นโยบายรัฐเดินหลงทาง “โค่นยาง” แต่ไม่ได้เพิ่มพื้นที่ “ป่า” และไม่ได้แก้ “ปัญหา” ราคายางตกต่ำ / สุนทร รักษ์รงค์

โดย MGR Online   
19 กรกฎาคม 2560 12:13 น. (แก้ไขล่าสุด 19 กรกฎาคม 2560 14:18 น.)
นโยบายรัฐเดินหลงทาง “โค่นยาง” แต่ไม่ได้เพิ่มพื้นที่ “ป่า” และไม่ได้แก้ “ปัญหา” ราคายางตกต่ำ / สุนทร รักษ์รงค์
แฟ้มภาพ
         
       สุนทร รักษ์รงค์
        นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และเลขาธิการ สคยท.
        ----------------------------------------------------------------------------------------------
       
       เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกป่า เป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นเหตุของปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายพื้นที่ที่มีการประกาศเขตป่าไม้ และเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน และยังมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ได้อาศัย และทำกินมาก่อนมีกฎหมายป่าไม้เสียด้วยซ้ำไป
       
       ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเป็นวิกฤตของชาติ และเป็นปัญหาที่เรื้อรังด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาเหตุหลักมาจากความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิส่วนใหญ่อยู่ในมือของนายทุน รวมทั้งที่ดินที่ขออนุญาตใช้ประโยชน์จากรัฐ ซึ่งเกษตรกรผู้ยากไร้ และคนจนไม่เคยได้เข้าถึงสิทธิ
       
       “กิเลส” คือ คำตอบสุดท้ายที่ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปทั่วประเทศ ราคายางที่สูงถึงกิโลกรัมละ 137 บาท ในปี 2554 คือแรงจูงใจ นโยบายของรัฐเพื่อปลูกยางในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสานของนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบคือตัวเร่งปฏิกิริยา และการทุจริตกล้ายาง 1 ล้านไร่ คือ หลักฐาน จนก่อให้เกิดกระแสตื่นยาง มีการปลูกยางในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มอย่างมากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และอีสาน ที่มีการบุกรุกป่ามาแล้ว เพื่อทำไร่ข้าวโพด และพืชไร่อื่น และคนในพื้นที่นำที่ดินดังกล่าวมาขายต่อให้แก่นายทุน และคนต่างถิ่นในราคาถูก
       
       ข้อมูลพื้นที่ปลูกยาง และผลผลิตยางของไทย แต่ละสำนักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่เคยตรงกันเลย ทั้งสำนักเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และคณะกรรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ล่าสุด กนย.บอกว่า ปี 2560 มีสวนยางเปิดกรีด 20.54 ล้านไร่ ผลผลิต 4.41 ล้านต้น ซึ่งเป็นการประมาณการ ส่วนข้อมูลของ กยท.มีผู้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง 1.3 ล้านราย ในพื้นที่สวนยางที่มีเอกสารสิทธิ 14 ล้านไร่ และมีการขึ้นข้อมูลชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 300,000 ราย ในพื้นที่ 4.4 ล้านไร่ และไม่มีการพูดถึงพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศว่า มีอยู่จริงเท่าไหร่
       
       จนกระทั่งมีแผนที่ดาวเทียมโดย GISTDA ซึ่งใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แสดงให้เห็นพื้นที่สวนยางทั้งหมด 32.86 ล้านไร่ สวนยางอยู่นอกเขตป่า 17.71 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกยางในเขตป่าอนุรักษ์ 1.39 ล้านไร่ และในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 13.76 ล้านไร่
       
       แม้ว่าประเทศไทยอาจมีพื้นที่การปลูกยางสูงถึง 33 ล้านไร่ และผลผลิตยางเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะยางล้นตลาด ปริมาณผลผลิตยางของโลก และความต้องการการใช้ยางของโลกยังอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน คือ 12-13 ล้านต้น/ปี ดังนั้น การกล่าวหาว่า เป็นเพราะยางในพื้นที่ป่าเป็นตัวการทำให้ยางล้นตลาด และเป็นสาเหตุให้ราคายางตกต่ำในช่วงนี้ จึงไม่เป็นความจริง อีกทั้งถ้าดูข้อมูลผลผลิตยางของไทย ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ผลผลิตยางมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ สาเหตุเนื่องจากราคายางที่ตกต่ำ ทำให้ขาดแรงจูงใจ เกษตรกรจึงได้มีการโค่นยางพาราเพื่อปลูกพืชอื่นทดแทนในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี
       
       อย่าเพิ่งตกใจนะครับว่า ทำไมแผนที่ดาวเทียมระบุมีสวนยางในเขตป่า 15 ล้านไร่ โดยมีข้อมูลของกรมป่าไม้ ที่อ้างว่า ชาวบ้านบุกรุกป่าเพื่อทำสวนยางมีเพียง 4.5 ล้านไร่ ซึ่งเป็นสวนยางในเขตป่าสงวนที่เป็นป่าเสื่อมสภาพชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ 3, 4, 5 จำนวน 3.1 ล้านไร่ และเป็นสวนยางในเขตป่าอนุรักษ์ 1.4 ล้านไร่ แต่กรมป่าไม้ ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลตัวเลขจำนวนป่าสงวนที่ให้นายทุน และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ตามมาตรา 16 และมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพราะจากกระแสตื่นยางที่ผ่านมา ก็ทำให้นายทุน และ ออป. หันมาปลูกยางในพื้นที่ป่าสงวนที่ได้รับอนุญาตอย่างผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่แจ้งไว้ตอนแรก
       
       ดังนั้น จึงมีคำถามว่า สวนยางที่อยู่ในเขตป่าสงวนอีก 10 ล้านไร่ อยู่ในมือของนายทุน และ ออป.หรือไม่? เรื่องนี้กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องตอบเพื่อคลายข้อเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน เพราะถ้าเป็นจริงตามสมมติฐาน สวนยางในเขตป่า 3 ล้านไร่ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่า เกษตรกรบุกรุกนั้นเป็นจำนวนที่ไม่มากเลย เมื่อเปรียบเทียบกับสวนยางของนายทุน และ ออป. 10 ล้านไร่ แม้ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่สวนยางของคนจนถูกตัดโค่น พร้อมข้อหาว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดปัญหาราคายางตกต่ำ แต่ของอีกฝ่ายกลับไม่มีการกล่าวถึง กรณีนี้เป็นการใช้นโยบายของรัฐบาลที่หลงทิศทางหรือไม่? เป็นเรื่องที่น่าติดตามครับ!
       
       ภาพการตัดโค่นต้นยาง ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล ได้สร้างความเจ็บปวดท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยที่ยากไร้ พร้อมคำถามที่ชวนให้หดหู่ใจว่า ต้นยางผิดอะไร ทำไมต้องโค่นทิ้ง? มีวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้ไหม? เพราะต้นยางเป็นต้นไม้เบิกนำที่โตเร็ว เหมาะแก่การใช้ฟื้นฟูสภาพป่าไม้ได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้หลักวิชาการป่าไม้ที่ถูกต้อง
       
       ผมไม่เห็นด้วยต่อนโยบายทวงคืนผืนป่า ด้วยการโค่นต้นยาง คนโลกสวยอย่าเพิ่งด่าผมนะครับ ผมไม่เคยเห็นด้วยต่อการบุกรุก และทำลายป่า แต่เมื่อมีปัญหาก็ต้องใช้เมตตาและปัญญาแก้ไข เพราะการโค่นยางเป็นการแก้ปัญหาแบบลิงแก้แห คือ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง และก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ไม่จบสิ้น กล่าวคือ กรมป่าไม้ก็ไม่มีกำลัง และความสามารถพอที่จะโค่นยางยาง 4.5 ล้านไร่ทั่วประเทศ และที่หนักกว่านั้นก็คือ หลังโค่นยางแล้ว การบุกรุกป่าก็กลับมาเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลเดิมคือ กรมป่าไม้จะฟื้นฟูและมาดูแลรักษาป่าที่ฟื้นฟูได้อย่างไร มีงบประมาณพอหรือไม่ ปัญหาก็วนกลับมาที่เก่า แต่ประเทศชาติต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อจัดการเรื่องดังกล่าว และยังเป็นที่มาของการทุจริตงบประมาณโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
       
       จากเหตุผลข้างต้น ผมของเสนอนวัตกรรมใหม่ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยอ้างอิงชุดความคิด “คนอยู่ ป่ายัง” ของ นายพงศา ชูแนม ผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้คือ ให้คนรุกป่า และชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาป่าไม้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือ รวมทั้งการใช้แรงจูงใจ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ หรือพื้นที่สีเขียว ด้วยแนวทางธนาคารต้นไม้ แทนชุดความคิดเดิมที่ใช้เพียงกฎหมาย และอำนาจรัฐเพื่อบังคับ และควบคุม ซึ่งที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า หากใช้วิธีการเก่า โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดูแลรักษาป่าไม้ ก็ยิ่งทำให้ป่าไม้ลดลง
       
       ดังนั้น เพื่อให้การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ สภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) มีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
       
       1.ให้รัฐบาลยกเลิกการอนุญาตให้นายทุน และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และให้นำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ และผู้ไม่มีที่ทำกิน
       
       2.ประกาศให้เกษตรกรที่มีสวนยางในพื้นที่ป่า มาแสดงตนโดยไม่มีการกล่าวโทษเอาผิด กรณีนี้จะทำให้นายทุนที่บุกรุกจะไม่กล้ามาแสดงตัว หากใช้วิธีส่งตัวแทน หรือนอมินี ก็มีวิธีตรวจสอบได้ไม่ยาก
       
       3.ให้เกษตรกรตามข้อ 2. รวมกลุ่มเป็นชุมชน และบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ โดยให้มีการทำแผนที่ พร้อมพิกัดจีพีเอสแปลงสวนยางของสมาชิกกลุ่ม และให้คณะกรรมการชุมชนขออนุญาตให้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย ในลักษณะสิทธิชุมชน
       
       4.สร้างเงื่อนไขให้เกษตรกรที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะสิทธิชุมชนตามข้อ 3. ต้องลดจำนวนต้นยางให้เหลือไม่เกิน 59 ต้นต่อไร่ และให้ปลูกต้นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 44 ต้นต่อไร่ ตามแนวทางของธนาคารต้นไม้ เพื่อเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นป่ายาง หรือป่าเศรษฐกิจ
       
       5.ทำข้อตกลงให้ชุมชน ต้องกำกับให้สมาชิกปฏิบัติตามเงื่อนไข ข้อ 4. อย่างเคร่งครัด และสัญญาว่า ชุมชนจะทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าที่เหลือ โดยไม่มีการบุกรุกเพิ่มเติม หากผิดสัญญา สิทธิชุมชนที่ได้รับจะถูกยกเลิก และต้องคืนที่ดินทั้งหมดให้แก่รัฐทันที
       
       6.กรณีมีสวนยางของนายทุนที่ไม่มาแสดงตน ให้รัฐยึดคืนสวนยางดังกล่าวมาทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ชุมชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลรักษาป่าชุมชน และจัดการผลประโยชน์
       
       จากข้อเสนอทั้งหมด ผมเชื่อว่าสามารถแก้ปัญหาของเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้จริง เพราะการสนับสนุนเกษตรกรให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการบุกรุกป่า โดยการกำกับของชุมชน น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย การเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นป่ายาง หรือป่าเศรษฐกิจ จะทำให้จำนวนต้นยางลดลง 20% ซึ่งจะมีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางในอนาคต
       
       การปลูกต้นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจในสวนยาง เป็นการลงทุนทำการเกษตรที่เสี่ยงน้อยที่สุด รวมทั้งช่วยสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง และยังเป็นเป็นการออมทรัพย์ระยะยาว การได้ใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย ทำให้เกษตรกรเหล่านี้สามารถจดทะเบียนเกษตรกรชาวนสวนยางได้ตามมาตรา 4 ของ พ.รบ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ซึ่งจะเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้งการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
       
       นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) 18 ก.ค.2560
        

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017