ความท้าทายกับรหัสลับ "มาตรา 213" กับเครื่องมือใหม่ของภาคประชาชน

โดย ผู้จัดการรายวัน   
12 พฤษภาคม 2560 15:16 น. (แก้ไขล่าสุด 12 พฤษภาคม 2560 23:03 น.)
ความท้าทายกับรหัสลับ มาตรา 213 กับเครื่องมือใหม่ของภาคประชาชน
        "ณ บ้านพระอาทิตย์"
        "โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์"
       
       เมื่อวันอังคารที่ 9 พฤษภาคม 2560 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุว่าประชาชนได้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ เพราะร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ไม่ได้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ไม่ได้มีการนำผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน อีกทั้งยังไม่ได้มีการนำมาประกอบในกระบวนการตรากฎหมายในทุกขั้นตอน ตามที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 77 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
       
        ด้วยเหตุผลนี้ประชาชนจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการขัดรัฐธรรมนูญอย่างน้อยก็คือมาตรา 77 วรรคสอง จึงได้อาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันในมาตรา 213 ที่เปิดช่องให้ประชาชนได้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเองได้ ซึ่งได้บัญญัติเอาไว้ว่า
       
       "มาตรา 213 บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตามหลักเณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ"
       
       จะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนถ้าประชาชนได้ถูกละเมิดโดยคำสั่งทางปกครองจากเจ้าหน้าที่รัฐจนเป็นผู้เสียหายแล้ว ก็จะอาศัยช่องทางในการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองได้ หรือถ้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องอาศัยการเข้าชื่อกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หรือการยื่นคำร้องโดยตรงของนายกรัฐมนตรี หรือหากประชาชนจะพอมีช่องทางได้ก็ต้องอาศัยผ่านองค์กรอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือยื่นคำร้องผ่านศาลอื่นเสียก่อนเพื่อยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวเนื่องกับคดีในศาลนั้นๆ
       
        ทำให้รู้สึกได้ว่าก่อนหน้านั้นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ห่างไกลประชาชน แต่นับจากวันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา ประชาชนจะมีโอกาสเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญได้มากขึ้นในกรณีที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
       
       เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 นั้น ได้สอบถามเจ้าหน้าที่พบเรื่องที่น่าสนใจดังนี้
       
       1.เรื่องที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ไปยื่นนั้น เป็นลำดับที่ 25 แสดงว่ามีคนใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วก่อนหน้า 24 ราย
       
        2.คดีส่วนใหญ่ที่ประชาชนยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 213 ทั้งสิ้น และส่วนใหญ่เป็นเรื่องการถูกละเมิดสิทธิในพื้นที่ของประชาชนในมิติต่างๆ
       
       3.คดีที่เกี่ยวกับการถูกละเมิดเกี่ยวกับการตรากฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชน โดยการอ้างถึงการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการตรากฎหมายตามมาตรา 77 วรรคสองของรัฐธรรมนูญนั้น แล้วจึงอาศัยการใช้สิทธิในมาตรา 213 น่าจะเป็นคดีแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
       
       4.ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมคดีสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และสามารถวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีต่างๆในครั้งละ 6-7 คดี ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าการวินิจฉัยคำร้องลำดับที่ 25 ของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)จะสามารถรู้ผลได้ภายใน 1-2 เดือนหลังจากนี้
       
        และเนื่องจากการที่ประชาชนได้ใช้สิทธิตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ โดยอ้างการถูกละเมิดในกระบวนการตรากฎหมายในมาตรา 77 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรก จึงขอบันทึกคำร้องบางส่วนเอาไว้ให้ท่านผู้อ่านว่า ภาคประชาชนอ้างสิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นอย่างไร และมีเหตุผลหรือไม่ ดังนี้
       
       ผู้ร้องทั้งหมดเป็นประชาชนผู้ทรงสิทธิและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ได้กำหนดให้ผู้ร้องและประชาชนคนไทยทุกคนและมีหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
       
        ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนเสียหายเพราะถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพด้วยเหตุแห่งการกระทำของผู้ถูกร้องในการตราพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม(ฉบับที่..) พ.ศ. .... และมีมติเสียงข้างมากเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมาย และต่อมาสำนักงานวุฒิสภาในฐานะหน่วยธุรการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการกระทำอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยการมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องพระราชบัญญัติที่สภานิติบัญญัติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎมาย โดยมีร่างพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ไปด้วย เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
       
       การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ประกอบกับมาตรา ๕ ทำให้ผู้ร้องต้องเสื่อมเสียสิทธิที่จะได้เสนอความคิดเห็นในการรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยในการกระทำของผู้ถูกร้อง อันเป็นการใช้สิทธิในการฟ้องคดีมาตรา ๒๑๓ ประกอบกับมาตรา ๕ และมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผลดังจะกล่าวต่อไปนี้
       
       ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ร้องในการตราพระราช บัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีข้อเท็จจริงตามลำดับ
       
       - เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้ทำการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในวาระที่สองและวาระที่สาม โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีลงมติเสียงข้างมาก เห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎหมาย รายละเอียดปรากฏในบักทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๐ หน้า ๙-๑๕
       
       - วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงหลายส่วนราชการทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กระทรวง กรม เลขาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมถึงประธานประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง แนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อแจ้งว่า
       
       "...คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ ลงมติ
       ๑. เห็นชอบแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำขึ้น และให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติต่อไปอย่างเคร่งครัดต่อไป
       
       ๒. เห็นชอบหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติ (Cheklist) ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการจัดทำและเสนอกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามข้อ ๑ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ (เรื่อง นโยบายปฏิรูปกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร) โดยให้เป็นหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติท้ายระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อไป..."
       
       วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับ
       
       วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ นายสุรัตน์ หวังต่อลาภ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องพระราชบัญญัติที่สภานิติบัญญัติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎมาย โดยมีร่างพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... เป็นหนึ่งในร่างพระราชบัญญัติแนบท้ายจำนวน ๕ ฉบับ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป และเอกสารนำส่งของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
       
        ขั้นตอนของกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบไปด้วยกระบวนการ ๔ ขั้นตอนตามลำดับ กล่าวคือ
       
       -ขั้นตอนที่ ๑ คือ ขั้นตอนการยกร่างเสนอญัตติ ซึ่งในกรณี ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... นี้เกิดขึ้นจากการยกร่างโดยกระทรวงพลังงานและโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
       -ขั้นตอนที่ ๒ คือ ขั้นตอนพิจารณากฎหมาย ซึ่งในกรณีร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... นี้ได้ผ่านการพิจารณาและความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติวาระที่ ๓ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐
        - ขั้นตอนที่ ๓ คือขั้นตอนการตรากฎหมาย จะเริ่มขั้นตอนการตราเมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และสิ้นสุดขั้นตอนนี้หากพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และ
       - ขั้นตอนที่ ๔ คือ ขั้นตอนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา
        เมื่อผู้เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวทั้ง ๔ ขั้นต้นดังกล่าวข้างต้นจนครบถ้วนในกระบวนการตรากฎหมายใน "ทุกขั้นตอน" กฎหมายจึงจะมีผลใช้บังคับ....
       
       เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ยังไม่ได้มีการตราเป็นกฎหมาย ก่อนวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ และอยู่ในระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนที่ ๓ คือ ขั้นตอนการทูลเกล้าฯเสนอกฎหมาย จึงถือว่ายังอยู่ในฐานะของ “ร่างกฎหมาย” ยังไม่เป็น “กฎหมาย” ที่มีการ “ตรา”จนครบขั้นตอนดังกล่าวมาแล้วข้างต้น และเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับ ในขณะที่ ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ยังอยู่ในฐานะของ “ร่างกฎหมาย” ที่กระบวนการตรายังไม่เสร็จสิ้น ผู้ร้องจึงเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... มิได้มีการปฏิบัติให้เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ วรรคสอง โดยการปฏิบัติที่เป็น “การกระทำ”โดยไม่ชอบก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชน เริ่มต้นการกระทำตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นมา มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
       
       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ได้บัญญัติว่า
       
        “…ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน...”
       
        ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ก่อนการตรากฎหมายใดๆ จะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง อย่างเคร่งครัดโดยทันทีนับตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นมา นอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขเวลาการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยไม่ได้ใช้คำว่า "ก่อนการพิจารณากฎหมาย" แต่ใช้คำว่า "ก่อนตรากฎหมาย" ซึ่งย่อมหมายรวมถึง ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ซึ่งยังไม่ฐานะเป็น “กฎหมาย” เนื่องจาก กระบวนการตรากฎหมายไม่แล้วเสร็จด้วย
       
       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ได้กำหนดเงื่อนไขเวลาในกระบวนการจัดทำกฎหมายเอาไว้ว่าจะต้องทำ "ก่อนตรากฎหมายทุกฉบับ" ซึ่งนอกจากจะต้องเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและการวิเคราะห์ให้ประชาชนได้รับทราบแล้ว ยังต้องนำผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นนำมาประกอบการพิจารณาใน "ทุกขั้นตอน" ด้วย
       
       การพิจารณาลงมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ในวันดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาก่อนที่มาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จะมีผลบังคับในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐
       
       ดังนั้นช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ จนถึงวันที่ทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... คือ"ช่วงเวลาก่อนตรากฎหมายที่ยังเหลืออยู่" ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
       
       นายสุรัตน์ หวังต่อลาภ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องพระราชบัญญัติที่สภานิติบัญญัติเห็นสมควรประกาศใช้เป็นกฎมาย โดยมีร่างพระราชบัญญัติ โตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ๑๒ วัน
       
       ระหว่างวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ถึงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ จึงเป็น "ช่วงเวลาก่อนตรากฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... โดยที่มาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มีผลบังคับใช้แล้ว"
       
       แต่ไม่ปรากฏว่าช่วงเวลาดังกล่าวเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะได้ส่งเรื่องกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... ไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อขอมติจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ ในมาตรา ๗๗ วรรคสองเสียก่อน แต่กลับปรากฏว่ามีการส่งร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแทนเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ปราศจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ปราศจากการเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และปราศจากการนำผลการรับฟังความคิดเห็นการและวิเคราะห์นั้นประกอบการพิจารณาในขั้นตอนก่อนที่จะส่งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามแผนภาพประกอบคำอธิบาย
       
        สภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ย่อมรู้แนวทางวิธีการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ เพราะว่าในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ ได้มีการแจ้งมติคณะรัฐมนตรีถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการประชุมเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ ที่มีมติเกี่ยวกับการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันแสดงให้เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเมื่อใดก็จะสามารถปฏิบัติได้ทันที
       
        แต่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งได้ทราบเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้วกลับได้นำเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ส่งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือเวียนแจ้งมติคณะรัฐมนตรีล่วงหน้าไว้แล้ววันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ ดังได้ประทานกราบเรียนมาแล้วข้างต้น แต่ก็ไม่ปรากฏกว่าเลขาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้จัดให้มีการดำเนินการตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตามมติคณะรัฐคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ แต่อย่างใด
       
       ดังนั้นการกระทำตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นมาจนถึงวันทูลเกล้าฯถวาย ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ....นั้น เป็นขั้นตอนก่อนการทูลเกล้าฯถวายกฎหมายก่อนเริ่มตรากฎหมาย หรือ เป็นช่วงเวลาก่อนตรากฎหมายนั้น ปราศจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ปราศจากการเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และปราศจากการนำผลการรับฟังความคิดเห็นการและวิเคราะห์นั้นประกอบการพิจารณาในขั้นตอนก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯถวาย ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ....
       
       ด้วยเหตุผลดังประทานกราบเรียนมาแล้วดังกล่าว การกระทำนับตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ที่มาตรา ๗๗ วรรคสอง ของร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. ... มีผลบังคับใช้เป็นต้นมาจนถึงเวลาทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... นั้น ประชาชนได้ถูกละเมิดสิทธิไปแล้ว
       
       เพราะก่อนตรากฎหมายดังกล่าว ปราศจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ทำให้ประชาชนได้เสียสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่จะนำไปสู่การิวิเคราะห์อย่างรอบด้านและเป็นระบบ
       
       ปราศจากการนำผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบผล ทำให้ประชาชนเสียสิทธิในการรับทราบผลดังกล่าว
       
       และยังไม่มีการนำผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการวิเคราะห์นั้นมาประกอบการพิจารณาก่อนตรากฎหมายแต่ประการใด ก็ย่อมให้ประชาชนเสียสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการตรากฎหมายและก่อนขั้นตอนการตรากฎหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
       
       และเมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า
       
       "มาตรา ๕ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้"
       
        เมื่อ “การกระทำ” ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะหน่วยธุรการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในการดำเนินการ “ตรา”กฎหมาย ไม่ชอบด้วยมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
       
       และเนื่องจากเรื่องนี้ เป็นการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติที่กระทำร่วมกับการกระทำของฝ่ายบริหารอันเกี่ยวเนื่องกันในการปฎิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการ”ตรา” กฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งผู้ร้องในฐานะประชาชนจึงเป็นผู้ทรงสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยการกระทำดังกล่าวตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖ มาตรา ๒๑๓ ประกอบกับมาตรา ๕ มาตรา ๗๗ วรรคสอง และมาตรา ๒๗๓ วรรคสาม และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐"
       
       มาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงเป็นเครื่องมือใหม่ของประชาชน ดังนั้นการที่ประชาชนที่ห่วงใยชาติบ้านเมืองเพียงแค่รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ถูกกลั่นแกล้งโดยถูกดำเนินคดีความฐานผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ การดำเนินคดีความดังกล่าวเอาให้ถึงชั้นศาลก็มีข้อดีเหมือนกัน จะได้ถือโอกาสใช้สิทธิตามมาตรา 213 ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐรวมถึง พระราชบัญญัติ ชุมนุมสาธารณะเองนั้น ขัดแย้งกับการทำหน้าที่และใช้สิทธิของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? และจะเป็นผลต่อเนื่องในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดทั้งปวงต่อไป
       
       


จำนวนคนโหวต 32 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017