ความแตก! เบื้องหลังสละอธิปไตยพลังงานไทย หัวใจอยู่ที่แหล่งเอราวัณ-บงกช

โดย ผู้จัดการรายวัน   
1 กรกฎาคม 2559 10:41 น. (แก้ไขล่าสุด 2 กรกฎาคม 2559 20:36 น.)
ความแตก! เบื้องหลังสละอธิปไตยพลังงานไทย หัวใจอยู่ที่แหล่งเอราวัณ-บงกช
        ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
        24 มิถุนายน 2559 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่จะต้องถูกจารึกไว้อีกครั้งหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นวันครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ก็ยังเป็นวันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้มาจากอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงคะแนนเสียงข้างมากอย่างท่วมท้นเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.....
       
        ที่จะต้องถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ ก็เพราะนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยได้ใช้วิธีให้สัมปทานในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้เอกชนตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษนั้น ครั้นพอมาถึงยุคที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ประเทศไทยกลับมีกฎหมายที่ไม่สามารถสร้างอธิปไตยทางพลังงานกลับคืนมาเป็นของชาติไทยได้อย่างแท้จริง
       
        พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพลังงานเลื่อนสัมปทานครั้งที่ 21ออกไปตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2558 ก็เพราะภาคประชาชนทักท้วงว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและ พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มทางเลือกในการแบ่งปันผลผลิต และจ้างผลิต เพื่อให้รัฐได้มีกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียม มีสิทธิ์ในการบริหาร และมีเอกสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ในการขายและการกำหนดราคาขายด้วยตัวเอง เพื่อสร้างอธิปไตยในปิโตรเลียมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
       
        และนั่นจึงเป็นที่มาของการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และผลการศึกษาก็ออกมาว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจำนวนมาก ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้เห็นชอบกับรายงานผลการศึกษาดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่ากระทรวงพลังงานกลับชิงตัดหน้าเสนอแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามผลการศึกษานั้น และคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เห็นชอบโดยไม่ดำเนินการแก้ไขในหลักการสำคัญให้เป็นไปตามรายงานผลการศึกษาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ครบถ้วนสมบูรณ์แต่ประการใด
       
        จากคำชี้แจงของพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั้นบางคนคิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนว่าระบบสัมปทานที่ผ่านมาของประเทศไทยนั้นมีความคล้ายคลึงกันกับระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่ความเข้าใจผิด เพราะเมื่อถอดรหัสคำพูดและเบื้องหลังแล้วก็ทำให้เกิดคำถามที่มีความเคลือบแคลงสงสัยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายซ่อนเร้นอยู่ด้วยหรือไม่?
       
        เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น รัฐจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมทั้ง 100% ก่อน หลังจากได้ผลิตปิโตรเลียมแล้วจึงแบ่ง “ปริมาณปิโตรเลียม”ให้กับเอกชนตามสัดส่วนที่ระบุในสัญญา หลังจากนั้นเอกชนก็ไปขายปิโตรเลียมที่ได้นั้นตามราคาขายที่เอกชนต้องการ ในขณะเดียวกันรัฐเมื่อได้ปิโตรเลียมมาแล้วก็จะสามารถขายในราคาที่รัฐต้องการเช่นเดียวกัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสัมปทานที่ปิโตรเลียมทั้งหมดต้องให้เอกชนขายทั้งหมดเสียก่อน เมื่อขายได้ “เม็ดเงิน”เท่าไหร่แล้ว รัฐจึงมีส่วนแบ่งกลับมาเป็นค่าภาคหลวงและภาษีให้มาเป็นของรัฐได้
       
        ซึ่งแน่นอนว่าการแบ่งปันผลผลิตนั้น รัฐจะต้องมีองค์กรซึ่งมาทำหน้าที่บริหารและขายปิโตรเลียมที่ได้มา หรือที่เรียกว่าบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพราะหน่วยงานราชการ เช่น คณะกรรมการปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือแม้แต่คณะรัฐมนตรี ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าจะเป็นผู้มาดูแลปิโตรเลียมนั้นล้วนแต่เป็นหน่วยราชการทั้งสิ้น จึงย่อมมีข้อจำกัดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และรวมถึงระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆในการบริหารทรัพย์สินของทางราชการ ดังนั้นหน่วยงานราชการเหล่านี้จึงไม่มีทางที่จะมีความคล่องตัวพอที่จะค้าขายปิโตรเลียมรายวันตามราคาตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวสูงได้
       
        ดังนั้นการที่ไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น จึงเท่ากับว่าในทางปฏิบัติแล้ว รัฐได้เป็นฝ่ายสละเอกสิทธิ์ในการบริหารและขายปิโตรเลียมเหล่านั้นไปให้เอกชนคู่สัญญา ด้วยเหตุผลินี้ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ไม่มีการบัญญัติให้มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งนี้ จึงย่อมต้องส่งผลทำให้ปิโตรเลียมที่รัฐได้มานั้นต้องฝากเอกชนขายไปก่อนเหมือนกับระบบสัมปทานอย่างแทบจะไม่มีผิดเพี้ยน
       
        ฝ่ายใดระหว่างรัฐหรือเอกชนเป็นผู้บริหารปิโตรเลียมและขายปิโตรเลียมนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปริมาณที่รั่วไหลจากการบริหารปิโตรเลียม การหลบเลี่ยงการขายปิโตรเลียมให้บริษัทที่เกี่ยวพันในราคาต่ำๆเพื่อหลบเลี่ยงจ่ายค่าภาคหลวงให้แก่รัฐต่ำๆ หรือแม้แต่การที่เอกชนบันทึกรายจ่ายในการบริหารปิโตรเลียมให้มากเพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่ต้องจ่ายแก่รัฐนั้น การรั่วไหลเหล่านี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนหากฝากให้เอกชนผู้มีเป้าประสงค์ในการแสวงหาผลกำไรสูงสุดไปบริหารและขายปิโตรเลียมแทนรัฐ
       
        หนักไปกว่านั้นความจริงมาเปิดเผยในการชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติของพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า เป้าหมายการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ก็เพื่อนำไปจัดการกับแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุลง คือแหล่งเอราวัณในปี พ.ศ. 2565 และบงกช ในปี พ.ศ. 2566 ไปก่อนโดยเร็วที่สุด ส่วนสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้น จะรอให้มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติภายหลังจากนั้นอีก 1 ปีก็ยังได้ !!!?
       
        นั่นหมายความว่าแหล่งเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานลงนั้น จะไม่สามารถตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ 100% เพื่อใช้ระบบจ้างผลิตได้แต่ประการใด เพราะรัฐจะไม่มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมารองรับการบริหารและการขายปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและบงกช และนั่นหมายความว่าแหล่งเอราวัณและบงกชจะใช้วิธีฝากเอกชนบริหารและขายปิโตรเลียมในระบบอื่นซึ่งเหมือนกับหลักการของระบบสัมปทานเดิมนั่นเอง จริงหรือไม่?
       
        นั่นแปลว่าประเทศไทยกำลังจะสูญเสียอธิปไตยพลังงานในการบริหารและการขายปิโตรเลียมเองในแหล่งปิโตรเลียมซึ่งมีศักยภาพและมีปริมาณปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วว่ามีมากที่สุด คือแหล่งเอราวัณและบงกชที่รัฐบาลวางแผนจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตที่คล้ายกับระบบสัมปทานหรือระบบสัมปทาน ซึ่งคนไทยจะต้องรอไปอีก 39 ปี กว่าจะหมดอายุสัญญา เพื่อกอบกู้ทวงคืนอธิปไตยทางด้านพลังงาน อีกครั้ง ใช่หรือไม่?
       
        คำถามคือทำไมจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้ระบบแบ่งปันผลผลิตดูเหมือนคล้ายๆกับระบบสัมปทาน? เหตุผลก็อาจจะเป็นเพราะ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 นั้น ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 26 วรรค 4 ว่า:
       
        “การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวเป็นเวลาไม่เกินสิบปี”
       
        นั่นหมายความว่าการใช้ระบบสัมปทานตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเดิมที่ต่ออายุไปแล้ว ย่อมทำไม่ได้อีกตามกฎหมาย ซึ่งย่อมรวมถึงการใช้ระบบสัมปทานกับแหล่งเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดอายุลงนั้น ก็ย่อมไม่สามารถใช้ต่ออายุในระบบสัมปทานได้อีก จริงหรือไม่ !!?
       
        ดังนั้นคำถามจึงมีอยู่ว่า นี่คือเหตุผลของการออกแบบกฎหมายว่าให้มีระบบแบ่งปันผลผลิตที่คล้ายคลึงกับระบบสัมปทานเดิม หรือที่เรียกว่า “สัมปทานจำแลง” ใช่หรือไม่?
       
        ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใด การดำเนินการต่อทรัพยากรปิโตรเลียมอันมหาศาลในแหล่งเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดอายุลงนั้น ยังมีเรื่องที่สลับซับซ้อนกว่าที่หลายคนจะคาดคิดได้
       
        เพราะแต่เดิมนั้น หลายคนในรัฐบาลอ้างว่าต้องประเคนให้กับผู้รับสัมปทานรายเดิมเพื่อลดความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากรัฐไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในพื้นที่ได้ โดยเฉพาะเอกชนอาจไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนผลิตปิโตรเลียมเมื่อใกล้หมดอายุสัมปทาน ทำให้ผลการผลิตปิโตรเลียมอาจลดลงไปได้นั้น แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง “สิทธิสัมปทานของเอกชนรายนั้นจะต้องสิ้นสุดลง”ตามกฎหมาย
       
        เพราะตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มาตรา 52 ทวิวรรค 3 และวรรค 4 บัญญัติเอาไว้ว่า:
       
        “ถ้าผู้รับสัมปทานไม่สามารถเจรจาทำความตกลงกับรัฐบาลได้ภายใน 12 เดือน นับแต่วันที่ผู้รับสัมปทานได้รับข้อเสนอจากรัฐบาลตามวรรคหนึ่ง (วรรคหนึ่ง: ในกรณีที่รัฐมีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจขอให้ผู้รับสัมปทานเร่งรัดในการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ผู้รับสัมปทานได้สงวนเอาไว้ก็ได้) และรัฐบาลเห็นว่าการเร่งรัดการผลิตปิโตรเลียมดังกล่าวเป็นความจำเป็นแก่เศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานว่ารัฐบาลจะเข้าใช้สิทธิประกอบกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่นั้นด้วยความเสี่ยงภัยฝ่ายเดียว
       
        เมื่อรัฐบาลได้แจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบถึงการเข้าใช้สิทธิดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าสิทธิตามสัมปทานของผู้รับสัมปทานเฉพาะในพื้นที่ที่ได้กำหนดขึ้นตามวรรคหนึ่งสิ้นสุดลง และรัฐบาลมีอำนาจมอบหมายให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือผู้หนึ่งผู้ใดเข้าประกอบกิจการปิโตรเลียมดังกล่าวได้”
       
        มาถึงตรงนี้ก็คงจะต้องถึงคราวต้องมาเฉลยประเด็นสำคัญยิ่งไปกว่านั้น เพราะระบบสัมปทานเดิมนั้น รัฐสามารถบังคับให้เอกชนผลิตได้ เมื่อแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช คือเป้าหมายสำคัญที่ไม่สามารถใช้ต่ออายุสัมปทานได้ตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ก็อาจจะมีการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตซึ่งออกแบบให้คล้ายกับระบบสัมปทานเดิม
       
        แต่ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือสัมปทานจำแลงใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 นั้น กลับมีการยกเว้นมิให้นำมาตรา 52 ทวิมาใช้ นั่นหมายความว่ารัฐจะไม่สามารถบังคับเอกชนในการผลิตปิโตรเลียมเหมือนเดิมได้อีก ใช่หรือไม่?
       
        นี่คือการวางรากฐานให้เอกชนผู้ที่จะได้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตที่คล้ายกับระบบสัมปทานในอีก 39 ปีข้างหน้า เมื่อถึงคราวนั้นพอใกล้หมดอายุสัมปทาน รัฐบาลในยุคนั้นก็คงจะพูดได้เต็มปากเต็มคำมากขึ้นว่า ต้องต่ออายุสัญญาแบ่งปันผลผลิตที่เป็นระบบสัมปทานจำแลงให้เอกชนรายเดิมต่อปีอีก เพราะรัฐบังคับเอกชนไม่ได้ และรัฐจะเข้าไปในพื้นที่เพื่อผลิตปิโตรเลียมให้เกิดความต่อเนื่องไม่ได้ จริงหรือไม่?
       
        ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ประวัติศาสตร์จะได้บันทึกว่าขบวนการขององค์กรรัฐที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในมือ ได้ใช้อำนาจอย่างไรกับแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพสูงที่สุดในประเทศที่กำลังจะกลับมาเป็นของรัฐ จะสามารถสร้างอธิปไตยพลังงานไทย หรือจะสร้างประโยชน์ให้กับเอกชนกันแน่?
       
        ข้อสำคัญที่สุดประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกเอาไว้ว่าคณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ได้ใช้อำนาจเสนอกฎหมายที่มีความบกพร่อง รวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียงข้างมากชุดนี้ก็ได้ลงมติเห็นชอบ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม โดยที่ไม่มีการแก้ไขกฎหมายทั้งหมดให้เป็นไปตามผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เคยให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เกิดความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพอย่างไร สภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียงข้างมากเหล่านั้นไม่มีความละอายแก่ใจบ้างหรืออย่างไร?
       
       

       


จำนวนคนโหวต 70 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017