ตำนานเพลงประท้วง ที่ “เพื่อชีวิต” แบบไทย ยังไม่ร้อง

โดย Marsmag 23 ตุลาคม 2556 12:53 น.
       Blowin’ in the songs
       โดย : ประมวล ดาระดาษ
       p_daradas@hotmail.com
       
       บนเวทีปราศรัยของการชุมนุมประท้วงทางการเมืองนั้น กิจกรรมของผู้เข้าร่วมการชุมนุม นอกจากการปราศรัย การแสดงละครเสียดสี การโต้ตอบถ้อยสงสัยแบบย้อนแย้งวาทกรรม การใช้วาทศิลป์ปลุกเร้า การกล่าวสุนทรพจน์ ฯลฯ ดังนี้แล้ว การร้องเพลง การเล่นเพลงประท้วง ย่อมคือ กุญแจสำคัญที่จะนำให้การประท้วงนั้นไปสู่ความสำเร็จได้
       
       การชุมนุมโดยสันติ อหิงสา ย่อมต้องมีเพลงประท้วงเกิดขึ้น เพื่อการต่อสู้ที่ยึดเยื้อ ยาวนาน เพลงประท้วงจะทำให้ฝูงชนมีพลัง ศักยภาพของเพลงประท้วงนั้นจะไม่เกินเลยไป ถ้าจะกล่าวว่า เปรียบเสมือนการท่องมนต์โดยผู้ชุมนุม เป็นสมาธิพลังจุดศักยภาพจิตวิญญาณให้กล้าแกร่ง และเป็นอีกแนวทางแห่งศิลปะ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่อการประท้วงในกรณีนั้นๆ เสมอมา ไม่มีการประท้วงใดที่ได้รับชัยชนะโดยปราศจากเพลงประท้วง
       
       ในประวัติศาสตร์ มีเพลงประท้วงมากมาย เรามาย้อนกงล้อประวัติศาสตร์ ดูและฟังเพลงประท้วงของโลกร่วมกัน โดยเพลงประท้วงในยุคที่เฟื่องฟูที่สุดนั้น ก็มีมาเนิ่นนานนับแต่ยุค 60s เป็นต้นมาแล้ว นั่นคือโลกสองฝ่ายในยุคสงครามเย็น ในโลกและประเทศเสรีประชาธิปไตย ในยุโรป อเมริกา และกลุ่มประเทศละตินอเมริกามีเพลงประท้วงเป็นตำนานมากมาย แต่ที่เด่นๆ ก็เห็นจะเป็นช่วงสงครามเวียดนามในยุคนั้น ที่เพลงประท้วงรุ่งเรืองถึงขีดสุด
       
       เพลงประท้วงย่อมมีนับหมื่นนับพัน ในหลายประเทศ หลายร้อยศิลปิน เป็นเพลงหลากหลายแนว และต่างมีประวัติศาสตร์ ในบริบทที่เกี่ยวข้องที่จะนำมาเล่าทั้งหมดก็จะไม่รู้จบ
       
       เรามาฟังเพลงประท้วงกันสัก 6 เพลง ที่ถือว่าคลาสสิกในยุคนั้น ตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ก็ยังคงจารึกไว้ ไม่ลืมเพลงเหล่านี้เลย เรามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเทียบเคียงกับปัจจุบันอันจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

       1.แซม คุก (Sam Cooke) - A Change is Gonna Come (1963)

       

       เพลงประท้วงเพลงนี้ ถ้าจะพิจารณากันถึงที่สุดโดยตัวเพลง มันก็จะปรากฎรากเหง้า เริ่มมาตั้งแต่ยุคทาสผิวสี และการเลิกทาสในยุคของลินคอล์น แต่ครั้งกระโน้นเลยทีเดียว การร้องเพลงประท้วงสมัยนั้น ก็เพียงเพื่อพร่ำหาเสรีภาพสิทธิเท่าเทียมในภราดรภาพพื้นฐาน ร้องเพื่อต่อต้านลัทธิเหยียดผิว ที่มีมาตั้งแต่นั้น เป็นการเรียกร้องให้มีการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุข ไม่แบ่งแยกสีผิว แยกเชื้อชาติ หรือชั้นวรรณะ ยังไม่ถึงการร้องเพื่อเรียกหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นใดไม่
       
       บ็อบ ดีแลน ได้ชื่อว่าเป็นผู้อำนวยการเพลงประท้วงเสาหลักของปากเสียง นับแต่เขาได้รังสรรค์เพลงอมตะ “Blowin' in the Wind” ในยุค 60s เป็นต้นมา เพลงนี้เป็นต้นแบบคลาสสิกยิ่งใหญ่ของบทเพลงแนวนี้ แซม คุก คือศิลปินอีกผู้หนึ่งที่สานภารกิจนี้ต่อ โดยจิตวิญญาณของผู้บุกเบิก ในนามราชันแห่งเพลงโซล ซึ่งทำได้ซึ้งกินใจและทรงพลังในศิลปะยิ่ง (เพลงนี้ คือ ตัวอย่างการเรียกร้องความเสมอภาค แบบที่เวทีไพร่ยุคใหม่ ผู้โปรปะกันดาวาทะ “รากหญ้า/ อำมาตย์” ไม่เคยนำศิลปะแนบนี้มาใช้บนเวทีเลย)

       2.บ็อบ ดิแลน (Bob Dylan) - The Times They Are A Changing (1964)

       

       ในปี 1985 ดีแลนให้สัมภาษณ์นิตยสารโรลลิงสโตน เกี่ยวกับเพลงประท้วงนี้ว่า "เพลงนี้ ก็แน่นอนนะ มันเป็นเพลงที่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะเขียนขึ้นเพื่อให้ภาพที่กว้างใหญ่ ผ่านอุปลักษณ์และถ้อยความ/คำที่กระชับสั้นๆ โดยตั้งใจให้มันซ้อนทับอยู่กับเรื่องราวของจิตสำนึกรวมหมู่ ของการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนผ่านดนตรีโฟล์ก ผมตั้งใจให้มีศักยภาพ พอๆ กับเพลง “Blowin' in the Wind”
       
       เพลงนี้คือ เพลงที่ไพร่แดงยุคใหม่ที่บัดนี้กลายเป็นอำมาตย์ใหญ่ ผู้นำต่อการเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องการให้มีความเปลี่ยนแปลง แต่ทว่า... ไม่มีคำถามและคำตอบ เชิงปรัชญา ว่า “จะต้องมีคนอีกสักกี่คนที่จักต้องตาย เพื่อความหมายของความเป็นมนุษย์ผู้เท่าเทียม” (เมื่ออยู่บนเวทีประท้วงในฐานะที่อ้างว่าตนเสมอเสมือนไพร่ พอเสร็จศึกได้อุบัติเป็นอำมาตย์ใหญ่ น่าจะทำให้ลืม ต่อการแสวงหาคำตอบนั้น)

       3. ซี ซี อาร์ (Creedence Clearwater Revival) - Fortunate Son (1969)

       

       ยุคสงครามเวียดนาม เป็นยุคของบีต เจเนอเรชัน สภาพสังคมโลก กรุ่นไปด้วยไอสงครามเย็น เป็นยุคบุปผาชนเบ่งบาน การประท้วงของเหล่าบรรดาศิลปิน และเหล่าฮิปปี้มีทุกวัน เกิดขึ้นเกือบทุกมุมเมือง “ลูกชายผู้โชคดี” (ที่สภาซีเนตอเมริกัน ในสมัยสงครามเวียดนาม ออกบังคับกฎหมายว่าต้องไปรบ) ซี ซี อาร์ เขียนเพลงนี้ ประท้วงในทำนองว่าลูกหลานอเมริกันของผู้ถูกเกณฑ์ไปรบล้มตายนับหมื่น สงครามนี้เป็นสงครามส่วนตัวของพวกเศรษฐี ผู้ลากมากดี และนักการเมืองผู้มั่งคั่งได้ลุแก่อำนาจ พากันตรากฎหมายใช้ให้คนหนุ่มไปตายแทนในสงครามของพวกเขา และพวกเขาต่างประท้วงย้อนแย้งว่า ทำไมไม่ส่งลูกชายของผู้คนในสภาออกไปรบบ้างเล่า
       
       พวกเขาต่างตายแทนลูกของพวกคุณ เพื่อให้ครอบครัวและลูกๆ ของคุณได้อยู่ดีมีสุข พวกเขาอีลิตชนเหล่านี้ มีสิทธิ์เหนือประชาชี โดยคนในครอบครัวของตนไม่ต้องไปตายในสงคราม นี่ยุติธรรมหรือ? (ประวัติศาสตร์เทียบเคียงได้ ต่ออีกโลก ที่มีคนรากหญ้าออกมาตายแทนเพื่อให้พวกอำมาตย์ใหม่ที่อ้างว่าตนเป็นไพร่เก่า ได้ขึ้นเสวยสุข บนเลือดเนื้อและความตายของพวกเขา แบบยินยอมพร้อมใจ ไม่ต้องมีกฎหมายบังคับแบบเป็นเรื่องตลกร้าย)

       4. จิล สก็อต เฮอรอน (Gil Scott Heron) - The Revolution Will Not Be Televised (1970)

       

       การปิดหูปิดตาประชาชนนั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย จิล สก็อต เฮรอน เคยร้องเพลงแรปเสียดสี เหน็บแนมนักการเมืองได้อย่างเจ็บปวดก่อนจะจากไป ข่าวการประท้วง วิถีการปฏิวัติปฏิรูปประเทศ และอะไรต่อมิอะไรที่จะแฉโพย ความไม่ชอบมาพากลของผู้มีอำนาจรัฐ ย่อมถูกปิดกั้น สื่อต่างๆ ไม่ถ่ายทอด ยุคนั้นเป็นยุคนิกสัน นัยว่า สื่อก็มีเสรีภาพดีอยู่ แต่ก็ถูกปิดกั้นด้วยอำนาจฉ้อฉลอะไรบางอย่าง เป็นไปได้ และเป็นเรื่องปกติธรรมดามาแต่อดีตแล้ว
       
       (และยุคนี้ในกรณีที่สื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศยามนี้ ที่ว่าทำไมจึงสมยอมและเห็นด้วยกับอำนาจรัฐ นี่คือ การคุกคามโดยวิธีใด หรือสมยอมโดยประสมประโยชน์ อันเป็นเรื่องที่น่าตระหนักในจริยธรรมยิ่ง)

       5. ครอสบี สติลส์ แนช แอนด์ ยัง (Crosby Stills Nash & Young) - Ohio (1970)

       

       “โอไฮโอ” เขียนโดย นีล ยัง นักเพลงแนวพิโรธวาทังจอมประท้วงตัวพ่อ เขาใช้ศิลปะจากเสียงเพลงต่อต้านสงคราม และเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมาทุกยุค ตลอดชีวิตการเป็นศิลปิน เขาแต่งเพลงนี้เพื่อประท้วงรัฐบาลที่สั่งกองกำลังทหารเข้าควบคุมการเคลื่อนไหวประท้วงของบรรดากลุ่มนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเคนท์ สเตท ที่ชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามขณะนั้น อันนำไปสู่เหตุการณ์การสังหารโหดกลุ่มนักศึกษาผู้ประท้วงจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1970
       
       บทเพลงอันทรงพลังนี้ ชี้ให้ชาวอเมริกันทุกคนได้ตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการประท้วงเพื่อยุติสงคราม เมื่อพลังของปัญญาชนได้ร่วมลุกฮือขึ้น เพื่อชี้นำสังคม อำนาจแห่งทรราชจักเสื่อมถอย มิหาญกำลังแข็งขืนยั่งยืนอีกต่อไปได้ นี่คือ สัจธรรมของประวัติศาสตร์ที่มีปรากฏทุกยุคทุกสมัย “โอไฮโอ” คือ เพลงประท้วงที่ยอมรับกันว่าเป็นประวัติศาสตร์ และเกียรติยศสูงส่งของวง CSNY
       
       (แน่นอน...“โอไฮโอ” คือโมเดลกรณีศึกษาของการรวมตัวชุมนุมกันต่อสู้ของเหล่านักเรียนนักศึกษา ต่อการประท้วง เทียบกับเหตุการณ์ล้อมปราบบรรดานิสิต นักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 1976 เช่นเดียวกัน นี่คือ อีกประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึก)

       6. บ็อบ มาเลย์ แอนด์ ปีเตอร์ ทอช (Bob Marley & Peter Tosh) - Get Up,Stand Up (1973)
       
       

       แม้ราชันแห่งเรกเก้ จะได้ชื่อว่า เป็นศาสดาแห่งลัทธิราสตาฟาเรียน (ที่นิยมการเสพกัญชาเป็นชีวิตจิตใจ) ต่ออารมณ์ศิลปินผู้เคลิ้มฝันมากสุนทรียะ แต่อีกด้านหนึ่งของความเป็นศิลปิน ไอดอลเสรีชนที่มีสาวกเดินตามแนวทางมากมาย เขาคือศิลปินตัวพ่อแห่งการประท้วง ต่อการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ ที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง ของประวัติศาสตร์ดนตรีประท้วงทางการเมือและสิทธิมนุษยชน
       

We sick an' tired of-a your ism-skism game - 
       Dyin' 'n' goin' to heaven in-a Jesus' name, lord.
        We know when we understand:
       Almighty god is a living man.
       You can fool some people sometimes,
       But you can't fool all the people all the time.
       So now we see the light (what you gonna do?),
        We gonna stand up for our rights! (yeah, yeah, yeah!)
       

เพลงนี้มีท่อนแยก ที่ได้ต่อยอดความคิด และขยายถ้อยวาทะอมตะวาทะลินคอล์น แบบแตกแขนงต่อยอดออกไปจากวาทะอมตะเดิมที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนั้นออกไปอีกว่า "คุณสามารถหลอกคนบางคน ในบางครั้ง แต่คุณไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา ดังนั้น ตอนนี้เราได้เห็นแสงแจ้งบรรลุแล้ว เราจะพร้อมกันลุกขึ้นยืนเพื่อประท้วงเพื่อทวงสิทธิของเรา”
       
       แทร็กนี้ มาในทำนองธีมเดียวกับเพลงประท้วง “โอไฮโอ” ในด้านอารมณ์และความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ

ตำนานเพลงประท้วง ที่  “เพื่อชีวิต” แบบไทย ยังไม่ร้อง
แซม คุก
       ต่อการประท้วงในยุคปัจจุบัน ผลที่ผู้ร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองต้องบาดเจ็บ ล้มตายด้วยความรุนแรงจากผู้กุมอำนาจรัฐ เหตุการณ์จะได้รับการประท้วงโดยบทเพลงจากบรรดาศิลปินผู้มีจิตใจรักความสงบ รักเสรีภาพ และอยากเห็นการแก้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองโดยสันติวิธี แต่ส่วนมากบทเพลงประท้วงไม่เคยเข้าหูและสำนึกของผู้มีอำนาจมาตลอด นั่นคือปรากฏการณ์ที่คล้ายกันทั้งโลก
       
       ขณะที่ปัจจุบันการชุมนุมประท้วงเพื่อชี้ให้สังคมเห็นปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำของสังคมในรูปแบบใหม่ ที่รวยกระจุกจนกระจาย ปัญหาคอร์รัปชันของรัฐบาล ปัญหาการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ การผูกขาดสาธารณูปโภค โดยประชาชนต้องทนแบกภาระแบบจำยอมกับราคาที่แพงแบบขูดรีด การพาประชาชนและประเทศ ให้เข้าอยู่ในอุ้งมือ และการครอบงำของทุนสามานย์ ผ่านนโยบายการเศรษฐกิจ การเมือง ผ่านเวทีรัฐภา โดยค่อยๆ เคลื่อนอำนาจเข้ามาปกครอง กดขี่ประชาชนโดยสร้างมายาภาพกลบเกลื่อน ให้เห็นเป็นความถูกต้อง ชอบธรรม ในนามความเป็นประชาธิปไตยแบบแยบยล แบบมารครองเมืองนั้น
       
       และต่อการประท้วง การปลดปล่อย การกระชากหน้ากากของเผด็จการทุนสามานย์ที่อ้างว่า เป็นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่กำลังหลอกหลอนทุกคน ทุกเวลา อยู่ในขณะนี้นั้น
       
       การที่ประชาชนส่วนใหญ่ จะได้รับข่าวสาร และมีสำนึก แบบเห็นแสงสว่าง และพร้อมใจกัน Get Up,Stand Up แบบที่บ็อบ มาเลย์ ราชันเรกเก้ได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น ไม่สามารถฝากความหวังกับการเป็นหัวหอกของศิลปินอื่นใดในขณะนี้ได้เลย สำหรับการประท้วงที่คุกรุ่นอยู่ในยามนี้
       
        ไม่มีการประท้วงใดจะสำเร็จไปได้ ถ้าปราศจากการปราศรัยที่เข้มข้น เปี่ยมด้วยอานุภาพแห่งการปลุกเร้า จนสามารถโน้มนำมวลชนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุม ร่วมประท้วงโดยสงบ สันติ อหิงสา
       
       ทั้งนี้ทั้งนั้น การประท้วง นอกจากจะต้องมีกองกำลัง มีการ์ดรักษาการณ์ มีกองพลาธิการด้านอาหาร และเวชภัณฑ์ เพื่อให้ศักยภาพในการชุมนุมมากพอ มีการจัดการการชุมนุมประท้วงที่ดี มีผู้นำและผู้ร่วมอุดมการณ์ต่อการปลุกเร้าให้เข้มข้นมากพอ
       
       และในการชุมนุมประท้วงที่ต้องการชัยชนะหรือบรรลุเป้าหมายของการชุมนุม ก็ย่อมต้องการสร้างความฮึกเหิมของปวงชนทั้งประเทศ ให้ได้ร่วมแรง ร่วมใจ ที่จะพาหรือยกระดับการประท้วง ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ โดยหนทางที่จะต้องมีการปลุกเร้าพลังมวลชนอย่างเข้มข้น ด้วยวาทกรรมอันเข้มข้น และบทเพลงที่เปี่ยมพลัง
       
       ทว่าขณะนี้ เหมือนหนทางข้างหน้าจะริบหรี่ยิ่ง เพราะ...

ตำนานเพลงประท้วง ที่  “เพื่อชีวิต” แบบไทย ยังไม่ร้อง
บ็อบ ดิแลน
       หนึ่ง ยังไม่ปรากฏราชันเพลงประท้วง ที่จะเกิดควบคู่ไปกับการประท้วงในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ-(จึงขอบันทึกไว้)
       
       สอง ประชาชนรากหญ้าชาวไทยถูกกลืนและมีการปรับระดับความรู้สึกว่ามีภราดรภาพเท่าเทียม มีประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีไพร่/อำมาตย์อีกต่อไป ทุกคนมีเสรี มีสิทธิมีเสียงแล้ว ไร้การกดขี่โดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ โดยมายาภาพบิดเบือนจากมันสมองอันฉ้อฉลของผู้ปกครอง และเหล่านักวิชาการกังฉิน ที่พากันออกมานำเสนอแนวคิด
       
       สาม สื่อสารมวลชน สื่อทุกแขนง ที่จะโพนทะนาความฉ้อฉล ได้ตกเป็นทาสและอยู่ฝ่ายเดียวกับทุนสามานย์ไปแล้ว
       
       และสี่ ยังไม่มีศิลปินผู้ใด หรือผู้นำทางความคิด หรือนักประท้วงคนใด หรือกลุ่มใด ที่มีศักยภาพเพียงพอ พอที่จะนำวาทะในเพลงแบบบ็อบ มาเลย์ มาปลุกเร้า กับยุคสมัยที่เผด็จการในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม คืบคลานก้าวขึ้นมามีอำนาจกินรวบประเทศ แบบพวกเขาจะนำข่าวสารสู่ประชาชนชาวไทยให้ได้ประจักษ์ต่อความจริง และปลุกเร้าใจให้ความรู้กับประชาชนให้ได้พบกับแสงสว่างทางปัญญา และร่วมกันลุกขึ้นสู้พร้อมกันแบบ Get Up, Stand Up ได้
       
       ทุนสามานย์ฉ้อฉลจึงยังคง “หลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา และหลอกบางคนได้ตลอดเวลา แต่ ...คุณ(พวกเขา คงจะ) ไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา” ถ้าประเทศนี้มีเพลงประท้วงชั้นเยี่ยมจากศิลปินชั้นยอด ร้องส่งสารแห่งสัจสู่ประชาชนให้ตระหนัก ร่วมลุกฮือขึ้นต่อต้านและขับไล่มารครองเมืองให้พ้นจากอำนาจไป ให้กลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งการปฏิรูปยุคสมัยอันยิ่งใหญ่กันอีกครั้ง

ข่าวล่าสุดในหมวด
เพลงแห่งโชค กับโลกที่ยังต้องตัดกรรม นอสตราดามุส และนักฉวยโอกาส ท่ามวิกฤตสังคม
ดาฟต์ พังก์ กับอัลบัมแห่งปี แกรมมี่ อวอร์ดส์ ชูวิทย์-เทรโฮ โอ้โห!! บังเอิญเหมือน
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 8 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 8 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
ความคิดเห็นที่ 4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
You're the Voice โดย Chris Thompson
ฅนไทย
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 3 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
อ่านแล้วต้องคารวะท่าน
ด้วยจริงใจ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ต้อง Wind of Change สิ ตกไปได้ยังไง
แมงป่องผยองเดช
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เพลงนี้มันใช้ยุยงให้กลุ่มอื่นแตกแยก
ไม่ใช่เป้าประสงค์ของชนชาติตัวเอง
นัยแอบแฝง
 
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ศิลปินไทยใจรักชาติก็มีเยอะ จะไม่กล้าแต่งบทเพลงเรียกร้องให้คนไทยสำนึกรักชาติรักความเป็นไท จะยอมเป็นไพร่เป็นทาสเป็นขี้ข้าเป็นหนี้ชั่วลูกชั่วหลานให้ทุนสมานย์ปล้นชาติขายสมบัติคนไทยให้เขมรให้ฝรั่งจีนแขกหมดเลยหรือ
ที่เศร้าใจคือพรรค ปชป ที่ไม่ดูดำดูดีปล่อยให้โจรแก้ รธน ฉีกกฎหมายเปิดทางให้ฏจรล้างผิดย้อนหลัง จะเป็นพระเอกขี้ขลาดในสภาแมลงสาปแปลงร่างอาละวาดไปอีกนานมั้ย
รอยุบสภาก็สายไป
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2014