ร่วมรุมยำ “เกาหลีเหนือ” เร่งอนุมัติ “สิทธิบัตรยา” “ทรัมป์” บี้ “ลุงตู่” แลกปลด “แบล็คลิสต์” ??

โดย ผู้จัดการรายวัน   
12 สิงหาคม 2560 06:02 น.
ร่วมรุมยำ “เกาหลีเหนือ” เร่งอนุมัติ “สิทธิบัตรยา”   “ทรัมป์” บี้ “ลุงตู่” แลกปลด “แบล็คลิสต์” ??
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะให้การต้อนรับนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เดินมาเยือนไทย
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ชวนให้สงสัยกันไม่น้อยที่จู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ออกมาพร่ำรำพันขอให้เห็นใจกันบ้าง กรณีที่ต่างชาติไม่ให้เดินทางไปเยือน แต่ขณะเดียวกันก็อวดโอ่อยู่ในทีว่าถึงไม่ได้เดินทางไปก็มีแขกบ้านแขกเมืองแวะเวียนมาหาที่ทำเนียบรัฐบาลมิได้ขาด
       
        “วันนี้ต่างชาติยังค้าขายกับเราเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ให้ผมเดินทางไปเยือนเพียงคนเดียว เพราะผมเป็นหัวหน้าคณะ คสช. แต่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนต่างประเทศได้หมด ไปค้าขายทุกประเทศ คิดถึงจิตใจผมบ้าง .....” พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2560 ที่จ.อยุธยา
       
        ท่าทีโอดครวญของท่านผู้นำที่ทำเหมือนมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จริงๆ แล้วหากอ่านนัยก็คาดหมายได้ว่า เป็นคำทวงสัญญากลายๆ กับพี่เบิ้มสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเม.ย. 2560 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยต่อสายจากวอชิงตัน ดี.ซี. มากรุงเทพฯ โปรยยาหอมว่าจะเชิญ “บิ๊กตู่” ไปเยือนทำเนียบขาว ซึ่งมีความหมายมากในเชิงการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร แต่แล้วกลับเงียบหายไปกับสายลม
       
        ดังนั้น เมื่อนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งออน ทัวร์ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อหาเสียงสนับสนุนสหรัฐฯ ปิดล้อมโสมแดง โดยประเทศไทย เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่นายทิลเลอร์สัน แวะมาเยือนในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ทาง นายกฯ “ลุงตู่” จึงฉวยโอกาสพูดถึงเรื่องการเดินทางไปเยือนต่างประเทศขึ้นมาในจังหวะนี้พอดิบพอดี
       
        คล้ายๆ กับจะถามตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐฯว่า จะเชิญไปเมื่อไหร่ก็บอกมา เอาให้แน่ๆ อย่าปล่อยให้เป็นแม่สายบัวรอเก้อ ซึ่งก็ได้ผลเพราะถัดมาอีกวัน นายกฯก็ยืนยันนัดหมายเยือนสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. 2560 นี้แน่นอน
       
        เชิญนั้นเชิญแน่ แต่ว่าพญาอินทรี ย่อมมีข้อเรียกร้องและเงื่อนไขเป็นข้อแลกเปลี่ยน เพื่อให้ประเทศต่างๆ ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่กำลังหวนกลับมาฟื้นบทบาทในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง โดยสองประเด็นใหญ่ที่กำลังท้าทายมหาอำนาจตะวันตกอยู่ในเวลานี้ คือ นิวเคลียร์โสมแดง กับข้อพิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองเรื่องมีบิ๊กเบิ้มตะวันออก คือ จีน เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
       
        คราวนี้ ก็เช่นกัน สำนักข่าวต่างประเทศ ต่างรายงานว่า นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่เดินทางมาเยือนไทยนับจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้เรียกร้องให้ไทยสกัดเส้นทางเงินทุนของเกาหลีเหนือ รวมทั้งไล่ปิดกิจการบังหน้าของบรรดาบริษัทโสมแดง ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คือเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยด้วยนั้น เพิ่มมาตรการสกัดเงินทุนของเกาหลีเหนือ
       
        ซูซาน ธอร์นตัน ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่า อเมริกาเชื่อว่า เกาหลีเหนือเข้ามาตั้งบริษัทบังหน้าหลายแห่งในไทยเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในภูมิภาค และเปลี่ยนชื่อตลอดเวลาเพื่อปิดบังตัวตน ซึ่งทางอเมริกาต้องการให้ทางการไทยปิดกิจการบริษัทเหล่านั้น
       
        ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อนุญาตให้เกาหลีเหนือจัดตั้งสถานทูต และค้าขายกับรัฐดาวแดงแห่งนี้ โดยในปีที่ผ่านมาไทยและเกาหลีเหนือมีมูลค่าการค้าร่วมกัน 126 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่านับจากปี 2009
       
        นอกจากนี้ วอชิงตันยังเรียกร้องให้ไทยยอมรับผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือเท่าที่ทำได้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำนักข่าวรอยเตอร์ เพิ่งรายงานว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีชาวเกาหลีเหนือหลบหนีเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
       
        อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองและเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทย โดยโฆษกสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย แถลงว่า ต้องการให้ไทยมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้น เคารพและรับประกันสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน รวมทั้งรับบทบาทนำในการส่งเสริมความมั่นคงและความมั่งคั่งภายในภูมิภาค
       
        ที่ขาดไม่ได้ คือ การที่ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ มหาศาล โดยปีที่ผ่านมา ไทยมียอดเกินดุลเกือบ 19,000 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเร่งรัดการอนุมัติสิทธิบัตรยาของต่างประเทศที่ตกค้างอยู่กว่า 3,000 ฉบับ
       
        เจอเงื่อนไขของพญาอินทรีเข้าให้ นายกฯลุงตู่ ก็เลือกเอาสื่อเป็นช่องทางระบายอารมณ์ตามฟอร์ม เมื่อนักข่าวถามถึงเรื่องที่สื่อต่างชาติรายงานว่าสหรัฐฯขอให้ไทยจัดการปิดบริษัทของเกาหลีเหนือว่า เรื่องนี้เป็นการแก้ปัญหาระดับโลก ระดับสหประชาชาติ ซึ่งมีพันธะกรณีและมติออกมาแล้ว เราก็ทำตามมติของเขาเท่านั้น สื่อจะไปร่วมความขัดแย้งกับเขาหรือ เราต้องวางจุดนั้นให้เหมาะสม เราสนับสนุนมติสหประชาชาติ และร่วมประณาม โดยหลายอย่างเราทำไปแล้ว หลายเรื่องสื่อไม่เข้าใจ พยายามเอาปัญหาอื่นมาใส่ให้เป็นปัญหาต่อประเทศของเรา ทั้งที่ปัญหาในประเทศของเราก็เยอะไปหมด แต่เราก็จำเป็นต้องทำตาม พันธะสัญญาหรือพันธะกรณี
       
        “มีใครเห็นด้วยหรือไม่กับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ก็ไม่เห็นด้วย ก็ร่วมประณาม ถ้อยแถลงการณ์เราก็ออกไปแล้ว อะไรที่ไม่ควรขุดคุ้ยมาขยายความก็หยุดเสียบ้าง และการที่ รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มาพูดคุยก็ไม่ได้มีอะไรใหม่กว่านี้ เราทำได้ก็ทำ ทำไมจะต้องไปสร้างเงื่อนไขนี่โน้น ประเทศเรามีศักดิ์ศรีหรือเปล่า ก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีประเทศด้วย เราทำตามมติและมติอาเซียนก็มี สหประชาชาติก็มี เราทำทุกทาง แล้วจะให้ทำอะไรอีก อย่าเขียนให้ไปเป็นปัญหากับคนอื่นเขา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
       
        ขณะที่เรื่องการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะการที่สหรัฐฯขาดดุลกับไทยมหาศาลนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ของไทย หวังว่า แนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกสหรัฐฯออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าได้ โดยตัวเลขการค้าในปีนี้ ประเทศไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯในครึ่งแรกของปี 2560 ลดลงมาที่ 4.82 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากยอด 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
       
        เมื่อเดือนมี.ค. 2560 ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งพิเศษ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้ากับไทย และอีก 15 ประเทศ โดยในปี 2559 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐราว 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นอันดับที่ 11 ของประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ของไทย ชี้แจงว่า สหรัฐฯ มีมูลค่าการขาดดุลการค้ากับไทยเพียง 1.5% ของมูลค่าการขาดดุลการค้ารวมของสหรัฐฯ
       
        สำหรับกำหนดนัดหมายไปเยือนสหรัฐฯของนายกฯลุงตู่ ที่ชัดเจนขึ้น ไม่เพียงแต่จะลบความน้อยเนื้อต่ำใจของท่านผู้นำไทยที่มาจากการรัฐประหาร และเป็นการปรับระดับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไทย ซึ่งว่ากันตามธรรมเนียมปฏิบัติของสหรัฐฯ แล้ว จะไม่เชิญผู้นำประเทศที่มาจากรัฐประหารไปเยือนอย่างเป็นทางการ เว้นจะไปเจอกันในงานประชุมต่างๆ เท่านั้น
       
        ทาง “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม ก็คงรู้สึกยินดีปรีดาไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร สั่งให้เหล่าทัพสำรวจความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วทำบัญชีส่งให้ “บิ๊กตู่” เพื่อเข้าแฟ้มเจรจาหารือกับสหรัฐฯ ไว้พร้อมสรรพ
       
        ในบัญชีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพไทยอยากจะได้แน่ๆ และเมื่อเดือนก.พ. 2560 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อนุมัติเรียบร้อยแล้วก็คือ การจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ "แบล็กฮอว์ก" จำนวน 4 ลำ เป็นการซื้อมาเพิ่มเพื่อให้ครบฝูงตามที่กองทัพไทยต้องการ
       
        "แบล็กฮอว์ก" ที่ พล.อ.ประวิตร อยากซื้อเพิ่มจากสหรัฐฯ ให้ครบฝูงนั้น มีคำอธิบายมาจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่า โครงการนี้ดำเนินการมานาน โดยกองทัพบกต้องการเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก (UH-60M) เพื่อดำเนินการทางยุทธวิธี 1 ฝูงบิน จำนวน 16 เครื่อง เพื่อใช้เคลื่อนย้ายกำลังทหารราบทางอากาศ 1 กองร้อยไปสู่พื้นที่ปฏิบัติการ ที่ผ่านมา กองทัพบกมีเข้าประจำการแล้ว 12 เครื่อง และมาชะงักลงในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามา
       
        แต่เวลานี้ สหรัฐฯ ได้อนุมัติและดำเนินการผ่านขั้นตอนของสภาคองเกรสไปเมื่อเดือน ต.ค.-พ.ย.2559 ขายให้ไทยอีก 4 เครื่อง โดยเมื่อเดือน ก.พ.2560 ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ไปแล้ว และผูกพันงบประมาณปี 2560-2562 การจัดหาเป็นไปตามโครงการช่วยเหลือทางทหารระหว่างไทย-สหรัฐฯ หรือเอฟเอ็มเอส ซึ่งราคาใกล้เคียงกับที่จัดหามาก่อนหน้านี้
       
        สำหรับราคาเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 4 ลำ ทางวอชิงตัน ระบุมูลค่าประมาณ 235 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือตกประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท
       
        นี่เป็นราคาที่ต้องจ่ายและเป็นการตอบโจทย์ความต้องการไปเยือนต่างประเทศของคณะท่านผู้นำและกองทัพ ซึ่งย่อมต้องมีเป้าหมายสำคัญเสมอ แม้ว่าจะต้องแลกกับเงื่อนไขอะไรๆ บ้างก็ตาม
       
       


ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017