่าแล้วก็จะมีแก๊งค์โจรดักตีหัวขโมยแท๊บแล็ต นร. เอาไปขายต่อเขมร..แว่วว่าเสื้อแดงเค้าเตรียมทีมรอรวยแล้ว
ก็..เรือล่มในหนอง
 
ความคิดเห็นที่ 19 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไอ้รัฐบาลเฮี้ยจังลัยควายแดง มันหาเรื่อง งาบ แดรกกันมากกว่า กินค่าคอม ฟาดกันไปเท่าไหร่
สั่งกันเป็นแสนๆเครื่อง พวกเฮี้ยนี้ มันไม่ได้มาสนใจเด็ก
อะไรหรอก เพราะพวกเฮี้ยนี่ มันเข้ามาเพื่อโกง แดรก ยัดฮ่ากันมากกว่า กับแก้รธน ช่วยพ่อมัน
ไอ้เฮี้ยสัตนรกแม้ว ที่หนีคุกหนีคดี อยู่ตอนนี้ ก็แค่นั้น
ไอ้รัฐบาลเฮี้ยจังลัยควายแดง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 17 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
การใช้ คอมพิวเตอร์ ช่วยในการค้นหาข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี เพราะเร็ว และมีมาก แต่ เด็กจะแยกแยะอย่างไรว่า ข้อมูลไหนดี ไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง การที่เราใช้คอมพิวเตอร์ บางเวลา ย่อมเป็นประโยชน์ เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้อยู่ตลอดเวลา แค่ให้งบประมาณทุกโรงเรียนปรับปรุงคอมพิวเตอร์ให้ทันสมัย และมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้ครบถ้วน ย่อมดีกว่า การแจกแท็ปเบล็ดให้เด็ก ป1 แน่นอน เพราะทุกคนภายในโรงเรียนได้ใช้ประโยชน์ทั่ถึง การดูแลรักษาก็ทำได้ทั่ถึงเช่นกัน
การคิดว่าแจกแท็บเบล็ดให้เด็ก ป1 นั้นเพื่อเป็นการพํฒนาการศึกษาแก่เด็กย่อมได้ประโยชน์น้อยไม่คุ้มเสีย นอกจากจะได้ผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองเท่านั้น จึงจะคุ้ม
AAA
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 16 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เตรียมรับปัญหากันไว้ให้ดี ต่อไปเด็กจะมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น คอยดูเด็กทารกตามถังขยะจะรอให้ตามเก็บอีกเท่าไหร่ สังคมไทยสนุกกันเลยเพราะความคิดสั้น ๆ ของพวกผู้ใหญ่ที่คิดแต่หาเงินเข้ากระเป๋าพวกมันเอง มันจะเจอปัญหากับลูกหลานมันละทีนี้
แมวเหมียว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 15 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นึกออกแล้ว ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ก็เพราะคนแจกเทบแลตมันเรียนไม่เป็น ตอนเรียนก็หาว่าครูสอนไม่ดี ทำให้นักเรียน(ควาย)เข้าไม่ถึงเนื้อของวิชา ตอนนี้พอมีหน้าออกทีวีก็โปรโมท หาว่าเครื่องมันดีกว่าคน ดีกว่าครู หรือจะให้เด็กไหว้เครื่องแทนครูที่เป็นคน
คนเรียนไม่เป็น คิดไม่เป็น ก็หาทางออกแบบง่าย ๆ เรียกว่ามักง่าย รักสบาย
ตอนหาโรงเรียนให้ลูก เจอโรงเรียนที่บอกว่าจะแจกโน้ทบุคให้ เราก็ไม่สมัครเลยเพราะเราอยากได้ลูกที่คิดเป็น ทำเป็น ตอนนี้ลูกอยู่โรงเรียนที่เราก็คิดว่าดีนะ เพราะถ้าทำงานไม่เสร็จ ครูก็ยีดเวลาให้ ทำให้เสร็จ เด็กรู้สึก ถึงความรับผิดชอบของตนเอง และรู้ว่าครูก็ไม่ได้กดขี่ขู่เข็ญ ทุกอาทิตย์ลูกจะเอาขนมที่เขาทำในวิขาคหกรรมกลับมาแล้วให้เราทานที่บ้าน เขาบอกว่าต้องทำเองตั้งแต่ชั่ง ตวง ส่วนผสม จนเสร็จออกมากินได้ ครูก็คอยแนะ ใครทำไ่ม่เสร็จก็ให้กำลังใจว่าเดี๋ยวก็เสร็จ ไม่อร่อยครูก็บอกว่าคราวหน้ามาทำกันอีก ของมันทำได้อีก ไม่มีปัญหา
โชคดีจริง ๆ ที่ไม่ต้องมาเจอกับครูหน้าสี่เหลี่ยม
แม่คนหนึีง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 14 +22 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยู่วงการ IT มาสิบห้าปี ไปอยู่เมืองนอกมาหกปี ไม่มีที่ไหนในโลกที่เจริญกว่าไทยที่เค้าแจกคอม หรือแทบเบล็ด ให้เด็ก แล้วบอกว่าเด็กจะเก่งขึ้น ความล้มเหลวในการศึกษาของเมืองไทย มันเกิดจากระบบที่คนบริหารนั่งเทียนว่าทำแบบนั้นทำแบบนี้แล้วเด็กจะเก่ง ประเทศตะวันตก เด็กใช้เวลาเรียนน้อยกว่าไทย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเก่งกว่าคนไทย เพราะเค้ามีการสนับสนุนตามความถนัดของเด็ก ไม่ใช่แค่ป้อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วใครเรียนไม่เก่งก็กำจัดทิ้ง

แล้วอย่าใช้เรื่องแทบเบล็ต มาเป็นนกต่อ ไว้ให้โรงเรียนอีกสามหมื่นโรงเรียน ต้องลงทุนวางเครือข่าย wifi เพื่อให้แทบเบล็ตใช้ได้ ใช้สองพันล้าน ซื้อเครื่องให้เด็ก เก้าแสนคน ไม่ค่อยได้กำไร แต่ถ้าต้องวางเครือข่ายไร้สาย สามหมื่นโรงเรียน ก็คงเฉียดๆ สองหมื่นล้าน เพราะแบบนี้รึป่าวครับ ที่อยากทำ
คนขี้สงสัย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 13 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แล้วประเทศไทยก็จะมีคนรู้ภาษาไทยน้อยลง สะกด เขียนเองไม่ได้ ไม่แตกฉานในการสี่อสาร แต่คนที่ใจร้อน หาเหตุผลไม่เป็น (รวมทั้งไม่หา)เพิ่มขึ้น ไม่ใช่สองเท่าแต่ สิบหรือร้อยเท่า แล้วจะได้รับผลจากการนี้ไปอีกนานแสนนาน สงสารประเทศ
จะล่มจม เพราะคุณภาพของประชากรของประเทศมันถูกลด แถมยังจำกัด เพราะถูกควายแดงกดขี่ กักขัง เลี้ยงคนด้วยเงิน หรือของ มันจะได้ผลยังไงก็ลองนึกกันเอง
สิ้นหวังกับนายกคนงาม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 12 +26 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เด็กป 1 ในเมืองได้แทบเล็ด แต่เด็กตามขอบเขตชาวเขาหรือที่กันดาร แค่ชุดใส่ หรือหนังสือแทบจะไม่มีนโยบายรัฐปัญญาอ่อน
คนโง่บริหารชาติล่มสลาย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 11 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
งั้นมัธยมขอดาวเทียมใช้ส่วนตัว เพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้หน่วยไดป่าว
พัฒนาเกินตัว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เอาดาวหาง แต๊แต๊ ไปเลย กา
ตะกวดทอง
 
ความคิดเห็นที่ 10 +20 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขอเรียกร้องให้ สไนเปอร์แห่งโลก โปรดช่วยปกป้องสถาบันฯ ต่อต้านนักการเมือง, ข้าราชการ และ เอกชน ที่โกงชาติขายชาติไทย ทั้งในและนอกประเทศ และที่ดูไบ ด้วยครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
จาก... ประชาชนไทย
นักฆ่าหน้าจอ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
นโยบายโง่ของรัฐบาล สงสารเด็กๆมาก ขอให้ช่วยกันต่อต้านนะคะ ไม่อยากให้ใช้เลย เด็กไทยเราเก่งๆไม่แพ้ใคร ไปแข่งโอลิมปิกก้อได่เหรียณมามากมาย ไม่เห็นต้องใช้แทปเล็ตนี่เลย
สงสารเด็กรุ่นใหม่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 +40 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คุณเข้าใจคำว่า Active = Reaction, หรือยังครับ
คุณเข้าใจว่า ปลูกต้นมะม่วง ย่อมได้ผลมะม่วง หรือยังครับ
คุณเข้าใจกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือยังครับ
คุณเข้าใจหรือยังครับ ว่าเลือกควายมาบริหาร ก็ได้นโยบายควายๆ
คุณเข้าใจหรือยังครับ ว่าใช้คนไม่มีความรู้มาบริหาร ก็ออกนโยบายแบบโง่ๆ ออกมา
คุณเข้าใจหรือยังครับ ออกนโยบายขึ้นค่าแรง ทำให้ค่ารองชีพสูงขึ้นกว่า 2 เท่าตัว ขึ้นค่าแรงทางเดียว แต่ราคาสินค้าเป็นพันรายการขึ้นราคาหมด

คุณเข้าใจหรือยังครับ
AJ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมคิดว่าน่าจะเป็น

Action = Reaction มากกว่า active นะครับ
-+-
 
ความคิดเห็นที่ 7 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับนโยบายการแจกแทปเล็ต และคนในกระทรวงนี้ส่วนมากก็รู้ แต่ไม่กล้าขัดแข้งขัดขา คนแจกก็ได้แต่หวังว่าพวกมากจะช่วยกันลากไป ช่วยกันเชียร์ไป คงจะถูลู่ถูกังกันไปได้ เงินก็ไม่ใช่จากกระเป๋าเค้าของประเทศทั้งนั้น ได้ทำตามนโนบายด้วย ฉะนั้นก็เลยแจกๆไปซะ และเชื่อว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากได้เท่าไหร่หรอกเพิ่มภาระเพิ่มคนดูแลสำหรับอุปกรณ์พวกนี้อีก การจะให้อะไรสักอย่างสำคัญทั้งของและผู้รับ เด็กที่เค้าพร้อมจะใช้งานอุปกรณ์พวกนี้ให้อย่างมีประสิทธิผลมีสักกี่เปอเซนต์ อุปกรณ์พวกนี้ถ้าไม่ดูแลอย่างใกล้ชิดมันก็จะกลายเป็นดาบสองคมทันที มันจะมีประโยชน์มากถ้าผู้ปกครองใส่ใจหาแอปฯเรียนรู้ดีมีประโยชน์มาฝึกสอนนอกเวลาเรียนนอกเหนือจากการบ้าน และควบคุมเวลาในการใช้งานให้เหมาะสม แต่ถามว่าสถานะปัจจุบันของเด็กไทยเป็นแบบใหน ขอฟันธงว่าไม่เวิร์ค แต่ก็จะมีทีมกองเชียร์คอยสะกดจิตคนไทยกันเองว่า. ม้านนนนเวิร์คคคคมาก
เอก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
บทความนี้ควรเอาขึ้นเป็นเรื่องที่ 1 ไม่ใช่เรื่องทหารเล่นเซ็ก
ทีหลัง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +16 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ปัญหาขั้นต้น เราจะได้เด็กนร.สมาธิสั้น ครูพูดจะไม่ฟัง เพราะไม่มีสมาธิโดยสิ้นเชิง การอบรมจริยธรรมแก่เด็กทำได้ยากยิ่งขึ้น หน้าที่ของครูคือประจบสอพลอเด็กเพื่อเอาตัวรอด (เดี๋ยวโดนเอาลงเฟซบุค ) นี่แหละผลงานที่เอาพวกเด็กไปอยู่ในกล่อง การที่เด็กจะเรียนเก่งได้ ไม่พ้นวิธีโบราณหรอก (พวกแจกแท็บเล็ต ไม่รู้ว่าเวลาที่คนไทยไปเรียนแข่งกับฝรั่ง จะเก่งกว่าฝรั่ง) ปัญหาขั้นต่อไป ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจก็แล้วกัน
ถึงตอนนั้นอย่ามาด่าครูอีก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ถ้าเด็กโต ป๖ ในโรงเรียน ทำร้ายข่มขู่เอา แท็บจาก ป๑ จะป้องกันอย่างไร

ผลเสียจากแท็บ ที่จะคิดไปไม่ถึง รัฐบาลและรมต. พร้อมจะรับผิดชอบแค่ไหน ถ้าเด็กเสียหายเป็นรายคน เป็นหมู่คณะ หรือเกิดมีผลวิจัยในโลกนี้ แล้วชี้ว่าแท็บทำให้เกิดผลเสียรุนแรง ( ปัจจุบันบอกว่าบุหรี่เป็นมะเร็งปอด กินเหล้าเป็นมะเร็งตับ ใช้มือถือในปั๊มน้ำมันหรือในเครื่องบินบอกว่าอันตราย )
สงสัย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ขั้นต่อไป อาจมีนโยบาย แจกอาวุธปืน
ให้เด็ก ป. 1 ไว้ป้องกันตัว

อ้าว คุณอย่านึกว่าเป็นไปไม่ได้นะ
รบ. นี้ มีไรที่ทำไม่ได้บ้าง
 
ความคิดเห็นที่ 1 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ป.1 ได้แทปเล็ต งั้นป.4ขอไอโฟน
วัตถุนำหน้า
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014