ไขปริศนาสาแหรก “สัตว์สุดแปลก” ของเจ้าพ่อวิวัฒนาการ “ชาร์ล ดาร์วิน”

โดย MGR Online   
28 มิถุนายน 2560 15:47 น.
ไขปริศนาสาแหรก “สัตว์สุดแปลก” ของเจ้าพ่อวิวัฒนาการ “ชาร์ล ดาร์วิน”
ภาพจำลองของ มาครัวเชเนีย พาตาโชนิกา ที่มีรูปร่างคล้ายอูฐไม่มีโหนก แรดและไซการวมกัน ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว และชาร์ลส์ ดาร์วิน ระบุว่าเป็นสัตว์แปลกที่สุดที่เคยพบ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ถกเถียงญาติใกล้ชิดของสัตว์ชนิดมาร่วม 2 ศตวรรษ กระทั่งงานวิจัยล่าสุดเผยว่า เป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับลามะเหมือนกับชื่อ (Jorge Blanco / American Museum of Natural History / AFP )
        นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาสาแหรก “สัตว์สุดแปลก” ของ “ชาร์ล ดาร์วิน” เจ้าพ่อวิวัฒนาการ ว่าแท้จริงแล้วสัตว์คล้าย “ตัวลามะคอยาว” เป็นญาติกับตัวลามะในปัจจุบันจริงหรือไม่ โดยถอดรหัสดีเอ็นเอในไมโตรคอนเดรียที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกเท่านั้น แล้วพบความจริงว่า สัตว์คล้ายอูฐแต่ไม่มีโหนกนั้นมีความใกล้ชิดม้า แรดและสมเสร็จมากกว่า
       
       ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการได้เจอฟอสซิลสัตว์ชนิดหนึ่งในแถบปาตาโกเนียของทวีปอเมริกาใต้ แต่เขาไม่ทราบว่าทำอย่างไรกับฟอสซิลดังกล่าว จึงได้ส่งไปให้เพื่อนของเขา คือ ริชาร์ด โอเวน (Richard Owen) ซึ่งเป็นนักบรรพชีวินวิทยาผู้มีชื่อเสียง แต่เพื่อนของเขาก็งงงวยเช่นเดียวกัน
       
       ไมเคิล โฮไฟรเตอร์ (Michael Hofreiter) ผู้เขียนหลักในรายงานศึกษาฟอสซิลที่ดาร์วินนิยามว่าเป็น “สัตว์แปลกที่สุดเท่าที่เคยพบ” ในวารสารเนเจอร์คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) กล่าวถึงฟอสซิลกระดูกดังกล่าวว่า ต่างไปจากกระดูกอื่นๆ ที่เขาเคยเห็น แต่เขาและทีมก็ค้นพบสาแหรกของสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้ได้
       
       โฮไฟรเตอร์ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพ็อทซ์ดัม (University of Potsdam) ในเยอรมนี อธิบายผ่านทางเอเอฟพีว่า สัตว์สุดแปลกดังกล่าวนั้นดูคล้ายอูฐที่ไม่มีโหนก มีตีนเหมือนแรดผอมๆ และมีหัวคล้ายตัวกุยหรือไซกา (saiga antelope)
       
       ชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์สุดแปลกนี้คือ มาครัวเชเนีย พาโคนิกา (Macrauchenia patachonica) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ลามะคอยาว” นอกจากนี้ยังมีจมูกคล้ายงวง และมีรูจมูกอยู่สูงขึ้นไปบนกะโหลกเหนือตา
       
       ทั้งนี้ เป็นเวลาเกือบ 2 ศตวรรษที่นักชีววิทยาและนักอนุกรมวิธาน ต่างถกเถียงถึงรากเหง้าของสัตว์หน้าตาแปลกๆ นี้ ซึ่งหนักได้ถึง 400-500 กิโลกรัม และอาศัยอยู่ในพื้นที่โล่ง โดยแทะเล็มต้นหญ้าและใบไม้เป็นอาหาร
       
       ทว่าด้วยลักษณะที่ผสมปนเปของสัตว์หลายสายพันธุ์ อีกทั้งยังมีหลักฐานดีเอ็นเอเหลือเพียงน้อยนิด ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ว่า แท้จริงแล้ว มาครัวเชเนีย พาตาโชนิกา นั้นมีความใกล้ชิดกับลามะเหมือนชื่อหรือไม่ ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่าไม่ใช่
       
       จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมแบบใหม่ เผยว่าตัว มาครัวเชเนีย พาตาโชนิกา มีความใกล้ชิดกับสัตว์ในลำดับสัตว์กีบคี่ดึกดำบรรพ์ที่เรียกว่า “เพอริสโซแดกทีลา” (Perissodactyla) ซึ่งรวมถึงม้า แรดและตัวสมเสร็จด้วย
       
       ไมเคิล เวสต์เบอรี (Michael Westbury) หนึ่งในผู้ร่วมศึกษางานใหม่นี้และยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยพ็อทซ์ดัมเช่นเดียวกัน บอกว่าค่อนข้างมีอุปสรรคในการศึกษาพันธุกรรมของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เนื่องจากดีเอ็นเอดึกดำบรรพ์นั้นเสื่อมไปมาก และยังเต็มไปด้วยดีเอ็นเอที่ปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ
       
       ดังนั้นทีมวิจัยจึงอาศัยจีโนมของญาติใกล้ชิดเพื่อใช้เป็นโครงในการประกอบลำดับทางพันธุกรรมของฟอสซิลขึ้นมาใหม่ แต่สายวิวัฒนาการของมาครัวเชเนียนั้นได้ขาดไปแล้ว และไม่มีญาติใกล้ชิดที่นักวิทยาศาสตร์รู้จัก พวกเขาจึงแก้ปัญหาด้วยการศึกษาดีเอ็นเอจากไมโตรคอนเดรียแทน
       
       โฮไฟรเตอร์บอกว่าไมโตรคอนเดรียนั้นถ่ายทอดจากแม่อย่างเดียว อีกทั้งจีโนมไมโตรคอนเดรียยังมีขนาดเล็กกว่าดีเอ็นเอจากจีโนมของนิวเคลียส และดีเอ็นเอไมโตรคอนเดรียยังมีจำนวนสำเนาทั้งในเซลล์รวมถึงในฟอสซิลมากกว่าดีเอ็นเอจากนิวเคลียสด้วย และดีเอ็นเอไมโตรคอนเดรียยังมีประโยชน์ที่ช่วยในการประเมินถึงระดับความใกล้ชิดในหมู่สิ่งมีชีวิตสปีชีส์ต่างๆ
       
       ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ 20 คนได้ใช้ดีเอ็นเอไมโตรคอนเดรียที่สกัดจากฟอสซิลซึ่งพบทางตอนใต้ของชิลี เพื่อถอดรหัสต้นกำเนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งทีมวิจัยได้ประกอบข้อมูลจีโนมเกือบ 80% ของทั้งหมด จนสามารถหาเส้นเวลาทางวิวัฒนาการของตัวมาครัวเชเนียได้
       
       ผลสรุปของทีมวิจัยคือรากเหง้าหรือสาแหรกของสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้ แยกออกจากสัตว์กีบคี่ในปัจจุบันเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่อุกกาบาตลูกมหึมาพุ่งชนโลกและกวาดล้างไดโนเสาร์บินไม่ได้จนสูญพันธุ์หมด
       
       สำหรับมาครัวเชเนียนั้นอยู่รอดมาจนถึงช่วงปลายยุคไพลโตซีน (Pleistocene) เมื่อประมาณ 20,000-11,000 ปีก่อน ส่วนสาเหตุที่สัตว์ชนิดนี้สูญพันธุ์ไปนั้น โฮไฟรเตอร์กล่าวว่า พวกเขาเองก็ไม่ทราบ และยังคงเป็นคำถามปลายเปิดว่า สาเหตุนั้นเป็นเพราะมนุษย์หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือทั้งสองปัจจัย

จำนวนคนโหวต 2 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 2 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017