หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกท่องเที่ยว | วาไรตี้ท่องเที่ยว
 
สัมผัสตำนานรัก “โกโบริ-อังศุมาลิน” แห่งขุนยวม สายใยมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ธันวาคม 2555 16:39 น.
อนุสรณ์สถานมิตรภาพ ไทย-ญี่ปุ่น
       เมื่อพูดถึงสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในแถบภูมิภาคเอเชีย หลายคนคงจะนึกเชื่อมโยงไปถึงฉากรักระหว่างรบของโกโบริและอังศุมาลิน และฉากทหารสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อยในกรุงเทพฯ บ้างนึกไปถึงเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกของทหารญี่ปุ่นและความหาญกล้าของยุวชนทหาร ณ กองบินน้อยที่ 5 ที่ประจวบคีรีขันธ์ หรือบางคนอาจนึกไปถึงทางรถไฟสายมรณะที่เมืองกาญจน์ ซึ่งใช้แรงงานเชลยศึกตัดเจาะภูเขาหินอันแข็งแกร่งจนเป็นที่มาของชื่อช่องเขาขาด
       
       แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในอำเภออันห่างไกลอย่าง อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสงครามมหาเอเชียบูรพาด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือความเกี่ยวข้องนี้ไม่ใช่ในแง่มุมอันโหดร้ายในสงคราม แต่เป็นแง่งามแห่งความผูกพันและมิตรภาพระหว่างสองชนชาติที่ประสบชะตาร่วมกัน จนกลายความผูกพันแน่นแฟ้นอันยาวนานสืบเนื่องมาจนวันนี้

บรรยากาศภายในอนุสรณ์สถาน
       “อนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น” ในอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวได้ดีที่สุด เพราะเป็นที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของสงครามมหาเอเชียบูรพาที่เกิดขึ้นในแถบอำเภอขุนยวม อนุสรณ์สถานฯ แห่งนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 2539 และเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งปรับปรุงใหม่ทั้งสถานที่ เนื้อหา และภาพถ่ายที่อัดแน่นไปด้วยความน่าสนใจ เพื่อความเข้าใจในเนื้อหาภายในอนุสรณ์สถานโดยสรุป ขอให้เข้าไปชมวีดิทัศน์ความยาวประมาณ 10 นาที ที่สรุปเรื่องราวความเป็นมาของสงครามมหาเอเชียบูรพาที่แผ่ขยายมาสู่ประเทศไทยในวันที่ 8 ธ.ค. 2484 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกตลอดแนวอ่าวไทยตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นมาจนถึงบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงบุกมาทางอรัญประเทศ เพื่อจะรุกต่อไปถึงมลายู พม่า และอินเดีย

ป้ายผ้าไหมญี่ปุ่นเขียนด้วยลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต้
       รัฐบาลไทยต้องยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านและตั้งกองกำลังในไทยเพื่อรักษาประเทศ และต้องทำกติกาสัญญาทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เพื่อช่วยเหลือญี่ปุ่นซึ่งจะเดินทัพเข้าพม่าและอินเดีย โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เลือกสร้างถนนในเส้นทางเชียงใหม่-ตองอู ซึ่งจะต้องสร้างเส้นทางแยกจากบ้านแม่มาลัย เขต อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.ปาย อ.เมืองแม่ฮ่องสอน อ.ขุนยวม มุ่งหน้าออกไปบ้านต่อแพ ห้วยปลามุง และห้วยต้นนุ่น เข้าสู่พม่าบริเวณบ้านต่อเขตบนดอยน้ำพอง เพื่อบรรจบเส้นทางลอยก่อ-ตองอู โดยสร้างตามเส้นทางเดินของชาวบ้านเป็นหลักและได้จ้างแรงงานชาวบ้านจากแม่ฮ่องสอนและจังหวัดใกล้เคียงมาขุดปรับถนน ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 108 และหมายเลข 1095 ด้วย

ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของทหารญี่ปุ่นในสงคราม
       และเส้นทางสายนี้เองก็เป็นเส้นทางถอยทัพเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นจำนวนนับแสนได้ทะลักเข้ามาในเขต อ.ขุนยวม มีทหารที่บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ชาวขุนยวมก็พยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ทำให้เกิดเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนขุนยวมและทหารญี่ปุ่น ที่ได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกันและกัน ดังที่เราจะได้เข้าไปชมอย่างละเอียดภายในอนุสรณ์สถานฯ ต่อไป
       
       ภายในอนุสรณ์สถานฯ แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ส่วนแรกจัดแสดงข้อมูลพื้นฐานของ อ.ขุนยวม ที่สำเนียงท้องถิ่นออกเสียงเป็น “กุ๋นยม” กุ๋น หมายถึงภูเขาที่เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ ส่วน ยม หมายถึงไม้ยมซึ่งขึ้นอยู่ตามภูเขาแถบนี้มาก และขุนยวมยังเป็นอำเภอที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ โดยมีชาวไทใหญ่เป็นประชากรจำนวนมากที่สุด นอกนั้นก็ยังมีชาวปกาเกอะญอ ไทยวน ม้ง และ ลัวะ

กระติกน้ำสลักชื่อ "อูเมดะซัง"
       เมื่อเดินขึ้นมายังชั้น 2 ส่วนนี้จัดแสดงเรื่องราวของขุนยวมในสมัยสงคราม ที่ชาวขุนยวมมีโอกาสต้อนรับกองทัพทหารญี่ปุ่นจำนวนนับหมื่นอย่างไม่คาดคิด จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งบรรยากาศและสภาพสังคมอย่างฉับพลัน ทหารเหล่านั้นต้องพึ่งพาชาวขุนยวมในเรื่องเสบียงอาหารและสินค้าต่างๆ คนขุนยวมทุกเพศทุกวัยจึงค้าขายกับทหารญี่ปุ่นและรับจ้างทำงานต่างๆ เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานแห่งมิตรภาพและน้ำใจระหว่างกัน
       
       ข้อมูลจัดแสดงยังบอกถึงจำนวนทหารญี่ปุ่นที่เข้ามารบในพม่า และถอนทัพจากพม่าเข้ามาไทย อนุมานว่ามีประมาณ 270,000 นาย และกองทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งทัพในขุนยวมนั้น ได้กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ โดยมีวัดม่วยต่อและวัดหัวเวียง (ปัจจุบันรวมเป็นวัดเดียวกัน) เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองพลที่ 56 และโรงพยาบาลใหญ่ของค่าย ส่วนวัดขุ่ม เป็นกองบัญชาการอีกแห่งหนึ่งและเป็นที่ตั้งกองทหารสื่อสาร และวัดต่อแพ เป็นที่ตั้งของกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่เคลื่อนพลมาจากพม่า วิหารเล็กหน้าเจดีย์ของวัดต่อแพเป็นสถานที่พิมพ์ธนบัตร

มิตรภาพของชาวขุนยวมและทหารญี่ปุ่นคือหัวใจหลักของอนุสรณ์สถาน
       ตรงส่วนนี้มีของชิ้นสำคัญที่ไม่ควรพลาดชมคือ ป้ายผ้าไหมญี่ปุ่น ขนาดกว้าง 50 ซ.ม. ยาว 2 ม. บนผืนผ้าเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต้ กล่าวถึงเหตุผลที่ญี่ปุ่นต้องเข้าร่วมสงคราม และทรงพระราชทานให้แก่กองทัพญี่ปุ่น กล่าวกันว่ามีเพียง 5 ผืนเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีแท่นบูชา และดาบซามูไรจัดแสดงไว้ด้วยกัน
       
       ถัดมาเป็นส่วนจัดแสดงเครื่องแต่งกาย ทั้งเสื้อผ้าและหมวกเหล็ก และเครื่องใช้ส่วนตัวของทหารญี่ปุ่นที่เก็บรวบรวมไว้ได้ มีทั้งเครื่องรางแบบญี่ปุ่นที่ใช้ห้อยติดตัว กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์เครื่องเขียน แปรงสีฟันยี่ห้อชิเซโด้ เป็นต้น อีกทั้งยังมีอาวุธ ทั้งปืนสั้น ปืนยาว และหีบบรรจุยุทธภัณฑ์และลังกระสุนจำนวนมาก

อาวุธที่ใช้ในสงคราม
       ข้าวของเหล่านี้เป็นของสะสมของ พ.ต.ท.เชิดชาย ชมธวัช ที่เคยมาปฏิบัติหน้าที่เป็นรองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอขุนยวม และเป็นของที่ชาวขุนยวมร่วมบริจาคให้อนุสรณ์สถานฯ อีกทั้งทหารผ่านศึกญี่ปุ่นที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในขุนยวมเมื่อได้เดินทางกลับมาเยี่ยมก็ได้มอบสิ่งของอีกหลายชิ้นให้ทางอนุสรณ์สถานฯ ด้วยเช่นกัน
       
       ดูข้าวของเครื่องใช้กันไปแล้ว มาดูเรื่องของมิตรภาพที่เป็นหัวใจหลักของอนุสรณ์สถานแห่งนี้กันบ้าง กล่าวกันว่า พลโท อาเคโตะ นากามูระ แม่ทัพภาคที่ 18 ไม่ต้องการให้คนไทยเกลียดชังทหารญี่ปุ่น จึงมีนโยบายห้ามทหารญี่ปุ่นมีเรื่องกับคนไทย กำชับให้มีการปรับตัวและช่วยเหลือชาวบ้านทำงานต่างๆ ทั้งตำข้าว เกี่ยวข้าว หาบฟืน เมื่อไม่มีเรื่องขัดแย้งบาดหมางกัน ช่วงที่ทหารญี่ปุ่นถอนทัพกลับจากพม่า ทหารจำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย เสบียงอาหารและยาขาดแคลน ชาวขุนยวมจึงเต็มใจช่วยเหลือตามกำลัง แลกกับเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ

หมวกเหล็กของทหารญี่ปุ่น
       นอกจากนั้น รักระหว่างรบในแบบฉบับโกโบริกับอังศุมาลินแห่งขุนยวมก็เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน ดังกรณีของแม่อุ๊ยแก้ว จันทสีมา สาวชาวขุนยวม กับสิบเอกฟูคูดะ ทหารญี่ปุ่นที่ติดต่อค้าขายกัน จนกลายเป็นความรักและได้แต่งงานกันในที่สุด กระทั่งสงครามสงบทหารญี่ปุ่นผู้นี้ก็ยังอยู่กินกับแม่อุ๊ยแก้วจนถูกส่งกลับประเทศ แต่เรื่องราวความรักระหว่างรบของคนทั้งคู่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนขุนยวมเรื่อยมา แม่อุ๊ยแก้วได้เคยกล่าวไว้ว่า “สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าดูเสมือนโหดร้าย แต่สำหรับคนไทยอย่างพวกฉัน สงครามคราวนี้เป็นความรัก ความผูกพัน ระหว่างทหารญี่ปุ่นกับคนไทย ที่ฉันไม่เคยลืมเลือน”

อาหารพื้นบ้านของชาวไทใหญ่ จัดแสดงอยู่ในชั้นล่าง
       รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามกันไปแล้ว มาดูเรื่องราวประเพณี วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวไทใหญ่ และสถานที่สำคัญต่างๆ ในอำเภอขุนยวมที่จัดแสดงอยู่ในส่วนที่ 3 ของอนุสรณ์สถานฯ ชาวไทใหญ่ยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้ได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากงานประเพณี หรือ “ปอย” ที่ยังจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนต่างๆ นอกจากนั้นก็ยังมีความรู้เรื่องอาหารและที่อยู่อาศัยของชาวไทใหญ่จัดแสดงไว้ให้ชมกันอีกด้วย

ภาพจำลองตลาดสดขุนยวม แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน
       หากใครมีโอกาสผ่านมาที่อำเภอขุนยวมก็ไม่อยากให้พลาดชม “อนุสรณ์สถานมิตรภาพ ไทย-ญี่ปุ่น” ที่อาจทำให้เห็นแง่มุมดีๆ ในสงครามอันโหดร้าย มิตรภาพนั้นงอกงามได้ทุกแห่งไม่เว้นแม้แต่ในสมรภูมิรบ ดังเช่นในบทกลอนที่แต่งโดยโทโมโยชิ อิโนอุเอะ อดีตทหารผ่านศึกชาวญี่ปุ่นอายุกว่า 90 ปี ที่เคยมารบในพื้นที่ขุนยวม กลอนบทหนึ่งแปลออกมาได้อย่างจับใจว่า
       
       “...40 ปีก่อน เสี้ยวหนึ่งของชีวิต หากแจ่มกระจ่างในความทรงจำ
       ความกรุณาที่มีให้นั้น เกินขอบเขตกั้นของภาษา
       ใครเล่าจะลืมความเมตตา จวบจนสิ้นชีวาวาย...”

ป้ายจารึกหลุมฝังศพทหารญี่ปุ่นด้านหน้าอนุสรณ์สถาน
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       
       “อนุสรณ์สถานมิตรภาพ ไทย-ญี่ปุ่น” ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดม่วยต่อ ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-17.00 น. ปิดพักเที่ยง 12.00-13.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย (ผู้ใหญ่) 20 บาท (เด็ก) 10 บาท ชาวต่างชาติ (ผู้ใหญ่) 50 บาท (เด็ก) 20 บาท สอบถามโทร. 0 5369 1466

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ขาดได้ก็ซ่อมได้..."เราจะกลับมา" ศรัทธายังแรงกล้าที่ “สะพานมอญ” สังขละบุรี
โอ้วแม่เจ้า!?! (กว่าจะเป็น)“ลิงเก็บมะพร้าว” ฟันรายได้ 3 พันบาทต่อวัน
“เชฟเดวิด” ฝรั่งรู้คุณค่าอาหารไทย จัดพิธีไหว้ครูบูชาครัวไทย
ท่องเที่ยวจิตอาสา ปล่อยเต่า “เกาะทะลุ”
“เครปชาติหน้า” นำทัพร้านอาหารคิวยาว...ความอร่อยที่ “เงิน” ซื้อไม่ได้
 
5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด
ขาดได้ก็ซ่อมได้..."เราจะกลับมา" ศรัทธายังแรงกล้าที่ “สะพานมอญ” สังขละบุรี
อร่อยสุขภาพดี กับ "เบเกอรี่" แคลอรี่ต่ำ
เสม็ดเสร็จน้ำมันรั่ว ท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อมเสียหาย จี้รัฐฟ้อง“พีทีที โกลบอล”
ละเลียดรส กับสารพัด “พาสต้า” ชวนอร่อย
อ.ต.ก. เดินสายโรดโชว์จัดงานสินค้าเกษตรคุณภาพ ที่อุบลฯ
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
จำนวนคนโหวต 20 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
ความคิดเห็นที่ 13 +21 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ป้าอ่านแล้วน้ำตาร่วง ไม่ใช่ว่าป้ามีผัวยุ่นปี่นะ แต่แม่ของป้าเคยเล่าว่าตอนท่านเป็นเด็กประถมทหารญี่ปุ่นเข้ามายึดหัวหาดเมืองไทยและได้ตกลงกับรัฐบาลสมัยนั้นขอผ่านแดนแทนการเข้ายึดครองแบบจีนเกาหลีหรือประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ก่อนจะมาครั้งนี้ญี่ปุ่นส่งคนเข้ามาดูลาดเลาล่วงหน้าหลายปี บางคนเป็นหมอ บางคนมาค้าขายแบบพวกอาแป๊ะธรรมดาๆ ญี่ปุ่นประเมินนิสัยใจคอของคนไทยแล้วว่าเป็นคนง่ายๆใจดีมีเมตตาเอื้อเฟื้อต่อกัน(คนสมัยก่อนนะ) การยกพลขึ้นบกจึงเป็นการเข้ายึดตามยุทธวิธีแต่ไม่ใช่การยึดแบบนานกิงคือเห็นเป็นศัตรู แม่เล่าว่าญี่ปุ่นกรูกันมาที่รร.ประถมของแม่มีนายทหารนำมาเด็กๆตกใจวิ่งหนีไปแอบหลังครูสาวๆ นายทหารได้ทำความเคารพครูและขอเข้าตรวจโรงเรียน และพูดจาที่ทำให้แม่ตอนเป็นเด็กรู้สึกว่าไม่ต้องกลัวอีกต่อไปในขณะนั้น และโค้งก่อนจากไป รูปการทั่วไปญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยลงนามเป็นพันธมิตรกันคือไทยญี่ปุ่นเป็นมิตรกันและไทยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพวกฝรั่งมังค่าทั้งหลาย(ยกเว้นเยอรมันเพราะเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น) แต่คนไทยแอบทำการใต้ดินโดยมีนักเรียนไทยที่ไปเรียนเมืองนอกเรียกว่าพวกเสรีไทยไปเข้ากับฝ่ายอเมริกาแอบโดดร่มเข้ามาหาข่าวให้ฝรั่ง จึงถือว่าไทยมีนโยบายสองด้าน ทหารญี่ปุ่นจะไม่ลากผู้หญิงไทยไปข่มขืนหรือฆ่าตายแบบโหดเหื้ยมเหมือนที่อื่นๆ จึงเกิดตำนานรักมากมายหลายพื้นที่ คุณทมยันตรีไม่ได้ฟุ้งไปเองหรอกนะมันมีที่มาที่ไปเล่าต่อๆกัน หลังสงครามท่านนากามูระยังคงรักคนไทยคิดถึงคนไทยเด็กๆนักเรียนไทยที่ไปเรียนญี่ปุ่น จึงไปเยี่ยมเยียนท่านในวัยชราเข้านอกออกในบ้านท่านและนัดพบกันช่วยกันทำอาหารไทยเลี้ยงท่านอยู่เสมอๆ(จากหนังสือของอาจารย์หม่อมฯ) ทุกวันนี้ญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายกับไทยเราและคิดว่าเมืองไทยคือบ้านหลังที่สองของญี่ปุ่น บางคนมาซื้อบ้านซื้อที่ไว้อาศัยในยามเกษียณอายุ เวลาป้าไปเที่ยวมีคนญี่ปุ่นในศูนย์การค้าอิออนมายกมือไหว้ป้าและกล่าวว่าสวัสดีครับ ขอบคุณคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นนะ พวกตามร้านค้าหรือโรงแรมที่ทัวร์ไปลงจะให้การต้อนรับพวกคนไทยดีมาก คนญี่ปุ่นชอบคนไทยทัวร์ไทยที่สุด ไม่ชอบทัวร์จีนและเกาหลี ฝรั่งเขาก็ไม่ค่อยชอบยิ่งคนแก่ๆยิ่งไม่ชอบฝรั่งเลย แต่ถ้าคนไทยเขาชอบ อีกอย่างที่เห็นคือสองประเทศนี้เวลาพูดคุยกันจะยิ้มกันตลอด ไทยก็พูดไปยิ้มไปคนญี่ปุ่นก็ด้วย ไม่รู้สินะสุดแล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนค้า ป้าก็จำๆมาเล่าต่อๆกันไปอีกทีนะคะพี่น้อง.
ป้า
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 2 +14 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
.
การจัดสร้างอนุสรณ์สถานไทย-ญี่ปุ่น
อำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
..ส่งเสริมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
และจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ปัจจุบันคนญี่ปุ่นเชื่อคำพูดได้มากกว่าคนจีนเยอะ ตอนนี้รัฐบาลจีนทำกับประเทศไทยเหมือนเป็นแค่ทาสไว้ขูดรีด(โดยมีแม้วสมุนของจีนช่วยเหลือ) ไปดูงบขาดดุลแต่ละปีเถอะรัฐเจ๊กแดรกไทยเรียบไม่มีปราณี
ซีพีทุนข้ามชาติจีนตัวเดียวชาติไทยก็พังแล้ว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 13 +21 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ป้าอ่านแล้วน้ำตาร่วง ไม่ใช่ว่าป้ามีผัวยุ่นปี่นะ แต่แม่ของป้าเคยเล่าว่าตอนท่านเป็นเด็กประถมทหารญี่ปุ่นเข้ามายึดหัวหาดเมืองไทยและได้ตกลงกับรัฐบาลสมัยนั้นขอผ่านแดนแทนการเข้ายึดครองแบบจีนเกาหลีหรือประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ก่อนจะมาครั้งนี้ญี่ปุ่นส่งคนเข้ามาดูลาดเลาล่วงหน้าหลายปี บางคนเป็นหมอ บางคนมาค้าขายแบบพวกอาแป๊ะธรรมดาๆ ญี่ปุ่นประเมินนิสัยใจคอของคนไทยแล้วว่าเป็นคนง่ายๆใจดีมีเมตตาเอื้อเฟื้อต่อกัน(คนสมัยก่อนนะ) การยกพลขึ้นบกจึงเป็นการเข้ายึดตามยุทธวิธีแต่ไม่ใช่การยึดแบบนานกิงคือเห็นเป็นศัตรู แม่เล่าว่าญี่ปุ่นกรูกันมาที่รร.ประถมของแม่มีนายทหารนำมาเด็กๆตกใจวิ่งหนีไปแอบหลังครูสาวๆ นายทหารได้ทำความเคารพครูและขอเข้าตรวจโรงเรียน และพูดจาที่ทำให้แม่ตอนเป็นเด็กรู้สึกว่าไม่ต้องกลัวอีกต่อไปในขณะนั้น และโค้งก่อนจากไป รูปการทั่วไปญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยลงนามเป็นพันธมิตรกันคือไทยญี่ปุ่นเป็นมิตรกันและไทยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพวกฝรั่งมังค่าทั้งหลาย(ยกเว้นเยอรมันเพราะเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น) แต่คนไทยแอบทำการใต้ดินโดยมีนักเรียนไทยที่ไปเรียนเมืองนอกเรียกว่าพวกเสรีไทยไปเข้ากับฝ่ายอเมริกาแอบโดดร่มเข้ามาหาข่าวให้ฝรั่ง จึงถือว่าไทยมีนโยบายสองด้าน ทหารญี่ปุ่นจะไม่ลากผู้หญิงไทยไปข่มขืนหรือฆ่าตายแบบโหดเหื้ยมเหมือนที่อื่นๆ จึงเกิดตำนานรักมากมายหลายพื้นที่ คุณทมยันตรีไม่ได้ฟุ้งไปเองหรอกนะมันมีที่มาที่ไปเล่าต่อๆกัน หลังสงครามท่านนากามูระยังคงรักคนไทยคิดถึงคนไทยเด็กๆนักเรียนไทยที่ไปเรียนญี่ปุ่น จึงไปเยี่ยมเยียนท่านในวัยชราเข้านอกออกในบ้านท่านและนัดพบกันช่วยกันทำอาหารไทยเลี้ยงท่านอยู่เสมอๆ(จากหนังสือของอาจารย์หม่อมฯ) ทุกวันนี้ญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายกับไทยเราและคิดว่าเมืองไทยคือบ้านหลังที่สองของญี่ปุ่น บางคนมาซื้อบ้านซื้อที่ไว้อาศัยในยามเกษียณอายุ เวลาป้าไปเที่ยวมีคนญี่ปุ่นในศูนย์การค้าอิออนมายกมือไหว้ป้าและกล่าวว่าสวัสดีครับ ขอบคุณคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นนะ พวกตามร้านค้าหรือโรงแรมที่ทัวร์ไปลงจะให้การต้อนรับพวกคนไทยดีมาก คนญี่ปุ่นชอบคนไทยทัวร์ไทยที่สุด ไม่ชอบทัวร์จีนและเกาหลี ฝรั่งเขาก็ไม่ค่อยชอบยิ่งคนแก่ๆยิ่งไม่ชอบฝรั่งเลย แต่ถ้าคนไทยเขาชอบ อีกอย่างที่เห็นคือสองประเทศนี้เวลาพูดคุยกันจะยิ้มกันตลอด ไทยก็พูดไปยิ้มไปคนญี่ปุ่นก็ด้วย ไม่รู้สินะสุดแล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนค้า ป้าก็จำๆมาเล่าต่อๆกันไปอีกทีนะคะพี่น้อง.
ป้า
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ได้เจอความเห็นเข้าท่าสักที ไม่ใช่สักแต่จำขี้ปากเขาเล่ามาแล้วก็ด่าๆเกลียดฝังใจแบบไม่มีเหตุผลไม่คิดเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
สมัยสงครามอากงกับญาติๆผมหนีศึกญี่ปุ่นมาอยู่ไทย อากงเขาก็เกลียดญี่ปุ่นมากนะด่าญี่ปุ่นว่ายุ่นทุกคำ(เห็นสื่อจีนใช้แต่คำว่า ยุ่น พาดหัว ทำไมใช้คำหยาบนี้?) แต่ว่าพอมาอยู่ไทยเขาบอกว่าทหารญี่ปุ่นทำตัวผิดกับในจีนหรือที่สื่อจีนพยายามนำเสนอความโหดร้ายมาก
พวกที่โดนโหดๆส่วนใหญ่ก็พวกที่ต่อสู้กัน(สงครามจะให้เล่นตบแปะหรือ) มาสมัยนี้ก็ยังเจอคนญี่ปุ่นบ่อยๆ บอกเลยว่าเขาเคารพในบ้านเมืองไทยกับคนไทยมาก(ผิดกับคนจีนนะ ไม่รู้สิ) ไม่ได้แย่อย่างที่สื่อคอมมิวนิสต์จีนพยายามวาดภาพร้ายให้สักนิด
แต่คนไม่ดีมันก็มีทุกที่ล่ะนะ มันก็แล้วแต่ความลำเอียงของคนจะจำกัน ลองเจอทัวร์จีนกับทัวร์ญี่ปุ่นดูแล้วจะเข้าใจ ว่านิสัยส่วนใหญ่เป็นอย่างไรกัน ใครมองไทยเราแบบไหน พวกทัวร์นี่ล่ะบอกได้อย่างดี ที่เกลียดคนญี่ปุ่นน่ะเวลานี้ส่วนใหญ่ก็เห็นแต่คนจีน
คนไทยรักประเทศไทยไม่แบ่งใคร
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
เหตุผลที่ทหารญี่ปุ่นในไทยไม่โหดร้ายเหมือนในจีนและเกาหลีคือ สถานะของไทยกับญี่ปุ่นไม่ใช่คู่ศึกแต่เป็นสหายร่วมรบ ไทยและญี่ปุ่นลงนามเป็นหุ้นส่วนในการรบรุก ไทยรับหน้าที่ปีกขวา โดยตั้งกองทัพภาคพายัพ ไปยึดเชียงตุง ป้องกันทหารจีนลงมาตีตลบหลังญี่ปุ่น ให้ญี่ปุ่นรุกเข้าพม่า อินเดียได้อย่างไม่ต้องพะวง แต่เรื่องนี้ประวัติศาสตร์ไทยแกล้งลืม หันไปเน้นชูบทบาทเสรีไทยที่เข้าฝ่ายสัมพันธมิตร ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ถูกกลบฝังไว้ รอวันเปิดเผยฯ
ผู้สืบค้น
 
ความคิดเห็นที่ 9 +4 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ไม่เกี่ยวอะไรกับจีน อย่าพาล

ญี่ปุ่นบุกหาดภาคใต้ตลอดแนว ตายกันกี่คน
อนุสาวรีย์จ่าดำที่ คนนครทุกคน(ยกเว้นไอ้เต้นร้อยยี่)รู้จัก คืออนุสรณ์ความริยำของญี่ปุ่น
ท่าวัง
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 8 +2 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
โกโบริ เป็นผลิตผล ของทมยันตี คนจะขวาจัดแขวนคอนายรัฐมนตรีประชาธิปัตย์ ญี่ปุ่นไม่มีคนแบบโกโบริหรอก ยายบ้านี่เบี่ยงแบนประวัติศาสตร์

อารีดัง ยังโอเคมากกว่า เพราะตอนนั้น เกาหลีจนกว่าไทยมาก เราต้องช่วยรบ ตอนนี้ก็อย่างที่เห็นเนอะ
ซัมจี
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
กรูนี่แหละอยู่ญี่ปุ่น คนแบบโกโบริ
คือคนที่ซื่อสัตย์และทำงานหนัก
ก็มีให้เห็นเยอะแยะเว้ย
อย่าแหล
 
ความคิดเห็นที่ 8 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ดีนะค่ะมีคนเอาความรู้มาส่งถึงที่ไอ้สิ่งที่เราไม่เคยรู้ก้อได้รูเราควรจะขอบคุนเจ้าของกระทู้นะค่ะไม่ไช่ไปด่าเขากับ
เตือนสติ
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 7 +6 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
ปัจจุบันคนญี่ปุ่นเชื่อคำพูดได้มากกว่าคนจีนเยอะ ตอนนี้รัฐบาลจีนทำกับประเทศไทยเหมือนเป็นแค่ทาสไว้ขูดรีด(โดยมีแม้วสมุนของจีนช่วยเหลือ) ไปดูงบขาดดุลแต่ละปีเถอะรัฐเจ๊กแดรกไทยเรียบไม่มีปราณี
ซีพีทุนข้ามชาติจีนตัวเดียวชาติไทยก็พังแล้ว
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 5 +1 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
money money money
Hmm...
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
 
คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
รายต่อไป จากเชียงคาน ปาย พัทยา พัฒน์พงศ์
เมืองพุทธแต่ขายบริการทางเพศ
 
ความคิดเห็นที่ 2 +14 คลิกที่นี่หากท่านต้องการตอบกลับความคิดเห็นนี้ คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่อกฎ กติกา มารยาท
.
การจัดสร้างอนุสรณ์สถานไทย-ญี่ปุ่น
อำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
..ส่งเสริมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
และจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
คลิกที่นี่หากท่านสนับสนุนความเห็นนี้   คลิกที่นี่หากท่านไม่สนับสนุนความเห็นนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2013