“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”

โดย MGR Online   
24 กุมภาพันธ์ 2559 12:25 น. (แก้ไขล่าสุด 24 กุมภาพันธ์ 2559 12:36 น.)
“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       เรื่อง/ภาพ  :  ถนอม  ขุนเพ็ชร์
        
       สมชาย เนียมหวาน คณะทำงานโครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ โครงการเยาวชนคนสร้างสุขหมู่ที่ 9 บ้านนาเกาะไทร ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ มองปัญหาครอบครัวมุสลิม 120 หลังคาเรือนในชุมชนแห่งนี้อย่างเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็ก และเยาวชนกำลังออกนอกลู่นอกทาง
        
       ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนปาล์ม สวนยาง และรับจ้าง บางครอบครัวต้องออกไปทำงานที่อื่น ทิ้งลูกหลานอยู่บ้านลำพัง ทำให้เด็กมีปัญหา
        
       ในฐานะกรรมการมัสยิด สมชาย เคยมองเห็นปัญหายาเสพติด และการพนันที่แพร่ระบาดในชุมชนมาก่อน เคยมีนายทุนมาเช่าบ้านในชุมชนเปิดบ่อนไพ่ขาว เป็นพฤติกรรมใกล้ตัวที่เด็กเห็นจนชินตา ทุกวันนี้บ่อนดังกล่าวถูกกดดันจากชุมชนอย่างหนักจนย้ายออกไป
        
       แต่ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และปิดเทอม เด็กมีเวลาว่างมากก็ยิ่งน่าห่วง เพราะผู้ใหญ่ไม่มีทางรู้ว่ากลุ่มเด็ก และเยาวชนไปอยู่ที่ตรงไหน หรือกำลังทำอะไร ในสภาพสังคมยุคใหม่ยิ่งถ่างช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กห่างกันเกินกว่าจะมาพบกันได้ง่ายๆ จึงพบว่ามีปัญหาเด็กติดยา
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       จึงคิดว่าน่าจะมาทำอะไรสักอย่าง จนมาทำโครงการเยาวชนสร้างสุขบ้านนาเกาะไทรกับ สสส. โดยเน้นการทำงานสู่เป้าหมายหลักๆ 3 ประการ คือ 1.พัฒนาศูนย์จริยธรรมและคุณธรรมประจำมัสยิด 2.การทำกิจกรรม เน้นใช้กิจกรรมทางศาสนาอิสลามที่เป็นวิถีชีวิตของทุกคนเป็นศูนย์กลาง และ 3.ต้องการเปิดพื้น หรือสร้างเวทีให้เด็กในชุมชน เพื่อให้เด็กสะท้อนความคิดเห็นของเขา
        
       เมื่อทำโครงการ เด็กในชุมชนแม้อยู่ต่างโรงเรียนกัน แต่ก็มารวมตัวกันได้ ช่วงเย็นจะมีการนัดเล่นกีฬาก่อนจะเข้ากิจกรรมทางศาสนาที่มัสยิดนาเกาะไทร ตอนค่ำสามารถดึงเด็กมาเรียนคัมภีร์กุรอาน และเข้าร่วมละหมาด ส่วนช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สามารถจัดเวทีเปิดโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่พูดคุยกัน สร้างการสื่อสารที่ขาดหายไปนานกลับมาใหม่
        
       กระบวนการจัดการมีการจัดกลุ่มเด็กแกนนำกลุ่มละ 5-6 คน รวม 6 กลุ่ม มีหน้าที่ชวนเด็กคนอื่นมาร่วมกลุ่ม และโครงการมีการประกาศออกไปว่าเด็กในหมู่บ้านทุกคนต้องเข้ากลุ่ม ส่วนใครจะเลือกเข้ากลุ่มไหนก็ได้ตามถนัด
        
       จากจุดนั้นทำให้ได้เริ่มงานสำคัญ คือ การทำหลักสูตรชุมชน ที่แบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ ประกอบด้วย 1.ศาสนา และ 2.วิถีชุมชน 
        
       หลักสูตรศาสนา เน้นหลักฟัรดูอีน หรือหลักปฏิบัติตนพื้นฐานของมุสลิม ซึ่งใช้หลักสูตรของสมาคมคุรุสัมพันธ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นแกน
        
       ขณะที่ ด้านวิถีชุมชน ต้องการให้เด็กได้รู้จักชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัดของตนเองในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี จึงมีการแต่งตั้งอาสาเยาวชนเพื่อเก็บข้อมูลชุมชน ถ่ายภาพ บันทึกข้อมูลกับประชาชน คนเฒ่าคนแก่ที่มีความสามารถด้านต่างๆ
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       หลังจากนั้น มีการวิเคราะห์ข้อมูล และกำหนดเนื้อหาหลักสูตรโดยคณะนายก อบต.ปกาสัย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน ตัวแทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คณะครู นักเรียน และผู้ปกครองโรงเรียนบ้านนาเกาะไทร ช่วยกันทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ
        
       มีการให้ความรู้แก่เด็กในเรื่องอื่นๆ อีก เช่น เกี่ยวกับยาเสพติด การร่วมกันทำแปลงเกษตรประจำหมู่บ้าน ใช้ตัวหลักที่เป็นเด็กแกนนำ 20 คน จากระดับ ป.5-ม.3 ปลูกผักพื้นบ้าน และร่วมกันดูแลแปลงปาล์มสมบัติส่วนรวมของมัสยิด
        
       การตื่นตัวของหลายกิจกรรมนำมาสู่การเกิด “กองทุนน้ำชา” นับว่าเป็นสิ่งที่เปิดมุมมองการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนของคนนาเกาะไทร เพราะเป็นการมองเรื่องทุนที่จะมาใช้ขับเคลื่อนชุมชนต่อไปในอนาคต เพราะทุกคนเข้าใจได้ว่า สสส.เองมีข้อจำกัด ไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนชุมชนตลอดไป 
        
       “ทางโครงการเห็นว่า ในวันอาทิตย์ร้านน้ำชาในชุมชนมักจะหยุดบริการ ทางกลุ่มเด็ก และเยาวชนเห็นโอกาสดังกล่าว จึงมาช่วยกันเปิดร้านน้ำชา โดยใช้ศูนย์อบรมคุณธรรมและจริยธรรมของมัสยิดดำเนินการ ในส่วนนี้จะมีเด็กเข้ามาช่วยงาน 20 คน ต้องตื่นมาเตรียมงานตั้งแต่ตี 4 หัวรุ่ง กว่าเสร็จงานราว 10 โมง”
        
       ร้านน้ำชามีบริการน้ำชา กาแฟ ข้าวต้ม ข้าวยำ ข้าวหมก รับขนมสด หรือขนมพื้นเมือของชาวบ้านมาวางขาย และทุกสิ้นเดือนทางร้านยังทำแกงแพะ ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นที่คนนิยมบริโภคออกมาขาย
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       ขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่งขะมักเขม้นกับร้านน้ำชา เด็กอีกส่วนหนึ่งไปทำกิจกรรมเครือข่ายกลุ่มปั่นจักรยาน ออกเชิญชวนชาวบ้านจากชุมชนอื่นมาใช้บริการที่ร้านน้ำชา เป็นกิจการสาธารณะของเด็กๆ ด้วย โดยมีเงินลงทุนครั้งแรก 8,000 บาท ทุกวันนี้สามารถทำกำไรวันละ 1,000-1,500 บาท
        
       การบริหารกองทุนน้ำชาเป็นรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก 15 คนมาร่วมกันบริหาร มีการจัดทำบัญชีรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย และได้สรุปรวบรวมเงินเพื่อทำการเปิดบัญชี “กองทุนน้ำชาเพื่อพัฒนาการศึกษา” 
        
       หลังจากทำมาระยะหนึ่งมีเงินผลกำไร จึงได้จัดสรรเงินจำนวนหนึ่งช่วยเหลือการศึกษาของเด็ก โดยให้ทุนการศึกษา และซื้ออุปกรณ์การเรียนให้เด็กกำพร้าในชุมชน
        
       ร้อโสน ลูกเหล็ม ประธานกองทุนน้ำชานาเกาะไทร เล่าว่า แนวคิดของกองทุนน้ำชาเริ่มมาจากอยากจะมีการรวมกลุ่ม และเล็งเห็นว่าคนที่ด้อยโอกาสมีมาก โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา คนยากจน เลยหาวิธีว่าจะช่วยตัวเองอย่างไร
        
       “แกนนำในชุมชนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้มีเงินช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ให้เขาอยู่ได้ นั่นคือ ความคิดเริ่มรูปแบบการทำกองทุน ก็มีการทำกองทุนขึ้นมา” เขาเล่า
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       หลังจากนั้น ก็มีการใช้คนหลายรุ่นมาทำงานร่วมกัน รวมคนไม่ให้มีความห่างเหิน ใช้เยาวชนเป็นอนุกรรมการกองทุน โดยเยาวชนก็มีส่วนในการช่วยมาดำเนินกิจกรรมของร้านน้ำชาโดยตรงแบบจิตอาสา
        
       “การทำงานเพื่อให้เขาได้รู้ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นมีคุณค่า เขาจะได้เห็นถึงทุกส่วนของการทำที่จะได้เงินมา เขาจะได้เห็นคุณค่าของเงิน และค่าของเงินจะทำให้เกิดประโยชน์ แต่เขาในอนาคตคือ การศึกษาตลอดชีวิต” ร้อโสน กล่าวและว่า
        
       สิ่งที่ได้ทำมาแล้วทำให้เห็นถึงการพัฒนาคนจากกองทุนน้ำชา ภาพชัดเจนในช่วงของการปิดภาคเรียนกองทุนน้ำชาจะจัดให้เด็ก และเยาวชนกลุ่มเหล่านี้ได้มาเรียนภาษาอังกฤษ เนื่องจากพวกเขาส่วนมากไม่มีศักยภาพที่จะไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มด้วยตนเองได้ เนื่องจากฐานะยากจน
        
       กองทุนน้ำชายังได้สนับสนุนนักเรียนฟัรดูอีนเป็นตัวแทนของชุมชน ตำบล ก้าวไปสู่ตัวแทนจังหวัด ไปแข่งขันตอบปัญหาฟัรดูอีนระดับประเทศของสมาคมคุรุสัมพันธ์ ซึ่งเคยติดอันดับ 9 ในระดับประเทศมาแล้ว
        
       “กองทุนยังให้ทุนการศึกษาเด็กในการเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้น เป็นการก็สะท้อนไปอีกทีว่า สิ่งที่เขาทำเกิดประโยชน์แก่ตัวเขา และสังคม”
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       ร้อโสน กล่าวว่า เป้าหมายที่ผ่านมากิจกรรมขายน้ำชาได้กำไรมาด้านเดียว ในอนาคตยังคาดหวังว่าจะมีการระดมทุนในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อให้เงินมากกว่าเดิม เพื่อให้ยกระดับการศึกษาของเด็กให้มากกว่านี้
        
       เขาว่าที่มองที่การศึกษาเป็นหลัก เพราะเด็กจำนวนมากที่นี่ถือว่าด้อยโอกาสทางการศึกษา ขณะที่ศาสนาอิสลามก็ส่งเสริมให้ทุกคนเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ การศึกษาจะยกระดับของคน กองทุนน้ำชามีส่วนช่วยเพื่อยกระดับคน และชุมชนต่อไปในอนาคต
        
       “สิ่งสำคัญเราอยากเห็นเด็กเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง คิดเป็น ทำเป็น รู้จักคิด รู้จักทำ กองทุนน้ำชาสามารถแก้ปัญหาเยาวชนได้มากทีเดียว ก่อนที่เรายังไม่ทำเรื่องนี้เยาวชนขาดคนดูแล อยู่สะเปะสะปะ ไม่มีใครสนใจใคร มาถึง ณ ตอนนี้ทุกคนก็ได้ร่วมชวนคิด ชวนทำ ซึ่งยังช่วยลดช่วงว่างระหว่างคนต่างวัยได้ด้วย”
        
       ผลปรากฏชัดจากโครงการ สสส.อย่างหนึ่งคือ สามารถช่วยปัญหายาเสพติด ผลจากการขับเคลื่อนโครงการทำให้ได้รู้ว่าเด็กอยู่อย่างไร เด็กที่เคยแอบทำพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงออกมาอยู่ในที่แจ้ง ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่ารู้เขา รู้เรา ก็ไม่ได้ห่างกันมาก 
        
       “เมื่อเด็กมีความสุข ผู้ปกครองมีความสุข ชุมชนมีความสุข เพราะทุกคนก็ห่วงลูกหลานในเรื่องพฤติกรรม พอเห็นลูกมาช่วยกิจกรรมมัสยิดก็มีความสุขที่จะได้ช่วยเหลือสังคม และสิ่งเหล่านั้นก็จะได้เป็นเกราะป้องกันเขาในเรื่องความชั่วร้ายได้ด้วย”
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       เขากล่าวสำหรับในการจัดการกองทุน ใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลาง ในการจัดการใช้หลักที่เรียกว่า “กรรมวิถีเพื่อชีวิตมุสลิม” 
        
       โดยอธิบายคำว่า “กรรม” ว่า ก-กลุ่ม ใช้คนทุกกลุ่ม, ร-เรียนรู้ ประสบการณ์จริงของชีวิต, ร-รวมตัว ในการทำกิจกรรมร่วมกัน, ม-มัสยิด เป็นศูนย์กลาง สำหรับวิถีชีวิตมุสลิมนั้นสอนให้เอื้อต่อกันกับเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่ามุสลิม และต่างศาสนิก
        
       ณัฐเสน แท่นทอง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า มาทำงานนี้ด้วยจิตอาสา เด็กที่มาร่วมทำให้ได้พัฒนาตัวเองไปด้วยในตัว
        
       กรณีตัวเขาเองเดิมเป็นเด็กติดเกม หมกมุ่น เก็บตัวไม่เข้าสังคม พูดกับใครไม่รู้เรื่อง การมีโอกาสมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น โดยทุกวันนี้ลดเลิกพฤติกรรมที่เคยมีปัญหาเดิม สามารถปรับตัวในการอยู่ร่วมกับคนอื่น และยังเป็นผู้นำของกลุ่มเด็กอีกด้วย ซึ่งนับเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่ง
        

“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
         
       ขณะนี้ “กองทุนน้ำชามัสยิดนาเกาะไทร” ถูกมองเห็นความสำคัญ และได้รับความร่วมมือจากภาคเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านนาเกาะไทร, ผู้นำศาสนา, กลุ่มขี่จักรยานหลายชมรมในอำเภอเหนือคลอง, รพ.สต.บ้านคลองเสียด, เครือข่ายโครงการชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ จ.กระบี่ และแนวคิดกองทุนน้ำชานี้ยังเป็นต้นแบบไปทำเป็น “กองทุนมัคคุเทศก์เยาวชนชุมชนท่าเลน จ.กระบี่” อีกด้วย
       
 


“กองทุนน้ำชากระบี่” กับกุศโลบายใช้ “เงิน” พัฒนา “คน”
       

         
        
       


ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016