ไทยลักซ์ฯ ปีนี้เน้นบริหารการผลิตรักษามาร์จิ้นลุยพลังงาน

โดย MGR Online   
17 พฤษภาคม 2559 11:33 น. (แก้ไขล่าสุด 17 พฤษภาคม 2559 12:01 น.)
ไทยลักซ์ฯ ปีนี้เน้นบริหารการผลิตรักษามาร์จิ้นลุยพลังงาน
        ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ เปิดแผนธุรกิจปี 59 เน้นการบริหารจัดการการผลิต และรับจ้างผลิตให้มีประสิทธิภาพ มุ่งรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ดี ไม่เน้นตัวเลขรายได้เติบโตแบบหวือหวาเหมือนที่ผ่านมา ซีอีโอเผยความคืบหน้าธุรกิจพลังงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ขนาดกำลังการผลิต 500 กิโลวัตต์ ในประเทศญี่ปุ่น เฟสแรกพร้อม COD สิ้นดือน พ.ค.59 นี้ เชื่อการลงทุนช่วยสร้างรายได้ และกระจายความเสี่ยงในธุรกิจ คาดเห็นรายได้ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ส่วนเงินลงทุนไร้กังวลเหตุมีเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้สถาบันการเงินรองรับสำหรับการลงทุน
       
       นายกิติพัฒน์ ชลวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TLUXE เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2559 ว่า บริษัทฯ ไม่เน้นการเติบโตของรายได้ที่หวือหวา แต่จะเน้นการผลิต และรับจ้างการผลิตที่ทำให้มีอัตรากำไรขึ้นต้นดีขึ้น การบริหารจัดการต้นทุน และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้มีประสิทธิภาพ
        
       โดยมุ่งรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้อยู่ในระดับที่ดี ซึ่งในไตรมาส 1/59 อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 15.18% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 12.67% ปัจจุบั นธุรกิจของบริษัทมี 2 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์กุ้ง ปลา และธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง (Feed) ซึ่งผลิตโดยบริษัท ไทยลักซ์ ฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากการขายอาหารสัตว์ คืออาหารกุ้ง และอาหารปลา 85% และการแปรรูปอาหารทะเลแช่แข็ง 15%
       
       “ปีนี้เรามุ่งรักษาระดับ gross margin โดยเฉพาะในส่วนของตลาดอาหารกุ้งที่คาดว่าเทรนด์ปีนี้จะเติบโตดีขึ้น โดยเราวางกลยุทธ์จะเน้นเจาะตลาดภาคใต้มากขึ้น โดยเพิ่มกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงมาร์เกตแชร์กลับมา ขณะนี้ได้เตรียมพร้อมทีมงานการตลาด ทีมขายไปเจาะตลาดกุ้งภาคใต้ เนื่องจากตลาดใหญ่ของอาหารกุ้งอยู่ที่ภาคใต้ 100% เรามีความได้เปรียบเรื่องอาหารกุ้ง จากการที่ TLUXE มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำที่ จ.สงขลา ซึ่งที่ผ่านมา ยอดขายเราลดลงจากการข่าวสารว่า TLUXE เลิกผลิตอาหารสัตว์ทำให้เกษตรกรหันไปซื้อจากบริษัทอื่น” นายกิติพัฒน์ กล่าว
       
       สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมสัตว์น้ำปี 2559 คาดว่าผลผลิตกุ้งจะดีขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ผลผลิตเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ และการปรับวิธีการเลี้ยง แต่ในส่วนภาคกลางตอนนี้ปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบต่อลูกค้า ทำให้ไม่สามารถลงกุ้งได้ ทำให้การลงกุ้งล่าช้าต้องรอฝน ขณะที่แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารปลาในปีนี้จะมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงในเรื่องของราคา และเครดิตมากขึ้น เพราเกษตรกรมีสภาพคล่องทางการเงินลดลง ส่งผลให้บริษัทที่เข้ามาใหม่เน้นในด้านการให้เครดิต การตัดสินใจซื้อของเกษตรกรจึงง่ายขึ้น จากปัจจัยดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมเลี้ยงปลายังทรงตัว ปริมาณการให้อาหารปลาไม่แตกต่างจากปี 2558 มากนัก
       
       อย่างไรก็ตาม จากการที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า เพื่อแก้ปัญหา IUU โดยเฉพาะเรื่องแรงงานทาส จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องนโยบายการเน้นคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการแปรรูปอาหารทะเลแช่แข็ง ในประเทศไทยก็ยังคงมีความไม่แน่นอนจากการได้รับผลกระทบจากประเทศปลายทางในอนาคต ทางบริษัทไทยลักซ์ ฟู้ด โปรดักส์ จำกัด จึงจะปรับมาทำการตลาดภายในประเทศมากขึ้น ลดสัดส่วนในการขายผลิตภัณฑ์จากทะเล หรือที่เกี่ยวข้อง ไปสู่การแปรรูปปลาน้ำจืด เพื่อลดความเสี่ยงในการกีดกันทางการค้าจากประเทศปลายทางอุตสาหกรรมแช่แข็ง พร้อมทั้งจะขยายการแปรรูปปลาน้ำจืดแช่แข็งในรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรที่ใช้อาหารปลาจาก TLUXE และขยายสายการผลิตไปสู่ผักแปรรูปแช่แข็ง เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าควบคู่กันไป
       
       ส่วนความคืบหน้าการเข้าลงทุนในกิจการด้านพลังงานโดยลงทุนเข้าซื้อหุ้นของบริษัท PPSN จากประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นพลังงานไฟฟ้าจากใต้พื้นพิภพ (GEOTHERMAL) 4 ยูนิต ขนาดกำลังการผลิตรวม 125 กิโลวัตต์ต่อยูนิต รวมเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้า 500 กิโลวัตต์ (125 กิโลวัตต์ เทียบเท่า 1 เกกะวัตต์ ในพลังงานแสงอาทิตย์) จะสามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) สำหรับเฟสแรก ขนาด 250 กิโลวัตต์ ในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบระบบ ส่วนเฟส 2 จะวางแผงติดตั้งในเดือนกรฏาคม 2559 และคาดว่าจะจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนกันยายน 2559 นี้ ทั้งนี้ TLUXE ถือหุ้น 100% คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 400 ล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนมาจากเงินกู้สถาบันการเงิน และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการลงทุนด้านพลังงานในประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีมากในการลงทุนด้านพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ที่มีการเติบโตสูงในอนาคต และได้รับการสนับสนุนดีมากจากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยคาดว่าให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับผู้ถือหุ้น (Equity IRR) ร้อยละ 23.71 จากโครงการดังกล่าว
       
       ทั้งนี้ การที่บริษัทฯขยายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานเพื่อเพิ่มรายได้ และกระจายความเสี่ยงของรายได้ ประกอบกับธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้ามีรายได้สม่ำเสมอมั่นคง มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวถึง 15 ปี
       
       “TLUXE เป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ลงทุนในธุรกิจพลังงานประเภทพลังงานจากใต้พื้นพิภพ (GEOTHERMAL) เราคาดว่าจะต่อยอดในธุรกิจ สร้างรายได้อย่างมั่นคง และสม่ำเสมอ ประเมินรายได้ปีละ 50 ล้านบาท และเงินลงทุน 400 ล้านบาท เรามีเพียงพอ และพร้อมสำหรับการลงทุนครั้งนี้ ทั้งนี้ หากบริษัทสามารถรับรู้รายได้เชิงพาณิชย์ (COD) เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะขยาย GEOTHERMAL ถึง 30 ยูนิต (หรือเทียบเท่า 30 เมกะวัตต์ ในพลังงานแสงอาทิตย์) คาดว่าจะสร้างรายได้เกิน 300 ล้านบาทต่อปี” นายกิติพัฒน์ กล่าว
       
       ขณะที่การร่วมทุนกับบริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NPP โดยผ่านบริษัท ไทยลักซ์ ฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยนั้น เนื่องจากเรามีความพร้อมด้านวัตถุดิบ ถือว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจอีกทางหนึ่ง และเป็นการสนับสนุนการขยายธุรกิจให้แก่บริษัทย่อย ซึ่งมองว่าจะสร้างความเติบโต และช่วยให้บริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น เนื่องจาก NPP มีธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ดัง คือ A&W และ MIYABI ส่วนการเข้าไปถือหุ้นบริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ACAP นั้น เนื่องจากมองว่าบริษัทฯ มีโอกาสในการเจริญเติบโต และมีความเป็นไปได้ที่ธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทจะสามารถเสริมซึ่งกันและกันได้ ในเบื้องต้น มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ ACAP ปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มลูกค้าเกษตรกรของ TLUXE
       
       ทั้งนี้ มองว่าหากลูกค้ามีเงินทุนหมุนเวียนและกิจการเติบโต ลูกค้ามีเงินก็จะมาซื้ออาหารของบริษัทเพื่อไป ลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ TLUXE ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเรามีฐานลูกค้าประมาณ 200-300 ราย ตอนนี้อยู่ระหว่างการประเมินโดยการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว ACAP คิดอัตราดอกเบี้ย 15% ต่อปี
       
       สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในงวดไตรมาส 1/2559 มีผลขาดทุนสุทธิ 11.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ 10.11 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้น 51.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.76 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 15.18% เพิ่มขึ้น 2.51% เนื่องจากบริษัทฯมีการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวม 415.47 ล้านบาท ลดลง 38.36 ล้านบาท หรือลดลง 8.45% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม ยู่ที่ 453.83 ล้านบาท
       
       

ยังไม่มีผู้โหวต
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2016