อย่าเอาอคติมาทำให้เราเสียโอกาสเรียนรู้จัก “จีน” ยุคดิจิทัล / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน   
19 เมษายน 2560 10:16 น. (แก้ไขล่าสุด 20 เมษายน 2560 07:40 น.)
อย่าเอาอคติมาทำให้เราเสียโอกาสเรียนรู้จัก “จีน” ยุคดิจิทัล / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
        หลังจากที่ “เฉินเทียนอี้” หรือ “สรวง สิทธิสมาน” วัย 19 ปี ลูกชายคนโตได้เดินทางไปใช้ชีวิตนักศึกษาที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ด้วยระยะเวลายังไม่ถึงหนึ่งปี แต่ต้องทำหน้าที่เป็นไกด์จำเป็นก็หลายครั้ง เพื่อต้อนรับเพื่อนของพ่อแม่ เพื่อนของตัวเอง ซึ่งก็สนุกสนาน และเริ่มคล่องในการใช้ชีวิต ทั้งยังได้สัมผัสชีวิตและความคิดของผู้คนหลากหลายชาติ รวมถึงเพื่อนคนไทยคนล่าสุดที่ทำให้เขาเกิดไอเดียและมีประเด็นเขียนบทความชิ้นนี้ค่ะ
       
       ประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ไกด์จำเป็นอีกครั้ง
       
       อันเนื่องมาจากเพื่อนเก่าของผมคนหนึ่งที่รู้จักกันมาเป็นเวลานานพอสมควรได้เดินทางมาเยี่ยมผมที่มหานครเซี่ยงไฮ้ การได้ทำหน้าที่ต้อนรับแขกและเป็นไกด์จำเป็นนำเที่ยวในเมืองใหญ่ที่ตัวผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร ออกจะยินดีเสียด้วยซ้ำที่ได้มีโอกาสใช้ภาษาที่ร่ำเรียนมาในชีวิตจริง และยังได้ทำให้เพื่อนได้รู้จักประเทศจีนในมุมที่ผมรู้จักและผูกพัน
       
       ก่อนหน้านี้ เพื่อนพูดว่า เขาไม่เคยคิดอยากจะมาประเทศจีนเลย หากเขามีโอกาสจะเดินทางไปต่างประเทศ ประเทศจีนจะไม่อยู่ในตัวเลือกเลยด้วยซ้ำ แต่ที่มาในครั้งนี้เพราะว่าต้องการที่จะมาเยี่ยมผมเท่านั้น
       
       ก็ไม่แปลกอะไรนัก เพราะก่อนหน้าที่ผมจะมาเรียนที่ประเทศจีน หลายคนหลายสถานะได้ถามผมหรือพ่อแม่ผมทำนองว่าประเทศจีนมีอะไรดีหรือ ทำไมไม่ไปเรียนที่ประเทศฝั่งตะวันตกเล่า
       
       พอได้ยินแบบนี้มากๆ เข้า ผมเลยสงสัยว่าทำไมถึงคิดกันอย่างนี้ และคนไทยส่วนใหญ่คิดแบบนี้หรือปล่า ?
       
       หลังจากนั้นไม่นาน ผมจึงลองถามสาเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบประเทศจีน โดยถามเพื่อนในกลุ่มไปว่า เมื่อพูดถึงประเทศจีน จะมีข้อคิดเห็นอย่างไร ให้บอกทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งคำตอบของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แต่จะมีคำตอบที่เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่ง
       
       คือเรื่องมารยาทของคนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแซงคิว การส่งเสียงดังไม่เกรงใจผู้อื่น แถมยังเดินชนแล้วไม่ขอโทษ
       
       การที่คนไทยส่วนใหญ่คิดแบบนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ของคนจีนมักจะพบเห็นได้ตามร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศไทย ที่มักจะมีทัวร์จีนมาลงเสมอตลอดปี มีข่าวเชิงลบปรากฏอยู่ตลอด โดยเฉพาะในโซเชี่ยลมีเดีย
       
       นอกจากเรื่องมารยาทแล้ว ก็ยังมีเรื่องของแฟชั่นที่คนไทยส่วนหนึ่งมองว่าล้าหลัง แต่งตัวไม่เป็น หรือภาษาคนรุ่นพ่อผมก็คือเชย การค้าขายสินค้าของปลอม หรือของถูกแต่ค่อนข้างไร้คุณภาพ
       
       ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นเรื่องจริง จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่คนไทยจำนวนหนึ่งจะมองคนจีนและประเทศจีนด้วยมุมมองที่เป็นอคติเช่นนี้
       
       แต่ที่แปลกมากๆ คือ ทำไมคนไทยถึงมองสิ่งที่เห็นแต่เพียงภายนอกและเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้นทำไมไม่มองให้ทะลุเข้าไปถึงข้างในของประเทศจีน
       
       มองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในสมัยสงครามฝิ่นนั้น ประเทศจีนได้ถูกกดขี่จากชาติตะวันตกมาตลอดจนถึงในสมัยสงครมโลกครั้งที่ 2 ช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 20 นั้นก็ยังถูกรุกรานโดยประเทศญี่ปุ่น
       
       หลังจากภัยสงครามจากภายนอกประเทศที่ลุกลามประเทศจีน จนต้องมีคนล้มตายไปมากมายจากความหิวโหย ในสมัยสงครามฝิ่นนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนระบบการปกครอง ทั้งจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และจากประชาธิปไตยมาเป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์
       
       ในช่วงเวลาร่วมร้อยปีนั้น นับได้ว่าเป็นช่วงตกต่ำที่สุดของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ จนมีคำกล่าวว่าประเทศจีนเป็นคนป่วยแห่งเอเซีย แต่จากศตวรรษที่ 20 จนถึงวันนี้ก็เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว โลกเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ประเทศจีนยิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากมายยิ่งกว่า
       
       จากยุคที่ประเทศจีนต้องเผชิญกับความยากจน และความยากลำบากที่สุดเท่าที่เคยมีมา วันนี้ประเทศจีนได้ก้าวสู่ความเป็นประเทศมหาอำนาจแถวหน้าของโลก และยังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจดีที่สุดติดอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ ที่ประเทศที่เคยได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยถูกประเทศมหาอำนาจ ทั้งตะวันตก และตะวันออก รุมทึ้งย่ำยีใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถลุกขึ้นมายืนอย่างเข้มแข็ง แต่ก็เป็นความจริงแล้ว
       
       เราคนไทยและประเทศไทยควรจะต้องทำความรู้จักประเทศจีนในมุมนี้บ้างจะดีไหม?
       
       ผมเองแม้จะมีโอกาสมาศึกษาอยู่ที่ประเทศจีนไม่ถึงปีดี แต่ก็เป็นเวลานานพอที่จะรู้ว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด ผมได้เห็นสิ่งที่ประเทศจีนทำได้ แต่ประเทศอื่นยังทำไม่ได้
       
       จนบางครั้งก็รู้สึกเหมือนกับอยู่ในโลกอนาคตเลยก็ว่าได้ ทั้งด้านเทคโนโลยี การศึกษา การคมนาคมขนส่ง และที่โดดเด่นที่สุดนั้นคือ ธุรกิจ E-Commerce ที่ก้าวล้ำเกินประเทศทั่วโลกไปมาก ภายใต้กลุ่มบริษัทอาลีบาบาและกลุ่มอื่นๆ
       
       จากศตวรรษที่ตกต่ำที่สุด จนตอนนี้ ประเทศจีนได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เป็นประเทศที่ทั้งโลกต่างจับตามองเสียแล้ว แล้วใครจะจินตนาการได้ล่ะครับว่า อีกสัก 10 - 20 ปีนี้ ที่จะเป็นยุคของเจนเนอเรชั่นอย่างผม ประเทศจีนจะพัฒนาไปขนาดไหน และอีก 100 ปีข้างหน้าที่จะเป็นยุคของรุ่นลูกหลานแล้ว ประเทศจีนจะพัฒนาไปขนาดไหน
       
       อย่าได้ตัดสินประเทศจีนเพียงเพราะภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวจีนเฉพาะที่เราเห็นเป็นข่าว
       
       พูดตามจริงนะ ตอนผมมีโอกาสเดินทางไปประเทศตะวันตก เห็นกรุ๊ปทัวร์คนไทยบางกรุ๊ปเวลาอยู่กันเองก็เสียงดังเอะอะบ้างเหมือนกัน ผมเองเมื่อหลายปีก่อนเพื่อนนัดที่สยามครั้งแรก ผมก็ไม่รู้ว่าสยามไหน สยามสแควร์ สยามเซนเตอร์ หรือสยามพารากอน เพื่อนบอกว่าเจอกันที่น้ำพุ ผมก็ไม่รู้เพราะไม่เคยไป
       
       คนเรามีโอกาสเชยหรือไม่มีมารยาทได้ทุกคนแหละ เพราะไม่รู้ ไม่เคย ลองคิดดูกว่าคนจีนจะลุกขึ้นมาจากความยากจน จนมีเงินเหลือพอมาเที่ยวต่างประเทศ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง
       
       ผมชอบวิธีคิดของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ แห่งวัดร่องขุน ที่บอกว่า แทนที่เราจะมัวแต่ตำหนิ ทำไมเราไม่ให้ความรู้ บอกเขาในทุกทางที่เขาควรจะรู้ว่านักท่องเที่ยวควรวางตัวอย่างไร
       
       อย่าเอาความอคตินี้มาทำให้เราต้องเสียโอกาสกับสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้วิถีของประเทศจีนใหม่
       
       ยิ่งวันนี้หันไปทางไหนก็เห็นพูดกันแต่เรื่อง Thailand 4.0 แม้ผมไม่รู้ลึกซึ้งทั้งหมดว่าหมายถึงอะไรบ้าง แต่เชื่อว่า เราสามารถศึกษาจากแนวทางของประเทศจีนได้ หากเพียงแค่เราลองเปิดใจ มุมมองที่เราได้อาจแตกต่างออกไป
       
       ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะผมต้องการโฆษณาชวนเชื่อให้คนหันมาสนใจประเทศจีน เพียงแต่อยากให้คนไทยที่ยังคงอคติกับประเทศจีนโดยติดอยู่กับเปลือกข้างนอกบางมุมอยู่นั้น ลองหันมาเปิดใจปรับมุมมองใหม่บ้าง ปรับมุมมองให้ทะลุเข้ามาข้างในของประเทศจีนที่ยืนหยัดจากคนป่วยขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแถวหน้าของโลก เชื่อว่าจะมีประโยชน์อย่างมากในอนาคตแน่นอน
       
       ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผมทำหน้าที่เป็นไกด์ให้เพื่อน ไม่แน่ใจว่าทำได้ดีแค่ไหน เพราะสถานที่ที่ไปเพียงแค่บางส่วนของเซี่ยงไฮ้และอีกบางเมือง แต่อย่างน้อยก็ดีใจที่เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสจะมาเยี่ยมอีก เพราะการมาเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ ไม่เหมือนภาพประเทศจีนที่เขาคิดไว้ตั้งแต่แรก !!

อย่าเอาอคติมาทำให้เราเสียโอกาสเรียนรู้จัก “จีน” ยุคดิจิทัล / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       

อย่าเอาอคติมาทำให้เราเสียโอกาสเรียนรู้จัก “จีน” ยุคดิจิทัล / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       

จำนวนคนโหวต 11 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 9 คน
82 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
18 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017