หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | คอลัมน์
คอลัมน์ คุยวิทย์สะกิดใจ

คำนวณวิทย์พิชิตพุง...ไม่ต้องพึ่งยา-กาแฟ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2555 14:10 น.
คำนวณวิทย์พิชิตพุง...ไม่ต้องพึ่งยา-กาแฟ
ค่า BMI หรือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เป็นวิธีหนึ่งของการประเมินปริมาณไขมันในร่างกายที่นิยมใช้กันทั่วไป เพื่อประเมินภาวะอ้วนผอมในบุคคลอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยใช้สมการ น้ำหนักตัว (kg) / ส่วนสูง (m)2 ในภาพแสดงความสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงของคนอายุ 18 ปีขึ้นไป (bmicalculatormetric.com.au)
       ก่อนช่วงปิดเทอมที่แล้วนายปรี๊ดพบว่า หลานสาววัย 12 ไม่ยอมกินอาหารในงานสังสรรค์ของครอบครัวตามที่เคยเป็น เมื่อสอบถามแล้วได้ความ ว่า “ครูวิชาสุขศึกษาจะหักคะแนนถ้าก่อนปิดเทอมหนูอ้วนขึ้น” ฟังแล้วก็ต้องอึ้งไป สมัยนี้เค้าต้องลดความอ้วนแลกเกรดกันเสียแล้วหรือนี่?
       
       เรื่องความอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพในสังคมไทยในปี 2552 สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย รายงานว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนผู้มีภาวะน้ำหนักเกินในเพศชาย 28% และในเพศหญิง 40% จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ต้องส่งเสริมกิจกรรมให้คนไทยไร้พุงกันยกใหญ่ สุดท้ายก็ต้องลงมาถึงห้องเรียน เพื่อเสริมแนวป้องกันเด็กรุ่นใหม่ ที่เป็นเป้าหมายของอุตสาหหกรรมขนม น้ำอัดลม และอาหารจานด่วนทั้งหลาย ให้จัดการโภชนาการได้ด้วยตนเอง
       
       ...แต่ที่น่าติดใจ คือ การที่คุณครูไม่แจ้งที่ไปที่มาและอธิบายถึงวิธีการเชิงปฏิบัติให้กับเด็กๆ เพราะถ้าหลานสาวตัวดีไม่โกหก หรือมัวแต่คุยในห้องเรียนแล้วละก็การที่คุณครูสั่งแค่ว่า “ห้ามน้ำหนักขึ้น ใครน้ำหนักขึ้นจะหักคะแนน ให้กินน้อยๆ และออกกำลังกาย” แค่นี้ไม่น่าจะเพียงพอต่อการปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผลได้เลย
       
       นิยามของ “ความอ้วน (Obesity)” คือ ภาวะที่มีการกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการจนมีส่วนเหลือใช้แล้วเปลี่ยนเป็นไขมันเก็บไว้ตามร่างกายจนทำให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป โดยตามธรรมชาติอาจจมีสาเหตุหลักๆ ได้ สามสาเหตุ คือ
       1) กินมากเกินจากที่ร่างกายต้องการอาจจะด้วยนิสัย หรือมความผิดปกติของร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมน
       2) สาเหตุจากพันธุกรรมซึ่งอาจเกิดจากพ่อแม่ที่มีปัญหาเรื่องความอ้วนถ่ายทอดลักษณะบางอย่างสู่ลูก
       3) อายุ เพศ และสภาวะเจ็บป่วยของร่างกาย เช่น คนมีอายุมากขึ้นก็จะมีระบบเผาผลาญที่ต่ำ แต่มีการออกกำลังกายน้อยการกินอาหารมากเกินไปจึงทำให้อ้วนได้ง่าย
       
       ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่เสนอโดยนักจิตวิทยาและนักโภชนาการ ก็คือ ผู้ปกครองต้อง “เป็นต้นแบบในด้านสุขภาพ” ให้กับเด็กๆ เช่น การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การแบ่งเวลาในครอบครัวเพื่อออกกำลังกาย และเปลี่ยนจากชื่นชมเด็กเมื่อกินอาหารที่มีประโยชน์แทนการกินอาหารปริมาณมาก
       
       มีผลวิจัยสนับสนุนแล้วว่า เมื่อเด็กเล็กๆ มีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการ จนสามารถนำเสนอวิธีการเลือกกินอาหารและดูแลสุขภาพได้ พวกเขาจะมีความภาคภูมิใจและสามารถจัดการกับอาหารและกิจกรรมเพื่อสุขภาพตนเองอย่างถูกต้องเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เพราะหากเพิกเฉยจนเด็กเข้าสู่วัยรุ่น การตักเตือน หรือแก้ไขพฤติกรรมเกี่ยวกับสุขภาพและน้ำหนักก็จะยิ่งยาก และต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าวัยรุ่นก็มักจะรักสวยรักงามอยากดูเด่นในกลุ่มเพื่อน แต่วัยรุ่นมักจะมีความเป็นตัวของตัวเอง ตามเพื่อน ตามกระแสสังคม และต่อต้านผู้ปกครอง จนอาจเลือกแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินของตนเองด้วยการใช้ยากดประสาท หรือการอดอาหาร ซึ่งมีผลเสียต่อการพัฒนาด้านสมองและสุขภาพในระยะยาวได้ รวมไปถึงเป็นการสร้างความสามารถในการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เช่น การเปลี่ยนสีผิวด้วยสารเคมี การฉีดสารเคมีเข้าร่างกาย การกินวิตามินเสริมราคาแพง เพราะขาดความเข้าใจเรื่องสุขภาพพื้นฐานด้วยเช่นกัน
       
       ตัวนายปรี๊ดเองเริ่มควบคุมน้ำหนักเมื่อเข้าวัย 30 เพราะเริ่ม เหนื่อยง่าย เวียนหัว ปวดหลัง ปวดขา ง่วงหนักหลังอาหาร โดยใช้เวลาลดน้ำหนักด้วยกฎ 2 ข้อง่ายๆ คือ การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายจนน้ำหนัก 82 ลดลงเป็น 65 กิโลกรัม ในเวลา 10 เดือน และรู้สึกว่าแข็งแรงมากขึ้นชัดเจน จนต้องหันกลับมามองตัวเองและระบบการศึกษาไปพร้อมๆ กัน ว่า ตัวเรานี้แทบไม่ได้นำความรู้จากวิชาสุขศึกษา ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเลย จนป่วยแล้วถึงพึ่งจะมาเริ่มดูแลตัวเอง? แล้วเด็กๆ ในบ้านของเราละ ต่อไปเราจะสอนเค้าเรื่องการดูแลสุขภาพอย่างไรดี?
       
       ขั้นแรกสุดต้องเข้าใจการกินว่า “กินไม่มากเกินไป” คืออะไร? โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราต้องการพลังงานเพื่อทำกิจกรรมทั่วๆ ไป ตั้งแต่ตื่นนอนถึงหลังถึงเตียงในแต่ละวันไม่เท่ากัน ในเพศชายก็ต้องการมากกว่าเพศหญิง ในวัยรุ่นก็ต้องการมากกว่าคนมีอายุ แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องการราว 1,500-2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน เจอคำถามแรกเข้าแล้ว? แคลอรีคืออะไร แล้วพลังงานที่ต้องการมันคืออะไร? เมื่อแยกอาหารหลัก 5 หมู่ตามที่เราทั้งหลายท่องมาแต่เด็ก ไขมัน โปรตีนและคาร์โปรไฮเดรต คือ แป้ง และน้ำตาล เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานส่วนแร่ธาตุและน้ำไม่ให้พลังงาน

คำนวณวิทย์พิชิตพุง...ไม่ต้องพึ่งยา-กาแฟ
แผนที่โลกแสดงพลังงานที่ได้จากการกินต่อวันเปรียบเทียบปี 1961 และ 2001-2003 จะเห็นได้ว่าประชากรแทบทุกประเทศกินอาหารและรับพลังงานมากขึ้นกว่าเดิมมากและอาจจมากเกินความต้องการของร่างกาย สะท้อนภาพการมีทุกขโภชนาการว่าเป้นปัญหาระดับโลกไปแล้ว (World Resources Institute, 2009)
       ร่างกายของคนเราก็เหมือนโรงงานที่ต้องการเชื้อเพลิงมาหมุนฟังเพียงต่างๆ แล้วอาหารที่เรากินเข้าไปนี่แหละที่เป็นเชื้อเพลิงที่ว่า โดยไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี และสาเหตุที่คนชอบดื่มเบียร์ มักจะอ้วนฉุ เพราะแอลกอฮอร์ 1 กรัม จะให้พลังงานถึง 7 กิโลแคลอรี่เกือบเท่าไขมันเลยทีเดียว
       
       ดังนั้น นักโภชนาการจึงสามารถคำนวณได้ว่าอาหารที่เรากินเข้าไป ให้พลังงานกับเราแค่ไหน โดยปัจจุบันก็มีการบังคับให้ผู้ผลิตอาหารติดฉลากบอกปริมาณพลังงานที่ผู้บริโภคได้รับกำกับไว้ด้วย อย่างเช่น เมื่อต้องการบอกพลังงานจากข้าวมันไก่ 1 จาน ก็จะคำนวณจากน้ำหนักของคาร์โปไฮเดรตข้าว โปรตีนจากเนื้อไก่ และไขมันจากมันไก่ ว่า มีอย่างละกี่กรัมแล้วคูณด้วยพลังงานที่ได้
       
       แล้วเจ้าหน่วย “กิโลแคลอรี” บนฉลากอาหารนี่คืออะไร? ปกติแล้วในทางวิทยาศาสตร์มักใช้หน่วยจูล (J) เพื่อบอกพลังงานทั่วไป แต่หน่วยแคลอรีมักใช้พลังงานจากสารอาหาร โดยพลังงาน 1 Cal = 4.2 J คือ นิยามของหน่วยแคลลอรี่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ กรัม-แคลอรี (cal) ซึ่งหมายถึงพลังานที่สามารถทำให้น้ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา และ กิโล-แคลอรี (Kcal) หมายถึงพลังงานที่ทำให้น้ำ 1 กิโลกรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศา แต่ด้วยพลังงานจากอาหารที่ได้มักมีค่าสูงในระดับกิโลแคลอรีทางโภชนศาสตร์จึงมีหน่วยเฉพาะขึ้นมาอีก คือ Dietary Calorie ซึ่งเขียนนำด้วยตัวซีใหญ่ (Cal) ดังนั้น 1 Cal ทางโภชนาการจะมีค่าเท่ากับ 1,000 kcal ทางวิทยาศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติเรามักจะเขียนแสดงหน่วยด้วยกิโลแคลอรีเพราะภาษาไทยไม่มีตัวอักษรตัวใหญ่ตัวเล็กนั่นเอง
       
       ส่วนการสะสมไขมันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ด้วยกลไกคงจะซับซ้อนในรายละเอียดมากเขียนยาวสามหน้าก็ไม่จบ แต่หากพูดง่ายๆ คือ สารอาหารทุกชนิดเริ่มต้นจากการประกอบของธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน (มีพิเศษคือโปรตีนมีธาตุไนโตรเจนมาเอี่ยวด้วย) แต่แตกต่างกันในรูปแบบของการเรียงตัว การที่ไขมันให้พลังงานสูงที่สุด เพราะเป็นการประกอบของกิ่งก้านคาร์บอนยาวที่สุด แถมร่างกายยังเก็บสะดวกในรูปของหยดไขมันเล็กๆ ที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็สามารถนำไขมันออกมาเคาะพันธะให้แตกออกจากกันด้วยเอนไซม์ต่างๆ ยิ่งเคาะยิ่งมันเพราะพลังงานอิสระที่เกิดจากการวิ่งเปลี่ยนถ่ายไปมาของเจ้าอิเล็กตรอนไปเรื่อยๆ สามารถส่งต่อไปทำงานภายในเซลล์ได้ แถมยังไม่ร้อนเหมือนการต้มน้ำ เพราะการส่งถ่ายอิเล็กตรอนนั้นค่อยๆ เกิดและมีตัวรับส่งเป็นทอดๆ ไม่เหมือนกันการเผาเชื้อเพลิงที่เกิดมักให้พลังงานความร้อนเป็นหลัก
       
       ไขมันที่กินเข้าไปโดยตรงก็ไมได้วิ่งปรู๊ดไปลงที่พุงทันที แต่จะมีการแตกตัวไปทำหน้าที่ต่างๆ ทั้งการสร้างฮอร์โมน การช่วยในการดูดซับอาหารของเซลล์ จนเมื่อเหลือจากกิจกรรมของร่างกายแล้วจึงจะลงไปอยู่ในเซลล์ไขมันซึ่งเป็นเซลล์เฉพาะ หรือ Adipose cell ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมหยดไขมันไว้เป็นพลังงานเสริมของร่างกาย
       
       แล้วที่เค้าพูดๆ กันว่าถ้ากินแป้งและน้ำตาลมากไปจะกลายเป็นไขมันจริงหรือเปล่า? คำตอบก็คือ จริง! เพราะด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกันต่างแตกรูปร่าง เมื่อแป้งและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กๆ ในกระแสเลือดเพื่อเป็นพลังงานให้กับร่างกาย และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวส่วนหนึ่งจะถูกนำร้อยเรียงเป็นเส้นเก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อในรูปของ “ไกลโคเจน” เพื่อเป็นพลังงานเสริมในเวลาที่ร่างกายต้องการ แต่ด้วย เจ้าไกลโคเจนจึงมีที่อยู่กำจัด ดังนั้นน้ำตาลที่เหลือก็จะถูกเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายจะเกิดการรวมตัวกับกรดไขมันกลายเป็นไขมันสะสมในเซลล์ไขมัน

คำนวณวิทย์พิชิตพุง...ไม่ต้องพึ่งยา-กาแฟ
แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของรูปร่างและดัชนีมวลกาย โดยเพศหญิงมักจะอ้วนง่ายกว่าเพศชายด้วยกิจกรรมที่น้อยกว่าและการสะสมไขมันที่มากกว่า แต่ความกังวลเรื่องรูปร่างอ้วน-ผอมอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการมีจิตใจที่สดใสในร่างกายที่แข็งแรงด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังการที่สม่ำเสมอ (http://www.healthyweightforum.org)
       ดังนั้น การงดกินอาหารประเภทใด หรือการอดอาหารไม่ได้เป็นผลดีเลย เพราะสารอาหารทุกประเภทมีหน้าที่ของตนเอง แต่การกินในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก
       
       ส่วนสุดท้าย คือ การออกกำลังกายให้ถูกต้อง เพราะเมื่ออาหารแต่ละประเภทจะถูกแปรรูปเก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ วิธีที่ร่างกายจะนำมาใช้ก็ล้วนแตกต่างตามสถานการณ์ โดยขั้นแรกสำหรับกิจกรรมทั่วไปร่างกายจะนำสารอาหารที่ถูกย่อยเป็นโมเลกุลเล็กๆ ในกระแสเลือดหมุนเวียนเข้าไปใช้ก่อน หากมีความต้องการสูงขึ้นถึงนำไกลโคเจนซึ่งเป็นแป้งที่สะสมในตับ และกล้ามเนื้อมาใช้ และสุดท้าย หากต้องการพลังงานแบบปัจจุบันทันด่วนมากขึ้นไปอีกก็จะนำไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงาน และนี่คือ จุดสำคัญของการลดความอ้วนเลยทีเดียว เพราะการออกกำลังกายที่สามารถบังคับให้ร่างกายนำไขมันออกมาใช้ คือ ต้องมีการขยับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ทำให้หัวใจและหลอดเลือดสูบฉีดเต็มที่เผื่อดึงเอาออกซิเจนจากอากาศมาเผาผลาญเป็นพลังงาน หรือที่เรียกว่า “การออกกำลังแบบแอโรบิก” ซึ่งเป็นการกระตุ้นร่างกายสั่งให้เซลล์เริ่มต้นกระบวนการ “หายใจระดับเซลล์แบบใช้ออกซิเจน” คือ การนำสารอาหารทั้งน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ไขมัน และโปรตีน มาเปลี่ยนเป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่เรียกว่า “ATP” เพื่อสะสมไว้เป็นแหล่งพลังงานในระดับเซลล์
       
       ด้วยไขมันเพียงโมเลกุลเดียวสามารถสร้าง ATP ได้มหาศาลในเวลาที่เท่าๆ กัน การกระตุ้นให้ร่างกายใช้ออกซิเจนปริมาณมากจึงเป็นการเปิดโอกาสให้มีการดึงเอาไขมันที่พอกพูนมาเป็นวัถุดิบในการสร้างพลังงานแบบปัจจุบันทันด่วนแถมยังเหลือพลังงานสะสมไว้ใช้ได้เรียกว่าคุ้มทุนสุดๆ ไปเลย!...ซึ่งการออกกำลังแบบแอโรบิคนี้ไม่ใช่แค่เพียงการเต้นยึกยักแบบที่นิยมกันหน้าห้างสรรพสินค้า แต่รวมถึงการวิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ จักรยาน แบดมินตัน บาสเกตบอล ฟุตบอล หรือจะเล่นฮูลาฮูปก็ได้แต่ต้องใช้ความเร็วและเวลาที่เหมาะสม โดยต้องทำให้หัวใจเต้นในระดับ 55% ของอัตราการเต้นสูงสุดต่อนาทีที่หัวใจรับได้ติดต่อกันเป็นเวลา 15-45 นาทีขึ้นไป โดยสัปดาห์หนึ่งออกกำลังกายแบบนี้สัก 3-5 ครั้ง ก็จะเป็นการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้อย่างได้ผล และนายปรี๊ดเองได้ทดลองกับตนเองแล้วก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
       
       ที่เล่ามาเป็นเพียงความรู้ทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นการดูแลสุขภาพ ซึ่งผู้ปกครองสามารถต่อยอดกิจกรรมให้กับเด็กๆ หรือครูชีววิทยา ครูเคมี ครูสุขศึกษา สามารถเชื่อมโยงบทเรียนวัฎจักรเคมีอันซับซ้อนหน้าเบื่อให้เด็กๆ สนใจได้มากขึ้นด้วย “การคิดวิทย์พิชิตพุง” เช่น การคำนวณพลังงานจากอาหารแล้วลบด้วยพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวัน การชี้ให้เห็นวัฏจักรของสารอาหารที่อาจจะกลายเป็นไขมันส่วนเกินได้ แล้วเราจะนำมันออกไปอย่างไร เพราะสุดท้ายความกังวลเรื่องรูปร่างอ้วน-ผอม อาจจะไม่สำคัญเท่ากับการมีจิตใจที่สดใสในร่างกายที่แข็งแรงพร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต
       
       *************

คำนวณวิทย์พิชิตพุง...ไม่ต้องพึ่งยา-กาแฟ
       เกี่ยวกับผู้เขียน
        “นายปรี๊ด”
       นักเรียนทุนวิทยาศาสตร์ที่บ่น โวยวาย บ้าพลัง และไม่ชอบกรอบ แต่มีประสบการณ์ในแวดวงวิทยาศาสตร์ล้นเหลือระหว่างตะกายบันไดการศึกษาสู่ตำแหน่ง “ดอกเตอร์” ด้านชีววิทยา ทั้งงานสอน ผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ทำสื่อการเรียนวิทยาศาสตร์ ของเล่นเชิงวิทยาศาสตร์ กรรมการตัดสินโครงงานวิทยาศาสตร์และวิทยากรบรรยายเรื่องวิทยาศาสตร์ใกล้ตัว
       
       “แคะคุ้ยเรื่องวิทย์ๆ สะกิดต่อมคิด”
       
       อ่านบทความของนายปรี๊ดได้ทุกวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์
       
       

       

       
       
       
       อ้างอิง
       1.) Kerri N. Boutelle, Shira Feldman, Dianne Neumark-Sztainer. 2012. Parenting an Overweight or Obese Teen: Issues and Advice from Parents. Journal of Nutrition Education and Behavior 44 (6): 500
       2.) FLATT, J. P. 1970. Conversion of carbohydrate to fat in adipose tissue: an energy-yielding and, therefore, self-limiting process. JOURNAL OF LIPID RESEARCH (11)131 -143

TAG : อ้วน ความอ้วน ไขมัน พลังงาน
ข่าวล่าสุด ในหมวด
ถกประเด็นร้อน “สะพานเชื่อมป่าบนทางหลวง”
การข่มขืนในแง่มุมวิวัฒนาการ
“ฟูเลโก” คืออมาดิลโลนะ...ไม่ใช่ตัวนิ่ม
ออกจากวัฏจักรเพาะถั่วเขียวซ้ำซาก
ชีววิทยาของก็อดซิลล่า
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด

จำนวนคนโหวต 27 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 27 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 16 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมเคยลดจาก 118 เหลือ 78.1 ภายใน 5 เดือนคับ หลักการง่ายๆเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตซะ
วันนึงกิน2มื้อกินคาโบไฮเดรตแค่1มื้อแต่อย่ากินคาร์โบเยอะ ลดน้ำตาลลงซะ ชา,กาแฟนี่แหละตัวแฝงเลย แต่ก่อนจากนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านก็เปลี่ยนเป็นเดินกลับบ้าน ออกกำลังกายเช้าเย็นทุกวัน พยายามกินอาหารที่มีประโยชน์กินผักเยอะๆและควบคุมแคลอรี่ แค่นี้ก็ลดได้แล้วยากและทรมานไม่เกิน 3 อาทิตย์หรอกเด๋วก็ชิน

ปล.อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาเพราะผมทั้งทำงานทั้งเรียนโทด้วยเวลาน้อยกว่าหลายๆคนเยอะแต่ผมก็ทำได้อยู่ที่ว่าคุณลองตั้งใจทำมันจริงๆแล้วรึเปล่า แค่อยากแวะมาบอกสูตรเฉยๆ 555

ปล2. ถ้าหิวมากๆตอนกลางคืนทนไม่ไหวก็กินได้แต่พยายามเน้นผักและผลไม้ที่ไม่อ้วนและมีใยอาหารเยอะๆเช่นแตงโม
เบื่อ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 10 +3 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมสูง 180 ผมลดจาก 87-88 จนเหลือ 72-73 ลดด้วยการควบคุมของกิน (ไม่อด) และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การลดน้ำหนัก (น่าจะเรียกกว่ากำจัดไขมันมากกว่า) สำคัญที่ความมีวินัย ไม่ว่าคุณจะทำด้วยการควบคุมเข้มหรือน้อยมากแค่ไหน หรือจะออกกำลังมากหรือน้อยแค่ไหน คุณต้องทำให้สม่ำเสมอมีวินัยได้ ทำจนเป็นนิสัย แล้วพอเป็นนิสัยแล้วค่อยปรับความเข้มข้นของการควบคุมและออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ

เช่นเริ่มแรกอาจเลิกกินมันเยอะเป็นกินแต่น้อย พร้อมวิ่งสัปดาห์ละสองที พอทำเป็นนิสัยได้แล้วก็เปลี่ยนเป็นลดแป้งด้วย วิ่งสัปดาห์ละสามถึงสี่ที่ และเพ่ิมขึ้น และเพิ่มขึ้น

หากคุณทำเป็นนิสัยไม่ได้ คุณก็จะลดแค่เป็นช่วงสั้น ๆ แล้วกลับมาอ้วนเหมือนเดิม

อย่าคิดจะไปหาทางลัด อย่าคิดว่าอะไรได้มาเร็ว ๆ ง่าย ๆ จนเสียนิสัย

สุขภาพเงินซื้อไม่ครับ ถ้าอยากได้ต้องทำเอง!!!
โดม สต๊อคเฮ้าส์
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 9 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่กินข้าวเย็น กับออกกำลังกายวันละสามสิบนาที ลดแบบได้ผลไม่ซูบ ไม่โยโย้ ครับ ทำมาแล้วเป็นปี
naki
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
แนะนำเรื่องวิ่งนะครับ ให้วิ่งจ้องกิ้ง ก้อ พอ แต่ เอาให้ได้ ครึ่ง ชม แบบ อย่าหยุด และค่อยๆเพิ่มนานขึ้น จะได้ไม่เจ็บหัวเข่า เพราะ ผมเจ็บเนื่องจากบ้าพลังวิ่งเร็วเกิน
JJ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 6 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
หัวข้อข่าวผมอ่านผ่านๆนึกว่าคํารณวิทย์ น่าจะเปลี่ยนหัวข้อใหม่ จะทำให้คนไม่เข้ามาอ่านสาระความรู้ดีๆ เพราะว่าเกลียดมัน
AA
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +52 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ผมลดจาก92 มาเหลือ85 แร๊ะ
กำลังใจสำคัญวิ่งเช้า15 นาที
เย็น30นาที และต้องมีสติในการกิน ถ้ารู้สึกอิ่มต้องหยุด
ตั้งเป้าไว้ที่75
อีกแค่10โล
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 +5 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เป็นบทความที่มีประโยชน์มากค่ะ กำลังลดอยู่เลย อยากบอกทุกคนว่าเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้องก่อนเลย จะดีมาก
ขอบคุณค่ะ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014