อำเภอพนัสนิคม เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดชลบุรี มีชื่อเสียงด้านเครื่องจักสาน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนาน และทุกวันนี้นอกจากสานเพื่อจำหน่ายแล้ว ด้วยแนวคิดของประธาน และสมาชิกกลุ่มจักสานไม้ไผ่ย่อยที่ 1 ร่วมต่อยอดให้ชุมชนแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เปิดเป็นศูนย์จักสานใหญ่ที่สุดในโลก หวังเรียกคนเข้ามาซื้อสินค้าถึงแหล่งผลิตแทนการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางเท่านั้น
|
นางปราณี มูลผลา ประธานกลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 เล่าให้ฟังว่า งานจักสานเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในท้องถิ่นนี้อยู่แล้ว เดิมจะสานเพื่อเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ ต่อมาพัฒนาดัดแปลงรูปแบบสวยงามยิ่งขึ้น เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม
สำหรับกลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 ตั้งอยู่ที่ 60 หมู่ 1 ตำบลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักสานรายใหญ่ที่สุดในชุมชน ที่มาของการตั้งกลุ่ม นางปราณี เผยว่า ครอบครัวของเธอผลิตและจำหน่ายงานจักสานมานาน จนเมื่อมีโครงการโอทอปเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2544 จึงรวบรวมชาวบ้านที่ทำงานด้วยกันมาก่อตั้งเป็นกลุ่มอาชีพดังกล่าว
ความพิเศษของเครื่องจักสานพนัสนิคม อยู่ที่ความประณีต กับฝีมือการสานลวดลายโบราณ ซึ่งในปัจจุบันหาได้ยาก ราคามีตั้งแต่หลักหน่วยถึงหลักหมื่นบาท วัตถุดิบกว่า 90% เป็นไม้ไผ่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ส่วนช่องทางตลาดเกือบทั้งหมดจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงท้องถิ่นแล้วไปกระจายขายต่อตามแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึง บางชิ้นส่งไปขายยังต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และฮ่องกง เป็นต้น รวมมียอดขายหลักแสนบาทต่อเดือน สร้างรายได้ให้สมาชิกกลุ่ม ที่มีจำนวน 45 คน ประมาณคนละ 3,000 5,000 บาทต่อเดือน
|
เนื่องจาก อ.พนัสนิคม เป็นชุมชนเก่าแก่กว่าพันปี มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ แถมเป็นแหล่งผลิตเครื่องจักสานสำคัญของประเทศ ทางจังหวัดชลบุรี และหน่วยราชการในท้องถิ่น จึงมีการจัดงานประเพณี บุญกลางบ้าน ขึ้นเป็นงานประจำทุกปีสืบต่อกันมายาวนาน ภายในงานจะมีกิจกรรมทำบุญ การละเล่นท้องถิ่น และออกร้านขายสินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มอาชีพต่างๆ
ในฐานะที่กลุ่มจักสานชุมชนย่อยที่ 1 เป็นผู้ผลิตเครื่องจักสานรายใหญ่ของชุมชน ได้ร่วมสร้างสีสันในงานโดยจัดทำเครื่องจักสานขนาดยักษ์ต่อเนื่องกันมารวมแล้วกว่า 14 ปี จึงมีเครื่องจักสานยักษ์สะสมเก็บไว้หลายชิ้น ทำให้ประธานกลุ่ม ฯ และสมาชิกเกิดแนวคิดต่อยอดธุรกิจ นำเครื่องจักรสายักษ์เหล่านี้มาจัดแสดงโชว์ เปิดเป็น ศูนย์จักสานใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัด ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม และหาซื้อสินค้าหัตถกรรมจักสานกลับไปเป็นที่ระลึก เพิ่มช่องทางตลาด นอกเหนือจากรอพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อทางเดียว
|
นางปราณี อธิบายต่อว่า ศูนย์ฯ ดังกล่าวจัดตั้งในพื้นที่บ้านของเธอเอง ซึ่งมีบริเวณประมาณ 2 ไร่ จัดสรรเป็นส่วนต่างๆ เช่น ลานแสดงเครื่องจักสานยักษ์ประมาณ 14 ชิ้น ส่วนพิพิธภัณฑ์เครื่องจักรโบราณ ซึ่งมีทั้งของที่ตัวเองเก็บไว้ และเป็นของสมาชิก ส่วนเรียนรู้การทำงานของชาวบ้านแสดงขั้นตอนการสานตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสมบูรณ์ สวนเกษตรสาธิต และส่วนร้านค้าที่ระลึก เริ่มเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ โดยไม่คิดค่าผ่านประตู ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา
|
ด้านงบประมาณในการจัดทำศูนย์ดังกล่าว นางปราณี ระบุว่า ไม่ได้จดบันทึกไว้แน่นอน เนื่องจากค่อยๆ สร้างทีละเล็กละน้อยต่อเนื่องมาหลายปี แต่ไม่น้อยกว่าหลักแสนบาทแน่นอน เนื่องจากเฉพาะต้นทุนทำเครื่องจักสานยักษ์แต่ละชิ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งต่อชิ้นใช้เวลากว่า 1 เดือน
|
ผลจากการเปิดศูนย์ดังกล่าว จะมีคณะทัวร์จากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และกลุ่มแม่บ้านต่างๆ แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มยอดขายให้แก่กลุ่มฯ ประมาณเดือนละ 10 % ซึ่งถือว่าไม่มากนัก เพราะรายได้มาจากการซื้อสินค้าที่ระลึกอย่างเดียว ไม่มีเก็บค่าเข้าชม เมื่อนำรายได้ไปหักค่าใช้จ่ายในการดูแลศูนย์ฯ ที่ตกเดือนละกว่าหมื่นบาท ทำให้ยังไม่เห็นผลด้านรายได้กลับมามากนัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคต ถ้าเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้างขึ้น และมีการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวหลายรูปแบบมากขึ้น น่าจะช่วยให้ศูนย์ฯ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย
|
ในส่วนของปัญหานั้น นางปราณีระบุว่า สมาชิกกลุ่มที่ทำงานอยู่เวลานี้ ส่วนใหญ่เป็นคนเฒ่าคนแก่ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจจะมาทำงานตรงนี้ เนื่องจากเป็นงานฝีมือทำได้ยาก และรายได้สู้ไปทำงานเป็นพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ จึงกังวลเช่นกันว่า ในอนาคตจะขาดแคลนบุคลากรมาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้
|
************************
โทร.038-461-180 , 08-6017-2450
|