หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | เชิงอรรถ
 

รู้จัก 4 ยาความหวังรักษา “อีโบลา” ที่ยังวิจัย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2557 18:34 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
รู้จัก 4 ยาความหวังรักษา “อีโบลา” ที่ยังวิจัย

รู้จัก 4 ยาความหวังรักษา “อีโบลา” ที่ยังวิจัย

รู้จัก 4 ยาความหวังรักษา “อีโบลา” ที่ยังวิจัย

เหตุเพราะโรค “อีโบลา” เป็นโรคร้ายแรงเฉพาะถิ่นที่อยู่ห่างไกล นานๆ ระบาดสักครั้งและจำนวนไข้ไม่ได้เยอะมาก จึงเป็นโรคที่ได้รับความสนใจจากบริษัทยา แต่การพัฒนายาก็ยังมีอยู่บ้าง และมีพอมีตัวยาที่เป็นความหวังในการรักษาโรคจากแอฟริกานี้
       
       ระหว่างการเสวนา Science Cafe ในหัวข้อ เฝ้าระวังไวรัสอีโบลา ที่จัดขึ้นโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 4 ส.ค.57 ผศ.พญ.อรุณี ธิติผู้ธัญญนนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ตลอดการระบาดนับแต่โรคนี้อุบัติครั้งแรกเมื่อกว่า 40 ปีก่อน มีคนไข้แค่ราว 5,000 คน ทำให้ได้รับความสนใจจากตลาดและบริษัทยานัก
       
       สำหรับยาที่อยู่ระหว่างการวิจัยและเป็นความหวังในการรักษาโรคนี้ ผศ.พญ.อรุณี ระบุว่ามีอยู่ 4 ตัว ได้แก่
       
       1.น้ำเลือดของผู้รอดชีวิต (Survivor Plasma) จากไวรัสอีโบลา ซึ่งการรักษาจะใช้วิธีฉีดน้ำเลืองของผู้ที่รอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วย นับเป็นวิธีการรักษาที่น่าสนใจ
       
       2.TKW EBOLA เป็นยาที่พัฒนาโดยบริษัทในแคนาดา ซึ่งเป็นการพัฒนายาแบบ Small interfering RNA (siRNA) ที่ประสบความสำเร็จในการทดลองในลิง และทางบริษัทต้องการนำไปทดลองในคน
       
       3.MB003 ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่ให้ผลดีในหนู โดยช่วยให้หนูรอดจากเชื้ออีโบลาได้ 80% และ
       
       4.BCX4430 ซึ่งทำงานโดยยับยั้งเอ็นไซม์ที่เชื้ออีโบลาใช้ในการแบ่งตัวของอาร์เอ็นเอ (RNA) และเป็นยาที่บริษัทยาให้ความสนใจ เนื่องจากใช้กับไวรัสชนิดอื่นๆ ได้
       
       ส่วนเชื้อไวรัสอีโบลานั้น ผศ.พญ.อรุณีให้ข้อมูลว่าเป็นเชื้อไวรัสอาร์เอ็นเอ ซึ่งในทางไวรัสวิทยาถือว่าไม่ค่อยดีนัก และเชื้ออุบัติใหม่มักเกิดจากไวรัสอารืเอ็นเอ แต่เชื้อนี้มีเปลือก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะถูกทำลายได้ง่าย เช่น โดนสิ่งแวดล้อม หรือสารทำความสะอาดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ ผงซักฟอก สบู่ ก็สามารถทำลายได้
       
       “ไวรัสอีโบลามีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก็ไม่ก่อโรคในคน หรือบางสายพันธุ์ก็ก่อโรคน้อย โดยสายพันธุ์ที่กำลังระบาดและค่อนข้างรุนแรงนี้คือสายพันธุ์ “ไซร์อี” (Zaire) ส่วนสายพันธุ์ที่ไม่ก่อโรคในคนเลยคือสายพันธุ์เรสตัน (Reston)” ผศ.พญ.อรุณี
       
       แม้ไวรัสอีโบลาจะถูกทำลายได้ง่ายด้วยสารทำความสะอาดในชีวิตประจำวัน แต่ ผศ.พญ.อรุณี ระบุว่า มีการทดลองที่เผยให้เห็นว่า ไวรัสอีโบลานั้น “อึด” โดยเมื่อทดลองปล่อยให้อยู่ในของเหลวที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส พบว่าเชื้อสามารถอยู่ได้นานถึง 50 วัน ส่วนที่อุณหภูมิห้องคือ 25 องศาเซลเซียส พบว่าเชื้อส่วนใหญ่ไม่ค่อยรอด โดยจากเชื้อล้านตัวเหลือประมาณหมื่นตัว ทว่าเราติดเชื้อได้ง่ายโดยโดสในการติดเชื้อ (infectious dose) ต่ำ คือปริมาณเชื้อเพียง 1-10 ตัวก็สามารถติดเชื้อได้ และเมื่อทดลองเกลี่ยเชื้อทิ้งไว้ในพื้นผิวแห้งที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส พบว่ามีเชื้อเหลือถึงหมื่นตัว
       
       อย่างไรก็ดี นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เชื้อไวรัสที่มีอัตราการตายสูงอย่างเชื้อไวรัสอีโบลาที่มีอัตราการตายถึง 60% มักมีการระบาดไม่ไกล เพราะคนไข้มักมีอาการหนักและไปไหนไม่ได้ไกล ต่างจากเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งติดเชื้อมาก่อนที่จะมีอาการของไข้ ทำให้เกิดการระบาดได้มากกว่า
       
       นอกจากการควบคุมการติดเชื้อจากคนแล้ว นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การลักลอบค้าสัตว์ป่าก็เป็นอีกช่องทางให้มีการระบาดของโรคต่างๆ โดยพบว่า 70-75% ของโรคอุบัติใหม่นั้นมาจากสัตว์ โดยมีตัวอย่างการส่งลิงจากฟิลิปปินส์ไปสรัฐฯ ก็ตรวจพบเชื้ออีโบลา หรือแหล่งที่มีการระบาดของโรคก็มีการนำสัตว์ป่าบริโภคหรือมีการกินซุปค้างค้าว แต่จากการสุ่มตรวจสัตว์ต่างๆ ในไทยรวมถึงค้างคาว ยังไม่พบเชื้ออีโบลา
       
        

       
       
       Instagram
       
       

       

       
       '); }
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด

จำนวนคนโหวต 2 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เกลียดอิพวกกนำเข้าสัตว์แปลกประหลาดมาขาย
อิพวกคนซื้อแม่มก็คิดว่าเทห์ตายล่ะ
เกลียดพวกรกโลก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
พวกชอบกินของป่า ต้องระวัง
เหลี่ยมเอง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2014