รัก “แม่” ๘๕ พรรษา “มหาราชินี”

โดย ผู้จัดการรายวัน   
12 สิงหาคม 2560 06:01 น. (แก้ไขล่าสุด 12 สิงหาคม 2560 10:35 น.)
 รัก “แม่” ๘๕ พรรษา “มหาราชินี”
        “สอนให้ลูก เรียนรู้ สู้ปัญหา
        พัฒนา ด้วยตน จนเติบใหญ่
        เพราะคนแกร่ง จะก้าว ได้ยาวไกล
        เพื่อมาเป็น กำลังไทย ให้แข็งแรง”
        
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ปี ๒๕๖๐ เพื่ออัญเชิญลงหนังสือวันแม่แห่งชาติ ปี ๒๕๖๐ ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะ “ผู้เป็นแม่” ที่มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการเลี้ยงดู “ลูก” ให้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ
       
       เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคล ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ พสกนิกรชาวไทยต่างน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจ ตลอดรวมถึงโครงการในพระราชดำริต่างๆ ที่พระราชทานต่อปวงชนชาวไทยในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” นับอเนกอนันต์
       
       ดังที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ทรงมีกระแสรับสั่งมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และหนึ่งในนั้นก็คือให้น้อมรำลึกนึกถึงสิ่งที่พระองค์พระราชทานสิ่งต่าง ๆ ไว้มากมายให้กับประเทศไทย และขอให้นำแนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรไปขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน
       
       สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาตลอดพระชนมายุ ตั้งแต่ ๑๗ พระชันษา ในฐานะ “สมเด็จพระราชินี” จนนับได้ ๘๕ พรรษาเป็นที่ประจักษ์ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศตลอดมา ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยะอุตสาหะ ด้วยขันติธรรม และด้วยพระราชปณิธาน ที่มุ่งมั่นต่อประชาราษฎรซึ่งเปรียบเสมือน “ลูก” และแผ่นดินใต้ร่มโพธิสมภารของพระองค์อย่างแท้จริง
       
        ตลอดเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงงานมาอย่างยาวนาน ภาพที่เห็นกันชินตาก็คือประทับอยู่ท่ามกลางพสกนิกรและทรงงานโดยไม่ถือพระองค์ มีราษฎรนั่งอยู่รายรอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงแย้มพระสรวล ทรงสนทนาไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรอย่างตั้งพระราชหฤทัย และด้วยพระพักตร์ที่แสดงออกถึงความห่วงใยในฐานะ “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่มีความห่วงใยต่อลูก
       
       “...ความจริงที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจและกำลังกายที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ก็เนื่องด้วยเหตุนึกถึงคำของพ่อที่สอนมาตั้งแต่เล็ก ๆ และก็เมื่อแต่งงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงสอนตลอดมาว่า แผ่นดินนี้มีคุณ มีบุญคุณแก่ชีวิตของพวกเรามากมายนัก เพราะฉะนั้นชีวิตที่เกิดมานี้อย่าได้ว่างเปล่า จงตอบแทนให้รู้สึกตัวเสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณ...”
       
       “...เรามีความสุขแต่ลำพัง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวมย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ...”
       
 

       
 

       นั่นคือ กระแสพระราชดำรัสในมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ถึงสาเหตุที่ต้องทรงงานหนัก
       
       โครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่ทรงริเริ่มและทำมาอย่างต่อเนื่องมีมากถึง ๓,๐๐๐ กว่าโครงการ อาทิ โครงการป่ารักน้ำ, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่, โครงการศิลปาชีพ, โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และฟาร์มตัวอย่าง โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารชุมชน เป็นต้น
       
        ทั้งนี้ พระเกียรติคุณแห่งพระราชกรณียกิจอเนกประการ เป็นที่ทราบอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนอกประเทศทั่วโลก จึงมีหน่วยงานตลอดรวมถึงองค์กรต่างๆ ขอทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติยศเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณเป็นจำนวนมาก
       
       ยกตัวอย่างเช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “เหรียญเซเรส” อันเนื่องมาจากการที่ทรงเป็นผู้มองเห็นการณ์ไกลและทรงพยายามที่จะยกฐานะของสตรีเพื่อที่จะยกระดับเศรษฐกิจกับสวัสดิการทางสังคม ดังความตอนหนึ่งในประกาศสดุดีว่า “โดยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แห่งประเทศไทย มีพระราชหฤทัยอันเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม พระราชทานพระมหากรุณาอนุเคราะห์เกื้อกูลพสกนิกรชาวไทยทั้งมวลอยู่เสมอมิได้ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขัดสนจนยากในท้องถิ่นชนบท ดังเห็นได้จากการที่ทรงทุ่มเทอุทิศทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกำลังพระวรกายหรือกำลังทรัพย์ โดยไม่ทรงคำนึงถึงพระองค์เองเลยแม้แต่น้อย พระราชทานความร่วมมือแก่องค์การสังคมสงเคราะห์กับองค์การกุศลต่างๆ อันมุ่งที่จะบรรเท่าความเดือดร้อนของประชาชนที่ยากจนทั้งหลาย โดยจัดหาอาหารเลี้ยงดูผู้อดอยากขาดแคลน ตลอดจนแสวงหาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ที่มีอันต้องตกระกำลำบาก รวมทั้งบรรดาเด็กกำพร้าที่ไร้ญาติขาดมิตรทั้งหลายทั้งปวง”
       
       หรือ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาติ(UNESCO) ที่ทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญโบโรพุทโธทองคำ ในงานมรดกสิ่งทอของเอเชีย ซึ่งในคำประกาศสดุดีตอนหนึ่งระบุว่า “พระราชกรณียกิจของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ทรงมีต่องานศิลปหัตถกรรมนั้น นอกจากจะเป็นการฟื้นชีวิตแก่ผู้ยากไร้แล้ว ยังช่วยให้ช่างฝีมือทั้งหลายมีรายได้สม่ำเสมอ ซึ่งหากปราศจากพระมหากรุณาธิคุณของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว งานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ก็คงจะสูญสิ้นไป จึงนับได้ว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพัฒนางานศิลปาชีพอย่างสมบูรณ์ตรงกับวัตถุประสงค์ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ที่ได้ดำเนินการมาทั่วโลก คือการส่งเสริมพัฒนาการของประเทศตามแนวทางวัฒนธรรม เป้าหมายที่มีร่วมกันก็คือ การที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อคุณประโยชน์แก่มวลชน”
       
       หรือ องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(UNICEF) ที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญรางวัลพิเศษเพื่อสดุดีเฉลิมพระเกียรติ(UNICEF Special Recognition Award) เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ ซึ่ง Mrs.Karin Sham Poo รองผู้อำนวยการบริหารขององค์การยูนิเซฟ กล่าวในคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติตอนหนึ่งว่า “ในช่วงเวลา ๔๒ ปี นับแต่ที่ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชินีแห่งราชอาณาจักรไทย เด็กและแม่นับล้านๆ คน ได้รับประโยชน์จากบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ อาทิ บริการสาธารณสุข การศึกษาและการส่งเสริมอาชีพ โดยอ่านทางการดำเนินงานของมูลนิธิหรือโครงการทั้งหลายภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ และรวมทั้งที่เป็นผลมาจากกระแสพระราชเสาวนีย์และพระราชดำริต่างๆ ด้วย”
        ฯลฯ
       
       ขณะที่ในเรื่องของการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลในส่วนที่ดีงาม มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ ก็ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อคราวที่มีกำหนดการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ปรับปรุงแบบเสื้อที่สตรีไทยแต่งกันมาแต่โบราณให้เหมาะสม เพื่อทรงใช้เป็นชุดประจำชาติไทยระหว่างการเสด็จฯ
       

       ผลก็คือ สตรีไทยได้มีชุดประจำชาติที่สง่างามและเหมาะสมไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรียกกันว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” มีจำนวน ๘ ชุดด้วยกันคือ ๑.ชุดไทยเรือนต้น ๒.ชุดไทยจิตรลดา ๓.ชุดไทยอมรินทร์ ๔.ชุดไทยบรมพิมาน ๕.ชุดไทยจักรี ๖.ชุดไทยดุสิต ๗.ชุดไทยศิวาลัย และ ๘.ชุดไทยจักรพรรดิ
       
       ที่สำคัญคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ยังได้ถ่ายทอดความรักความเมตตาที่มีต่อปวงชนชาวไทยมายังพระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์ ซึ่งแต่ละพระองค์ก็ได้แบ่งเบาพระราชภาระของ “สมเด็จแม่” ในโครงการตามพระราชดำริต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องดังเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้
       
       ดังบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถวายพระพร เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๕ ความว่า...
       

        “... แม่รักชายห่วงชายชายก็รู้ ชายจะสู้สุดชีวาอย่าสงสัย จะทำตัวให้สมแม่วางใจ จะรักไทยกู้ศักดิ์ศรีจักรีวงศ์ จะรักหญิงที่เขาเข้าใจแม่ จะแน่วแน่พุทธศาสน์ถึงพระสงฆ์ การสวดมนต์ไหว้พระจะดำรง จะมั่นคงรักชาวไทยไม่เสื่อมคลาย ...”
       
        และเนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๕ พรรษา พสกนิกรชาวไทยของพระราชทานพระราชโอกาสน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลให้มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงพสกนิกรชาวไทยสืบไปชั่วกาลนาน
       
       ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม.
       
       


จำนวนคนโหวต 15 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017