อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)

โดย MGR Online   
17 มกราคม 2560 08:16 น.
 อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)
ภาพต้นกัญชาในแปลงปลูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ที่อิลลินอยส์ สหรัฐฯ (AP Photo/Seth Perlman, File)
        ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีหลายข่าวทำให้ชาว “สายเขียว” ตื่นเต้นและยินดี กับงานวิจัยใหม่ๆ ที่บ่งบอกว่า “กัญชา” นั้นมีประโยชน์ทางด้านการแพทย์ แต่ไม่ควรดีใจกันมากไปนัก เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ลงไปชัดๆ อีกทั้งการครอบครองพืชที่จัดเป็นยาเสพติดนี้ก็ถูกควบคุมด้วยกฎหมาย
       
       นั่นหมายความว่าการทำวิจัยกับพืชที่สุ่มเสี่ยงนี้ก็มีข้อจำกัด และเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Advisory Committee) ก็เพิ่งปล่อยรายงานที่ไม่อาจสรุปได้ชัดว่า กัญชานั้นให้คุณหรือให้โทษ แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาให้กว้างขึ้นและแก้ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการวิจัย
       
       เอพีอ้างถึงส่วนหนึ่งของข้อสรุปจากรายงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ระบุไว้ ค่อนข้างชัดเจนว่า กัญชานั้นช่วยลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และอาจช่วยให้บางคนนั้นนอนหลับได้ แต่ในขณะเดียวกันกัญชาก็อาจกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจิตเภท และกระตุ้นให้เกิดอาการหัวใจวายได้
       
       ข้อเสนอจากคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เรียกร้องให้เป็นวาระระดับชาติ เพื่อศึกษากัญชาให้มากขึ้น รวมถึงสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีสารประกอบออกฤทธิ์ที่คล้ายๆ กันที่เรียกว่า “แคนนาบินอยด์” (cannabinoids) รวมอยู่ด้วย
       
       รายงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและการแพทย์สหรัฐฯ (ational Academies of Sciences, Engineering and Medicine) ระบุว่า กระแสปัจจุบันที่ขาดข้อมุลทางวิทยาศาตร์นั้น ทำให้สุขภาพของประชาชนตกอยู่ใความเสี่ยง ทั้งผู้ป่วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ และผู้กำหนดนโนบายจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่านี้เพื่อทำการตัดสินใจ (ทำให้ถูกกฎหมาย)
       
       ดร.มารี แมคคอร์มิค (Dr. Marie McCormick) จากวิทยาลัยสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) ประธานคณะกรรมการการทำรายงานดังกล่าว ระบุว่าสำหรับผู้ที่เสพกัญชาอยู่แล้วหรือคนที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น ปรากฏว่ามีข้อมูลอยู่น้อยมากที่จะชี้นปริมาณการใช้ ไปจนถึงความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อสุขภาพ
       
       รายงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ระบุว่า ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างเป็นข้อจำกัดต่องานวิจัย ขณะที่รัฐบาลกลางรับรองยาบางตัวที่มีองค์ประกอบที่มาจากกัญชา แต่ก็ยังจัดให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และกำหนดบทควบคุมในการทำวิจัย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องก้าวข้ามอุปสรรคทางด้านหกฎหมาย และบางคนก็ท้อใจ
       
       การที่รัฐบาลกลางมุ่งจ่ายเงินสนับสนุนการศึกษาด้านผลเสียที่เป็นภัยต่อสุขภาพนั้น ทางคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ มองว่าเป็นการตัดโอกาสการศึกษาประโยชน์ต่อของกัญชา อีกทั้งความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากกัญชาเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยนั้นก็ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แม้ว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มจำนวนผู้จัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองให้มากขึ้นแล้วก็ตาม
       
       ทั้งนี้มี 28 รัฐ และเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia ) ของสหรัฐฯ ที่กำหนดกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายเมื่อใช้ทางการแพทย์ และในจำนวนนั้น 8 รัฐ รวมถึงเขตปกครองพิเศษ ยังกำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งถูกหมายสำหรับใช้เพื่อผ่อนคลายด้วย
       
       รายงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ยังรวบรวมข้อสรุปจากการศึกษากัญชา ซึ่งมีส่วนหนึ่งตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1999 รวมทั้งหมดเกือบ 100 รายงาน และพบว่าส่วนใหญ่ของรายงานนั้น สรุปบทพื้นฐานการเชื่อมโยงเชิงสถิติระหว่างการเสพกัญชขากับผลต่อสุขภาพ มากกว่าที่จะพิสูจน์ให้เห็นชัดๆ ถึงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้น
       
       จากการทวนงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า มีหลักฐานที่หลักแน่นว่า กัญชานั้นสามารถบำบัดความเจ็บปวดเรื้อรังในผู้ใหญ่ได้ และสารประกอบเคมีเดียวกันนั้น ยังช่วยบำบัดอาการคลื่นไส้จากการเข้ารับเคมีบำบัดด้วย อีกทั้งยังมีงานวิจัยอีกหลายระดับที่เป็นหลักฐานว่ากัญชาช่วยบำบัดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และการชักกระตุกจากโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ (multiple sclerosis)
       
       รายงานสรุปด้วยว่า มีหลักฐานอยู่น้อยที่ระบุว่ากัญชาและสารประกอบเคมีอื่นๆ ในกลุ่มเดยวกัน ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือผู้ป่วยเอดส์ (AIDS) หรือช่วยบรรเทาอาการจากโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (post-traumatic stress disorder)
       
       อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าไม่มีงานวิจัยมากพอที่จะกล่าวได้ว่า กัญชาผลต่อการรักษามะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome) โรคลมชักหรืออาการจากโรคพาร์กินสัน หรือแม้แต่การช่วยคนต่อสู้กับอาการเสพย์ติด
       
       สำหรับประโยชน์ของกัญชาเพื่อบรรเทาอาการจากโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น คาดว่าจะมีหลักฐานมากขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากมีงานวิจัยในโคโลราโดที่กำลังศึกษาประโยชน์ของพืชสายเขียวนี้เพื่อบำบัดโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงแก่ทหารผ่านศึก

 อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)
ภาพต้นกัญชาที่แตกยอดในแปลงปลูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ที่อิลลินอยส์ สหรัฐฯ (AP Photo/Seth Perlman, File)
        สำหรับโทษของกัญชานั้นทางคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สรุปไว้ดังนี้
       
       - มีหลักฐานหนักแน่นถึงการเชื่อมโยงระหว่างการเสพกัญชา กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตเภท รวมถึงโรคจิตอื่นๆ โดยมีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มผู้เสพบ่อยๆ
       
       - บางงานวิจัยชี้ว่ากัญชาทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่จะทำให้ผู้เสพพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า แต่ไม่หลักฐานชี้ชัดว่า กัญชานำไปสู่การเป็นโรคหรือทำให้เกิดอาการของโรคดังกล่าว หรือมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงหรือไม่
       
       - มีดัชนีชี้ชัดว่า การเสพกัญชาก่อนขับรถนั้นเพื่อเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจนว่าก่อให้เกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน หรือว่าบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการเสพกัญชาเกินขนาด
       
       - มีหลักฐานจำกัดสำหรับแนวคิดที่ว่า กัญชาส่งผลเสียต่อการสำเร็จการศึกษา ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น หรือคุกคามการโครงสร้างการทำงานของสังคม
       
       - สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เสพมวนกัญชา มีดัชนีชี้ชัดว่าทำให้น้ำหนักตัวทารกแรกเกิดต่ำลง แต่มีหลักฐานที่ยังไม่หนักแน่นพอว่ามีผลกระทบให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์สำหรับมารดา หรือทารกต้องเข้ารับการดูแลอย่างใกล้ชิก และยังไม่มีหลักฐานพอที่จะแสดงว่า กัญชาส่งผลเสียต่อเด็กภายหลังคลอด เช่น โรคการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก หรือ เด็กเสพติดกัญชาภายหลัง
       
       - บางงานวิจัยชี้ว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการเสพกัญชากับโรคมะเร็งปอดในผู้เสพมวนกัญชา แต่ก็ไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานไม่เพียงพอ ที่จะสนับสนุนหรือโต้แย้งการเชื่อมโยงไปสู่โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งหลอดอาหาร
       
       - มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเชื่อมโยงว่าการสูบมวนกัญชานั้น ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ และมีความถี่ของการเกิดโรคหลอดลมอักเสบสูงขึ้น
       
       - มีหลักฐานไม่หนักแน่นที่ชี้ว่าการสูบกัญชานั้นกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจวาย โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว แต่ไม่มีหลักฐานระบุว่า การใช้กัญชาเพื่อบรรเทาปวดเรื้อรัง จะส่งผลให้คนนั้นมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจวายด้วย
       
       - บางหลักฐานก็ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กัญชาและการเกิดโรคต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับการใช้สารอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และ การใช้เสพติดอื่นๆ

 อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)
       

       

       
       

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017