หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกภาคใต้ | ภาคใต้
ภาคใต้ คอลัมนิสต์

“ไฟใต้” ปี'57 ส่อยิ่งโชนเปลว ลามสู่เมืองเศรษฐกิจทั่วภาคใต้ / ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2557 12:58 น.
“ไฟใต้” ปี'57 ส่อยิ่งโชนเปลว ลามสู่เมืองเศรษฐกิจทั่วภาคใต้ / ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
เหตุการณ์คาร์บอมบ์ใน อ.สะเดา จ.สงขลา (แฟ้มภาพ)
        
       คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้
       โดย...ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
        
       “คาร์บอมบ์” และ “จยย.บอมบ์” ที่เกิดขึ้นบริเวณลานจอดรถ สภ.สะเดา หน้า สภ.ปาดังเบซาร์ และหน้าโรงแรมโอลิเวอร์ บ้านจังโหลน เทศบาลตำบลสำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา โดยเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน 3 จุดนั้น ถือว่าเป็นการช็อกความรู้สึกของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง
        
       เนื่องจากนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา อันเป็นการก่อไฟใต้ระลอกใหม่ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้น พื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งที่เป็นเมืองหน้าด่านที่ติดกับรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ไม่เคยมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเลย ในขณะที่พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลับตกเป็นเป้าหมายของการก่อวินาศกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งคาร์บอมบ์ และ จยย.บอมบ์ รวมถึงระเบิดแสวงเครื่องแบบต่างๆ มาโดยตลอด
        
       เคยมีการวิเคราะห์กันในหมู่นักการข่าวด้านความมั่นคงว่า สาเหตุที่เขตเศรษฐกิจด้านชายแดนของ อ.สะเดา ปลอดภัยจากการก่อการร้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้น
        
       เกิดจากทฤษฎี “จิ้งหรีดไม่กินหญ้าที่ปากรู”?!
        
       เพราะเป็นที่รู้กันมาโดยตลอดว่า พื้นที่ อ.สะเดา ตั้งแต่ ต.สำนักแต้ว ต.สำนักขาม ต.ปาดังเบซาร์ และ ต.ทุ่งหมอ เป็นแหล่งกบดาน หรือเป็นที่หลบซ่อนของกลุ่มแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน แถมแนวร่วมจำนวนหนึ่งมีญาติมิตรอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นที่มั่น และที่หลบภัยของแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนด้วย โดยหลังจากก่อเหตุ และถูกไล่ล่าจากเจ้าหน้าที่ พวกเขาเหล่านั้นจะกลับไปหลบภัยยังพื้นที่ อ.สะเดา
        
       นอกจากนั้น พื้นที่ อ.สะเดา ยังเป็นแหล่งพบปะ และใช้วางแผนเพื่อก่อวินาศกรรมของระดับแกนนำ และสิ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ ต.สำนักขาม กับ ต.ปาดังเบซาร์ คือแหล่งทำกิน และทำเงินของสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่างๆ ซึ่งอาชีพของแนวร่วมกลุ่มนี้คือ การทำธุรกิจนอกกฎหมาย เช่น การค้าน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด และอื่นๆ โดยส่วนหนึ่งก็คือเม็ดเงินที่ใช้ในการก่อการร้ายในชายแดนใต้นั่นเอง
        
       ปัจจุบันนี้ในพื้นที่บ้านจังโหลนหรือ “ด่านนอก” ต.สำนักขาม มีผู้คนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าไปทำมาหากินเป็นจำนวนมาก และด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่า พื้นที่เศรษฐกิจที่ของด่านนอกแห่งนี้จะไม่เกิดเหตุร้าย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ อ.หาดใหญ่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย ของ จ.สงขลา มาแล้ว
        
       ดังนั้น เมื่อ “จิ้งหรีดกินหญ้าที่ปากรู” ทุกฝ่ายจึงรู้สึกช็อกกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น!!
        
       คาร์บอมบ์ที่หน้าโรงแรมโอลิเวอร์ ซึ่งอยู่ติดกับสถานบันเทิงดิสโก้พารากอน เป็นรถยนต์ที่เคยเป็นของกลุ่มชาวไทยพุทธจำนวน 9 คน ที่มีอาชีพหาปูเปี้ยว แต่ถูกแนวร่วมในพื้นที่ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต จำนวน 5 ศพ และสามารถหลบหนีไปได้ 4 ราย เหตุเกิดเมื่อปลายเดือน พ.ย.2556 ที่ผ่านมา โดยคนร้ายได้ชิงรถยนต์คันดังกล่าวไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์ ก่อนที่จะนำมาก่อวินาศกรรมในบริเวณดังกล่าวพร้อมกับ จยย.บอมบ์อีก 2 คัน ที่แนวร่วมเลือกที่จะก่อเหตุใน สภ.สะเดา และ สภ.ปาดังเบซาร์
        
       ถือเป็นการก่อวินาศกรรมทั้งแหล่งที่เป็นสัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจ และเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนการ “ตบหน้า” หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
        
       โดยข้อเท็จจริง ก่อนหน้าที่จะเกิดระเบิด 3 จุด ใน อ.สะเดา จ.สงขลาครั้งนี้ แนวร่วมได้วางแผนในการทำคาร์บอมบ์ที่ สภ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้มาก่อนแล้ว แต่โชคดีที่คาร์บอมบ์อันประกอบขึ้นจากถังแก๊ส 2 ถัง น้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัมคันดังกล่าวที่ถูกนำไปวางไว้หลัง สภ.ภูเก็ต ไม่ทำงาน และสามารถตรวจยึด และเก็บกู้ได้ภายหลัง โดยรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าของถูกแนวร่วมฆ่าตายที่ ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อเดือน พ.ย.2556 แบบเดียวกัน
        
       ทำไมแนวร่วมจึงเลือกพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เป็นสถานที่ก่อวินาศกรรม ทั้งที่เป็นพื้นที่ถูก “ยกเว้น” มานานนับ 10 ปี เรื่องนี้หน่วยข่าวความมั่นคงวิเคราะห์ว่า สาเหตุอาจจะมาจากที่พื้นที่เมืองเศรษฐกิจ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เช่น เขตเทศบาลนครยะลา เทศบาลเมืองปัตตานี เทศบาลเมืองนราธิวาส เทศบาลเมืองเบตง และเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีการป้องกันอย่างเข้มงวด
        
       อีกทั้งก่อนหน้านี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดย พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดแผนรุกหนักต่อแนวร่วมในพื้นที่ จนสามารถยึดรถที่ประกอบเป็นคาร์บอมบ์ที่เตรียมจะก่อวินาศกรรมได้ 2 คัน ทำให้ 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีเหตุคาร์บอมบ์เกิดขึ้นเลย
        
       ในขณะที่ในพื้นที่ของ จ.สงขลา หน่วยงานความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ต่างให้ความสนใจในการป้องกันพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เป็นด้านหลัก อาจจะเป็นไปได้ว่าการที่ใช้คาร์บอมบ์และ จยย.บอมบ์ต่อเป้าหมายที่เป็นโรงแรม และโรงพักยากขึ้น ผิดกับพื้นที่ของ อ.สะเดา ที่มีการละเลยทั้งงานด้านการข่าว และงานด้านการป้องกัน
        
       ดังนั้น แนวร่วมจึงเลือกเอา อ.สะเดา ซึ่งวันนี้เป็นเมืองธุรกิจท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่พอๆ กับ อ.หาดใหญ่ เป็นพื้นที่ก่อเหตุ เพราะผลสะเทือนจากคาร์บอมบ์ครั้งนี้จัดว่า ได้สร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นไม่ด้อยกว่าการก่อวินาศกรรมที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า กลางเมืองหาดใหญ่เมื่อปี 2555 แต่อย่างใด
        
       สิ่งที่ติดตามมาหลังจาก อ.สะเดา ตกเป็นเป้าของการก่อวินาศกรรมของแนวร่วมคือ การตกลงบนโต๊ะเจรจาสันติภาพกันระหว่าง สมช.กับบีอาร์เอ็นฯ ว่าจะไม่ใช้คาร์บอมบ์ในเขตเมืองเศรษฐกิจนั้น เป็นอันต้องยกเลิกโดยปริยาย
        
       เนื่องเพราะคาร์บอมบ์ครั้งนี้คือคำตอบที่ชัดเจน โดยไม่ต้องสอบถามว่าอะไรคืออะไรอีกต่อไป รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงต้องวิเคราะห์กันใหม่ ถึงการปฏิบัติการของแนวร่วมที่ไม่ได้จำกัดพื้นที่อยู่แค่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส กับ 5 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย และ อ.หาดใหญ่
        
       เนื่องเพราะเหตุคาร์บอมบ์ที่ อ.สะเดา และคาร์บอมบ์ที่ จ.ภูเก็ต มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่า สงครามการก่อการร้ายจากชายแดนใต้ได้ขยายวงกว้างในสู่หัวเมืองเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของภาคใต้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าเป็นหาดใหญ่ สะเดา สงขลา และภูเก็ต อีกทั้งยังต้องรวมถึงกระบี่ ตรัง และสตูลด้วย ซึ่งล้วนตกอยู่ในเป้าหมายของขบวนการก่อการร้ายได้ทั้งสิ้น เพียงแต่อยู่ที่จังหวะ และโอกาสจะเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ลงมือได้หรือไม่เท่านั้น
        
       และนี่คือโจทย์ใหญ่ และเป็นโจทย์ใหม่ที่หน่วยงานความมั่นคงหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กอ.รมน. บชภ.9 ศชต. และ ศอ.บต. รวมทั้งฝ่ายปกครอง ต่างต้องร่วมกันตอบโจทย์นี้ให้ได้ โดยเฉพาะด้านการควบคุมพื้นที่การก่อการร้ายให้อยู่ในขอบข่ายที่จำกัด เพื่อที่จะให้ง่ายในการป้องกัน และการยุติปัญหาความไม่สงบ
        
       แต่หากยังปล่อยให้แนวร่วมสามารถขยายพื้นที่ก่อการร้ายไปสู่พื้นที่อ่อนไหว โดยเฉพาะหัวเมืองหลักทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนได้เมื่อไหร่ หายนะของภาคใต้ก็จะเกิดขึ้น และจะเพิ่มความยุ่งยากในการที่จะ “ดับไฟใต้” ให้ทวีคูณยิ่งขึ้น
        
       ปัญหาเฉพาะหน้าของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญอีกข้อก็คือ ยังมีคาร์บอมบ์ จยย.บอมบ์ และระเบิดแสวงเครื่องชนิดต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งที่แนวร่วมเตรียมนำมาใช้ในการก่อความไม่สงบในช่วงระหว่าง และหลัง “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” เพื่อสร้างความปั่นป่วน และความสูญเสียให้เกิดขึ้นนั้น
        
       ตรงนี้เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องป้องกันให้ได้ เพราะระเบิดเพียง 3 จุดที่ อ.สะเดา ได้ทำลายเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวยับเยินไปพอสมควรแล้ว ถ้ายังมีคาร์บอมบ์เกิดขึ้นในเมืองเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก ย่อมหมายถึงความล้มเหลวอีกครั้งของการ “ดับไฟใต้” และหมายถึงความสำเร็จของการ “รุกคืบ” สู่เป้าหมายแห่งการชิงชัยของขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้นั่นเอง.

        
        
       


ข่าวล่าสุด ในหมวด
ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนยุคที่สาม (3จี) / ประสาท มีแต้ม
“ไฟใต้” ปี'57 ส่อยิ่งโชนเปลว ลามสู่เมืองเศรษฐกิจทั่วภาคใต้ / ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
“เลือกตั้ง” “เทือกตั้ง” หรือ “เลือดตั้ง” / จรูญ หยูทอง-แสงอทัย
ทำไมต้องปฏิรูปพลังงานและอย่างไร? / ประสาท มีแต้ม
ดับไฟใต้ฝากความหวังไว้ไม่ได้กับ “รัฐบาลเป็ดง่อย”
 
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อยากให่ทุกอย่างยุติ ทำเหมือนจีนกับรัสเวีย หมามุสลิมแรงมา ก็เอาคืนแบบเจ็บแสบแสนสาหัสให้กับพวกมัน เอาให้หนักไม่ให้พวกมันเกิด ไม่ใช่ให้เงินให้ทอง เอาใจสารพัด จนพวกมุสลิมมันได้ใจกันหมดแล้วว่าพวกคนไทยเกรงใจมุสลิม หมามันกัดไม่เลือก เป้นไปได้ล้างเผ่าพันธ์ในไทยให้หมด โดยเฉพาะมุสลิมมาลายู พวกมันไม่ใช่คนไทย ตายอย่างเดียวคือทางเลือกของพวกมัน
ง่ายมาก
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
จัดการทำลายแกนนำผู้นำ โลกยุคนี้ เป็นกระแส ผู้นำถูกขับไล่ ทำลาย โดยเฉพาะพวกเลวๆ
กระแสแรง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2013