6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์

โดย MGR Online   
6 ตุลาคม 2549 18:13 น.
6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
        หลังตั้งตระหง่านอวดความงามและดำรงตนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์คู่กับพระนครมาเป็นเวลานาน ถึงวันนี้ (6 ต.ค.2549) “เสาชิงช้า” ก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ประชาชนและข้าราชการจนวนมากที่มาร่วมในงานต่างเก็บเครื่องประกอบพิธีเพื่อนำไปเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต 
       

       ทั้งนี้ หลังจากกรมศิลปากร มีหนังสือเมื่อวันที่ 11 ก.ย.อนุญาตให้รื้อถอนเสาชิงช้าเก่าได้แล้ว ทางคณะกรรมการอำนวยการบูรณะเสาชิงช้าได้ประชุมหารือมอบหมายให้พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์ ได้กำหนดฤกษ์เพื่อทำการถอนเสาชิงช้าเดิมออกในวันศุกร์ที่ 6 ต.ค.2549 ขึ้น 14 คำ เดือน 11 โดย กทม.ได้กำหนดรายละเอียดในพิธีบวงสรวงตามแบบศาสนาพุทธ และพราหมณ์ ดังนี้
       
       เวลา 11.00 น. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จุดธูปบูชาพระรัตนตรัย รับศีลจากพระสงฆ์ หลังจากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พร้อมบทสวดถวายพร และถวายภัตตาหารเพล ที่พระวิหารวัดสุทัศน์
       
       เวลา 12.30 น.พระสงฆ์ คณะพราหมณ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และแขกผู้มีเกียรติ พร้อมที่ปะรำพิธี บริเวณลานคนเมือง โดยพิธีการจะเริ่มโดย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จุดธูปเทียนที่โต๊ะบวงสรวง หลังจากนั้น พระราชครูวามเทพมุนี ประกอบพิธีบูชาฤกษ์ บูชาครูอาจารย์ ขออนุญาต ถอดกระจังเสาชิงช้า พร้อมเจิมเครื่องมือช่าง
       
       เวลา 12.50 น. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว ประธานสงฆ์จะให้ศีล เมื่อ รับศีล แล้วพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่คณะช่างผู้ทำการถอดหมุดกระจังถอดเสาชิงช้า
       
       เวลา 13.29 น. ซึ่งถือว่าเป็น “มหัทธโนแห่งฤกษ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะกรรมการบูรณะเสาชิงช้าทำพิธีถือสายสูตร ซึ่งเชื่อมโยงมาจากยอดกระจังเสาชิงช้า หลังจากนั้น คณะช่างจะทำการถอนหมุดเสาชิงช้า และนำกระจังที่ถอดมาวางบนนั่งร้านที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งในระหว่างนี้แขกผู้มาร่วมพิธีร่วมจิตอนุโมทนาการถอดเปลี่ยนเสาชิงช้า พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พร้อมกับที่เจ้าหน้าที่ประโคมสังข์ ฆ้อง บัณเฑาะว์ ผู้ว่าราชการจังหวัดถวายเครื่องไทยธรรม แล้วกรวดน้ำอุทิศการกุศลถวายเทพเทวา ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถวายครูอาจารย์ เป็นอันเสร็จพิธี
       
       ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประกอบพิธีบวงสรวงเปลี่ยนเสาชิงช้านั้น ทางกรุงเทพมหาครได้นิมนต์พระสงฆ์ 16 รูป จากวัดแห่งมหามงคลนามของกรุงเทพฯ 16 วัด หรือที่เรียกว่า “โสฬส คือ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน”  เข้าร่วม ประกอบด้วย วัดชนะสงคราม, วัดสุวรรณาราม (วัดทอง), วัดสุทัศเทพวราราม, วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์), วัดดุสิดาราม, วัดจันทาราม, วัดอินทาราม, วัดรัชฎาธิษฐาน , วัดจักรวรรดิราชาวาส, วัดเศวตฉัตร, วัดอินทรวิหาร, วัดเทพธิดาราม, วัดนิมมานรดี, วัดดาวดึงษาราม, วัดพรหมวงศาสราม และวัดภาณุรังสี
       
       โดยเมื่อเสร็จสิ้นพิธี ประชาชนและข้าราชการจำนวนมากที่มาร่วมต่างเก็บเครื่องประกอบพิธีเพื่อนำไปบูชาเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทั้งผลไม้ ดอกไม้ ที่ใช้ในการทำพิธี ต้นกล้วย รวมถึงสายสิญจน์
       
       นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังว่า พิธีดังกล่าวเป็นขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า โดยจะนำเสาชิงช้าหลังเดิมออกเก็บเป็นโบราณวัตถุรักษาไว้ที่โบสถ์พราหมณ์หรือพิพิธภัณฑ์ โดยแยกเป็น 3ส่วน เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป ในขณะเดียวกัน ก็จะนำผ้าใบมาคลุมในบริเวณดังกล่าวเพื่อไม่ให้ประชาชนสะเทือนใจ ส่วนหูกระจังหูช้างหลังเก่า จะนำไปเป็นแม่แบบแกะสลักชิ้นใหม่ ที่ อู่บก องค์การอุสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) จ.อยุธยา ที่ขณะนี้ได้ดำเนินการทำไม้เสาหลัก 2 ต้น และแกะตะเกียบทั้ง 4 ต้น เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ระหว่างการอาบน้ำยา เพื่อรักษาความคงทนของเนื้อไม้ ก่อนที่จะลงสีและรอการแกะสลักกระจังหูช้าง และคาดว่าจะนำมาประกอบเสาชิงช้าหลังใหม่ที่กรุงเทพฯในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะใช้ฐานรากตามแบบเดิม ซึ่งจะมีเสาเข็มที่แข็งแรงตามความเห็นของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และกรมศิลปากร จากนั้นจะประกอบติดตั้งเสาชิงช้า ปูกระเบื้อง และเก็บรายละเอียดและติดตั้งระบบสายล่อฟ้า รวมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ให้แล้วเสร็จก่อนปลายเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งตรงกับพิธีตรียัมปวายของพราหมณ์ ทั้งนี้หากเสร็จเรียบร้อยตนจะกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทราบต่อไป
       
       ด้านพระราชครูวามเทพมุนี กล่าวว่า การทำพิธีถอดหมุดถือเป็นอาณัติสัญญาณในการเริ่มต้นทำการถอดเปลี่ยนเสาชิงช้าหลังเดิม ซึ่งหลังจากนี้สามารถดำเนินการถอดได้เลย และเมื่อเจ้าหน้าที่ทำฐานรากแข็งแรง จากนั้นจึงจะหาฤกษ์เพื่อประกอบพิธียกเสาชิงช้าหลังใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้จะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากระหว่างวันที่ 25 ธ.ค.-3 ม.ค. เป็นฤกษ์ในการจัดพิธีตรียัมปวาย ตามคติพราหมณ์
       
       อนึ่ง ก่อนหน้านี้ กรมศิลปากรเข้าทำการบูรณะซ่อมแซมเสาชิงช้าครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2515 รวมระยะเวลากว่า 30 ปี ซึ่งสาเหตุที่จำต้องเปลี่ยนเสาชิงช้าในครั้งนี้ เนื่องจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีความเสียหายบริเวณข้อต่อของเสาทั้ง 3 จุด โดยสาเหตุมาจากการสะสมความชื้น ทำให้เกิดการผุกร่อนของเนื้อไม้ด้านนอกเสา ส่วนแกนกลางของเสาซึ่งเป็นคอนกรีตนั้นไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
       สำหรับต้นสักทองที่นำมาใช้ในการทำเสาชิงช้าอันใหม่นี้ มีทั้งหมด 6 ต้นด้วยกัน โดยต้นหลักที่ 1 อยู่ที่บริเวณหน่วยประสานงานป้องกันและรักษาป่า(นปป.) จังหวัดแพร่ หมู่ที่ 2 ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย มีขนาดเส้นรอบวงบริเวณโคนต้น 360 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 114 เซนติเมตร ความสูงจากโคนถึงยอดไม้มากกว่า 40 เมตร อยู่ในพื้นที่ราชพัสดุในการดูแลของธนารักษ์พื้นที่แพร่
       
       ต้นหลักที่ 2 พบที่บริเวณไหล่ทางหลวงหมายเลข 101 หลักกิโลเมตรที่ 104+066 หน้าบ้านเลขที่ 26/1 หมู่ที่ 2 9.ไทรย้อย อ.เด่นชัย มีเส้นรอบวงโคนต้น352 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 112 ซม. ความสูงจากโคนถึงยอดมากกว่า 30 เมตร ซึ่งอยู่ในเขตควบคุมรับผิดชอบของแขวงการทางแพร่
       
       ส่วนต้นสักต้นที่ 3-6 ซึ่งจะนำไปทำเป็น “ไม้ตะเกียบพยุง” ไม่ให้เสาชิงช้าเกิดความสั่นสะเทือน อยู่บริเวณสวนป่าห้วยไร่ปลูกเมื่อปี 2488 อายุ 61 ปี มีเส้นรอบวงโคนต้น 230 เซนติเมตร สูง 20 เมตร ทั้งหมด โดยอยู่ในเขตควบคุมรับผิดชอบของกระทรวงทรัพย์
       
       ทั้งนี้ ใช้งบประมาณในการซ่อมแซมรวมทั้งการจัดหาไม้เพื่อทำเสาชิงช้าใหม่นั้นอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท
       
       สำหรับประวัติการสร้างเสาชิงช้านั้น ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นราชธานีของไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดฯ ให้สร้างเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2327 เนื่องมาจากมีพราหมณ์นาฬิวันชาวเมืองสุโขทัยผู้หนึ่ง นามว่า “พระครูสิทธิชัย(กระต่าย)” ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า ในการประกอบพิธีตรียัมปวายอันเป็นประเพณีของพราหมณ์ที่มีมาแต่โบราณนั้น จำเป็นต้องมี “การโล้ชิงช้า” รวมทั้งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นศูนย์กลางของพระนคร ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2492
       
       พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์เทวสถานโบสถ์พราหมณ์บอกว่า ตามโบราณราชประเพณีนั้น เมื่อจะมีการเปลี่ยนเสาชิงช้าจะต้องตั้งเครื่องบูชาถวายเครื่องสักการะเทพ เทวา เพื่อขอพรขอให้เสาชิงช้าเป็นเสามงคลที่จะใช้ประกอบพิธีพระราชพิธีตรียัมปวายได้ ซึ่งต่างจากตอนซ่อมที่ช่างเพียงแต่อธิษฐาน ขอขมาและขอพรไปในตัวจากเหล่าเทพ เทวาที่คุ้มรักษา โดยไม่ต้องใช้พิธีกรรมทางพราหมณ์
       
       ทั้งนี้ เมื่อจัดทำเสาชิงช้าใหม่เสร็จเรียบร้อย ก็ต้องจัดให้มีพิธีการสมโภชน์เสาชิงช้าใหม่ด้วยโดยการตั้งเครื่องสักการะบูชาเช่นเดียวกับตอนที่จะมีการเปลี่ยนเสาออกแล้วเอาใหม่เข้าไปใส่แทนที่ ซึ่งเครื่องสักการะทางพราหมณ์จะใช้ผลไม้ ขนมหวาน จะไม่มีการใช้อาหารคาวแต่อย่างใด
       
       “การที่เสาชิงช้ามีสีแดงก็เพราะทางพราหมณ์ยึดถือตามสีของพระอาทิตย์ในยามที่ทอแสงตอนรุ่งอรุณหรือสีหม้อใหม่ที่กำลังสุกแดงซึ่งเป็นสีที่มีมงคลสว่าง เจริญรุ่งเรืองเป็นสีซึ่งเป็นธรรมชาติ เมื่อก่อนจะใช้สีชาดทาแต่ปัจจุบันก็ใช้สีทาบ้านทั่วไป” พระราชครูวามเทพมุนี อธิบาย
       
       พระราชครูวามเทพมุนี อธิบายด้วยว่า เสาชิงช้าเป็นคติทางศาสนาพราหมณ์เพราะโบราณที่จะมีการสร้างพระนครก็จะมีพระราชพิธีตรียัมปวายเพื่อให้เกิดสิริมงคลซึ่งพิธีโล้ชิงช้าเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย
       
       ส่วนพิธีโล้ชิงช้าก็คือ การจัดให้มีการแสดงตำนานถึงการสร้างโลกกำหนดว่าในตำนานมีพระพรหมเป็นผู้สร้าง จากนั้นก็ขอให้พระอิศวรมาทดสอบว่าโลกที่สร้างมีความแข็งแรงหรือไม่ ซึ่งพระอิศวรก็กำหนดว่าถ้าจะแข็งแรงให้พญานาคขนดตัวระหว่างภูเขาใหญ่ 2 ลูกบนโลกนี้ และก็ให้พญานครดึงยื้อยุดดูว่ามีความสั่นสะเทือนแค่ไหนซึ่งหากสั่นสะเทือนมากถือว่าไม่มีความแข็งแรง พร้อมทั้งกำหนดด้วยว่าจะยืนยกขา 1 ข้างถ้าสั่นสะเทือนจนล้มและต้องเอาขาอีกข้างมาช่วยยืนหมายความว่าไม่แข็งแรง แต่ในการทดสอบพระอิศวรก็สามารถยืนอยู่ขาเดียวจนการทดสอบเสร็จสิ้นลงท่านก็ไม่ล้มแสดงว่าโลกที่สร้างขึ้นนี้มีความแข็งแรง
       
       ทั้งนี้ กำหนดให้เสาทั้ง 2 เสาเป็นภูเขา ผู้ที่ขึ้นไปโล้สมมติให้เป็นพญานาคซึ่งคนโล้จะใส่หมวกรูปพญานาคด้วย จากนั้นไกวชิงช้าทดสอบว่าแข็งแรงหรือไม่ โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย รัชกาลที่1 ซึ่งครั้งนั้นทำเพื่อดูว่าเมืองที่สร้างขึ้นมีความแข็งแรงและมีความรุ่งเรืองเหมือนดังโลกที่พระพรหมทรงสร้างขึ้น และกำหนดว่าเสาชิงช้าต้องอยู่ใจกลางพระนครโดยวัดจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงกำแพงเมืองบริเวณป้อมพระสุเมรุซึ่งที่ได้ก็คือบริเวณหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ แต่ปัจจุบันได้เลื่อนเสาชิงช้าไปทางวัดสุทัศน์เพราะปัจจัยทางสถาปัตยกรรม

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

6 ต.ค.49 ฉากสุดท้าย  “เสาชิงช้าคู่เก่า” แห่งรัตนโกสินทร์
       

จำนวนคนโหวต 54 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 49 คน
91 %
ไม่เห็นด้วย 5 คน
9 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017