“ความสุข” ที่ผมค้นพบบนอมก๋อย! / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน   
9 สิงหาคม 2560 09:52 น. (แก้ไขล่าสุด 9 สิงหาคม 2560 13:22 น.)
“ความสุข” ที่ผมค้นพบบนอมก๋อย! / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
        ฉบับนี้ยังขออนุญาตเป็นงานเขียนของลูกชายนะคะ เนื่องจากภารกิจที่ดิฉันและลูกชายสองคนตกลงร่วมกัน หลังจากไปร่วมทริปกับมูลนิธิ พอ.สว. อยากให้เขาถ่ายทอดเรื่องราว ผ่านวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับโอกาสและประสบการณ์ที่ดีในการทำกิจกรรมจิตอาสา และนี่คือบทความของ “สิน สิทธิสมาน” ลูกชายคนเล็กวัย 17 ปี ค่ะ
       
       ……………………………………………..
       
       “พี่ครับโทรศัพท์พี่แตก ไม่ซื้อใหม่เหรอครับ” หนุ่มน้อยเด็กดอยนามว่า”เหม่ย์ดี” บนอมก๋อยถามผมขณะที่กำลังเดินเท้าจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง
       
       ผมตอบไปว่า “เดี๋ยวลงจากดอยครั้งนี้ พี่ก็จะไปซื้อแล้วล่ะ”
       
       เจ้าเด็กคนนั้นก็ถามผมอีกว่า “โทรศัพท์เครื่องนี้ราคาเท่าไหร่ครับ”
       
       ผมตอบไปว่า “ไอโฟนประมาณ 30,000 บาท”
       
       เด็กคนนั้นมองหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า ”ไม่เชื่อหรอก” และก็บอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่โทรศัพท์เครื่องแค่นี้จะแพงกว่าเครื่องสีข้าวของผม”
       
       แล้วเค้าก็เดินจากไป…….
       
       บทสนทนาเพียงไม่กี่นาที แต่มันกระตุกความคิดของผมอย่างมาก !
       
       เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปอาสาสมัครกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เดินเท้า พอ.สว. ครั้งที่ 15 ณ ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแม่กับพี่ชายผมเป็นคนเอ่ยปากชวนผมไปร่วมด้วย
       
       แม่ผมเคยไปร่วมทริปมา 2 ครั้งแล้ว ส่วนพี่ชายครั้งหนึ่ง ทั้งสองบอกกับผมว่าต้องไปให้ได้ด้วยเหตุผลร้อยแปด เพื่อให้ผมไป ทั้งที่ส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่เห็นว่าเป็นช่วงปิดเทอม เลยอยากไปเปิดหูเปิดตากับที่ใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่กลายเป็นว่าการไปครั้งนี้ ผมกลับได้อะไรมากมายเหลือเกิน
       
       การร่วมเดินทางกับอาสาสมัคร พอ.สว. ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผม ได้มีโอกาสเดินเท้าร่วมกับทีมแพทย์อาสาที่ไปช่วยเหลือผู้คนทั้งหมด 10 หมู่บ้าน โดยการเดินทางจะแบ่งออกเป็น 2 ทีม ผมอยู่ทีมที่ 1 การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากตลอด 5 วัน ทั้งทางรถและทางเท้า เพราะที่นั่นมีแต่ภูเขาสูงเต็มไปหมด ทุกวันก็กินอาหารง่ายๆ อยู่ง่ายๆ นอนกางมุ้ง เรียกว่า ทุกวันที่เป็นไปก็ค่อนข้างเหนื่อย ไหนจะมีอุปสรรคเรื่องเส้นทาง แล้วยังมีสัตว์ที่น่ารำคาญอย่างทากเต็มไปหมด
       
       ผมไม่ได้เป็นแพทย์ แต่แม่ พี่ชาย และผม ร่วมกันคิดกิจกรรมว่าจะไปทำประโยชน์อะไรที่นั่นได้บ้าง ผมหัดบิดลูกโป่ง และหัดตัดผมจากพี่ชาย และตั้งใจว่าจะไปสอนเด็กบนดอยเตะบอลที่นั่น พอถึงวันจริงก็ปรับตัวไปตามสภาพ มีพี่หมอฟันที่บอกให้ผมลองช่วยทาฟลูออไรด์ให้เด็กน้อย และสอนว่าต้องทำอย่างไร ผมก็ยินดีและสามารถทำได้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น
       
       ชีวิตทุกวันบนดอยนั้น ผมสนุกกับมันอย่างบอกไม่ถูก เป็นประสบการณ์ที่เรียกว่าได้อะไรมากมายเหลือเกิน นอกจากจะได้ความรู้และได้ลงมือช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาโดยที่ไม่ได้คิดไว้ก่อนนั้นคือ “ความสุข” มันไม่เหมือนกับความสุขของผมทั่วไปที่ได้มาจากได้ในสิ่งที่ต้องการ ความสุขกับการทำในสิ่งที่รัก เช่น การเล่นดนตรี การเล่นกีฬา หรือเล่นเกม หรือความสุขกับการที่ได้รับความรักจากคนรอบตัว
       
       แต่ความสุขนี้มันต่างออกไปตรงที่เป็นความสุขที่ได้จากการ “ให้” นั่นเอง
       
       การเดินดอยครั้งนี้ทำให้ผมมองเห็นคนอีกมากมายที่ลำบากกว่าตัวผมมากนัก คนที่นั่นเค้าไม่มีห้องแอร์เย็นๆ เหมือนในเมือง ไม่เห็นแม้แต่พัดลมด้วย ทั้งยังไม่มีไฟฟ้าที่มากพอ อุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายต่างๆ ก็ไม่ค่อยมี สนามกีฬาก็แทบไม่มี โอกาสที่จะได้จับเครื่องดนตรีก็น้อยนัก หรือแม้กระทั่งถนนเรียบๆ ให้เดินเค้ายังไม่มีเลย
       
       คนที่นั่นส่วนใหญ่ก็จะเรียนหนังสือจบประมาณชั้นประถมศึกษา เรียนแค่พอให้อ่านออกเขียนได้แค่นั้น พออายุสัก 15 ปี ส่วนมากก็ต้องเริ่มทำงานทำไร่ทำนาช่วยพ่อแม่แล้ว ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะเรียนหนังสือต่อ
       
       หลายครั้งลองมาเทียบกับตัวเองก็รู้สึกว่าเรานั้นก็โชคดีมากเหลือเกินแล้ว ที่สามารถอยากกินอะไรก็เลือกได้ อยากเรียนอะไรก็เลือกได้ มีช่องทางมากมายที่เราทำได้ ต่างจากพวกเค้ายิ่งนักที่ไม่สามารถใช้ชีวิตที่ค่อนข้างสุขสบายแบบเราได้เลย ทั้งๆ ที่ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน
       
       ผมนึกถึงประโยคที่สนทนาแรกกับเด็กหนุ่มน้อยดอยคนนั้นแล้ว มันแสดงให้เห็นว่า เค้ายังไม่รู้จักไอโฟนด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่าคนมีกับคนที่ไม่มี คนที่ไม่มีเค้าก็ไม่มีจริงๆ แต่สิ่งที่เค้ามีมากกว่าเรานั้นก็คือความสุข
       
       คนบนดอยมีความสุขกับสิ่งที่เค้ามี เค้าพอใจกับชีวิตที่มีและไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตธรรมดา ทำไร่ทำนามีอาหารกินอิ่มแค่นั้นก็พอแล้ว ต่างจากคนเมืองที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ พอได้อย่างหนึ่งก็ยังอยากได้อีกอย่างหนึ่ง จนลืมคำว่า “พอ” ไป
       
       บางครั้งการที่เราเกิดมาและใช้ชีวิตในแบบของเราโดยไม่ต้องไปไขว่คว้าหาอะไรที่ไกลตัวเกินเอื้อมจนเหนื่อย ก็น่าจะเป็นชีวิตที่พิเศษมากแล้ว ความสุขนั้นอาจจะอยู่ข้างๆ ตัวเราทุกคน แต่เรากลับมองไม่เห็นหรือไม่เคยคิดจะมอง เพราะมัวแต่มองไปไกลตัวโดยตลอด ผมเริ่มจะเชื่อแล้วว่าคนเราจะมีความสุขได้นั้นอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าเรามีทรัพย์สินเงินทองมากเท่าไหร่
       
       แต่น่าจะขึ้นอยู่ที่ตัวเราเท่านั้นเองว่าเมื่อไรจะ “พอ” ครับ
       
       ……………………..
       
       สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณมูลนิธิ พอ.สว. ที่ให้โอกาสผมได้ประสบการณ์ชีวิตดีๆ พบเห็นมุมมองใหม่ๆ ได้ทำประโยชน์ ทำสิ่งดีๆ และขอขอบคุณพี่ๆ อาสาสมัครทุกคน ทั้งที่เป็นแพทย์ และไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นทีมสนับสนุนทุกคนครับ

“ความสุข” ที่ผมค้นพบบนอมก๋อย! / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       

“ความสุข” ที่ผมค้นพบบนอมก๋อย! / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       

“ความสุข” ที่ผมค้นพบบนอมก๋อย! / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       

“ความสุข” ที่ผมค้นพบบนอมก๋อย! / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       

จำนวนคนโหวต 5 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 4 คน
80 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
20 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017