ในหลวง ร.๑๐ ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทาน ๙ แนวทางบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเป็นธรรมประชาชน

โดย ผู้จัดการรายวัน   
12 สิงหาคม 2560 06:01 น.
 ในหลวง ร.๑๐ ทรงห่วงใยพสกนิกร พระราชทาน ๙ แนวทางบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเป็นธรรมประชาชน
         ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของปวงชนชาวไทยทั้งปวงอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชกระแสรับสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) 9 ข้อ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดินและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน
       
        ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อถวายรายงานการทำงานของรัฐบาลตามห้วงระยะเวลา ในทุกๆ เรื่อง ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ ปัญหาอุทกภัย และการช่วยเหลือ
       
        ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่ง 9 ข้อดังต่อไปนี้
       
        เรื่องที่ 1.ทรงมีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงรับสั่งให้ช่วยเหลือตามมาตรการต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็ว และทั่วถึง ลดภาระการซ้ำซ้อน สิ่งใดที่สถาบันจะช่วยได้ก็จะทรงพระราชทานความช่วยเหลือมาให้อย่างที่ทรงทำในปัจจุบัน รวมทั้งทรงรับสั่งให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นแต่ละพื้นที่ไป ถ้ายังไม่สามารถดำเนินการภาพรวมใหญ่ ๆ ทั้งหมดได้ ก็ให้ทยอยดำเนินการไป
       
        โดยเรื่องดังกล่าว ได้กราบบังคมทูลอธิบายถวายให้ทรงทราบแล้วว่ารัฐบาลกำลังมีโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงริเริ่มไว้มาหลายสิบปี ซึ่งบางโครงการก็ยังไม่สำเร็จ หรือยังไม่ครบ ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำ แต่อยู่ที่ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดิน หรือพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งในวันที่ 9 ส.ค. จะหารือกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำในเรื่องดังกล่าวว่า จะต้องทำอะไรให้เกิดขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะต้องมีการเวนคืนที่ดินหรือไม่ หรือจำเป็นต้องเช่าพื้นที่เอกชนเพื่อเก็บกักน้ำให้ได้อย่างแท้จริง เพราะถ้าปล่อยให้น้ำท่วมถึงเวลาก็ไปเยียวยาก็ต้องไปดูในภาพรวมว่าในพื้นที่ดังกล่าวประชาชนมีรายได้อย่างไร ปลูกพืชปีละกี่ครั้ง และปริมาณน้ำท่วมเท่าไร ก็จะต้องไปหารือว่าจะใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำเลยได้หรือไม่
       
        เรื่องที่ 2.มีรับสั่งคือ ขอให้ทำให้ประเทศชาติ และประชาชนมีความสุข ซึ่งทรงย้ำเสมอทั้งเรื่องการช่วยเหลือ การบรรเทา การจัดระเบียบ การสร้างวินัย สร้างอุดมการณ์ ทรงรับสั่งว่าให้ทำทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง
       
        เรื่องที่ 3.ให้ช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลในส่วนที่ดีงาม มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทำให้นักท่องเที่ยวได้พบเห็นและชื่นชม ขอให้รักษาไว้ให้ได้
       
        เรื่องที่ 4.ทรงรับสั่งถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ภัยคุกคามในรูปแบบเก่า อธิปไตย ซึ่งวันนี้ก็น้อยละ มีเฉพาะเรื่องของการรักษาทรัพยากรทั้งบนเลแผ่นดิน และผืนน้ำ ที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทย จำเป็นต้องมีกำลังไว้ดูแลรักษา และทรงเป็นห่วงในเรื่องของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ให้เป็นสากล ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เกิดในประเทศอื่นก็จะมามีอิทธิพลต่อประเทศไทย อยู่ที่คนไทยทุกคนจะร่วมมือกัน
       
        เรื่องที่ 5.ทรงรับสั่งให้เร่งดูแลระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันเรามีการปฏิรูปกันอยู่มากพอสมควร เพื่อเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้คนไทยมีความรู้อย่างจริงจัง ทำงานได้สามารถที่จะมีอาชีพมั่นคง มัความเข้มแข็ง และมีหลักคิดที่ถูกต้องในทุก ๆ เรื่อง จะได้ลดความขัดแย้ง
       
        เรื่องที่ 6.ทรงรับสั่งให้ช่วยกันส่งเสริมงานจิตอาสา ซึ่งตนได้สั่งการในที่ประชุมครม.วันเดียวกันนี้ โดยนำแนวพระราชกระแสกระแสรับสั่งให้กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครขึ้นมาในการดูแลพื้นที่ ดูแลความมั่นคง และในกิจการต่าง ๆ ลักษณะเป็นจิตอาสา หรือทำกิจการสาธารณะ เพราะบางอย่างถ้ารอข้าราชการทำฝ่ายเดียวไม่ทัน เพราะต้องผ่านกลไก และขั้นตอนต่าง ๆ แต่ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือโดยจิตอาสาก็จะเกิดขึ้นได้เร็ว ภาระต่าง ๆ การใช้จ่ายงบประมาณก็จะลดลง จะได้นำงบประมาณไปทำอย่างอื่น
       
        เรื่องที่ 7.ทรงรับสั่งในเรื่องการดูแลประชาชนให้ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างทรงขอว่าให้เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ ให้มีหลักฐานที่ชัดเจน ให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมให้ได้
       
        เรื่องที่ 8.ข้าราชการทุกหมู่เหล่า หรือส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง เป็นแม่แบบให้กับประชาชน ให้เกิดความเคารพศรัทธา และเชื่อมั่นในการทำงาน จะได้เกิดความร่วมมือ ลดผลกระทบระหว่างกันให้ได้ในการบังคับใช้กฎหมาย
       
        และเรื่องที่ 9.เรื่องสำคัญที่สุดคือทรงเสียใจในการสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และคนไทยทั้งประเทศก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าขอให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจขยายสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำไว้อย่างมากมายให้ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป ซึ่งพระองค์พระราชทานแนวทางไว้เป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่เองก็ทรงได้รับการสั่งสอนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ไข เพราะพระองค์ท่านทรงตรัสว่า “เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่สมเด็จพ่อได้ทรงทำไว้”
       
        ขณะเดียวกันก็ทรงให้นึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในรัชกาลที่ ๙ ด้วย ซึ่งพระองค์พระราชทานสิ่งต่าง ๆ ไว้มากมายแก่ประเทศไทย ขอให้นำแนวทางพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ไปขับเคลื่อน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะสนับสนุนและส่งเสริม สถาบันก็จะช่วยเหลือรัฐบาลในการทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนไปพร้อม ๆ กัน มีอะไรขอให้ทูลฯ ให้ทราบ
       
        “สิ่งเหล่านี้ ผมได้นำความต่าง ๆ มาให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ เพื่อสนองแนวพระราโชบาย สนองพระกระแสรับสั่ง ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และโชคดีที่ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และรัชกาลที่ ๑๐ ทรงสืบสานต่อพระราชปณิธานของรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ต่อไป ขอให้คนไทยทุกคนช่วยกันรักษาต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว
       
        หลังมีพระราชกระแสรับสั่ง
       
        ในวันถัดมา นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์สกุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จะน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว ด้วยการยึดมั่นในการพิจารณาพิพากษาคดี ภายใต้หลักนิติธรรม ให้เป็นไปอย่างเปิดเผย ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐานที่ชัดเจน และเหมาะสมแก่ประเภทคดี เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนผู้มีอรรถคดีได้รับความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย รวมทั้งการเสริมสร้างบทบาทของศาลยุติธรรม ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน
       
        ขณะที่ในเรื่องการแก้ไขเรื่องปัญหาการจัดน้ำ พล.อ.ประยุทธ์ได้นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุม คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติให้ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีเอกภาพ มีการบูรณาการ การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่ผ่านมา การบริการจัดการน้ำ ต้องประสานงานหลายหน่วยงาน
       
        “นายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ ในการบริหารจัดการน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั้งน้ำแล้ง และน้ำท่วม ในทั้ง 4 ภาค รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงแผนป้องกันอุทกภัยเฉพาะพื้นที่ ให้แก้ไขปัญหาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30-50 ในช่วง 2 ปีแรก (ปี 2560-2562) พร้อมทั้งเร่งจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำให้แล้วเสร็จ โดยให้ทุกหน่วย ส่งข้อมูลให้ กนช. นำเสนอคณะรัฐมนตรีภายในหนึ่งเดือน นอกจากนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ที่จังหวัดนครราชสีมา จะมีการหารือถึงแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งระบบ เพื่อให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต”นายวรศาสตร์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยรายละเอียด
       
        หลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่ง ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณและความห่วงใยที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้
       
        ขอทรงพระเจริญ
        ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม.
       
       


ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017