แล้วเราจะเป็นผู้ชนะ / ประสาท มีแต้ม

โดย MGR Online   
2 กรกฎาคม 2560 21:01 น. (แก้ไขล่าสุด 3 กรกฎาคม 2560 08:39 น.)
         
       คอลัมน์ : โลกที่ซับซ้อน
       โดย...ประสาท มีแต้ม
       
       ------------------------------------------------------------------------------------
       หลังจากที่มีข่าวว่าทางกระทรวงพลังงานจะเก็บ “ค่าสำรองไฟฟ้า” จากผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เพื่อใช้เอง ซึ่งต่อมา ทางกระทรวงฯ ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จะเรียกเก็บเฉพาะรายใหญ่ เช่น โรงงาน มหาวิทยาลัย และห้างสรรพสินค้า โดยจะไม่เรียกเก็บจากผู้ผลิตรายย่อย
              
       ต่อมา ในสัปดาห์เดียวกันทางห้าง “บิ๊กซี” ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้ลงนามกับบริษัทผู้พัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (บริษัท อิมแพค โซล่าร์ จำกัด) เพื่อติดตั้งบนหลังคาห้างของตนทั่วประเทศขนาดรวม 16 เมกะวัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินส่วนหนึ่งจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม (Joint Crediting Mechanism)
              
       ข่าวระบุว่า เมื่อสร้างครบแล้วจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 21.67 ล้านหน่วย และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 6,913 ตันต่อปี ข่าวไม่ได้บอกว่าทั้งโครงการจะใช้เงินลงทุนจำนวนเท่าใด รวมทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือจำนวนเท่าใด คงเป็นความลับทางธุรกิจของเขานะครับ
              
       เมื่อเป็นดังนี้ ผมจะใช้ข้อมูลที่ผมได้รับจากที่อื่นๆ มาประกอบการคำนวณเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นแนวโน้ม และความเป็นไปได้ของพลังงานแสงอาทิตย์
              
       อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งซึ่งเป็นวิศวกรไฟฟ้า ได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อปลายปี 2559 โรงงานแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาขนาด 1 เมกะวัตต์ ในราคา 34 ล้านบาท เฉลี่ยกิโลวัตต์ละ 34,000 บาท และเพื่อนผมอีกคนหนึ่งได้เล่าว่า บริษัทอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคกลาง มีผู้มาเสนอราคาที่ 40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ หรือ 40,000 บาทต่อกิโลวัตต์ แต่ยังไม่มีการต่อรองเมื่อต้นปี 2560
              
       ตามที่เราทราบกันทั่วไปแล้วว่า ต้นทุนระบบไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 10 ต่อปี แต่ต้นทุนการติดตั้งจริงก็ยังแตกต่างกัน ตามคุณภาพของอุปกรณ์ขนาดของโครงการ รวมทั้งความยากง่ายในการติดตั้ง เป็นต้น
              
       จากข้อมูลของบริษัทบิ๊กซี เราสามารถคำนวณค่าเฉลี่ยได้ว่า โซลาร์เซลล์ขนาด 1 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,354 หน่วย (หมายเหตุ ที่เมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมิกา จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,700 หน่วยต่อกิโลวัตต์-ข้อมูลจาก pvtech) ผมขอสมมติเอาเองก่อนว่า เขาตกลงราคากันที่ 4 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์
              
       วิธีการที่จะประเมินว่าโครงการใดให้ผลตอบแทนทางการเงินคุ้มค่าหรือไม่ วิธีการง่ายๆ ที่เขานิยมทำกันคือ การหาต้นทุนเฉลี่ยของค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่เรียกว่า Levelized cost of electricity (LCOE) โดยการนำเงินลงทุนทั้งหมดแล้วหารด้วยปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ตลอดอายุโครงการ โดยไม่คิดค่าดอกเบี้ย รวมทั้งค่าบำรุงรักษา โดยอายุโครงการประมาณ 25 ปี
              
       ผลการคำนวณพบว่า ต้นทุนเฉลี่ยของค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเท่ากับ 1.18 บาท ซึ่งต้นทุนขนาดนี้พบได้ทั่วไปในประเทศที่มีแสงแดดดี เช่น แถบประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น
              
       และถ้าผมสมมติใหม่ว่า ต้นทุนเฉลี่ยต่อกิโลวัตต์เท่ากับ 5 หมื่นบาท ต้นทุนเฉลี่ยค่าไฟฟ้าตลอดโครงการก็จะสูงขึ้นเป็น 1.48 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ค่าไฟฟ้าในบ้านผู้อยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเดือนละ 300 หน่วย ประมาณ 3.87 บาทรวมค่าเอฟทีที่เพิ่งขึ้นใหม่ และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
              
       อีกวิธีหนึ่งในการคิดว่าโครงการใดน่าลงทุนหรือไม่ คือ การคิดระยะเวลาคุ้มทุน โดยนำเงินลงทุนทั้งหมดแล้วหารด้วยผลตอบแทนในแต่ละปี ในกรณีนี้ ผลตอบแทนรายปีก็คิดจากค่าไฟฟ้าที่เราสามารถประหยัดได้ในแต่ละปี เพราะเราผลิตได้เองแล้ว โดยการคิดค่าไฟฟ้าคงที่คือ 3.87 บาทต่อหน่วย ด้วยเงินลงทุน 4 หมื่นบาท จะได้ว่าระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 7 ปีครึ่ง
              
       ถ้าคิดเป็นอัตราผลตอบแทนรายปีก็เท่ากับอัตราร้อยละ 9.6 ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยฝากประจำของธนาคารประมาณ 1.5% ต่อปีเท่านั้น
              
       ผมเข้าใจว่าปริมาณไฟฟ้าที่ทางห้างผลิตเองจากโซลาร์เซลล์จะถูกนำมาใช้ในห้างทั้งหมด เพราะห้างใช้ไฟฟ้าจำนวนมากจากการติดเครื่องปรับอากาศ และตู้แช่อาหาร ดังนั้น ทางห้างจึงไม่ต้องกังวลเรื่องไฟฟ้าที่เหลือ ไม่ต้องมีแบตเตอรี่ไว้เก็บไฟฟ้าที่เหลือ ต่างจากประเภทครัวเรือนที่ส่วนใหญ่แล้วมีการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันน้อยมาก ถ้าทางการไฟฟ้าฯ ไม่ยอมรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้ก็ยังไม่สามารถคุ้มทุน ครั้นจะติดแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าก็ยังไม่คุ้มทุน (ในขณะนี้) แต่ราคาแบตเตอรี่ก็จะลดลงจากนี้อีกปีละประมาณ 13% ในบางพื้นที่ของโลกสามารถคุ้มทุนแล้ว เช่น ในรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาซึ่งค่าไฟฟ้าแพง แต่ในหลายพื้นที่จุดคุ้มทุนกำลังใกล้เข้ามามากแล้วครับ
              
       นี่คือปัญหาของรายเล็ก แต่ไม่ใช่ปัญหาของรายใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องของเทคโนโลยี แต่มันเป็นปัญหาในเชิงนโยบายของรัฐบาลล้วนๆ
              
       ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และทางรัฐบาลประกาศอยู่เสมอว่าจะส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่นั่นเป็นการพูดแต่ปาก หากไม่มีนโยบายที่เอื้อให้มีผลในทางปฏิบัติได้จริงก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆ การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านรายย่อยเพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง โดยไม่ยอมให้ไฟฟ้าที่เหลือในตอนกลางวันไหลเข้าสู่สายส่ง แล้วไหลกลับคืนมาใช้ในตอนกลางคืน (หรือที่เรียกว่าระบบ Net Energy Metering) คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้นโยบายการส่งเสริมเป็นจริง
              
       ดร.เฮอร์มันน์ เชียร์ อดีตสมาชิกรัฐสภาเยอรมนี อดีตประธานสมาคมพลังงานแสงอาทิตย์แห่งยุโรป ได้กล่าวเตือนชาวโลกไว้เมื่อปี 1998 ในคราวรับรางวัล Solar World Prize ว่า
              
       “อย่าปล่อยให้การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในความรับผิดชอบของระบบพลังงานแบบที่กำลังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพราะมันจะเหมือนกับการปล่อยให้การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่อยู่ในมือของอุตสาหกรรมบุหรี่” 
        

แล้วเราจะเป็นผู้ชนะ / ประสาท มีแต้ม
         
       หากมองย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อเราพูดถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงพลังงานไม่สนใจรับฟัง นอกจากจะไม่รับฟังแล้ว พวกเขายังเยาะเย้ยถากถาง ว่าเป็นความคิดของพวกที่ไม่รู้จริง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นไปไม่ได้ แพง และไม่เสถียร เป็นต้นมาถึงวันนี้ทางกระทรวงพลังงาน และรัฐบาลได้เริ่มออกมาต่อสู้ด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือ วิธีการต่อสู้นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานาแล้ว ยังกำหนดระเบียบที่ไร้เหตุผลมากีดกัน โดยที่สังคมโดยรวมไม่สามารถแยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จได้
              
       มาวันนี้ ทางโรงงานใหญ่ๆ มหาวิทยาลัยบางแห่ง และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้ลงมือทำให้สังคมไทยได้ดูเป็นตัวอย่างแล้วว่า มันเป็นไปได้จริงๆ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในประเทศเรากำลังได้รับชัยชนะ แม้จะน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับในหลายประเทศที่สังคมตื่นตัวแล้ว
              
       รายงานชิ้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องต่อนโยบายพลังงานของโลกได้อ้างถึงคำพูดของมหาตมะ คานธี ประโยคหนึ่งความตรงๆ ว่า “ตอนแรกพวกเขาจะไม่สนใจคุณ ต่อมาพวกเขาจะหัวเราะเยาะคุณ แล้วจากนั้นก็จะต่อสู้กับคุณ และแล้วคุณจะชนะ (First they ignore you, then they ridicule you, then they fight you, and then you win.)”
              
       ผมเองไม่ค่อยจะประสีประสาในรายละเอียดของท่านมหาตมะ คานธี มากนัก แต่พอจะเข้าใจว่าเป็นคำแนะนำเรื่องการต่อสู้แนวสันติวิธีที่ท่านได้รับการยกย่องมาถึงปัจจุบันนี้ รายงานเรื่องนี้คือ Beyond Utility 2.0 to Energy Democracy ของ Institute for Local Self-Reliance2014
              
       มาถึงวันนี้ ท่านทั้งหลายคงจะเห็นด้วยกับผมแล้วว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะชนะเหมือนดังที่มหาบุรุษของโลกได้กล่าวเมื่อเกือบร้อยปีก่อนว่า
              
       แล้วคุณจะชนะ และจะชนะได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่าสมัยท่านคานธี
 
        

จำนวนคนโหวต 5 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017