“ปิล๊อกคี่” ผืนแผ่นดินนี้จะอยู่คู่ลูกหลาน

โดย MGR Online   
2 สิงหาคม 2550 15:53 น.
“ปิล๊อกคี่” ผืนแผ่นดินนี้จะอยู่คู่ลูกหลาน
        เรื่องโดย ธารา ณ วาริน
       
       บ้านปิล๊อกคี่ เป็นหมู่บ้านที่แยกตัวออกมาจากบ้านไร่ป้า และได้รับการประกาศให้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 ปัจจุบันปิล๊อกคี่ แยกออกเป็น 3 หย่อมบ้าน คือ บ้านทรัพย์ไพวัลย์ บ้านเนินสวรรค์ และบ้านป่าไร่ ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านที่มีภูเขาสลับซับซ้อนจึงเป็นที่อยู่ของชนกลุ่มน้อยชาวกระเหรี่ยงที่ทางราชการให้สัญชาติไทย และที่ยังไม่ได้สัญชาติอีกจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงชาวมอญ ชาวลาวและชาวพม่า ได้อาศัยผืนป่าและลำห้วยเป็นแหล่งทำมาหากิน
       

       นายสุชาติ นิลเมือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปิล๊อก กล่าวว่า การทำมาหากินของชาวบ้านอยู่กันอย่างเรียบง่ายมาช้านาน หาปูปลากินตามลำห้วย ตามลำคลอง โดยมีผืนป่าเป็นที่อยู่อาศัย แต่เมื่อปี พ.ศ.2522 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปพร้อมๆ กับการสำรวจความเสียหายของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในการสร้างเขื่อนในครั้งนั้น ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินในเขตแนวการสร้างเขื่อนน้ำท่วมถึง เพื่อจ่ายค่าชดเชยและจัดหาที่ดินผืนใหม่ให้ชาวบ้านได้อาศัยและเป็นแหล่งทำมาหากิน แต่การจัดสรรที่ดินในเวลานั้นเจ้าหน้าที่จัดสรรให้แต่กระเหรี่ยงไทย แต่กระเหรี่ยงที่ไม่ได้รับสัญชาติและชนกลุ่มน้อยที่เป็นมอญ ลาว กลับไม่ได้รับการเหลียวแล จึงทำให้เกิดกระแสของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

“ปิล๊อกคี่” ผืนแผ่นดินนี้จะอยู่คู่ลูกหลาน
        จนปี 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้สร้างเขื่อนเสร็จ โดยใช้ชื่อว่า “เขื่อนเขาแหลม” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เขื่อนวชิราลงกรณ์” และได้ทำการปิดเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ชาวกระเหรี่ยง ชาวลาว และชาวมอญ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต้องถูกน้ำท่วมจากการกักเก็บน้ำ จึงอพยพหนีน้ำขึ้นไปอยู่ที่สูง ตามแนวเทือกเขาตระนาวศรี แต่การโยกย้ายที่อยู่อาศัย ระหว่างชาวกระเหรี่ยงไทยกับคนกลุ่มน้อยที่ไม่มีสัญชาติก็ยังมีการไปมาหาสู่กันตามปรกติ เพราะลูกหลานของเขาได้แต่งงานมีครอบครัวจึงอยู่กันอย่างญาติมิตร
       
       จากการที่ทางราชการไม่ได้จัดสรรที่ดินให้ทำกินและไม่ได้ควบคุมอย่างจริงจัง ทำให้คนกลุ่มน้อยอพยพลงมาอาศัยอยู่กับกระเหรี่ยงไทยกันเป็นจำนวนมากจนเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ซึ่งการปล่อยให้ชุมชนอยู่กันอย่างอิสระ และไม่มีการควบคุม จัดสรรที่ดินทำกินให้นี้เองทำให้เกิดปัญหาการบุกรุกป่ากันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งพื้นที่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจัดสรรให้ชาวบ้านทำกินอยู่นั้นเป็นที่ดินลูกรัง สภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่สามารถเพาะปลูกได้

“ปิล๊อกคี่” ผืนแผ่นดินนี้จะอยู่คู่ลูกหลาน
        อย่างไรก็ตามที่ดินที่ทางราชการได้จัดสรรให้ชาวบ้าน ต่อมาได้ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าสงวนจากกรมป่าไม้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เป็นที่ดินจากหน่วยงานรัฐจัดสรรให้ด้วยซ้ำ และมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา การพิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินจนครบขั้นตอนหมดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ แถมยังส่งเรื่องเสนอต่อเบื้องบน จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ชาวบ้านต้องเดินขบวนเรียกร้องสิทธิหลายต่อหลายครั้ง แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้า
       
       การลงทะเบียนของคนจนปัญหาที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี พบว่า เป็นประเด็นปัญหาที่มีผู้มาลงทะเบียนแสดงความเดือดร้อนมากที่สุดแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มปัญหา คือ 1.ปัญหาคนไร้ที่ดินทำกิน 2.ปัญหาคนไม่มีที่ดินอยู่อาศัย 3.ปัญหาที่ดินไม่เพียงพอ 4.ปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ 5.ปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทั้ง 5 ปัญหาเป็นเรื่องที่รัฐยังแก้ไม่ตก
       
       อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐ์กิจพอเพียง (ศจพ.)จังหวัดกาญจนบุรี ได้จัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในชนบท จนสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านให้มีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมายไปบางส่วนแล้ว โดยการจัดและกันเส้นทางเพื่อทำถนนเข้าออกได้อย่างสะดวก และกันเขตที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยออกจากป่าสงวน จัดระเบียบการใช้ที่ดินโดยให้ชุมชนอยู่กับป่าได้อย่างผสมผสานและยั่งยืน

“ปิล๊อกคี่” ผืนแผ่นดินนี้จะอยู่คู่ลูกหลาน
        นายสุเชาว์ เกิดลาภ คณะกรรมการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน หย่อมบ้านเนินสวรรค์ กล่าวว่า ที่ดินผืนนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของตนเอง ไม่นึกว่าจะมีปัญหาและเดือดร้อนมากถึงขนาดนี้ เพราะทำกินมาหากินตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ทวด มีบ้านเลขที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนเป็นลูกหลานเห็นว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยวไม่คุ้มกับแรงกายจึงลงมือปลูกมะม่วง ขนุน กาแฟ ฯลฯ แต่ทางการเข้ามาจับโดยให้เหตุผลว่า พื้นดินทำกินตรงนี้เป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวน การที่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นหรือข้อทักท้วงของชาวบ้านในพื้นที่ จึงทำให้รัฐและชาวบ้านไม่สามารถตกลงกันได้ การหวงห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าทำกิน ชาวบ้านจึงเริ่มท้อ ไม่เป็นอันทำมาหากิน
       
       กว่า 600 ครัวเรือนชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน รัฐสมควรให้ชาวบ้านทำกินในผืนที่ดินที่เคยทำกินต่อไป และให้เจ้าหน้าที่มารังวัดที่ดินให้ชัดเจน เพราะหากมีการจัดสรรที่ดินทำกินใหม่ก็มีแต่จะเปิดหน้าดิน ตัดต้นไม้ออกไปอีก จะเป็นการทำลายธรรมชาติอย่างไม่สิ้นสุด เคยไปคุยกับเจ้าหน้าที่หลายครั้งเพื่อให้เข้ามาพิสูจน์สิทธิ์และทำการรังวัด แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมด้วย โดยอ้างแต่เพียงว่าต้องได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา
       
       อย่างไรก็ตาม กว่า 20 ปีที่ผ่านมาที่ดินผืนนี้ ชาวบ้านต้องเสียภาษีดอกหญ้าเรื่อยมา แต่ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ทำกิน จึงไม่รู้จะเสียไปทำไม ชาวบ้านจึงมาประชุมหาทางออกร่วมกันโดยการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาที่ดิน ออกสำรวจ พิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินและรังวัด จัดทำแผนที่ทำมือให้ชัดเจนร่วมกันทั้งหมู่บ้าน จากนั้นจึงติดต่อไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลปิล๊อก ให้เข้ามาเป็นตัวเชื่อมประสาน ระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐ ทาง อบต. จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เพื่อขอผ่อนปรนและให้ชาวบ้านได้เข้ามาทำกิน แม้จะยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน วันนี้เรื่องการไล่จับกุมไม่มีแล้ว เพราะต่างฝ่ายได้คุยกันปัญหาจึงเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี

“ปิล๊อกคี่” ผืนแผ่นดินนี้จะอยู่คู่ลูกหลาน
        ด้านนายเสา วีระแก้ว ชาวบ้านหมู่ที่ 4 หย่อมบ้านทรัพย์ไพวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านขอแค่ความชัดเจนของแนวเขต หากมีการมารังวัด สำรวจข้อมูล พิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดิน อย่างเป็นธรรม เชื่อว่าปัญหาทุกเรื่องก็จะจบลง ส่วนที่ดินที่ทางเจ้าหน้าที่ยึดไว้ ชาวบ้านอยากขอไว้เป็นพื้นที่ส่วนกลางและปลูกป่าไม้เสริม เพื่อทำเป็นป่าชุมชน ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้รับการเห็นด้วยจากเจ้าหน้าที่ จนทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจมากขึ้น ทั้งนี้ชาวบ้านจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อเป็นหูเป็นตาแทนเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเฝ้าระวังการป้องกันไฟป่า ป้องกันการบุกรุกให้ชัดเจน ซึ่งการสร้างกฎกติการ่วมกันระหว่างชาวบ้านกับรัฐจึงเป็นทางออกที่เหมาะสม
       
       ทุกวันนี้ชาวบ้านรู้สึกโล่งใจมากขึ้น เพราะเขามีที่ดินซึ่งเป็นฐานทุนที่สำคัญ และเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต

จำนวนคนโหวต 5 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 5 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017