“บิ๊กป้อม ป๋าดัน” รง.ผลิตอาวุธจีน-ยูเครน แจ้งเกิดแน่

โดย ผู้จัดการรายวัน   
18 มีนาคม 2560 06:16 น.
“บิ๊กป้อม ป๋าดัน” รง.ผลิตอาวุธจีน-ยูเครน แจ้งเกิดแน่
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ภารกิจปรองดอง ปฏิรูปประเทศ จะบรรลุผลสำเร็จหรือไม่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่รับประกันเพราะมีเงื่อนไขเยอะ แต่สำหรับการตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์กับ มหามิตรจีน แถมพ่วง ยู เครน ด้วยนั้น “บิ๊กป้อม ป๋าดัน” ตั้งใจจะทำให้สำเร็จลุล่วง เพื่อความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
       
                   จะเห็นได้ว่า ระยะหลังนี้ “บิ๊กป้อม” เดินสายตรวจเยี่ยมดูความพร้อมและความก้าวหน้าของเหล่าทัพในการวิจัยพัฒนา ซ่อม สร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ อย่างล่าสุดก็เพิ่งเดินทางไปที่สัตหีบ ชลบุรี เพื่อไปดูพื้นที่เตรียมสร้างอู่จอดเรือดำน้ำที่กองทัพเรือจะสั่งซื้อจากจีน ขณะที่ก่อน หน้านี้ก็เดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งเป็นโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธของกองทัพบกที่ใหญ่ที่สุด 
       
                   การเดินสายตรวจงานของบิ๊กป้อม สอดประสานกับการจัดประชุมสรุปผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนากิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และมอบนโยบายการพัฒนากิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ที่เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา โดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน และมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ฐิตินันท์ ธัญญสิริ ผอ.ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
       
                   งานสัมมนาครั้งนี้ เป็นการระดมความคิดรวบยอดเพื่อสนองตอบนโยบายของ พล.อ.ประวิตร ที่ต้องการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นรูปธรรม โดยมีข้อสรุปว่า การจัดตั้งโรงงานซ่อมสร้างอาวุธในไทย จะตั้งกรรมการเพื่อกำหนดข้อปฏิบัติให้เจน ศึกษาข้อดี ข้อเสีย และเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาใน 3 รูปแบบ คือ หนึ่ง ให้ส่วนราชการจัดตั้ง สอง ภาคเอกชนและส่วนราชการร่วมกันจัดตั้ง และ สาม ภาคเอกชนจัดตั้ง สำหรับผู้ลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานซ่อมสร้างในไทย ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
       
                   นั่นเป็นกรอบกว้างๆ แต่เรื่องที่เป็นรูปธรรมซึ่ง พล.อ.อุดมเดช กล่าวในงานสัมมนาตอนหนึ่งว่า เรื่องที่ พล.อ.ประวิตร ต้องการความชัดเจนในเร็ววันนี้ก็คือ การจัดทำแผนความต้องการยุทโธปกรณ์ 5 ปี โดยบูรณาการความต้องการทั้งกระสุน วัตถุระเบิด ซ่อมยานยนต์ทุกประเภท และผลิตงานวิจัยที่นำไปสู่สายการผลิตของทุกเหล่าทัพให้เสร็จเดือนเมษายน 2560 นี้
       
        และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือ พล.อ.อุดมเดช บอกด้วยว่า การตั้งโรงงานซ่อมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์กับมิตรประเทศ ให้ศึกษาถึงความเป็นไปได้โครงการ แนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และให้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2560 นี้เช่นกัน
       
        เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า กลาโหมและกองทัพไทย ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้กองทัพสามารถพึ่งพาตัวเอง ลดการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ โดยที่ผ่านมามีการจัดตั้ง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม (สทป.) หรือ DTI มาร่วมสิบปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทย ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทำให้ประเทศไทย ยังคงถูกจัดอยู่ใน กลุ่ม Third Tier คือ เป็นประเทศที่มีความสามารถที่ผลิตยุทโธปกรณ์ได้เพียงบางส่วนเช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ยกเว้นสิงคโปร์)
       
        ดังนั้น การแสวงหาความร่วมมือ ร่วมทุน หรือการดึงมหาอำนาจ เช่น จีน เข้ามาลงทุน จึงถือเป็นทางลัดในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกองทัพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงื่อนไขการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากจีน นอกจากจะมีราคาถูกกว่า แล้วยังมีออปชั่นพิเศษ คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ฝึกอบรมบุคคลกร พ่วงเข้ามาด้วย จีนจึงกลายเป็นตัวเลือกของกองทัพในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถถัง หรือเรือดำน้ำ
       
        อีกอย่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ DTI  ที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และนำรถถังมาดัดแปลง รวมถึงการพัฒนาจรวดหรือยุทโธปกรณ์อื่นๆ ก็เป็นการต่อยอดมาจากจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
       
        ถึงแม้ว่า จีนจะเป็นรองมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและรัสเซียแต่ความก้าวหน้าในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีนก็อยู่ในกลุ่ม First Tier คือกลุ่มประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศชั้นนำที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสมบูรณ์แบบและครบวงจร สามารถพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ถึงระดับสูงสุด เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา รัสเซีย  และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก
       
        สำหรับความชัดเจนในการตั้งโรงงานซ่อม สร้าง อาวุธยุทโธปกรณ์กับจีนและยูเครนนั้น พล.อ.อุดมเดช ยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในอนาคตเมื่อมีอุปกรณ์จากมิตรประเทศเข้ามาหากชำรุดต้องซ่อมบำรุง หากสามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือผลิตชิ้นส่วนอะไหล่บางอย่างที่มีความจำเป็นต้องใช้ จะลดปัญหาในเรื่องการใช้งบประมาณได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ทางประเทศจีน และยูเครน มีความพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว ส่วนพื้นที่ที่จะใช้ตั้งโรงงานซ่อมสร้างได้เล็งพื้นที่เอาไว้แล้ว
       
        เวลานี้ กองทัพไทย มีอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนหลักๆ ก็คือ รถสายพานลำเลียงพลแบบ Type 85 (YW531H) 450 คัน เข้าประจำการเมื่อปี 2530 และใช้งานมาจนถึงปัจจุบันนี้
       
        นอกจากนั้น กองทัพบกยังลงนามซื้อรถถัง VT-4 จากจีน จำนวน 28 คัน วงเงิน 4,900 ล้านบาท ในสมัย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช องคมนตรี เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเมื่อเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระบุถึงการจัดหาต่อในระยะ 2 อีก 20 คัน เพื่อให้ครบ 1 กองพัน (กองพันละ 49 คัน) ในปีงบประมาณ 2560 โดยผูกพันงบประมาณ 3 ปี  ภายใต้ข้อเสนอราคาที่ถูกกว่าและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและสิทธิบัตรเพื่อจัดตั้งสายการผลิตอาวุธในไทย สอดคล้องกับความต้องการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกองทัพไทย
       
        ในส่วนของกองทัพเรือ มีโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ชั้นหยวนแบบเอส 26 จำนวน 3 ลำ งบผูกพัน 11 ปี มูลค่า 36,000 ล้านบาท โดยลำแรกราคา 13,500 ล้านบาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว
       
        การชักชวนให้จีนเข้ามาตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์มีมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเมื่อคราวไปเยือนจีนเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ได้เข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ฉาง ว่านฉวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน เพื่อหารือร่วมกันถึงการขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ และเสนอความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยต้องการให้จีนสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ทางทหารในไทย
       
        ข้อเสนอของพล.อ.ประวิตร ได้รับการตอบรับจาก พล.อ.ฉาง ว่านฉวน โดยได้แสดงท่าทีเชิงบวกและสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในจีนที่มีประจำการในไทยและภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะทำงานประสานงานและทำงานร่วมกันผ่านกลไกทางการทูตทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
       
        ความร่วมมือกับจีนในการจัดตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพนั้นพอรับฟังได้ เพราะจีนมีความก้าวหน้าใกล้เคียงกับสหรัฐฯและรัสเซีย แต่สำหรับความร่วมมือจะสร้างโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์กับยูเครนนี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งว่าเหตุไฉนยูเครนซึ่งมีปัญหามากมายจึงกลายเป็นตัวเลือก เพราะเอาง่ายๆ เหตุที่กองทัพต้องหันมาซื้อรถถังจากจีน ก็เป็นเพราะยูเครนไม่สามารถส่งมอบรถถัง OPLOT ให้ได้ตามสัญญา
       
        แต่ดูเหมือนว่า พลเอกประวิตร และพี่น้องจะพิสมัยยุทโธปกรณ์จากยูเครน เป็นพิเศษ อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยนั่งเป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2551 ก็มีการจัดซื้อยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 จากยูเครน ลอตแรก จำนวน 96 คัน วงเงิน 3,898 ล้านบาท
       
        ต่อมา ล็อตสอง BTR-3E1 จากยูเครน อีก 121 คัน วงเงินประมาณ 4,900 ล้านบาท พล.อ.ประวิตร ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เป็นผู้อนุมัติ เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ตามต่อด้วยมติครม.อภิสิทธิ์ ที่อนุมัติการจัดซื้อรถถัง OPLOT จากยูเครน จำนวน 49 คัน วงเงิน 7,200 ล้านบาท เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2554 สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็น ผบ.ทบ. และพล.อ.ประวิตร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
       
        ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจที่ทำไมถึงต้องดึงยูเครนให้มาตั้งโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในไทย
       
        และยิ่งยูเครนมีปัญหาภายในประเทศมากจนถึงขั้นติดขัดไม่สามารถส่งมอบยุทโธปกรณ์ที่กองทัพไทยสั่งซื้อไปได้ ทางออกที่บิ๊กป้อม มองเห็นคือ ต้องดึงยูเครนมาตั้งโรงงานในประเทศไทย
       
        “....ต้องอาศัยความร่วมมือจากต่างประเทศด้วย เช่น ประเทศยูเครน เราจะประกอบรถลำเลียงพลหุ้มเกราะแบบล้อยาง หรือ BTR-3E-1 ในประเทศไทย” พล.อ.ประวิตร เคยให้สัมภาษณ์ เมื่อคราวพบปะหารือกับ Gen Stepan Poltorak รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน ในงานจัดนิทรรรศการแสดงอาวุธฯ Defense & Security 2015 เมื่อปี 2558 จัดโดยกระทรวงกลาโหมของไทย ที่อิมแพคเมืองทองธานี
       
        ...บิ๊กป้อม ลงทุนออกหน้าเป็น "ป๋าดัน" ขนาดนี้ บอกได้คำเดียวว่า “จบข่าว”
       
       


ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017