หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกท่องเที่ยว | วาไรตี้ท่องเที่ยว
 

“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์

ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤศจิกายน 2554 17:59 น.
“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันชาวยองรุ่นใหม่ จะแต่งชุดประจำเผ่าของตนเนื่องในโอกาสวันสำคัญ เช่นวันประเพณีสลากย้อม เป็นต้น
       หากจะกล่าวถึงเมืองในแถบล้านนาของไทย โดยเฉพาะเมืองลำพูนนั้น นับว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์เป็นอย่างมาก ไตหรือไท อย่างไตโยน ไตลื้อ ไตเขิน ไตใหญ่ (เงี้ยว) มอญ (เม็ง) ลัวะ ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) พม่า (ม่าน) เป็นต้น แต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในเมืองลำพูน คือประมาณร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด นั่นก็คือ คนยอง หรือ ไตยอง
       
       คนยองคือใคร มาจากไหน
       
       ชาวยองเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไตลื้อหรือไทลื้อกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานอยู่ ณ เมืองยอง เป็นเมืองที่มีชื่อเดียวกับแม่น้ำคือแม่น้ำยอง อยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง ในอดีตเมืองยองมีชื่อว่า มหิยังคนะ (ทว่าคนเมืองยองเองที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่เรียกเมืองว่า เจงจ้าง - เมืองเชียงช้าง) และเรียกตัวเองว่าชาวไตเมืองยอง
       
       เมืองยอง สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยชาวพื้นเมือง ต่อมามีผู้คนอพยพจากเมืองเชียงรุ้งเข้าไปสร้างบ้านแปงเมือง โดยมีเจ้าเมืองซึ่งเป็นชนชาวพื้นเมืองเชื้อสายไทลื้อปกครองบ้านเมืองสืบต่อกันมา บางช่วงเวลาเมืองยองก็เป็นเมืองร้างอันเนื่องมาจากศึกสงคราม และในปัจจุบัน เมืองยองมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐฉานในประเทศพม่า
       
       ในปี พ.ศ.2348 ภายหลังจากที่พระเจ้ากาวิละได้ปลดแอกจากพม่า (ล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าระหว่าง พ.ศ.2101-2347) และสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ขึ้นมาอีกครั้งแล้ว ก็มีความคิดที่จะกอบกู้เมืองลำพูนด้วยเช่นกัน ด้วยทรงเห็นว่าในอดีตเคยเป็นราชธานีหริภุญไชยอันรุ่งเรืองมาก่อนเมืองอื่น
       
       พระเจ้ากาวิละได้อพยพชาวไตจากเมืองยองมาราวหมื่นคนเศษ ส่วนใหญ่แล้วเป็นชนชั้นสูงระดับเจ้านาย ขุนนาง ผู้นำชุมชน ช่างฝีมือ อพยพจากเมืองยองลุ่มน้ำโขงสู่ลุ่มน้ำปิง จากปี พ.ศ.2348 ถึงเมืองลำพูนราวเดือนเมษายน พ.ศ.2349 นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรียกยุคนั้นว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” (ซ้า แปลว่า ตะกร้า) ได้มีการทำพิธียกเมืองเวียงยอง ซึ่งตั้งอยู่ ณ ฟากตะวันออกของแม่น้ำกวง (แม่น้ำปิงเก่า) ตรงข้ามกับวัดพระธาตุหริภุญไชยให้แก่ผู้มาใหม่

“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์
หอเทวบุตรหลวง ที่วัดหัวขัว
       สำหรับศูนย์กลางของชาวยองยุคเริ่มแรกอยู่ที่วัดหัวขัว วัดต้นแก้ว วัดแม่สารป่าขาม แม่สารบ้านตอง ต่อมาค่อยๆ กระจายไปสู่ป่าซาง แม่ทา บ้านโฮ่ง เวียงหนองล่อง และลี้ ที่ป่าซางมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดอินทขิล วัดป่าซางงาม วัดฉางข้าวน้อยเหนือ และวัดพระพุทธบาทตากผ้า ชาวยองได้นำวัฒนธรรมประเพณีของตนจากสิบสองปันนามาใช้ในวิถีชีวิต ทั้งด้านเครื่องแต่งกาย ภาษา ดนตรี การฟ้อนรำ อาหาร ฯลฯ
       
       เจ้านายชาวยองได้สร้างวัดหัวขัวเพื่อเป็นศูนย์รวมชาวยองทั้งด้านการศึกษา และศรัทธา โดยได้อัญเชิญ เทวบุตรหลวงหรือเตวบุตรโหลง (คล้ายเทพอารักษ์หรือเสื้อบ้าน) แต่เดิมสถิตอยู่ที่ฐานพระธาตุจอมยอง วัดหัวข่วงราชฐาน เมืองยองประเทศพม่า มาไว้ที่วัดแห่งนี้เพื่อคอยติดตามคุ้มครองชาวยองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
       
       เทวบุตรหลวงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไร้รูปเคารพซึ่งชาวบ้านได้ทำหอเทวบุตรไว้เป็นตัวแทน แต่ด้วยความเชื่อสมัยใหม่ทำให้ชาวยองกลุ่มหนึ่งในจังหวัดลำพูนมีความพยายามที่จะสร้างรูปลักษณะให้กับเทวบุตรหลวง เพื่อเป็นดังรูปเคารพ(คล้ายจตุคามรามเทพ)และเป็นดังสิ่งสมมติเพื่อใช้สำหรับสักการะบูชาและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวยอง ซึ่งความคิดนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ปัจจุบันจึงอยู่ในระหว่างดำเนินระดมความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อหาบทสรุปเป็นลำดับต่อไป

“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์
ต้นสลากย้อม หนึ่งในประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวยอง
       นอกจากศาลเทวบุตรหลวงแล้ว ศูนย์รวมจิตใจของชาวยองในอำเภอป่าซางอีกแห่งคือ ที่วัดฉางข้าวน้อยเหนือ เพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุซึ่งจำลองรูปแบบมาจากเจดีย์พระมหาธาตุจอมยอง วัดหัวข่วงราชฐาน และมีจารึกไม้สัก ซึ่งกล่าวถึงการร่วมทำบุญอุทิศถวายวัตถุสิ่งของของกลุ่มชาวยองแก่พระสงฆ์และวัดอีกด้วย
       
       อัตลักษณ์ชาวยอง
       
       ชาวยองเมืองลำพูน ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองชาวสยาม (ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5) การปรับตัวของชาวยองในแผ่นดินสยาม ในด้านสังคมและวัฒนธรรม กลุ่มชาวยองยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้อย่างยาวนาน อาทิ บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ภาษาพูด "ภาษายอง" ซึ่งเป็นภาษาพูดที่สามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจระหว่างชาวยองสิบสองปันนากับชาวยองลำพูน รวมทั้งการโฮมกลองหลวง การอุทิศบูชาพระธาตุ และประเพณีสลากสลากย้อม ล้วนคืออัตลักษณ์พิเศษของคนยอง

“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์
บ้านมะกอก บ้านยองโบราณใน อ.ป่าซาง
       ชาวยองจัดว่าเป็นช่างฝีมือที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านไม้แกะสลักอย่างดียิ่ง จากรูปแบบเฮือนบ่าเก่าชาวยองที่ยังหลงเหลือในลำพูน อายุราว 80-100 ปี กว่าร้อยหลัง แสดงให้เห็นฝีมือทางช่างที่ดีเยี่ยม เอกลักษณ์บ้านยองคือ จะนิยมสร้างบ้านไม้ ใต้ถุนโล่ง หลังคาจะไม่มีกาแล แต่จะมีรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่ชาวยองเคารพนับถือประดับอยู่แทน สำหรับบ้านยองที่ถือว่าขึ้นชื่อและคลาสสิคที่สุดในลำพูนก็คือ "บ้านมะกอก" หรือ "บ้านยองโบราณ" ของคุณป้าบัวลา ใจจิตร แห่ง อ.ป่าซาง ที่ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่นของอำเภอแห่งนี้
       
       ด้านพุทธสถาปัตยกรรม แบ่งออกเป็นเจดีย์ นิยมก่อสร้างเจดีย์ทั้งแบบทรงปราสาท และทรงระฆัง ที่สืบทอดมาจากยุคล้านนา บางชิ้นมีการผสมผสานสกุลช่างล้านนาเข้ากับเจดีย์ทรงมอญ-พม่า อาทิ เจดีย์วัดพระคงฤษี เจดีย์วัดมหาวัน เจดีย์วักศรีเมืองยู้ เป็นต้น วิหาร ส่วนใหญ่ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกเก็จด้านหน้า 1-3 ชั้น มีบันไดทางขึ้นด้านหน้า โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ ใช้กระเบื้องดินขอปลายตัดมุงหลังคา หอไตรหรือหอธรรม มีทั้งก่อสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางสระน้ำและแบบครึ่งตึกครึ่งไม้ หอไตรหลังงาม อาทิ หอไตรสันกำแพง หอไตรวัดหมูเปิ้ง เป็นต้น

“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์
สามารถเลือกหาผ้าทอชั้นดีฝีมือชาวยองได้ที่นี่
       เยี่ยมเยือนถิ่นชาวยองลำพูน
       
       ชุมชนบ้านเวียงยอง เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวไตลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง และยังคงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของผู้คนที่นี่ก็มีความสำคัญไม่น้อย ยิ่งโดยเฉพาะในท่ามกลางสังคมเมืองที่เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านเวียงยองยังคงอนุรักษ์รักษาศิลปวัฒนธรรมประเพณีของชาวเมืองยองเอาไว้
       
       เห็นได้จากเมืองเข้าไปในวัดต้นแก้ว จะมีกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองของผู้สูงอายุ ซึ่งได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 โดยคนทอผ้าเป็นช่างทออยู่เคยทอผ้าอยู่คุ้มเจ้าหลวงลำพูน นอกจากนั้นผู้สูงอายุบางคนยังเคยทำงานอยู่ในโรงทอผ้าของแม่คำแว่น ไชยถวิล ซึ่งเป็นโรงทอผ้าเก่าแก่ที่สุดของเมืองลำพูน ปัจจุบันทางกลุ่มทอผ้าผู้สูงอายุวัดต้นแก้วได้มีการทอผ้ายกเชิง ผ้าไหมแกมฝ้ายลายดอกพิกุล หรือดอกแก้วอันเป็นที่มาของชื่อวัดคือ วัดต้นแก้ว ซึ่งถือเป็นลายผ้าเก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลำพูน

“ยอง” ต้นตระกูลคนลำพูน กับตัวตนบนวิถีอันเป็นเอกลักษณ์
เครื่องแต่งกายชาวยองและข้าวของเครื่องใช้ใน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยอง
       นอกจากนั้นในบริเวณวัดยังมีการจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยอง ก่อตั้งโดยพระครูไพศาลธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดต้นแก้วเมื่อปี พ.ศ.2530 พระครูไพศาลธีรคุณ เจ้าอาวาสเล่าให้ฟังว่า เริ่มต้น ซึ่งได้มีการเก็บสะสมของโบราณของชาวยอง จำพวกเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ คุตีข้าว ล้อเกวียน เมื่อมีสิ่งของมากขึ้นก็จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ เล็ก ๆ ภายในวัด และเมื่อญาติโยมเดินทางมาทำบุญที่วัดเห็นเข้าบางคนก็นำสิ่งของเก่า ๆ มาบริจาคมากขึ้นเรื่อย ๆ
       
       พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยองวัดต้นแก้ว แต่เดิมนั้นใช้พื้นที่ของกุฏิเก่าทำเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมของเก่าโบราณหายาก ทั้งภาพโบราณเมืองลำพูน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน พระเครื่อง พัดยศ รวมไปถึงผ้าทอโบราณ จนกระทั่งปี พ.ศ.2545 ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยองขึ้นในบริเวณวัดต้นแก้ว เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ จึงได้ย้ายข้าวของเครื่องใช้มาไว้ในตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ปัจจุบัน
       
       ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวยองวัดต้นแก้ว เก็บรวบรวมของโบราณหาชมยากกว่า 1,000 ชิ้น เช่น หีบพระธรรม พระเครื่องเก่าแก่ของลำพูน ถ้วยชาม วิทยุโทรทัศน์เก่า ภาพโบราณ เอกสารหนังสือเก่า รวมถึงผ้าทอโบราณของชาวเวียงยอง ที่ขึ้นชื่อได้แก่ ผ้าซิ่นอายุ 106 ปี ของเจ้าแม่ฟองคำ ณ ลำพูน และผ้าซิ่นของแม่บัวเขียว นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่คนรุ่นหลังจะได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของอดีตกาลแห่งชาติพันธุ์ชาวยองที่ถือว่าทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เป็นไปได้...ชัตเตอร์แทนใจ เชื่อมโลกมืดผ่านภาพถ่ายจากฝีมือเด็กตาบอด
เสียงค้านเริ่มดัง หลัง คสช.เห็นชอบขยายถนนผ่านป่า “คืนความทุกข์”ให้มรดกโลกเขาใหญ่
“ตักบาตรหาบจังหัน” แง่งามในวิถีธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แห่ง “บ้านหาดสองแคว” อุตรดิตถ์
ชม“แสง-สี” วัดพระบรมธาตุฯ เมืองนคร มิติใหม่ในการชมแหล่งท่องเที่ยวยามราตรี
ตามรอยพระเบญจภาคี ต้นกำเนิดพระดียอดปรารถนาของเหล่าเซียนพระ
 
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 18 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 6 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ยองลำพูน ไม่ได้ออกเสียง เหมือนนั่งยองๆ ใช่มั๊ยครับ
ออกเสียงอีกอย่าง ที่เขียนไม่ได้ เหมือนคำว่า แม่ยิง ไม่ได้ออกเสียงเหมือน ยิง
คนเชียงใหม่
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ครับ
แม่ยิง คนยองจะออกเสียง แม ยิง ไม่มีไม้เอกครับ
พ่อ ก็ออกเสียงว่า อิ๊ปอ
แม่ ก็ออกเสียงว่า อิ๊แม
ยองตั้งแต่เกิด
 
ความคิดเห็นที่ 3 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ชอบ สารคดี แบบนี้ เหมือนเรียนประวัติศาสตร์แต่ไม่น่าเบื่อ
ขอบคุณจากแดนไกล
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ในปี พ.ศ.2348 ภายหลังจากที่พระเจ้ากาวิละได้ปลดแอกจากพม่า (ล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าระหว่าง พ.ศ.2101-2347) และสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ขึ้นมาอีกครั้งแล้ว ก็มีความคิดที่จะกอบกู้เมืองลำพูนด้วยเช่นกัน ด้วยทรงเห็นว่าในอดีตเคยเป็นราชธานีหริภุญไชยอันรุ่งเรืองมาก่อนเมืองอื่น

พระเจ้ากาวิละได้อพยพชาวไตจากเมืองยองมาราวหมื่นคนเศษ ส่วนใหญ่แล้วเป็นชนชั้นสูงระดับเจ้านาย ขุนนาง ผู้นำชุมชน ช่างฝีมือ อพยพจากเมืองยองลุ่มน้ำโขงสู่ลุ่มน้ำปิง จากปี พ.ศ.2348 ถึงเมืองลำพูนราวเดือนเมษายน พ.ศ.2349 นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรียกยุคนั้นว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง”

ชาวยองเมืองลำพูน ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองชาวสยาม (ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5)

หากสยามพินาศลง ไทย อยู่ได้ฤา เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทย

หากจะเปลี่ยน ประเทศไทย thailand ไปเป็น สยาม เราพอจะรอดพ้นวิกฤต
คนชายขอบ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ตางครูบากับคุนเฒ่า เปิ้นบ่าได่ฮ้องยุคนั่นว่า เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมิง เน่อเจ้า แต้ๆ เปิ้นฮ้องว่า เก็บฮอมตอมไพร่
เซาะหาอ่านได้จากผลงานของอ้าย แสวง มาละแซม ได้เน่อเจ้า
pop
 
ความคิดเห็นที่ 1 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เยี่ยมครับ
ชื่นชม
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
คน "ยวนหรือโยนกหรือคนเมือง" ต่างหากครับที่เป็น ต้นตระกูลคนลำพูน (ที่มาจาก"นส.คนเมือง")
TOR_BigBike
 
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014