สปอร์ตซิตี้ - เวกัสบุรีรัมย์ ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ แหล่งปั้นกระสุนสีน้ำเงิน

โดย ผู้จัดการรายวัน   
15 เมษายน 2560 14:29 น. (แก้ไขล่าสุด 15 เมษายน 2560 14:41 น.)
สปอร์ตซิตี้ - เวกัสบุรีรัมย์ ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ แหล่งปั้นกระสุนสีน้ำเงิน
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เปรียบดั่ง “สวรรค์ล่ม” คงไม่ผิดนัก
       
       เมื่อพิธีเปิด Soft Opening “บ่อนกาสิโนและสายตะกูรีสอร์ท” วันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งวางแผนไว้อย่างเวอร์วังอลังการดาวล้านดวง ต้องตะกุกตะกัก-ทุลักทุเล ไม่ยิ่งใหญ่ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งก็ต้องให้เครดิต วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ที่เกาะติดประเด็นพื้นที่ตั้ง บ่อนสายตะกู” ใกล้กับด่านช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มีหลักฐานบ่งชี้ว่าอยู่บน “พื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน” อย่างกัดไม่ปล่อย
       
       และก็เป็นนายวีระที่ออกมาเปิดเผยผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก “Veera Somkwamkid” ว่า งานเปิดบ่อนเมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2560 เวลาเที่ยงตรงนั้น ต้องถูกยกเลิก เนื่องจากไม่มี “ผู้แทนฝ่ายไทย” เข้าร่วมพิธี โดยนายวีระตั้งข้อสังเกตว่า คงกลัวจะถูกจ้องจับตาว่าใครกันบ้างที่ไปร่วมงานดังกล่าว บรรยากาศที่บ่อนจึงกร่อยๆ มีเพียง ออกญาลึม เฮง ขาใหญ่ชาวกัมพูชา ที่ออกตัวว่าเป็นเถ้าแก่ใหญ่ของกาสิโนและสายตะกูรีสอร์ท กับ พล.อ.ซอ ทาวี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรเมียนเจย ร่วมในพิธีเปิดให้บริการวันแรกเท่านั้น
       
       นายวีระบอกอีกว่า วันนั้นถือเป็นวันเปิดทำการของบ่อน แต่ก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ให้ “แขกวีไอพี” ที่เชิญไว้ เดินทางไปเข้าทาง จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอเสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ แล้วจึงต่อรถที่ทางบ่อนสายตะกูเตรียมเอาไว้ให้เดินทางไปยังบ่อน ผ่านถนนเลียบชายแดนทางฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นถนนที่ทุรกันดารมาก ระยะทางประมาณเกือบ 50 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง จึงจะถึงที่ตั้งบ่อนใหม่ที่ บ้านจุ๊บโกกี ต.อัมปึล อ.บันเตียอัมปึล จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
       
       แต่เจ้าหน้าที่ทั้งไทย-กัมพูชา ก็คอยบริการ อำนวยความสะดวก “แขกที่ถูกเชิญ-นักพนัน” เป็นอย่างดี โดยทุกคนที่แจ้งจุดหมายปลายทางไปบ่อนใหม่ จะไม่ถูกตรวจสอบบัตรประชาชน และไม่ต้องทำเรื่องข้ามแดนแต่อย่างใด
       
       ในขณะเดียวกันทางด่านช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ก็มีคำสั่งห้ามคนไทยทั่วไปผ่านเด็ดขาด ให้เฉพาะแต่ “คนท้องถิ่น” ที่ภูมิลำเนาอยู่ใน อ.บ้านกรวด ที่มีสิทธิ์ผ่านด่านไปยังกาสิโนสายตะกู สร้างความผิดหวังให้ประชาชน-นักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้งจากในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และหลายจังหวัดทั่วประเทศ หลายพันชีวิต ที่อุตส่าห์เดินทางรอเพื่อจะเข้าไปชมบ่อนกาสิโนที่โฆษณาว่าใหญ่ที่สุดของประเทศกัมพูชา แต่ไม่สามารถจะเข้าไปได้ แล้วต้องอ้อมไปเข้าทาง จ.สุรินทร์ ทำให้หลายคนโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดแสดงอาการไม่พอใจ และตัดสินใจเดินทางกลับทันที
       
       มาตรการกลั่นกรองคนเข้มงวดขนาดนี้ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร” ระบุว่าเป็น “คำสั่งผู้บังคับบัญชา” และเป็นข้อตกลงของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งคงเกรงว่าจะมี “สายข่าว” เล็ดลอดเข้าไปเก็บบรรยากาศการเปิดทำการกาสิโนใหม่นั่นเอง
       
       ว่ากันว่าเฉพาะ “วีไอพีไทย” ได้รับบัตรเชิญไม่ต่ำกว่า 400-500 ชีวิตเลยทีเดียว
       
       เอาเข้าจริงคงตรวจสอบลำบากว่า “ผู้แทนฝ่ายไทย” ที่ว่านั้นหมายถึงใครบ้าง แต่อย่างน้อยก็เชื่อได้ว่าการ์ดเชิญมีร่อนมาถึงเหล่า “วีไอพี-บิ๊กเนม” ทั้งหลายอย่างแน่นอน ขนาด พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับสันติบาล นายตำรวจชื่อดังแต่ก็ถือว่าโลว์โปรไฟล์ไปพอสมควร ก็ยังเป็นหนึ่งในแขกวีไอพีที่ได้รับบัตรเชิญ
       
       อีกประเด็นที่นายวีระ “จุดพลุ” ขึ้นมาใหม่ ก็คือเรื่อง “เงิน 30 ล้านดอลลาร์” หรือมากกว่า 1 พันล้านบาทที่มีการตระเตรียมไว้ให้ “ผู้มีอำนาจ” ของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อเป็นค่าเปิดทางทั้งเรื่องที่ตั้งบ่อน และการเปิดทำการ ที่สำคัญยังต้องมีการส่งเป็นรายเดือนในคล้ายคลึงกับ “ธุรกิจสีเทา”ทั่วๆ ไปอีกด้วย
       
       “มีหลายคนแค้น วีระ สมความคิด เป็นอย่างมากเพราะทำให้อดได้รับซองหนาจากเจ้าของบ่อน ออกญาลึมเฮง ... บ่อนแห่งนี้ ต้องลงทุนสร้างด้วยเงินจำนวนนับร้อยล้านดอลลาร์ แต่สามารถอยู่ได้ เนื่องจากบ่อนแห่งนี้ไม่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศใดทั้งสิ้น จ่ายใต้โต๊ะให้แก่ผู้มีอำนาจเท่านั้น” นายวีระว่าไว้เช่นนั้น
       
       มีรายงานข่าวแจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนเป็นต้นมา แม้การสกรีนคนเข้าออกด่านสายตะกูยังเป็นไปด้วยความเข้มงวด แต่ก็มีบรรดาพ่อค้า-นักธุรกิจ ของ อ.บ้านกรวดหลายร้อยชีวิต แห่กันเอาเงินไปให้แก่บ่อนแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ส่วนชาวไทยจากอำเภอหรือจังหวัดอื่น ยังต้องไปข้ามแดนที่ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ เหมือนเดิม
       
       “ท้ายสุด มีผู้กระซิบว่า หลังสงกรานต์ รอให้เรื่องเงียบลงหน่อย คนไทยทุกคน(ยกเว้น วีระ สมความคิด) จะข้ามแดนที่ด่านช่องสายตะกูเพื่อเดินเข้าบ่อนสายตะกู รีสอร์ทได้อย่างสบาย และเงินก้อนโตที่เตรียมไว้ให้ใครบางคนทางฝั่งไทย ก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกแน่ ทำไงได้ ความเสี่ยงมันเพิ่มขึ้นนี่หว่า อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด รออีกไม่นาน แต่ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านบางคนนึกออกแล้วว่าหมายถึงผู้ใด” นายวีระโพสต์ปริศนาทิ้งท้ายไว้
       
       ซึ่งปริศนาที่ว่าเงินก้อนโตที่เตรียมไว้ให้ “ใครบางคนทางฝั่งไทย” คงไม่ต้องรอให้นายวีระมาเฉลย หากติดตามข่าวเรื่องบ่อนสายตะกูมาอย่างต่อเนื่อง ก็เดาไม่ยากว่าหมายถึง “ผู้มากบารมี” คนไหน
       
       ยิ่งบ่อนสายตะกูเปิดทำการโดยที่ยังไม่สามารถเคลียร์ปม “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน” ได้ ก็ต้องคอยเพรียกถามไปถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. รวมทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะกำกับดูแลด้านความมั่นคง ถึงท่าทีของ “รัฐบาลไทย”ต่อพื้นที่ตั้งของบ่อนสายตะกูว่ารุกล้ำเขตแดนอธิปไตยของประเทศหรือไม่ เพราะนอกจากข้อมูลทางฝั่งภาคประชาชนที่ชี้ชัด ว่า ที่ตั้งของบ่อนตั้งอยู่ชิดใกล้เส้นเขตแดน ซึ่งเป็น “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน” แล้ว
       
       “บิ๊กป้อม” ที่กำกับดูแลความมั่นคงทั้งประเทศ ก็ยังเคยยอมรับเต็มปากว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็น “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน” เช่นกัน พร้อมระบุว่า เรื่องนี้มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนอยู่แล้ว ต้องรอให้ปักปันให้ชัดก่อน ฉะนั้นอย่าไปเรียกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้ยังเป็นพื้นที่อ้างสิทธิต่างคนต่างอ้างสิทธิ ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
       
       การที่รัฐบาลไทยไม่พยายามทักท้วงหรือคัดค้านใดๆ ยอมสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของการรักษาดินแดนอธิปไตยของรัฐบาล ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกถามถึงท่าทีต่อเรื่องนี้ จนกว่าจะมีความกระจ่างจากทางรัฐบาล
       
       จริงๆ แล้ว “บ่อนสายตะกู” หรือจะเรียกว่า “เวกัสบุรีรัมย์” คงไม่ผิดนัก เพราะเส้นทางคมนาคมที่จะเดินทางเข้าไปเสี่ยงโชคจากทาง จ. บุรีรัมย์ นั้นเอื้ออำนวยกว่าการเดินทางจาก จ.อุดรมีชัย ทางฝั่งกัมพูชาที่ยังเป็นป่าทึบอย่างเห็นได้ชัด
       
       ในทางเศรษฐกิจจึงถือว่า “บ่อนสายตะกู” เกื้อหนุน จ.บุรีรัมย์ มากกว่า จ.อุดรมีชัย ของประเทศกัมพูชา
       
       และแม้จะเป็นธุรกิจใหญ่ที่คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนมหาศาล แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอของโมเดล “ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ” ที่จะปั้น จ.บุรีรัมย์ เป็นจังหวัดเศรษฐกิจผ่านธุรกิจด้านกีฬาและความบันเทิง ในลักษณะ “สปอร์ตซิตี้” ที่มี “กาสิโน” มารองรับกิเลสของเหล่าบรรดานักเสี่ยงโชคทั้งหลายด้วย
       
       “ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ” ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาใน จ.บุรีรัมย์ ที่มีปัจจุบันมีทั้งสนามฟุตบอล “ไอ โมบาย สเตเดี้ยม” จุคนได้หลายหมื่นที่นั่ง สนามแข่งขันกีฬาความเร็ว “ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต” ที่ได้มาตรฐานโลก ซึ่งในอนาคตอันใกลนี้กำลังจะได้สิทธิเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบระดับโลกรายการ “โมโตจีพี” โดยการสนับสนุนเป็นอย่างดีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สปอร์ตซิตี้ - เวกัสบุรีรัมย์ ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ แหล่งปั้นกระสุนสีน้ำเงิน
เนวิน ชิดชอบ และ วิชัย ศรีวัฒนประภา ร่วมพิธีเปิดสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2557
        ส่งผลให้ จ.บุรีรัมย์ “ก้าวข้าม” คลัสเตอร์หรือกลุ่มจังหวัดเดิมที่ทางภาครัฐจัดไว้ให้อยู่ใน “คลัสเตอร์การท่องเที่ยวกีฬาและวัฒนธรรมศรีบุรินทร์” อันได้แก่ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       แกนหลักสำคัญคงหนีไม่พ้น “เสี่ยเป็ด”เนวิน ชิดชอบ คนโตแห่งอีสานใต้ ที่ผันตัวเองจาก “นักการเมืองเขี้ยวลากดิน” มาเป็น “คนกีฬา” ทั้งในฐานะประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และประธานที่ปรึกษาสนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต เป็นผู้ริเริ่มปั้น จ.บุรีรัมย์ บ้านเกิดของตัวเองมาได้ถึงจุดนี้ จากแนวคิดที่จะทำให้ จ.บุรีรัมย์ เปลี่ยนสถานะจาก “เมืองผ่าน” เป็น “จุดหมายปลายทาง” ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ในฐานะ Sport Events Destination ถึงขนาดเคยประกาศจะทำให้จังหวัดบ้านเกิดตัวเองเป็น 1 ใน 5 เมืองที่ทุกคนต้องอยากมาเยือน เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจความเป็นอยู่ของคนบุรีรัมย์ดีขึ้น มีรายได้จากคนต่างถิ่นมากขึ้น และก็ประสบความสำเร็จไม่น้อย จากอัตราการขยายตัวของจังหวัดที่พุ่งพรวดอย่างเห็นได้ชัด
       
       ไม่เพียงฟุตบอล หรือมอเตอร์สปอร์ต ที่แข่งกันเป็นประจำทุกสัปดาห์เท่านั้น ที่ จ.บุรีรัมย์ ยังจะมีสนามกีฬาทางน้ำ สวนน้ำครบวงจร ตลอดกิจกรรมสปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนทั้งชาวบุรีรัมย์ และนักท่องเที่ยวไทยเทศ
       
       หากภาคกลางมี จ.สุพรรณบุรี ที่ได้ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ปลุกปั้นจนเจริญรุ่งเรืองทิ้งจังหวัดข้างเคียงแบบไม่เห็นฝุ่น จนถูกขนานามว่าเป็น “บรรหารบุรี” แล้ว ในทำนองเดียวกัน จ.บุรีรัมย์ ที่ยึดต้นแบบจากเมืองสุพรรณ แถมล้ำหน้าไปไกลกว่า ด้วยน้ำพักน้ำแรงของ เนวิน ชิดชอบ ก็คงเรียกเป็น “เนวินบุรี” ได้ไม่ขัดเขิน
       
       แต่แค่ไอเดีย-ความตั้งใจอย่างเดียว “เสี่ยเน” คงมิอาจนำพาเมืองบุรีรัมย์มาถึงจุดนี้ได้ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ “คอนเนกชัน-เส้นสาย” ที่ต่อยอดมาจากอิทธิพลการเมืองของตัวนายเนวินเองที่โลดแล่นในถนนสายการเมืองมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสร้างชื่อในนามกลุ่ม 16 ก่อนมาร่วมหอลงโรงกับ ทักษิณ ชินวัตร แล้วจึงมาใหญ่คับประเทศในนาม “แก๊งออฟโฟร์” สมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช เรื่อยมาถึงสลับดอกย้ายขั้วมาร่วมรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนตกม้าตายในการเลือกตั้งปี 2554
       
       ระหว่างทางเดินของนายเนวินก็ได้สร้างขุมข่ายอำนาจไว้ตลอดเส้นทาง จนมาตกผลึกใน “ค่ายสีน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย ที่มีนายเนวินเป็นแกนหลัก แม้ในทางการเมืองจะยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการสู้รบปรบมือกับ “ระบอบทักษิณ” แต่งานสร้างบ้านแปงเมือง ปลุกปั้น จ.บุรีรัมย์ ก้าวกระโดดจากจังหวัดยากจน มาเป็นหัวเมืองทางเศรษฐกิจในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนใหญ่ก็มาจากแรงสนับสนุนจาก “เครือข่ายสีน้ำเงิน” นี่แหละ
       
       เหล่าบรรดา “บิ๊กเนม-ดาวฤกษ์” ที่เป็นที่รับรู้ และไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายเนวิน ก็มีทั้ง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ถึงขั้นประกาศเป็นพี่น้องนอกสายเลือด มีบทบาทสำคัญในการนำธุรกิจครอบครัวอย่าง “ซิโน-ไทย” บิ๊กรับเหมาก่อสร้างเมืองไทย มาเดินงานก่อสร้างทั้งสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ ให้แบบไม่อิดออด
       
       แม้จะมีเสียงซุบซิบว่า สนามฟุตบอลไอ-โมบายที่บุรีรัมย์ทำสถิติสร้างเร็วที่สุดในโลก ขณะเดียวกันก็ทำสถิติจ่ายเงินช้าที่สุดในโลกเช่นกัน หากแต่ความสัมพันธ์ของ “พี่เน-น้องหนู” ก็ยังแน่นปึ้ก

สปอร์ตซิตี้ - เวกัสบุรีรัมย์ ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ แหล่งปั้นกระสุนสีน้ำเงิน
ภาพเมื่อครั้งวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี ของ กนกศักดิ์ ปิ่นแสง (ซ้ายสุด) ประธานคณะกรรมการบริหาร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (BRIC) เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2559 โดยมี “คีย์แมนค่ายสีน้ำเงิน” ทั้ง วิชัย ศรีวัฒนประภา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และ เนวิน ชิดชอบ ไปร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
        ถัดมาเป็นรายของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศพุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ผันตัวมารับบทนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนายเนวิน เหมือนเมื่อครั้งเติบโตในหน้าที่การงานสมัยรับราชการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในอดีต จนมีการพูดกันว่าหากถึงเวลาลงสนามเลือกตั้งชื่อของนายอนุทินยังขายไม่ได้ อาจจะต้องเปลี่ยนหัวให้ พล.ต.อ.สมยศนำทัพภูมิใจไทยแทน ด้วยดีกรีอดีต ผบ.ตร.
       
       หากจำกันได้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้ง 3 คน “เสี่ยเน-เสี่ยหนู-เสี่ยอ๊อด” ต่างชักแถวกันขึ้นโรงพักเพื่อแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่เผยแพร่ภาพ และข้อความ ที่ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าทั้ง 3 คนได้ร่วมหุ้นกัน และแอบอ้างเบื้องสูงเปิด “กาสิโนสายตะกู” ซึ่งก็มาจากความใกล้ชิดของคนทั้งสามนั่นเอง จึงถูกโยงไปกับกาสิโนแห่งใหม่ที่เปิดใกล้กับชายแดน จ.บุรีรัมย์ ฐานที่มั่นของค่าสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย
       
       นอกเหนือจาก 3 เสี่ยข้างต้นแล้ว “เครือข่ายสีน้ำเงิน”ก็ยังมีระดับ “เจ้าสัว” อย่าง วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานบริษัท คิงพาวเวอร์ และประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ร่วมอยู่ด้วย แม้นายวิชัยจะไม่ได้ลงมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว แต่ตามประสาพ่อค้า เข้าหาคนได้ทุกระดับ อีกทั้งปลุกปั้นคิงเพาเวอร์ขึ้นมาในช่วงที่นายเนวินเรืองอำนาจทางการเมือง จึงมีความแนบแน่นกันมาอย่างยาวนาน เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทั้งในทางธุรกิจและการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งหนึ่งเคยให้นายเนวินใช้โรงแรมของตัวเองเป็น “ศูนย์บัญชาการต้านรัฐประหาร” เมื่อ 19 กันยายน 2549 จากนั้นก็ถูกใช้เป็นเซฟเฮ้าส์-วอร์รูมของค่ายสีน้ำเงินบ่อยครั้ง จนมีคนเข้าใจผิดว่าโรงแรมแห่งนั้นเป็นของนายเนวินด้วยซ้ำไป
       
       นายวิชัยเองก็ไม่เคยปฏิเสธความสนิทสนมกับนายเนวิน เคยบอกถึงขั้นว่า “คุยถูกคอเกือบทุกเรื่อง” โดยมีข้อต่อสำคัญอย่าง กนกศักดิ์ ปิ่นแสง เพื่อนสนิทของนายเนวินที่เป็นทั้งที่ปรึกษาของเครือคิง เพาเวอร์ และทำงานในสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ร่วมกับนายวิชัย รวมทั้งยังรับหน้าเสื่อเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (BRIC) ของนายเนวินอยู่ด้วย

สปอร์ตซิตี้ - เวกัสบุรีรัมย์ ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ แหล่งปั้นกระสุนสีน้ำเงิน
วิชัย ศรีวัฒนประภา และนักฟุตบอล เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในโอกาสทีมเลสเตอร์ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2015/16
        อีกคนที่ขาดไม่ได้ ก็รายของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้มากบารมีในรัฐบาล คสช. ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ตลอดจนข้อมูลที่ยืนยันได้ว่ามีความสัมพันธ์กับทาง “ค่ายสีน้ำเงิน” เป็นพิเศษ ถึงขั้นเคยมีข่าวว่าจะไปรับบทหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนการเลือกตั้งปี 2554 มาแล้วด้วย และจากความสัมพันธ์ในทางการเมืองกับนายเนวินมาจนถึงปัจจุบัน ที่เข้านอกออกในฐานบัญชาการใหญ่ทั้ง “บ้านโชคชัย 4” และ “เครือข่ายมูลนิธิป่ารอยต่อฯ” รวมทั้งเป็นกุนซือผู้เดินงานทางการเมืองในแถบภาคอีสานให้ พล.อ.ประวิตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
       
       การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มติอนุมัติงบประมาณจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จำนวน 300 ล้านบาท ระหว่างปี 2561-2563 เพื่อดำเนินการขอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก หรือ
       “โมโต จีพี” ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ และเหมือนไฟต์บังคับให้ไปใช้บริการสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่นายเนวินเป็นเจ้าของ ก็เชื่อว่าเป็นการผลักดันของ พล.อ.ประวิตร ไม่มากก็น้อย
       
       มองผิวเผินเป็นเสมือนการสานฝันให้แก่นายเนวินเท่านั้น แต่ลึกลงไปแล้วน่าจะเป็นการเสริมอาวุธหนักให้ จ.บุรีรัมย์ เป็นสปอร์ตซิตี้อย่างเต็มรูปแบบ โดยนำกีฬาระดับโลกมาปั่นกระแสให้ ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากหลายประเทศได้ถอนตัวไปแล้ว อยู่แค่ว่าจะคุยกับทางเจ้าของลิขสิทธิ์ลงตัวหรือไม่ หากไม่มีอะไรผิดพลาดรัฐบาลก็จะควักทุนประเดิมให้ 300 ล้านบาท ส่วนเจ้าถิ่นไปหาทุนอีกราว 900 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงของนายเนวิน
       
       การเปิดตัวของ “บ่อนสายตะกู” ที่โฆษณาเอาไว้ว่าเป็นบ่อนที่หรูหรา-ใหญ่ที่ติดชายแดนไทย หรือการเข้าประมูลลิขสิทธิ์แข่งขัน “โมโตจีพี” ถือเป็นการเติมเต็ม “ซูเปอร์คลัสเตอร์เบื้องบูรพาทิศ” ปั้นเศรษฐกิจให้แก่ จ.บุรีรัมย์ อย่างเห็นได้ชัด
       
       จึงไม่แปลกที่ จ.บุรีรัมย์ หรือ “ซูเปอร์คลัสเตอร์บูรพาทิศ” จะถูกมองว่าเป็นแหล่งปั้น “กระสุนดินดำ” เพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในไม่ช้านี้
       
       


จำนวนคนโหวต 12 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017