หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกบันเทิง | วันวาน-วันนี้
 

“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต "มาช่า 2" กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2554 12:19 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต มาช่า 2 กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”

“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต มาช่า 2 กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”

“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต มาช่า 2 กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”

“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต มาช่า 2 กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”

“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต มาช่า 2 กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”
อุ๋ยและลูกชาย น้องจูเลียส

“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีตนางเอกฉายา “มาช่า 2” และอดีตแฟนของ "โอ วรุฒ" ได้หวนคืนสู่วงการอีกครั้ง หลังหายหน้าไปนานกว่า 10 ปี ถึงแม้วันนี้บทบาทที่เธอได้รับจะไม่ใช่นางเอกเหมือนอดีต แต่เจ้าตัวก็ยอมรับกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป พร้อมเปิดเผยชีวิตส่วนตัวหย่าขาดกับสามีชาวต่างชาติ เด็ดเดี่ยวเป็นซิงเกิ้ลมัมเลี้ยงดูลูกชายวัย 5 ขวบตามลำพัง
       
       หากย้อนเวลาให้นึกถึงนางเอกหน้าหวานวัยใส เมื่อสมัยเกือบ 20 ปีก่อน เชื่อว่าชื่อของ “อุ๋ย มณีรัตน์ วงศ์จีระศักดิ์” หรือฉายา "มาช่า 2" น่าจะคงอยู่ในใจของใครหลายคน แฟนละครในยุคนั้นยังติดตรึงจดจำบทบาทการแสดงของเธอได้เป็นอย่างดี เพราะ "อุ๋ย" เป็นนางเอกเจ้าบทบาท ฝากฝีมือการแสดงไว้ในหลายต่อหลายเรื่อง แถมยังได้เล่นประกบแต่พระเอกชื่อดังในสมัยนั้น อาทิ "จอนนี่ แอนโฟเน่", "กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี", "ต้น อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา", "โอ วรุฒ วรธรรม" ฯลฯ
       
       หลังหายหน้าไปจากวงการบันเทิงนาน 10 กว่าปี ล่าสุด "อุ๋ย" ได้ตัดสินใจหวนกลับสู่โลกมายาอีกครั้ง แต่บทบาทการแสดงเปลี่ยนไป จากฐานะนางเอกมีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต กลับกลายมาเป็นแม่นางเอก และ 1 ในนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง "สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก" และ "Yes Or No อยากรักก็รักเลย" คอลัมน์ "วันวานวันนี้" จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับอดีตนางเอกหน้าหวานผู้นี้
       
       “คืออุ๋ยเข้าวงการมาจากการถ่ายโฆษณาในเครือเซ็นทรัล เป็นพวกเครื่องประดับ จากนั้นก็ถ่ายแฟชั่น นิตยสารต่างๆ เสร็จแล้วกันตนาก็เรียกให้ไปเล่นละคร แต่เล่นแนวๆ นางงาม ซึ่งคาแรคเตอร์มันก็ไม่ใช่ ตอนนั้นรู้สึกจะเป็นละครเรื่อง ยอดพธู ที่กันตนาเรียกไปเล่นครั้งแรก แต่ไม่ได้เล่นเพราะมันมีชุดว่ายน้ำ ตอนนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน พ่อแม่ค่อนข้างซีเรียสมาก”
       
       “แต่ตอนเด็กไม่เคยคิดเลยว่าจะเข้ามาทำงานในวงการ มันไม่ได้อยู่ในหัวเลย เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนสวย เราไม่ใช่คนมีความโดดเด่น แล้วก็ขี้อายด้วย แต่ก็มีคนชมนะว่าน่ารักใสๆ แบบเด็กๆ ดี แต่ไม่ได้เด่น คือเรามองเพื่อนที่เรียนด้วยกันยังสวยกว่าเราเลย เรามองใครก็สวยกว่าเรา แต่อาจจะเป็นเพราะโชคถ่ายรูปขึ้น หรืออาจจะเป็นดวงที่จะมีโอกาสเข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็เลยได้มาเข้าสู่วงการ”
       
       “สมัยก่อนก็มีคนทักนะว่า หน้าตาคล้าย มาช่า วัฒนพานิช ก็มีเขียนข่าวแซวว่าเราเป็น มาช่า 2 โน่นนี่นั่น ตอนนั้นเราก็รู้สึกดี (หัวเราะ) เหมือนคนสวยก็ดี ก็โอเค เราไปเหมือนเขา แต่โมโหที่ว่าเราสวยน้อยกว่าเขา (หัวเราะ) เราก็โอเคไม่ได้รู้สึกอะไร หรือบางคนก็มองว่าเราหน้าเหมือนคนนั้นคนนี้ เราก็อืม...หน้าโหลมั้ง (หัวเราะ)”
       
       “ที่กล้าเข้ามาทำงานในวงการทั้งๆ ที่เราขี้อาย ก็อาจเป็นเพราะว่าตอนแรกไม่กล้าบอกใคร คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ก็เลยแอบไป คือเราไปเดินสยามเซ็นเตอร์ ก็มีพวกแมวมองมาขอถ่ายรูป บอกเราว่าขอเวลา 5 นาที เราก็กลัวพวก18 มงกุฎ พอไปถ่ายแล้วได้ตังค์ด้วย (ยิ้ม) เออ...มันก็แป๊บเดียวเอง มีคนให้นามบัตรตั้งแต่เราอยู่ ม.4-5 แล้ว แต่เราไม่กล้าโทร พอวันนั้นไปที่โมเดลลิ่งมีเพื่อนของเพื่อนไปด้วย ก็เลยไปถ่ายกัน ทางโมเดลลิ่งก็ติดต่อกลับมาว่ามีงาน น้องจะเอาไหม แต่พี่ต้องหัก 30 เปอร์เซ็นต์นะ เราก็มานั่งคิดอืม...ได้ 6000 บาทก็เอาๆ (หัวเราะ) แค่ถ่ายภาพนิ่งเท่านั้น ก็ไปถ่ายที่จตุจักร เราเองก็โพสไม่เป็น เขาบอกพูดคำว่า เป๊บซี่ ก็ต้องเป๊บซี่..(ยิ้ม) ซึ่งงานแรกที่ไปทำ ก็ไม่ได้บอกครอบครัวหรือใคร ก็ได้เงินมาให้แม่ แม่ก็ถามเอาเงินมาจากไหน เราก็บอกว่าไปถ่ายแบบมา เขาก็ไม่ว่า หลังจากนั้นเลยรับงานโฆษณา"
       
       “เมื่อ 20 ปีที่แล้วงานในวงการบันเทิงเป็นที่ยอมรับไหม สำหรับครอบครัวอุ๋ยจะซีเรียสเรื่องการแต่งตัว การวางตัว ต้องแต่งตัวให้เหมาะสม เขามองแบบนี้มากกว่า แล้วเขาก็มองว่าวงการบันเทิงไม่ยั่งยืน อาจจะเสียการเรียนมากกว่า แต่สมัยนี้ผู้ใหญ่บางคนอาจจะผลักดัน ให้ลูกหลานตัวเองเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยซ้ำ อุ๋ยได้มีโอกาสสัมผัสงานวงการบันเทิงตั้งแต่ม.5-6 เลยรู้สึกว่างานในวงการบันเทิงมีแต่ให้ แต่แค่เราจะดูแลตัวเองดีขนาดไหนมากกว่า”
       
       “ละครเรื่องแรกที่เล่นจริงๆ คือ ปีศาจในโลงศพ ทางช่อง 5 เล่นคู่กับพี่จอนนี่ แอนโฟเน่ ก็เปิดตัวเป็นพระนางคู่กันเลย แล้วตอนนั้นเด็กมาก ต่อมาก็เป็นเรื่อง ลมหายใจไม่เคยแพ้ ซึ่งสมัยก่อนช่อง7 ละครตอนเย็นจะฮิตมาก พอเรื่องแรกออนแอร์คนที่ได้เห็นก็โทรมาถามที่กันตนาว่าเป็นใครๆ พอได้ออกอากาศทางช่อง 7ฟีดแบคดีมาก เดินไปทางไหนแทบไม่ได้เลย ไปไหนก็มีแต่คนมารุมล้อม เราก็เลยรู้ว่าอ๋อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ว่าความดังเป็นยังไง (ยิ้ม) เราเองก็ตกใจไม่ชินกับคนที่เข้ามาหาเราใกล้ๆ ทั้งจับแก้ม มาดึงตัว แต่ก่อนดารามีแค่กลุ่มเดียวเล็กๆ มีน้อยมาก มันไม่เหมือนสมัยนี้ที่น้องๆ หน้าตาน่ารัก มีความสามารถมากขึ้น แต่เมื่อก่อนน้อยมากไปไหนก็มีแต่คนมอง อาจจะเป็นของหายากในสมัยนั้น (หัวเราะ) ”
       
       “จะว่าไปแล้วงานบันเทิงก็สนุกดี แต่เราโดนปลูกฝังมาว่า งานด้านการแสดงไม่ใช่อาชีพที่ยั่งยืน เราก็พยายามเรียนให้จบ ก็เลยคิดว่าคงเป็นแค่ช่วงนี้ที่เรายังมีความใสอยู่ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอาชีพที่ยืนยาวตลอด ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแค่ว่ามีก็ทำให้ดีที่สุดมากกว่า”
       
       “พอได้แสดงละครแล้วก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ สมัยก่อนก็รับที 2 เรื่อง ทางผู้ใหญ่โยนให้มาที่กันตนา เราก็รับหมด มันไม่ได้มีผู้จัดการส่วนตัว เราดูแลตัวเอง เราก็รับได้หมด แม่ก็ได้แค่ตามไปดูแล บางทีต้องไปทำงานต่างจังหวัด ตอนที่เข้าวงการเราก็ต้องเรียนควบคู่ไปด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปถ่ายละครที่กาญจนบุรี ที่ทองผาภูมิ แล้วเขาต้องรอเราสอบ เขาก็เอารถมารอรับ แต่เป็นรถกองถ่ายคล้ายๆ รถ 10 ล้อใหญ่มาก (หัวเราะ) เราก็ตายแล้ว เราเป็นนางเอกแทนที่จะมีรถเก๋งเท่ห์ๆ มารับ แต่กลับเป็นรถ 10 ล้อแล้วต้องนั่งไปกับคนขับ คือทุกคนไปกันหมดแล้ว แต่ก่อนการทำงานลำบากกว่าสมัยนี้มาก หรือไม่ดาราก็ต้องรวมๆ กันแล้วขับรถไปกันเอง บางทีก็พ่อขับรถไปให้”
       
       นอกจากจะเป็นนางเอกคู่ขวัญกับ "จอนนี่ แอนโฟเน่" แล้ว "อุ๋ย" ยังมีโอกาสได้เล่นประกบคู่พระเอกชื่อดังของเมืองไทยในสมัยนั้นหลายต่อหลายคน กระทั่งมาพบรักกับ "โอ วรุฒ วรธรรม" แต่เป็นการคบหากันแบบหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยความที่ฝ่ายชายกำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง
       
       “เราได้ร่วมงานกับพระเอกหลายคนก็ประทับใจ อย่าง จอนนี่ แอนโฟเน่, พี่ต้น อธิวัฒน์, พี่กบ ทรงสิทธิ์ แต่พี่กบจะชอบแกล้งๆ ส่วน พี่ดู๋ สัญญา ก็จะชอบแซว ตอนเล่นเรื่อง ลอดลายมังกร เราเล่นเป็นแฟนพี่ดู๋ เขาก็จะชอบแซวว่าเราหน้าหมวย เราก็แฮปปี้กับทุกคน ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย”
       
       “อยู่ในวงการสักระยะก็ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณโอ วรุฒ วรธรรม เราก็คบกัน ซึ่งตอนมีข่าวกับคุณโอก็มีกระแสจากคนดูด้วยนะ ส่งจดหมายมาเยอะแยะเป็นถุงๆ เลย ส่วนใหญ่เขาก็เชียร์นะ อยากให้เป็นแฟนกันจริงๆ บ้างล่ะ และก็จะมีพวกทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ชอบเขียนมาหา (หัวเราะ) เหมือนกับว่าเราเป็นขวัญใจเขา”
       
       “คือตอนคบกับคุณโอเราพยายามปิดแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ความแตก คือสมัยก่อนไม่รู้ด้วยว่าการทำตัวเป็นข่าวทำยังไง ไม่รู้จริงๆ เราเองก็ไม่อยากจะเปิดเผยเรื่องส่วนตัวกับใคร มันก็เป็นข่าวที่เกิดขึ้นจริง แต่เราไม่คิดจะพีอาร์ตัวเอง สมัยก่อนดารามีแฟนก็อาจจะต้องมีการปิดบังกันบ้าง ตอนนั้นเขาดัง และเขาก็หล่อมาก รู้สึกว่าตอนนั้นคุณโอเล่น คู่กรรม แล้ว เราก็ถ่ายแบบ ซึ่งสมัยก่อนเขาก็ให้ปิดนะว่ามีแฟน มันก็คงเหมือนสมัยนี้แหละเพราะว่ามันอาจจะเสียความนิยม บางทีแฟนคลับรู้ว่าดาราคนไหนมีแฟนแล้วอาจไม่ชอบ แต่ถ้าคนไหนไม่มีแฟนอาจจะเป็นที่ชื่นชอบ หรือแฟนคลับบางคนอาจจะไม่สนใจ มีแฟนหรือไม่มีก็ยังชื่นชอบดาราคนนั้นอยู่ดี ถามว่ารู้สึกอึดอัดไหมที่ต้องปิดบัง ไม่เลยค่ะเฉยๆ ก็โอเค เขาก็เล่นหนังใหญ่ไป ตอนนั้นก็เลยจะเป็นข่าวเยอะหน่อย แต่สุดท้ายก็เลิกกัน คบกันได้ประมาณ 5 ปี ตอนนั้นกับตอนนี้เขาต่างกันมาก (หัวเราะ) อายุด้วยอะไรด้วย บางทีเราส่องกระจกยังตกใจตัวเอง”
       
       “กับคุณโอได้มีโอกาสร่วมงานกันครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ใกล้จะเลิกกันแล้ว และเป็นเรื่องสุดท้าย เหตุผลที่เลิกเพราะมองไปไกลๆ มันก็คงอยู่อย่างไม่มีความสุข เป็นเพื่อนกันดีกว่า ก็มีรู้สึกเสียใจแป๊บๆ ตอนนั้นเราก็ยังเด็ก ก็คิดว่ามันคงจริงอย่างที่ผู้ใหญ่เขาพูดนะ ถ้ายังคงเป็นอย่างนี้ชีวิตเราคงไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ นิสัยเราก็คนละแบบ เขาเฮฮา เราไม่ค่อยชอบเฮฮาเท่าไหร่ เราชอบเงียบๆ อยู่กับบ้าน แต่ผู้ใหญ่ไม่ได้กีดกันอะไรนะ แรกๆ ไม่กีดกัน แต่หลังๆ ข่าวเขาเยอะมาก ชักจะไม่ค่อยแฮปปี้เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”
       
       หลังผ่านพ้นงานในวงการมาเกือบทุกรูปแบบแล้ว "อุ๋ย" ก็รู้สึกถึงจุดอิ่มตัว จึงตัดสินใจบินลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และหลังจากหายหน้าไปจากวงการมายานานกว่า 10 ปี ในที่สุดดาราสาวก็คัมแบ็กกลับมารับงานแสดงต่อ
       
       “พอได้ทำงานในวงการสักระยะหนึ่ง เราก็อยากจะพักงานในวงการ เหตุผลคือตอนนั้นรู้สึกว่าอยากเรียนต่อ เพราะเราจบปริญญาตรีแล้ว ทั้งๆ ที่ยังมีงาน มีละคร ไปช่วยงานพีอาร์ของกันตนาด้วย ผู้จัดหลายๆ คนก็คงคิดว่าเราไม่ได้เล่นแล้ว จนสุดท้ายก็ตัดสินใจไปต่างประเทศไปเรียนต่อโท ก็ไปอเมริกามา 1 ปี เราก็ต้องทิ้งงานในวงการไปเลย ถามว่าเสียดายไหมทั้งๆ ที่เราก็ยังเป็นนางเอกชื่อดัง อืม...คือตอนนั้นมันอยากไปแล้ว ซึ่งไม่ได้รู้สึกเสียดายงานในวงการบันเทิง แต่มันอาจจะเป็นระยะเวลาว่า ตอนนี้บทบาทที่ได้มันก็เป็นเหมือนเดิมๆ แต่ไม่ใช่ไม่รักการแสดงนะ แต่ทุกอย่างมันเหมือนเดิมเสมอตัว เราก็เลยลองเปลี่ยน”
       
       “พอตอนกลับมาก็กลับมาเงียบๆ เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยเป็นข่าว ไม่ได้มีเรื่องเสียหาย หรือเรื่องเด่นดังอะไรในชีวิต ก็เป็นแบบนี้เรียบๆ กลับมาก็ทำบริษัทกับเพื่อนสนิท คือคุณลูกศร ธนาภรณ์ แล้วก็รับงานเป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นพิธีกรอยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับงานแสดงที่ตัดสินใจรับเล่นอีกครั้ง เพราะพี่เพชร พุฒิพงศ์ ผู้กำกับหนัง สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก โทรมาหาเราว่าไม่เจอนาน ยังสวยอยู่หรือเปล่า เราก็บอกว่าสวยสิ (หัวเราะ) เพราะสนิทกัน เขาก็บอกว่ามีบทน่ารักๆ เล่นไม่ซีเรียส ว่างหรือเปล่าคิวไม่กี่วันเอง ขำๆ บังเอิญช่วงนั้นลูกไม่อยู่ 3 วันเอง เราก็เลยไปดีกว่า”
       
       “คือบทมันไม่ได้เยอะมาก เราก็คิดว่าดีเหมือนกันไม่ได้เล่นนานแล้ว อยากรู้เหมือนกันว่าเราจะยังเล่นได้อยู่หรือเปล่า มันต้องเคาะสนิม ยังบอกพี่เพชรเลยว่าเราไม่ได้เล่นนานเป็น 10 ปีแล้วนะ ไม่รู้จะได้หรือเปล่า เลยไม่ต้องปรับอะไรมาก ส่วนเรื่องล่าสุดก็ได้มาเล่น Yer or No อยากรักก็รักเลย ที่ตัดสินใจเล่นเพราะมันไม่ได้ยากอะไรมาก สนุกดี มีฉากดราม่านิดๆ ก็เลยลองดู และมันก็ไม่ได้กินเวลาอะไรมาก แล้วลูกก็โตแล้ว 5ขวบแล้ว”
       
       "กลับมารับงานอีกครั้ง เราเองก็ต้องทำใจว่าถ้ากลับมาคงต้องได้รับบทแม่แน่นอน ถามว่ารู้สึกยังไง ก็มีรู้สึกนิดๆ เหมือนกัน อย่างเวลาเจอนักข่าว ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะมารุมๆ ถามเราว่า ข่าวนั้นข่าวนี้เป็นอะไรยังไง แต่พอมาตอนนี้โล่ง ไปสัมภาษณ์แต่เด็กๆ กันหมดแล้ว เราก็รู้สึก แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ถึงต้องทำใจแต่เข้าใจมากกว่า มันเป็นคลื่นลูกใหม่ เราเองก็เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน แค่ตอนนี้ไปยืนถ่ายรูปกับเด็กยังอายเลย คงไม่มีใครสนใจเราหรอก เขาไปสนพระเอกนางเอกดีกว่า เราก็แค่เป็นส่วนประกอบในฉาก ถึงแม้ว่าเราเคยเป็นนางเอกได้รับบทเด่นมา"
       
       "นักแสดงวัยรุ่นตอนนี้ก็มีบางคนรู้นะว่า เราเคยเป็นนางเอกมาก่อน แต่บางคนก็งงเพราะว่าห่างกันมาก ถ้ารุ่นเด็กอายุ 17 งงเต๊กแน่นอน ถ้า 22-23 ยังงง 26 ก็ยังงงอยู่ แต่ถ้า 30 กว่าก็จะไม่งง (หัวเราะ)เราก็เข้าใจ สำหรับผลงานต่อไปยังไม่มีเลย การที่จะกลับเข้ามาทำงานในวงการอีก คิดว่าคงต้องรอโอกาส อย่างตอนนี้มีจังหวะว่างรับได้เราก็รับ ถ้าบทโอเคก็ได้ เราไม่ได้มายด์กับเรื่องบท เราไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ที่ผ่านมามันอยู่ที่จังหวะมากกว่า เราเองก็ได้มาอยู่กองถ่ายทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ก็รู้สึกสนุกดี"
       
       เปิดเผยเรื่องราวชีวิตส่วนตัว หลังจากแต่งงานและอยู่กินกับสามีชาวต่างชาติมา 7 ปี จนมีลูกชาย "น้องจูเลียส" วัย 5ขวบเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่สุดท้ายก็เตียงหักไปด้วยกันไม่รอด แยกทางใครทางมัน ซึ่งเจ้าตัวเผยรู้สึกเศร้าที่ความฝันอยากมีชีวิตคู่ที่อบอุ่นในสมัยเด็ก ต้องพังทลาย
       
       “เรื่องครอบครัวคืออุ๋ยแต่งงานมา 6-7 ปีได้แล้ว แต่แยกกันอยู่เรียบร้อยแล้ว ถ้าถามเหตุผลเราก็ยังงงๆ อยู่ว่าเพราะอะไร แต่ที่คิดเองอาจจะเป็นเพราะว่าการมีลูกทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน คนบางคนรับได้กับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต บางคนอาจจะรับไม่ได้ บางคนยังอยากสนุกสนานเฮฮา แต่ชีวิตเราเปลี่ยนก็เลยต้องเลือกครอบครัวเลือกลูก แต่บางคนรับมือไม่ได้ จัดการสิ่งตรงนี้ไม่ได้ก็เลยรวน แล้วมันก็มีเรื่องราวที่เป็นปัญหาเข้ามาในครอบครัว ก็เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เลยต้องจบความสัมพันธ์ ซึ่งแฟนอุ๋ยเป็นคนต่างชาติ เราคบกัน 5 ปีแล้วก็แต่งงาน หลังจากนั้นก็อยู่ด้วยกัน 2 ปีแล้วก็เลิกกัน”
       
       “ตอนนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่ เรายังช่วยกันดูแลลูกยังเกื้อกูลกันอยู่ เราไม่ได้มีอะไรที่ต้องเกลียดกัน เพียงแต่ความคิดไม่ตรงกัน เรื่องบางอย่างเราก็ทำใจกับมันไม่ได้ ตอนที่ตัดสินใจว่าจะเลิกกันเครียดมาก น้ำหนัดลดไปตั้ง 10 กิโลกรัม ซึ่งการเป็นซิงเกิ้ลมัมเหนื่อยมาก แต่ว่าไม่ได้เศร้า ตอนแรกก็คิดว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนี้”
       
       “ซึ่งเราเองก็ได้กำลังใจจากลูก คิดไปคิดมาถ้าให้เลือกย้อนเวลากลับไปได้ เธอคิดจะแต่งงานและอยากมีลูกไหม เราก็นอนคิดก็ยังตอบว่า จะแต่งงานและยืนยันว่าอยากมีลูก ตอบว่าแต่งเพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเลือกคนผิด แต่อาจจะเพราะว่า ณ เวลานั้นเราคิดว่าถูกของเราแล้ว แล้วอาจจะมีส่วนผิดด้วยก็ได้”
       
       “ตอนเด็กๆ ก็คิดอยู่แล้วว่า จะต้องมีครอบครัวที่อบอุ่น มันเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงอยู่แล้ว แต่งงานไปก็อยากมีครอบครัวอบอุ่น แต่ถ้าไม่ใช่ก็คงต้องยอมรับ ถามว่ารู้สึกน้องจูเลียสขาดอะไรไหม ตอนเขาอายุ 1ขวบอุ๋ยรู้สึกสงสารเขานะ เพราะเขาจะถามว่าทำไมพ่อไม่กลับบ้าน ทำไมพ่อไม่อยู่กับเรา เราก็ระทมระทวยมาก เศร้ามาก แต่พอผ่านไปเราให้เขาเต็มที่ เขาก็เป็นเด็กร่าเริง เราไม่เคยใส่ความคิดที่ไม่ดีกับพ่อให้ลูก ก็บอกเขาว่าพ่อดี แต่ก็อธิบายให้ฟังว่า ถึงพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราสองคนก็รักลูกมาก เขาเลยไม่ห่วงไม่กังวล และเราก็ไม่เคยคิดว่า เขาขาดพ่อหรือขาดอะไรไป ทุกวันนี้อุ๋ยยอมเหนื่อย ทำทุกอย่างก็เพื่อเขาทั้งนั้น พอกลับมาได้เห็นว่าลูกมีความสุข เราเองก็ชื่นใจ”

ข่าวล่าสุด ในหมวด
“อุ๋ย มณีรัตน์” อดีต "มาช่า 2" กับชีวิตวันนี้ที่ฉันไม่ใช่ “นางเอก”
เปิดอกอดีตเซ็กซี่สตาร์ “แชมเปญ เอ็กซ์” เลิกสวมหัวโขนดาวยั่ว ชีวิตที่เหลือขออุทิศช่วยสังคม
เปลือยใจ “แอน มรกต” เซ็กซ์บอมบ์อกสะบึม ตกอันดับแต่ไม่ตกกระป๋องใช้จุดขายสร้างแบรนด์ธุรกิจ
"วันทนา บุญบันเทิง" นางเอกกบฏแก้...แล้วดังคนแรกของวงการ ชีวิตผกผันเร่ขายของตกงานไม่มีเงิน
“โทมัส ไจแอนท์” อดีตนักร้องเด็กสุดฮอตผันตัวทำงานกลางคืน เผยตัวตนในคราบชายรักชายครั้งแรก
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 74 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 73 คน
99 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
1 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2014