เรื่องของนายพลเสือขาว "ซิยิ่นกุ้ย" (2)

โดย MGR Online   
16 ธันวาคม 2555 17:58 น.
        การเข้าร่วมสงครามของซิยิ่นกุ้ยนั้น เขาเข้ามาสมัครเองในฐานะทหารอาสาโดยอยู่ในสังกัดของรายพล จางซือกุ้ย (Zhang Shigui) ทหารที่ไม่เคยมีประวัติการรบนั้น มักจะถูกบรรจุไว้ในหน้าที่ขนเสบียงให้กับกองทัพซึ่งมีผู้นำกองเสบียงที่ชื่อ หลิงจุนอัง (Liu Jun'ang) กองนี้เองที่ทำให้เขาได้แสดงฝีมือ เมื่อเสบียงที่เดินทางนำไปให้ทหารแนวหน้านั้นโดนโจมตีโดยกองทัพของฝ่ายโคคูเรียว ในสภาพที่ควรจะต้องตายยกกอง ซิยิ่นกุ้ยกลับใช้พละกำลังมหาศาลของเขาช่วยเหลือเพื่อนฝูงและเพื่อนทหารด้วยการให้พ้นจากคมหอกดาบของฝ่ายโคคูเรียว
       
        ที่สำคัญที่สุดก็คือช่วยนายทัพหลิวจุนอังออกมาจากการถูกรุมสังหารได้ด้วย ในการโจมตีที่ว่าซิยิ่นกุ้ยยังได้โอกาสในการฆ่านายกองของโคคูเรียวสองคนมาผูกและแขวนไว้บนอานม้าของเขาด้วย หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ซิยิ่นกุ้ยก็เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่เพื่อนทหาร แถมเรื่องเล่าของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่สวมเกราะขาวที่รบและเหี้ยมราวกับปีศาจก็เป็นที่น่าสยองมากสำหรับทหารโคคูเรียว
       
        การรบอย่างเป็นทางการครั้งแรกก็สามารถสังหารนายกองฝ่ายตรงข้ามได้ตั้งสองคน ก็คงพ้องกับเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังไปเมื่อคราวที่แล้วว่า หรือซิยิ่นกุ้ยจะมีฝีมือและเคยฝึกฝนการรบมาตั้งแต่อายุก่อน 30 เพราะ ถ้าไม่มีประสบการณ์เลย การจะทำอะไรที่เหี้ยมหาญและเก่งกาจแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ ไม่ว่าเขาจะมีพละกำลังมหาศาลอย่างไรก็ตาม
       
        ก่อนจะไปถึงเรื่องที่ทำให้หลี่ซื่อหมิ่นได้เห็นฝีมือของซิยิ่นกุ้ยนั้น สภาพการรบในช่วงแรกของสงครามครั้งนี้นั้นปรากฏว่า ถังไท่จงฮ่องเต้ที่นำทัพไปด้วยทหารจำนวนหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นนายได้วางแผนเข้าโจมตีเหลียวตงและอันซีเพื่อควบคุมแม่น้ำเหลียวให้ได้ ทัพถังนั้นมีฉางซุนอู๋จี้และหลี่ซื่อจี่เข้าจัดการกับโคคูเรียวได้อย่างหมดจดในช่วงแรก จนกระทั่งยึดเหลียวตงไว้ได้ สามารถสังหารฝ่ายโคคูเรียวได้ถึงสองหมื่นคน จับเป็นได้อีกสามหมื่นหกพันนาย

เรื่องของนายพลเสือขาว ซิยิ่นกุ้ย (2)
"เติ้งชุ่ยเหวิน & ว่านจื่อเหลียง" ในบท "จอมทัพซิยิ่นกุ้ย"
        ปัญหาตึงมืออยู่ที่การยึดอันซี (Ansi ปัจจุบันคือเมืองอานชาน มณฑลเหลี่ยวหนิง) ซึ่งบัญชาการโดย หยางมานชุน(Yang Manchun) ซึ่งตั้งรับได้อย่างสุดยอดจนกระทั่งทัพถังไม่สามารถทำอะไรได้ มหาภัยที่เกิดขึ้นกับทัพถังก็คือ อากาศหนาวเย็นที่มาในเดือนกันยายน และปัญหาเรื่องเสบียงที่ถูกตัดขาดจากแนวหลัง หลี่ซื่อหมินเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะถอยทัพกลับเมืองฉางอันนครหลวงของราชวงศ์ถัง เพื่อไม่ให้ทัพของตนเองต้องล่มสลายทั้งหมด
       
        แต่ฝ่ายเกาหลีที่ชำนาญภูมิอากาศและพื้นที่มากกว่า ได้รวบรวมกำลังพลเพื่อจะหาทางตีทัพถังไม่ให้กลับบ้านได้ นำโดยทัพของ Yeon Gaesomun ทัพของนายพล Go Yeons และสุดท้ายทัพของนายพล Go Hyejin ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยแพ้จนเสียเมืองเหลียวตงมาแล้ว แต่งานนี้ไม่เหมือนเก่า เพราะ ขวัญ เสบียง และกำลังใจผิดกัน แถมเอาเข้าจริงการรบกับเกาหลีครั้งนั้นของหลี่ซื่อหมินนั้นมีความผิดพลาดค่อนข้างเยอะ ทั้งประเมินกำลังของฝ่ายตรงกันข้ามผิด เข้าใจสถานการณ์ที่ผิด ซึ่งเรื่องราวที่ว่านี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาในช่วงเวลาที่หลี่ซื่อหมิ่นเป็นหนุ่มเลย ความผิดพลาดนั้นมีมากขนาดว่า เมื่อเขาตัดสินใจยกทัพกลับนั้น หลี่ซื่อหมิ่นถึงกับบอกว่า เสียดายที่เว่ยเจิง(ขุนนางคนสำคัญผู้ที่เป็นเสมือนกระจกของหลี่ซื่อหมิ่นและคัดคัดค้านไม่เห็นด้วยกับกษัตริย์ของเขา)ไม่มีชีวิตอยู่ เพราะเขาคงคัดค้านการยกทัพและแผนการรบของพระองค์อย่างเต็มที่แน่ๆ
       
        ทัพถังนั้นโดนโจมตีกระหนาบจาก 3 ทาง จากเหตุการณ์ดังกล่าว โอกาสที่จะสูญสิ้นทั้งกองทัพก็มี ถ้าเผื่อไม่สามารถหาทหารเดนตายที่บุกฝ่าไปทำลายการบรรจบกันของกองทัพเกาหลี ในขณะที่กองทหารถังที่กำลังระส่ำระสายอยู่นั้นก็เกิดมีทหารหนุ่มร่างใหญ่ในเกราะขาว มีเกาฑัณฑ์สองคันไขว้ที่ด้านหลังพร้อมหอกขนาดใหญ่บุกฝ่าเข้าไปหยุดการสมทบกันของทัพเกาหลีพร้อมทั้งฆ่าฝ่ายข้าศึกเป็นแนวเลือดยาวไปจนเกิดช่องและหาทางรอดให้ฝ่ายถังได้ตีโต้ได้สำเร็จ
       
        หลี่ซื่อหมินจึงได้มีโอกาสเห็นฝีมือของนักรบเกราะขาวคนนั้น เขาถามนายพลที่อยู่รอบข้างว่า เขาคนนั้นคือใครก็ได้รับคำตอบว่า ทหารกล้าคนนั้นคือ ซิยิ่นกุ้ยแห่งกองเสบียง หลังการศึกจักรพรรดิถังเรียกตัวซิยิ่นกุ้ยมาพร้อมพระราชทานทองคำด้วยตัวเองและเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นเป็นนายทัพมีสิทธิเข้าร่วมประชุมทางการทหารในกองทัพร่วมกับนายพลระดับสูง
       
        สรุปแล้วสงครามครั้งนั้นกินเวลาไม่นาน เพราะไม่ถึงหนึ่งปีดีที่ทัพถังยึดเหลียวตงได้แล้วก็ต้องคืนเหลียวตงไปให้กับโคคูเรียว เอาเข้าจริงก็ต้องบอกว่าฝ่ายจีนนั้นแพ้และเสียหายมากกว่า แต่กระนั้นหลี่ซื่อหมินก็ยังบอกต่อคนในกองทัพว่า ต่อให้ชนะศึกเหลียวตงครั้งนี้ได้ เขาไม่ยินดีเท่ากับได้เห็นทหารหนุ่มๆ ที่มีฝีมือดีหลายคนได้เกิดขึ้นมาเพื่อทดแทนทหารเก่า
       
        “บรรดานายพลของข้าและตัวข้าเองล้วนแต่ชราแล้ว แต่ในการศึกครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทัพถังเรายังมีอนาคต ข้าได้เห็นตัวอย่างของความห้าวหาญจากทหารหน้าใหม่หลายต่อหลายคน นั่นเป็นความน่ายินดีเสียยิ่งกว่าการชนะศึกครั้งนี้เสียอีก โดยเฉพาะซิยิ่นกุ้ย ข้าไม่สามารถจะหาใครที่มีฝีมือการรบ พละกำลัง และความห้าวหาญได้เท่ากับเจ้าในเวลานี้ ข้าจะให้เจ้าเป็นทหารประจำตัวอันดับหนึ่งของข้า”
       
        หลังจากนั้นซิยิ่นกุ้นได้รับตำแหน่งนายพลประจำกองทหารราชองค์รักษ์ขององค์ฮ่องเต้ให้รับใช้ใกล้ชิดตัวหลี่ซื่อหมินตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในฐานะของนายพลผู้ควบคุมทหารรักษาพระองค์นั้น นับเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แถมซิยิ่นกุ้ยยังได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลประตูเสวียนอู่ ซึ่งถือเป็นยุทธภูมิที่สำคัญในการอารักขาองค์ฮ่องเต้และการปราบความไม่สงบเรียบร้อยในเมืองหลวงทีเดียว
       
        คนที่เคยดูซีรี่ส์สมัยที่ว่านจื่อเหลียงเล่นเป็นซิยิ่นกุ้ยคงจะรู้สึกว่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์จริงๆ นี้ ค่อนข้างที่จะแตกต่างไปจากในนวนิยายเอามากๆ แถมยังไม่มีปาร์ฏิหารณ์มาเกี่ยวข้องอะไรเลย
       
        แต่ซิยิ่นกุ้ยมีโอกาสรับใช้หลี่ซื่อหมินเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น จอมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้เสียชีวิตลงในปี 649 หลี่ซื่อบุตรชายได้ขึ้นมาครองราชย์แทนบิดามีนามว่า “ถังเกาจงฮ่องเต้” ซิยิ่นกุ้ยก็ยังอยู่ในฐานะของทหารรักษาพระองค์และอยู่ประจำที่เสวียนอู่อีก จนเหตุการณ์ในปี 654 เมื่อฮ่องเต้ถังเกาจงเสด็จไปพักร้อนที่พระราชวังหวันเนี่ยน(ปัจจุบันอยู่ที่ เป่าจี๋ มณฑล ซานซี) ก็เกิดเหตุมีพายุใหญ่เข้ามาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ครั้งนี้ซิยิ่นกุ้ยก็ได้แสดงฝีมืออีกครั้ง
       
        ในคืนวันที่ 22 มิถุนายน ผลจากการที่ฝนตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อให้เกิดน้ำป่าอย่างรุนแรงไหลบ่าลงมา เป้าหมายแห่งการทำลายล้างของน้ำป่าอยู่ที่พระราชวังที่ฮ่องเต้ทรงประทับอยู่ ค่ำคืนนั้นน้ำป่าไหลเข้าถล่มประตูด้านเหนือของพระราชวังว่านเหนียน บรรดาองค์รักษ์และทหารรักษาประองค์โดนน้ำป่าซัดหายไปพร้อมกับความแรงมากมาย แต่กระนั้นน้ำป่าก็ไม่สามารถทำลายซิยิ่นกุ้ยได้ เขาฝ่าความแรงของน้ำเข้าไปแจ้งเหตุร้ายต่อองค์ฮ่องเต้ที่กำลังหลับสนิทให้พระองค์ตื่นขึ้นแล้วพากันไปหลบในที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซิยิ่นกุ้ยช่วยผลักดันและแบกองค์ฮ่องเต้ขึ้นหลังพร้อมกับปีนไปอยู่ที่จุดสูงสุดของวังได้สำเร็จ ไม่นานหลังจากนั้นปรากฏว่าชั้นที่ฮ่องเต้เคยนอนอยู่ก็จบหายไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นอุทกภัยที่ใหญ่มากครั้งหนึ่งของเมืองหลินโหย่ว เพราะน้ำนั้นคร่าชีวิตชาวบ้านในเมืองไปมากกว่า 3 พันคนภายในคืนเดียว
       
        ซิยิ่นกุ้ยได้รับการสรรเสริญจากองค์ฮ่องเต้พร้อมกับพระราชทานม้าศึกส่วนพระองค์ให้เขาในฐานะเป็นทหารที่ช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้ได้ถึง 2 รัชกาลได้รับการขนานนามว่าเป็นนายพลคู่บัลลังค์ของฮ่องเต้
       
        เดี๋ยวคราวนี้ซิยิ่นกุ้ยจะได้ยกทัพปราบตะวันตกตามฉายาในประวัติศาสตร์แล้วครับ

จำนวนคนโหวต 38 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 32 คน
85 %
ไม่เห็นด้วย 6 คน
15 %
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017