“ฮุนเซน” กลับลำโฆษกยันมาประชุมอาเซียนแน่
11 มกราคม 2552 21:08 น.

        ASTVผู้จัดการรายวัน --- นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน จะเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่หัวหิน ในเดือนหน้าอย่างแน่นอน หลังจากโฆษกรัฐบาลกล่าวก่อนหน้านี้ ว่า ผู้นำกัมพูชาอาจจะไม่มา เพราะมีความลำบากและค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งได้สร้างความสับสนแก่ทุกฝ่าย
       
       การแถลงดังกล่าวยังมีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ตึงเครียดอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นประท้วงหลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทย ที่ อ.ศรีราชา ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารชาวกัมพูชาเรือบนสำราญนำเที่ยวลำหนึ่งขึ้นจากเรือที่เข้าเทียบท่าแหลมฉบับ ปลายเดือนที่แล้ว
       
       “ท่าน (ฮุนเซน) ไม่ได้พูดว่าจะไม่ไปร่วม แต่ท่านมีความยุ่งยากบางประการ หลังจากหารือกันแล้วท่านมั่นใจว่าจะไปได้” นายเขียว กัญฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว โฆษกคนเดียวกันกล่าวเมื่อวันอาทิตย์
       
       แต่เดิมการประชุมสุดยอดของกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ และการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่เรียกว่า อาเซียน+3 กับ อาเซียน+6 จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว แต่รัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศเลื่อนวันประชุมและเปลี่ยน
       สถานที่ประชุมเป็นเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ประท้วงรัฐบาลในกรุงเทพฯ


       ต่อมารัฐบาลชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานที่ประชุมเป็น อ.หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเป็นไปตามคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคง
       
       ไทยยังเลื่อนการประชุมอาเซียน+3 กับ อาเซียน+6 ออกไปเป็นเดือน เม.ย.ด้วย
       
       นายเขียว กล่าวว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน อาจจะไม่สะดวกและมีความลำบากในการไปร่วมประชุมที่ อ.หัวหิน นอกจากนั้น ยังเห็นว่า การประชุมผู้อาเซียนกับผู้นำจีน เกาหลี และญี่ปุ่น นั้นมีความสำคัญยิ่งกว่า สามประเทศนี้กำลังจะให้เงินช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องในภูมิภาค
       
       ปัจจุบันไทยเป็นประเทศประธานคณะกรรมการประจำกลุ่มอาเซียน ซึ่งสมาชิกประเทศผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ปีละครั้ง
       
       วันที่ 8 ม.ค.ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศคนหนึ่งของกัมพูชา ได้เรียกเอกอัครราชทูตไทยเข้าพบและยื่นประท้วง ระบุว่าวันที่ 25 ธ.ค.ไทยไม่อนุญาตให้ลูกเรือหลายร้อยคนบนเรื่อท่องเที่ยวเดินสมุทร “จูปิเตอร์” (Jupiter Cruise) จากเมืองท่าสีหนุวิลล์ขึ้นบก ทั้งๆ ที่เกือบทั้งหมดมีวีซ่าที่ออกโดยสถานทูตไทยอย่างถูกต้อง
       
       หนังสือพิมพ์แคมโบเดีย เดลี ได้อ้างคำพูดของ นายโซ้ท สุพิน (Soth Sophin) ประธานบริษัทลัมแอนด์บราเธอร์ส (Lam and Bothers) เป็นผู้จัดเดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือจูปิเตอร์ซึ่งระบุว่า เรือสำราญลำนี้พร้อมผู้โดยสารกว่า 400 คนได้ไปแวะจอดเทียบท่าเพื่อเยือนเมืองพัทยา ก่อนจะไปแวะท่าเรือกรุงเทพฯ และภูเก็ตเป็นปลายทางสุดท้าย
       
       นายสุพิน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไทยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารที่เป็นชาวกัมพูชาขึ้นฝั่ง แต่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกับชาวเวียดนามเข้าประเทศได้ ทั้งๆ ที่ชาวกัมพูชาถือวีซ่าที่ออกโดยสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ
       
       เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ไม่ประสงค์ให้ระบุชื่อกล่าวกับ “ASTVผู้จัดการรายวัน” เมื่อวันศุกร์ (9 ม.ค.) ระบุว่า เรือจูปิเตอร์ขอเข้าเทียบท่าอย่างกระชั้นชิดผิดระเบียบ และแจ้งจำนวนผู้โดยสารเพียงประมาณ 200 คน แต่เอาเข้าจริงๆ จำนวนมีถึง 700 คน นอกจากนั้น ยังแจ้งว่า จะขอเพียงแวะเติมน้ำแล้วจะออกเดินทางต่อไป
       
       เจ้าหน้าที่ผู้นี้ไม่ได้กล่าวถึงการอนุญาตให้ผู้โดยสารชาวจีนขึ้นฝั่งได้ แต่อธิบายเกี่ยวกับผู้โดยสารชาวเวียดนาม (ที่ไม่ทราบจำนวน) ว่า ทุกคนมีเอกสารการเดินทางครบ มีความประสงค์จะขอเดินทางกลับประเทศทางเครื่องบินจึงได้รับอนุญาต


       นายเบนสัน สะไหม (Benson Samay) สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นทนายความให้กับเรือจูปิเตอร์กล่าวว่า ผู้โดยสารพากันโกรธแค้นการเลือกปฏิบัติของทางการไทย ซึ่งเขากล่าวว่าทำให้การเดินทางของจูปิเตอร์เป็น “ความหายนะ” ในทันที
       
       นายสะไหม กล่าวด้วยว่า ผู้โดยสารชาวกัมพูชาหลายคนเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นนายทหารระดับนายพล ผู้พิพากษา เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล หลายคนถือหนังสือเดินทางนักการทูต และเชื่อว่า การไม่ให้เข้าประเทศเกี่ยวพันกับการพิพาทพรมแดน
       
       แคมโบเดียเดลี่ ได้อ้างคำกล่าวของ นายธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ตอบคำถามทางอีเมล ระบุว่า กระทรวงไม่เคยทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2551 กับการเลือกปฏิบัติของทางการไทยต่อพลเมืองกัมพูชา และเชื่อว่า ไม่ได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
       
       โฆษกของไทย กล่าวว่า ตามหลักการนั้น ทางการตรวจคนเข้าเมืองของไทยจะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่การเดินทางเข้าประเทศ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ถ้าหาก (นักท่องเที่ยว) มีวีซ่าเข้าเมืองอย่างถูกต้อง
       
       ประเทศไทยถือว่ากัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ดังนั้น ในสภาวะปกติ จึงไม่มีเหตุผลสำหรับเราที่จะห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ แต่ไทยจะสอบสวนเรื่องนี้ ถ้าหากมีการประท้วงทางการทูตจริงๆ
       
       ในการแถลงข่าววันที่ 8 ม.ค.นายลอง วิสาโล (Long Visalo) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศคนหนึ่ง กล่าวว่า ทางการไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่งวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา
       
       นายอึงเซียน (Ung Sean) ผู้ช่วยรัฐมนตรีที่เรียกทูตไทยเข้าพบ และยื่นประท้วง กล่าวว่า กัมพูชาไม่มีความสุข เสียใจและไม่สามารถยอมรับได้ต่อกรณีนี้ และเรียกร้องให้ฝ่ายไทยต้องสอบสวนอย่างถึงที่สุด หลังจากเอกอัครราชทูตไทยไม่สามารถตอบคำถามใดๆ ได้
       
       “ASTV ผู้จัดการรายวัน” ไม่สามารถติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อขอรายละเอียดจากเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญได้ในวันอาทิตย์ (11 ม.ค.) นี้
       
       แต่ นายวิสาโล กล่าวว่า ไทยได้ห้ามผู้โดยสารชาวกัมพูชาจำนวน 257 คนเข้าประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของไทย


พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9520000002893
เวลา 22 เมษายน 2561 07:48 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.mgronline.com)